<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117530</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2021 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรไท&#039;อดีตผู้ว่าธปท.จี้รัฐบาลเร่งแก้ 7 เรื่องกระทบเศรษฐกิจวงกว้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ก.ย. 2564 นายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่ากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานประชุมประจำปี 2564 สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในหัวข้อเสวนา &amp;quot;13 หมุดหมาย พลิกโฉมประเทศไทย&amp;quot; ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 นั้น ก่อนที่จะพูดถึงโครงสร้างหรือปัญหา จะต้องมองบริในการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ซึ่งหากมองเฉพาะสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคนอาจจะมองว่าไม่เป็นปัญหา ซึ่งหากมองบริบทของการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องเผชิญจะทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น โดยระยะเวลาในแผนฉบับที่ 13 จะเห็นบริบทการเปลี่ยนของโลกที่สำคัญ ที่เรียกว่า &amp;ldquo;VUCA&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทั้งความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครือสูง

&amp;ldquo;เศรษฐกิจภาคสังคมที่เคยทำย้ายไปทำอุตสาหกรรมแบบใหม่ เช่น เรื่องคนที่เคยทำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เคยรับนักท่องเที่ยว 40 ล้านคน อนาคตก็จะยากหากจะกลับไปจำนวนเท่าเดิม ซึ่งมีโอกาสยากมากขึ้น เพราะต้นทุนในการเดินทางจะสูงขึ้นเยอะ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาก และรูปแบบการท่องเที่ยวแบบเดิมก็สร้างปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ กำลังการผลิตในส่วนของท่องเที่ยวก็จะมีเหลือเยอะ เช่น โรงแรม ฉะนั้น ต้องคิดในเรื่องการปรับเปลี่ยน ให้ทรัพยากรไปใช้ในเรื่องใหม่ๆ ด้วย&amp;rdquo;

&amp;nbsp;ทั้งนี้มองว่าในโลกที่ผ่านมาก็เป็น&amp;nbsp;VUCA&amp;nbsp;มากขึ้น โดยเฉพาะวิกฤติโควิดที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนกระทบวงกว้างของโลก แต่ในระยะข้างหน้าจะยิ่งมีความเป็น&amp;nbsp;VUCA&amp;nbsp;มากขึ้น ในการตั้งรับและเตรียมพร้อม การเปลี่ยนแปลงจะมากรุนแรงกว่าเดิม และซับซ้อน ไม่แน่นอน เราต้องมีภูมิคุ้มกันที่ดี และต้องมีความคิดฉากทัศน์หลายๆฉากทัศน์ เพราะมีความคลุมเคลือมาก

&amp;nbsp;สำหรับแผนพัฒนาฯฉบับที่ 13 ไทยจะต้องเร่งแก้ไข 7 ข้อหลักให้ได้ เพื่อหลีกหนีจากจุด&amp;nbsp;Tipping Point&amp;nbsp;ซึ่งถือเป็นจุดหักเห หรือ อันตราย และหากปล่อยไว้ให้สถานการณ์ไหลลงไปเรื่อง จะยากที่จะนำกลับมาเหมือนเดิม และผลกระทบก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นและกระจายเป็นวงกว้าง โดย 7 ข้อที่ต้องเร่งแก้ คือ1.ขนาดของภาครัฐ ที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น ซึ่งภาคราชการ มีจำนวนหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ระดับสูงมากขึ้น ส่งผลให้งบประจำในงบประมาณ ซึ่งเป็นงบเงินเดือนอยู่ในระดับสูง ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ก็จะทำให้เบียดบังงบอื่น และหากขนาดใหญ่โตการแก้ไขปัญหาจะยากมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดจุดTipping Point&amp;nbsp;ได้

&amp;nbsp;2.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การฟื้นตัว ที่ไม่เท่ากัน ที่จะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวเศรษฐกิจเห็นเส้นแบ่งกันมากขึ้นในอนาคต ระหว่างคนรวยและคนจน เห็นเส้นแบ่งโอกาส เช่น ทางการศึกษาคนที่มีฐานะส่งไปนานาชาติ หรือ ตปท. แต่ก็ยังมีประชาชนที่ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันเอสเอ็มอีทำได้อย่างเท่าทันส่งผลกระทบต่อรายได้เช่นกัน 3.ความสามารถในการแข่งขันของไทย ในหลายผลิตภัณฑ์ ที่ต้องระวังไม่ให้หลุดจากห่วงโซ่มูลค่า (Global Value Chain)&amp;nbsp;เนื่องจากปัจจุบันไทยไม่ได้อยู่ในกรอบการค้าเสรีสำคัญของโลก โดยเฉพาะ&amp;nbsp;CPTPP&amp;nbsp;ที่กำลังเป็นที่สนใจของทั่ว โลก แม้ในช่วงก่อนหน้าจะมีหลายประเทศที่ยังไม่เข้าร่วมแต่ปัจจุบันมีท่าทีที่จะพิจารณาในเรื่องดังกล่าวยกเว้นไทยที่ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้เป็นปัญหาอย่างมาก เพราะในอนาคตหากประเทศไทยหลุดจาก&amp;nbsp;Global Value Chain&amp;nbsp;จะทำให้ไทยไม่ได้รับการเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีก

