<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>19045</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขี้ยากระอักซ้ำขึ้นภาษียาเส้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี้ยากระอักอีก &amp;ldquo;สรรพสามิต&amp;rdquo; จ่อทบทวนภาษียาเส้นใหม่ อ้างอัตราต่ำกว่าบุหรี่ซอง แต่หวั่นกระทบชาวบ้านต้องรอบคอบ &amp;ldquo;เอ็นจีโอ&amp;rdquo; ข้องใจไม่แตะน้ำเมา ซัด 2 มาตรฐานเอื้อทุนประชารัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีกระทรวงการคลังเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จะเรียกเก็บเงินจากการขายบุหรี่เพิ่มซองละ 2 บาท เพื่อมาสมทบในกองทุนบัตรทอง โดยรอเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัตินั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ล่าสุด นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวว่า กรมอยู่ระหว่างการทบทวนโครงสร้างภาษีสูบในภาพรวม โดยเฉพาะภาษียาเส้น ซึ่งปัจจุบันมีการจัดเก็บในอัตราที่ต่ำมาก แม้ว่าจะปรับอัตราใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2560 โดยทำให้ราคายาเส้นต่ำกว่าบุหรี่แบบซอง ผู้บริโภคจึงหันไปสูบยาเส้นมากขึ้น แม้ว่ายาเส้นทำลายสุขภาพมากกว่า แต่การขึ้นภาษียาเส้นต้องคิดให้รอบคอบ เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่น อาจกระทบกับชาวบ้านได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาษียาเส้นเคยปรับอัตรามาแล้ว ซึ่งตอนนั้นมีการคิดแบบ 2 เทียร์ แต่โครงสร้างใหม่เหลือเทียร์เดียว เช่น ยาเส้นปรุงเก็บ 10% ของมูลค่า และกรัมละ 1.20 บาท ซึ่งต่ำกว่าการเก็บภาษีบุหรี่ที่ 20-40% ตามมูลค่าและมวนละ 1.20 บาท ทำให้คนไปสูบยาเส้นมากขึ้น ซึ่งกรมอยู่ระหว่างพิจารณาในภาพรวม&amp;rdquo; นายพชรย้ำ และว่า ส่วนกรณีการเก็บเงินเพิ่มบุหรี่ซองละ 2 บาทนั้น ยังไม่ได้มีการเสนอเรื่องนี้มาที่กรม แต่หากเป็นนโยบายรัฐบาล กรมก็พร้อมดำเนินการเรียกเก็บเงินเพื่อสมทบเข้ากองทุนดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวถึงกฎหมายเก็บเงินสมทบจากบุหรี่ 2 บาทเข้ากองทุนบัตรทองว่าเหตุใดจึงเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน เก็บเฉพาะบุหรี่ประเภทเดียว แต่ไม่รวมสินค้าบาป สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนการเก็บเงินภาษีเข้ากองทุนอื่นที่ตั้งขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้าง ทั้งๆ ที่น้ำเมาสร้างปัญหาให้สังคมในหลากหลายมิติมากกว่าบุหรี่ด้วยซ้ำ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ถ้ารัฐบาลอยากเพิ่มงบประมาณเพื่อการรักษาโรคของประชาชน ก็ไม่ควรละเว้นการเก็บภาษีเพิ่มจากน้ำเมาด้วย ได้ทั้งภาษี และลดปัญหาจากน้ำเมาตามแนวทางองค์การอนามัยโลกด้วย&amp;rdquo; ภก.สงกรานต์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายเฝ้าระวังธุรกิจสุรา มองเช่นกันว่า การเสนอจัดเก็บภาษีเพิ่มจากบุหรี่ซองเพียงอย่างเดียว ทำให้ข้อครหาที่ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยว่ารัฐบาลเกรงใจนายทุนน้ำเมาใกล้ความจริงมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะการที่ทุนเข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกกลไกรัฐในนามประชารัฐ &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าจะเก็บภาษีบุหรี่ ก็ไม่ควรเว้นการเก็บภาษีเครื่องดื่มแฮลกอฮอล์ เนื่องจากสุราเป็นสินค้าที่ทำลายสุขภาพเหมือนบุหรี่ หากเก็บเฉพาะบุหรี่ก็เท่ากับหาความชอบธรรมใดๆ ไม่ได้เลย&amp;rdquo; นายคำรณกล่าว &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.