&amp;nbsp;4.ความเห็นต่างของคนระหว่างรุ่น ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีการขัดแย้งกันทางความคิด ดั่งนั้นจะทำ อย่างไรให้ความเห็นต่างของคนระหว่างรุ่น มีทางเบาบางลง ทำอย่างไรให้มองอนาคตประเทศร่วมกัน และมองเห็นจุดร่วมกันที่จะพัฒนาต่อยอด ของคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ลดความขัดแย้งของคนในสังคม 5.คุณภาพของระบบการศึกษาไทย ที่จะต้องเร่งยกระดับให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 6.ความสามารถในการใช้ ประโยชน์จากเทคโน โลยีสมัยใหม่และ7.การแก้ปัญหาการคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงกันอย่างมาก แต่สถานการณ์คอร์รัปชั่นยังเป็นเรื่องที่มองว่ารุนแรงมากในประเทศไทย และมีหลายระดับมาก จะต้องไม่ทำให้คอร์รัปชั่นเป็นเรื่องปกติในสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อคนเก่งไม่มีที่ยืน แข่งขันไม่ได้อย่างเป็นธรรม
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117530</URL_LINK>
                <HASHTAG>การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ, ดร.วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e1dc2b13e2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80185</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 20:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งไม้ต่อที่แบงก์ชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนซ้ายจากลาหลังครบวาระ 5 ปีเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา คนขวารับไม้ต่อวันที่ 1 ตุลาคม...ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไท สันติประภพ กับ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นเพื่อนกันมายาวนาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิรไทเคยทำงานที่ IMF ดร.เศรษฐพุฒิอยู่ World Bank สำนักงานอยู่วอชิงตันในช่วงเวลาเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ตอนเป็นปลัดคลัง ได้เคยขอให้ทั้งสองหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถระดับสากลกลับบ้านมาช่วยบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คุณชายเต่าไปชวนตอนท่านเป็นปลัดคลัง...ชวนไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ประมาณ &amp;nbsp;1-2 ปี...ตอนผมกลับมาปี 41 ท่านย้ายมาอยู่แบงก์ชาติแล้วครับ&amp;quot; ดร.วิรไทบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งสองหนุ่มกลับมาเป็นผู้อำนวยการร่วมของสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนที่มาอยู่ที่คลัง งานส่วนใหญ่จะช่วยคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราสองคนกลับมาตอนนั้น เดิมวางไว้สองปี พอเสร็จงานก็ตัดสินใจอยู่เมืองไทยต่อเลยครับ&amp;quot; ดร.วิรไทเล่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ผมย้อนความให้คนที่แบงก์ชาติฟังว่า ผมเป็นนักข่าวรุ่นที่ทันสัมภาษณ์คุณพ่อของทั้งสองท่านตอน พลตำรวจเอกประทิน สันติประภพ เป็นอธิบดีกรมตำรวจ และคุณโอวาท สุทธิวาทนฤพุฒิ ในฐานะเป็นนักการทูตและรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศและอธิบดีกรมสารนิเทศ)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงถือได้ว่าเป็นการส่งหน้าที่ต่อที่ควรจะราบรื่น ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณเศรษฐพุฒิเป็นนักเรียนทุนด้านเศรษฐศาสตร์ จบจาก Swarthmore College ของสหรัฐฯ และได้ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัย Yale&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คุณวิรไทเรียนโทและเอกที่มหาวิทยาลัย Harvard&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ข้ามไปเป็นกรรมการผู้อำนวยการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ และเป็น Chief Economist ของธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมก่อตั้งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ของธนาคารแห่งนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาเศรษฐพุฒิออกมาตั้งบริษัท The Advisory เป็นที่ปรึกษาด้านการเงินการลงทุนของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวะนี้เองที่เขาได้เข้าไปเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงหนึ่งเขานั่งเก้าอี้ประธานกรรมการบริหาร &amp;quot;สถาบันอนาคตไทยศึกษา&amp;quot; เพื่อศึกษาและวิจัยทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในวันข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกจังหวะหนึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งเป็น 1 ใน 6 ที่ปรึกษานายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐพุฒิจึงอยู่ในแวดวงใกล้ๆ รัฐบาลและปักหลักทำเรื่องเศรษฐกิจมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาน่าจะเป็นหนึ่งในนักเศรษฐศาสตร์ไทยที่ออกมาเตือนเรื่องปัญหา &amp;quot;หนี้ครัวเรือน&amp;quot; ที่พุ่งขึ้นจนน่าเป็นห่วง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวความคิดของเศรษฐพุฒิใกล้เคียงกับวิรไท ในการเน้นเสถียรภาพของระบบการเงิน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่ยอมให้กิจกรรมระยะสั้นมาบดบังการมองไกลซึ่งมีความสำคัญกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐพุฒิจะตั้งรับแรงกดดันทางการเมืองในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังเผชิญกับปัญหาหนักหน่วงได้เพียงใด จะ &amp;quot;แข็งในอ่อนนอก&amp;quot; อย่างวิรไทหรือไม่เป็นเรื่องที่ผู้คนกำลังเฝ้ามองอย่างสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนที่คุ้นเคยบอกว่าเศรษฐพุฒิเป็นตัวของตัวเองสูง และพร้อมที่จะแสดงจุดยืนที่ถูกต้องของ &amp;quot;ธนาคารกลาง&amp;quot; หากจำเป็นต้องยึดมั่นในหลักของ &amp;quot;เสถียรภาพ&amp;quot; เหนือ &amp;quot;ความจำเป็นระยะสั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่โควิดทำให้หลักคิดและแนววิเคราะห์นโยบายการเงินและการคลังปรับเปลี่ยนไปมากพอที่จะทำให้เกิดมิติแห่งการทำงานใหม่ระหว่างธนาคารกลางกับกลไกอื่นๆ ของรัฐเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยบาดแผลน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณวิรไทจะไปทำอะไรต่อหลัง &amp;quot;เกษียณ&amp;quot; ในวัย 50 ต้นๆ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากที่ปฏิเสธคำเชื้อเชิญในตำแหน่งรัฐมนตรีการคลัง เขาบอกว่าต้องการจะมีเวลาทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ได้ทำในช่วง 5 ปีที่อยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงจะขอ &amp;quot;นอนให้พอ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และมีเวลาอ่านหนังสือที่อยากอ่านมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หนีไม่พ้นว่าเขาคงจะมุ่งช่วยกิจกรรมที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือสังคมในด้านที่เขาเชื่อว่าสังคมไทยยังขาดแคลน โดยเฉพาะในด้านที่เขาเห็นเป็นปัญหาขณะที่ทำหน้าที่เป็นผู้ว่าการธนาคารกลางหลายประเด็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ คุณวิรไทจะได้มีเวลาทำสมาธิที่เป็นหลักปฏิบัติมายาวนานมากขึ้นแน่นอน!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80185</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.วิรไท สันติประภพ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2020 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2020 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039; แนะนโยบายการคลังยืดหยุ่นช่วงวิกฤต รักษาบทบาทในการประคองเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 63 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตคนที่มีความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือ ภาครัฐ ดังนั้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ใกล้ระดับ 60% ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล ถ้าการใช้จ่ายเงินกู้นำไปใช้กับโครงการที่ดี โครงการที่มีประสิทธิผลต่อการกระตุ้นการจ้างงาน ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานสอดคล้องวิถีชีวิตใหม่ (นิวนอร์มอล) และเป็นโครงการที่ช่วยให้ภาคธุรกิจขยายตัว เพราะในสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ที่ภาคเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ บทบาทของภาคการคลังก็ยังสามารถทำงานเพิ่มขึ้นได้อีก