ศรัณญา เบญจกุล อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ดีที่สุดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำคือ มาตรการภาษี ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นภาษีต่อเนื่องตามอัตราเงินเฟ้อ เพราะหากปล่อยให้ราคาคงเดิมจะเท่ากับราคาบุหรี่ลดลงทุกปี หรือหมายถึงบุหรี่มีราคาถูกลง เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจซื้อ ทั้งนี้ มาตรการภาษีไม่สามารถใช้เพียงลำพังได้ เพราะเมื่อบุหรี่ราคาแพงขึ้นคนจะชะงัก และมองหาบุหรี่ที่ราคาถูกกว่ามาสูบแทน จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายควบคุม อาทิ ควบคุมไม่ให้มีการแบ่งมวนขาย หรือควบคุมไม่ให้มีบุหรี่เถื่อน โดยเฉพาะการแบ่งมวนขายจะทำให้คนไม่เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบ เพราะยังสามารถหาบุหรี่ราคาถูกได้
&amp;ldquo;ภาษีถือเป็นมาตรการที่ได้ผลที่สุดในการควบคุมการบริโภคยาสูบ เพราะจะทำให้นักสูบเปลี่ยนพฤติกรรมทันที แต่หากจะทำให้การควบคุมยาสูบได้ผลดียิ่งขึ้น ต้องทำควบคู่กับมาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะ 1-2 เดือนแรก หลังใช้มาตรการทางภาษีต้องเร่งให้ความรู้ประชาชนถึงพิษภัยของบุหรี่ สนับสนุนการช่วยเลิกบุหรี่ และเฝ้าระวังการโฆษณาและส่งเสริมการขายบุหรี่ เพื่อให้สามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร&amp;rdquo; ดร.ศรัณญากล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์การควบคุมยาสูบของไทย โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนนั้น ดร.ศรัณญากล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและเยาวชนสูบบุหรี่ในปี 2560 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าผลจากทำงานป้องกันนักสูบหน้าใหม่ของภาคส่วนต่างๆ สามารถลดสัดส่วนการสูบบุหรี่ของเด็กและเยาวชนลง เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 โดยเด็กที่เริ่มสูบบุหรี่อายุต่ำกว่า 12 ปีลดลงได้ครึ่งหนึ่ง นักสูบอายุ 13-15 ปี ลดลงได้ 10% ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนี้ยังพบว่าอายุเฉลี่ยของเยาวชนที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรก เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยที่ 18.03 ปี เพิ่มเป็นอายุเฉลี่ย 18.14 ปี ในปี 2560 ส่วนจำนวนเยาวชนอายุ 15-19 ปีที่สูบบุหรี่ ก็ลดลงเช่นกัน จากปี 2557 จำนวน 5.48 แสนคน ลดลงเหลือ 4.47 แสนคน ในปี 2660
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาศักยภาพภาคีด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า มาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบที่ไทยใช้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบของ WHO อย่างครอบคลุม คือใช้ทั้งมาตรการทางภาษี มาตรการบังคับใช้กฎหมาย และมาตรการการรณรงค์เพื่อให้ความรู้ประชาชน ซึ่งพบว่าประชากรในเขตเมืองเริ่มมีอัตราการสูบบุหรี่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องกระจายมาตรการเหล่านี้ไม่ให้กระจุกตัวในเมือง เพื่อทำให้เกิดการเลิกบุหรี่อย่างครอบคลุม ทำให้มาตรการควบคุมยาสูบมีความเข้มข้นและได้ผลดียิ่งขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19045</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำรณ ชูเดชา, ดร.ศรัณญา เบญจกุล, ผศ.ดร.ลักขณา เติมศิริกุลชัย, พชร อนันตศิลป์, สรรพสามิต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181003/image_big_5bb4d38f4f1e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