&amp;quot;ไม่อยากให้ไปยึดติดกับกฎเกณฑ์บางอย่างที่ใช้ในภาวะเศรษฐกิจปกติ เช่น เพดานการก่อหนี้สาธารณะที่ต้องไม่เกิน 60% ของจีดีพี เพราะขณะนี้เศรษฐกิจหดตัว เป็นเรื่องที่เป็นกันทั่วโลก ไทยก็ต้องทบทวนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามสถานการณ์ ไม่อยากให้ยึดติดกับตัวเลขเป็นหลัก เพราะบทบาทของภาคการคลังยังมีความจำเป็น เพื่อรักษาระดับการเติบโตไม่ให้เศรษฐกิจไหลลงแรงกว่านี้&amp;quot; นายวิรไท กล่าว

นายวิรไท กล่าวอีกว่า การเพิ่มบทบาทการใช้จ่ายภาครัฐ มีประเด็นที่ต้องคิดอย่างจริงจังถึงเรื่องความสามารถในการหารายได้ในอนาคต ซึ่งมีหลายเรื่องที่ทำได้ เช่น เรื่องของฐานภาษีทรัพย์สิน ซึ่งปัจจุบันมีการเก็บในสัดส่วนที่น้อยมาก และการเพิ่มประสิทธิภาพฐานภาษี ซึ่งหลายประเทศมีการหารายได้จากทรัพย์สินของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เหล่านี้เป็นโอกาสในการหารายได้ให้รัฐในอนาคต

&amp;ldquo;ต้องสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง บทบาทของภาครัฐ ภาคการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีความจำเป็น หากต้องทำเพิ่มจากเกณฑ์ที่วาง ก็ต้องทำให้เป็นนโยบายที่สอดคล้องกับบริบท กับสถานการณ์ หากโควิด-19ส่งผลกระทบเศรษฐกิจในวงกว้างและยาวขึ้น ภาคการคลังจะเป็นเพียงส่วนเดียวที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ให้ไหลลงแรง กฎเกณฑ์ กรอบบางอย่างที่ตั้งไว้ในภาวะปกติ แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้นโยบายการคลังเพิ่มขึ้น ก็ต้องทำควบคู่กับแผนการหารายได้ในอนาคต ที่ได้จากหลากหลายวิธี&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

นอกจากนี้ อีกด้านของบทบาทภาคการคลังในระยะยาว จะต้องมีแผนในการถอนออก หรือปรับลดรายจ่ายบางประเภทจะต้องมีการปรับลดลง โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ จะต้องปรับให้เหมาะสม มาตรการที่เกิดขึ้นในภาวะวิกฤตโควิด-19 จะต้องไม่อยู่ยาวจนเกินไป ควรจะเป็นมาตรการชั่วคราว เมื่อสถานการณ์ปกติก็ต้องมีกลไกในการปรับลดลงทันที เหมือน พ.ร.ก. ซอฟท์โลน วงเงิน 5 แสนล้านบาท ที่มีการกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการชัดเจน ไม่มีการสร้างผลต่อเนื่อง ไม่มีผลต่อภาระการคลังในระยะยาว สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และจะต้องนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อปรับตัวเข้ากับยุคดิจิทัลมากขึ้น สะท้อนว่าบทบาทภาครัฐจะต้องปรับให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75131</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, ดร.วิรไท สันติประภพ, ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3f7e26cb12e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2020 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2020 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิรไท&#039;ปฏิเสธร่วมงานทีมเศรษฐกิจครม.ชุดใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ค. 2563 วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่มีชื่อถูกทาบทามเข้าร่วมทีมเศรษฐกิจของคณะรัฐบาลชุดใหม่นั้น ผมได้เรียนขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านไว้วางใจ และได้เรียนท่านไปตั้งแต่ต้นอาทิตย์ที่แล้วว่าคงไม่สามารถรับตำแหน่งใดได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71815</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิรไท สันติประภพ, ทีมเศรษฐกิจ, ปรับครม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2020 18:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2020 18:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;เบรกแบงก์จ่ายปันผลกลางปี63-ซื้อหุ้นคืน หลังจี้ทำแผนบริหารเงินกองทุน 3 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 63 - นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (โควิด -19) ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป และยังมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ (ธพ.) ในระยะต่อไป

ธปท. จึงให้ ธพ. จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนสำหรับระยะ 1-3 ปีข้างหน้า โดยคำนึงถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต และศักยภาพของลูกหนี้ในการทำธุรกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด -19 คลี่คลาย

โดยในระหว่างที่ ธพ. จัดทำแผนบริหารจัดการระดับเงินกองทุนใหม่นี้ ธปท. ขอให้ ธพ. งดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานในปี 2563 รวมถึงงดการซื้อหุ้นคืน เพื่อให้ ธพ. รักษาระดับเงินกองทุนให้เข้มแข็งและรองรับการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางที่ธนาคารกลางหลายประเทศได้ดำเนินการแล้ว เพื่อรองรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69164</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิรไท สันติประภพ, ธปท., แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แรงกดดันการเมืองเป็นส่วนหนึ่ง ของชีวิตผู้ว่าการธนาคารกลาง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ &amp;quot;ดร.วิรไท สันติประภพ&amp;quot; ตัดสินใจไม่เสนอตัวเป็น &amp;quot;ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;quot; อีกหนึ่งสมัยนั้น ความคิดในสมองมีเรื่องอะไรอยู่?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกือบ 5 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลาง เขาเผชิญกับอะไร และแรงกดดันทางการเมืองมีผลต่อการตัดสินใจหรือไม่...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือบางส่วนของบทสนทนากับ ดร.วิรไทเมื่อ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ผมเคยถามว่าคุณวิรไทจะเป็นผู้ว่าแบงก์ชาติสมัยที่สองหรือไม่...วันนี้มีคำตอบไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ผมเรียนวันนี้เป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการเลยครับ ว่าผมไม่ประสงค์ที่จะเข้ากระบวนการที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นสมัยที่สองครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระบวนการสรรหาผู้ว่าการใหม่เริ่มแล้ว อยู่ในช่วงของการรับสมัคร ผมไม่ประสงค์จะเข้ากระบวนการคัดเลือกครับ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันเป็นเหตุผลส่วนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: เกี่ยวกับโควิดไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ไม่เกี่ยวอะไรกับโควิดครับ จริงๆ แล้วเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธนาคารแห่งประเทศไทยสำหรับผมเป็นสถานที่ทำงานดีที่สุดที่เคยผ่านมา และถ้ามองไม่เฉพาะในประเทศไทย จากประสบการณ์ทำงานทั่วโลกและเชื่อมโยงกับหลายๆ องค์กร ผมถือว่าที่นี่เป็นที่ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลกในการทำงาน สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนโยบายสาธารณะ &amp;nbsp;สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่อยากจะเห็นการพัฒนา การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในเศรษฐกิจและสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ที่ว่าดีที่สุดหมายถึงตัวเองมีผลงานดีที่สุดหรือครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: มิได้ครับ ผมหมายถึงที่ทำงานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเราทำงานกันอย่างมืออาชีพ ทั้งผู้บริหารและพนักงานเป็นคนที่มีจิตสาธารณะสูง เป็นคนที่มีหลักการถึงคุณค่าหลักของพนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย เรามีอยู่ 4 เรื่องคือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ ติดดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องยืนตรง เราทำงานที่นี่ด้วยความสบายใจ ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่มีผลประโยชน์ของพวกพ้อง ทุกคนมีจิตสาธารณะและคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม และยึดหลักการของธนาคารกลางอย่างเข้มแข็ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองไกล ในสภาวะที่โลกมีความไม่แน่นอนสูง เห็นได้ชัดเลย เรามีนักวิชาการคุณภาพเยอะมาก และมีนักปฏิบัติที่มีคุณภาพด้วย ทำให้เราสามารถต่อจิกซอว์และมองภาพไปข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะในโลกข้างหน้าการแก้ปัญหาไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง เราได้พัฒนากลไกและจับมือกับพันธมิตรที่หลากหลายในหลายภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของเราไปข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ที่ว่าตัดสินใจยากเพราะอะไรครับ? เพราะที่นี่เป็นที่ทำงานดี...แต่ขณะเดียวกันเราก็อยู่ท่ามกลางวิกฤติหลายเรื่อง ไม่เสียดายหรือครับว่าเราจะออกไปโดยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้จบ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ผมว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถช่วยได้ในสังคมไทย บางคนถามว่าไม่กลัวเรื่องความต่อเนื่องหรือ ต้องเรียนว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เราทำงานกันเป็นทีม ทุกมาตรการที่ออกมามีการถกเถียง พูดคุยกันช่วยกันของผู้บริหารทุกระดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเรื่องความต่อเนื่องไม่ได้กังวล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ถ้ามีคนบอกว่าควรจะอยู่ช่วยชาติต่อไป จะว่าอย่างไรครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ผมว่าไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนในสังคมไทย เราก็สามารถที่จะมีบทบาทที่จะช่วยได้ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: แรงกดดันที่เกิดขึ้นระหว่างที่แก้วิกฤตินี้มีส่วนในการตัดสินใจไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: จริงๆ แล้วในบทบาทของการเป็นผู้กำหนดนโยบายบริหารระดับสูงของประเทศต้องเผชิญแรงกดดันโดยตลอด ธนาคารกลางก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันค่อนข้างมาก เพราะเรานั่งอยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ ทุกอย่างที่ธนาคารกลางตัดสินใจ มีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ย เรื่องค่าเงิน เรื่องมาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน LTV ต่างๆ มันมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นเรื่องนี้คงไม่ใช่เฉพาะตอนเกิดเรื่องโควิดเท่านั้น เป็นเรื่องที่นักธนาคารกลางต้องเผชิญตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: นอกจากผลประโยชน์ต่างๆ ก็คืออิทธิพลทางการเมือง ห้าปีที่ผ่านมาโดนแรงกดดันทางการเมืองที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมบ้างไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: เราพูดกันในหมู่นักธนาคารกลาง ไม่เฉพาะในเมืองไทย มันเป็นส่วนหนึ่งของภาระหน้าที่ (part &amp;nbsp;of the job description) แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าเราจะอยู่ประเทศไหน ถ้าเรามีเจตนาที่ดีเหมือนกันทั้งฝั่งของรัฐบาลและธนาคารกลาง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน เพราะว่าระยะเวลาของการมองต่างกัน การเมืองเขาก็จะมองระยะเวลาของการเลือกตั้งเช่น 4 ปี และประเทศไหนที่การเมืองไม่มั่นคงก็ยิ่งมองสั้นกว่านั้นอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการเมืองก็จะหวังผลระยะสั้นๆ แต่ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลเรื่องเสถียรภาพ เสถียรภาพเป็นแนวคิดระยะยาว เราต้องป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่เป็นจุดเปราะบางที่จะนำไปสู่ปัญหาในระยะยาวหรือไปเกิดวิกฤติในระยะยาว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีเจตนาที่ดีเหมือนกัน แต่ก็จะมีความขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นปัญหาของทุกธนาคารกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ตัวคุณวิรไทเองเจอแรงกดดันทางการเมืองหนักกว่าที่คาดไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ผมมักจะอยู่กับปัจจุบัน ก็เลยไม่ค่อยได้คาดเท่าไหร่ ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นเราก็มีหน้าที่ต้องทำความเข้าใจและแก้ไขและสื่อสาร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมาก็เห็นชัดว่า การรับฟังและของการเข้าใจความคาดหวังของกลุ่มต่างๆ &amp;nbsp;เป็นเรื่องสำคัญ แล้วเราจะประมวลเรื่องเหล่านั้นอย่างไร และถ้าคิดว่าเราเห็นไม่ตรงกับที่ฝ่ายการเมืองอาจจะต้องการ ถึงเวลาก็ต้องสื่อสาร ต้องแสดงจุดยืนให้เห็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และถ้าเขาคิดว่าเขามีเหตุผลที่หักล้างได้ เราก็ต้องรับฟัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: การประนีประนอมสำคัญไหมครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: อาจจะไม่เรียกว่าประนีประนอม ประนีประนอมเหมือนว่าคนหนึ่งจะเอา 1 อีกคนจะเอา 5 แล้วมาตกลงเอาตรงกลางหรือเอา 3 ไม่ใช่ครับ หน้าที่ของธนาคารกลาง ถ้าเราคิดว่ามันต้องเป็น 5 เราก็ต้องพยายามอธิบายว่าทำไมต้องเป็น 5&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมว่าทักษะของการรับฟังและการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการทำนโยบายหลายอย่างมีแต่จะยากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความคาดหวังของสังคมที่จะหลากหลายมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายเรื่องอย่างเช่นมาตรการที่เราต้องทำในช่วงโควิด เรื่องเสถียรภาพในระบบการเงินเป็นคำใหม่ &amp;nbsp;เมื่อก่อนคนบอกว่าธนาคารมีหน้าที่ดูแลเฉพาะธนาคารพาณิชย์ ไปยุ่งอะไรกับตลาดทุน แต่ระบบการเงินมันเชื่อมโยงกันหมด เราก็ทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. ร่วมกับ คปภ. และกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;เราต้องสร้างกลไกที่จะดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน ถ้าจำเป็นต้องทำก็ต้องทำ และอธิบายให้คนเข้าใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ต้องยอมรับตั้งแต่ต้นว่าตอนแรกก็มีแต่เสียงวิจารณ์ ต่อว่าว่าไม่ใช่หน้าที่ของธนาคารกลาง แต่พอเราได้อธิบายให้คนเข้าใจว่าดีกว่าที่จะเลือกไม่ทำอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการเลือกไม่ทำอะไรก็จะถูกต่อว่าอยู่ดี เพราะถ้าเกิดวิกฤติขึ้นก็จะบอกว่าทำไมแบงก์ชาตินิ่งดูดาย เห็นปัญหาแล้วไม่ทำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเราทำแล้วถูกวิจารณ์ก็ต้องสื่อสารว่าเราต้องรักษาเสถียรภาพของระบบ เพราะนั่นเป็นหัวใจที่สำคัญกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: แล้วจะไปทำอะไรครับ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ยังไม่มีแผนการใดๆ ครับ ก็คงจะพักสักระยะหนึ่ง เพราะงานเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเป็นงาน 24 ชั่วโมง เหตุการณ์ที่มากระทบระบบเศรษฐกิจของเราเกิดขึ้นตลอดเวลา และผมก็อยากมีเวลาให้คุณพ่อคุณแม่ให้ครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาเรียกว่าให้เวลาท่านน้อยมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Q: ในฐานะประชาชนก็คงยังติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองต่อไป?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;A: ครับ ฐานะนักเศรษฐศาสตร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68790</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.วิรไท สันติประภพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 16:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 16:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ผู้ว่าแบงก์ชาติแจงสภาเข้าใจผิด 9 แสนล้านไม่ได้กู้ ไม่เป็นภาระให้ลูกหลาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค. 2563 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารเห่งประเทศไทย (ธปท.) โพสต์ในเฟสบุ๊กส่วนตัว ว่า ได้ยินหลายท่านอภิปรายในสภาว่า รัฐบาลเสนอ พรก.กู้เงิน 3 ฉบับ รวม 1.9 ล้านล้านบาท ขอเรียนยืนยันอีกครั้งว่า พรก. ที่ ธปท. เสนอ &amp;ldquo;ไม่&amp;rdquo; ควรเรียกว่าเป็น พรก. กู้เงิน เพราะหัวใจของ พรก. ทั้งสองฉบับคือการให้อำนาจ ธปท. เข้าไปบริหารจัดการสภาพคล่องได้ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อครบเวลาสองปี เงินที่ ธปท. ปล่อย soft loans ผ่านสถาบันการเงินไปให้ SMEs สถาบันการเงินก็ต้องเอากลับมาคืน ธปท. ส่วนเงินที่ ธปท. จะลงทุน ผ่านกองทุน BSF เป็นการให้ bridge financing ชั่วคราว เมื่อครบกำหนดก็เอาเงินกลับมาคืน ธปท. (ธปท. ถึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพของตราสารที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งกลไกของ soft loans และกองทุน BSF ไม่ใช่การกู้เงิน 900,000 ล้านบาทมาใช้จ่าย หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่ได้สร้างภาระการคลัง 900,000 ล้านบาท หรือไม่ได้สร้างภาระภาษี 900,000 ล้านบาทให้ลูกหลานเหมือนกับที่หลายท่านกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งสองกลไกอาจจะสร้างภาระการคลังในอนาคตได้บ้าง ถ้าสินเชื่อ soft loans ที่ปล่อยให้ SMEs จำนวนมากเกิดกลายเป็นหนี้เสีย หรือตราสารหนี้ที่กองทุน BSF เข้าไปลงทุนไม่ได้รับชำระหนี้คืน ซึ่งตาม พรก. แล้วรัฐบาลจะชดเชยความเสียหายให้เพียงบางส่วนเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. ตระหนักดีว่าทั้งสองกลไกที่ ธปท. เสนอไม่พึงสร้างภาระการคลังให้กับคนไทยในอนาคต จึงต้องมีเงื่อนไขด้านคุณภาพอย่างรัดกุมทั้งการปล่อยสินเชื่อผ่าน soft loans และการลงทุนผ่านกองทุน BSF&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.วิรไท สันติประภพ, ผู้ว่าแบงก์ชาติ, พรก.กู้เงิน 1.9 ล้านล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
