<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-ดีป้า-มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย-ภาคีเครือข่าย เปิดตัวเว็บไซต์ธนาคารหนังสือออนไลน์ คัดกรองหนังสือ-บทความเพื่อเด็กปฐมวัยกว่า 580 เรื่อง มุ่งให้พ่อแม่-คนใกล้ชิดเด็กเล็ก ใช้พลังการอ่าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และภาคีเครือข่าย จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียน อาจทำให้การเรียนรู้ของเด็กถดถอย สื่อออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สื่อออนไลน์จึงควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กเล็ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และชะลอความรุนแรงของปัญหาการถดถอยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนา &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีการคัดกรองหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย 464 เล่ม บทความ 121 เรื่องสามารถดาวน์โหลดอ่านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงกิจกรรมอีกกว่า 70 กิจกรรม เพื่อช่วยให้พ่อ แม่ และผู้ดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสร้างเสริมศักยภาพที่จำเป็นในวัยเด็ก มุ่งให้เกิดกระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient : DQ) และการอ่าน (Reading Literacy : RD) ที่สามารถวางรากฐานทักษะการเรียนรู้ของเด็กรอบด้าน ทั้งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และทักษะป้องกันตนเองจากโควิด-19 ทำให้เด็กมีการพัฒนาศักยภาพนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;นางสาวกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านนโยบายและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้า ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนตระหนักถึงพลังของการใช้สื่อดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล &amp;ldquo;วิทยากรตัวคูณ สูงวัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล&amp;rdquo; กิจกรรมพัฒนาทักษะยูทูบเบอร์ผู้พิการทางสายตา การร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อเป็นหนึ่งในสื่อที่ให้ความสำคัญในการวางรากฐานทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล หรือ Media Information and Digital Literacy (MIDL) ตั้งแต่ปฐมวัยซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เกิดขึ้นเพื่อจะนำไปสู่คำตอบสำคัญของการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤต พัฒนาเด็กปฐมวัยที่กำลังเผชิญภาวะพัฒนาการถดถอย ขณะเดียวกัน ได้ใช้พลังของการอ่านในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มศักยภาพให้เกิดความสมดุล ทั้งโลกดิจิทัลด้วยการวางฐานการสร้างสมรรถนะ สร้างทักษะชีวิต และทักษะเท่าทันสื่อ สร้างปรากฏการณ์ &amp;ldquo;มหัศจรรย์แห่งการอ่าน&amp;rdquo; ในการขยายพื้นที่เรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมสร้างสังคมสุขภาวะที่ปรารถนาให้เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน การร่วมมือกับ สสส. จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง 2.เคลื่อนไหว ทำกิจกรรมในครอบครัว 3.ปรับตัว เข้าสังคมกับคนรอบข้าง 4.มองตา และ 5.สัมผัสหรือกอด เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านแล้วยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ www.earlychildhoodbookbank.com เว็บไซต์แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.&amp;nbsp; www.happyreading.in.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;อ่านยกกำลังสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118822</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Intelligence Quotient : DQ, Reading Literacy : RD, กระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดีป้า, นางสาวกษมา กองสมัคร, นางสุดใจ พรหมเกิด, ภาคีเครือข่าย, มหัศจรรย์แห่งการอ่าน, มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย, สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615bf7f8ec8ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ภัยออนไลน์ในเด็ก&quot; ปัญหาสังคมยุคดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ภัยจากโลกออนไลน์ในเด็ก&amp;rdquo; ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนำมาซึ่งผลเสียทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อีกทั้งนำไปสู่การล่อลวงต่อชีวิตและทรัพย์สิน ที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของการติดเกมติดการพนันที่ทำให้เป็นโรคทางจิต หรือแม้แต่การถูกกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ หรือ &amp;ldquo;ไซเบอร์บูลลีอิ้ง&amp;rdquo; (Cyberbullying) ที่พบได้เป็นอันดับต้นๆ ของภัยจากโลกโซเชียล&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อเป็นการสะท้อนปัญหาดังกล่าว ในเด็กและเยาวชนไทยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับรู้ ท่ามกลางสังคมโซเชียลที่น้องๆ หนูไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และนำไปสู่การแก้ไขโดยไม่เพิกเฉยนั้น ศูนย์ประสานงานส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ (Child Online Protection Action Thailand : COPAT) ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย ได้เผยผลสำรวจเกี่ยวกับสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ ซึ่งทำการสำรวจทางออนไลน์ เมื่อเดือน ก.พ.-เม.ย.2562 ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ&amp;hellip;งานนี้ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องได้มาสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวผลสำรวจเกี่ยวกับภัยออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กไทย ตลอดจนทางออกในประเด็นดังกล่าวไว้น่าสนใจ เพราะปัญหาดังกล่าวได้ส่งตรงไปยังห้องนอนของเด็กๆ ที่เล่นมือถือก็ว่าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และอนุกรรมการส่งเสริมการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชน ในการใช้สื่อออนไลน์ เผยว่า &amp;ldquo;จากการสำรวจข้อมูลภัยโลกออนไลน์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 6-18 ปี ในจำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ โดยเด็กที่ตอบคำถามนั้น เป็นเด็กในช่วงปฐมศึกษาและมัธยม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากผลสำรวจพบว่าเด็กมัธยมร้อยละ 85 บอกว่า 1 ใน 3 คน เคยถูกกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ หรือ &amp;ldquo;ไซเบอร์บูลลีอิ้ง&amp;rdquo; (Cyberbullying) หรือคิดอย่างง่ายๆ ว่าเด็กที่เข้าร่วมการสำรวจนั้น 15,318 คน ในจำนวน 3 ราย มี 1 คน เคยโดนกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นเด็กในกลุ่มเพศทางเลือก จำนวน 1 ใน 2 ราย เคยถูกล้อเรื่องเพศผ่านทางโซเชียล ที่สำคัญเด็กร้อยละ 40% ที่ถูกเพื่อนล้อจะไม่บอกใคร ซึ่งปัญหาที่ตามมาตรงนี้ คือการที่เด็กจะรู้สึกเครียด เศร้า เพราะต้องเก็บเรื่องที่ถูกล้อไว้ แต่ทั้งนี้ก็มีเด็กบางคนที่รับมือกับปัญหานี้ได้ โดยไม่ให้ค่ากับการถูกล้อ หรือมองเป็นเรื่องขำๆ ที่สำคัญยังพบอีกว่าผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 40 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนผลสำรวจต่อมานั้นพบว่า เด็กไทยอายุระหว่าง 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ ใช้อินเทอร์เน็ต 6-10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 39 ที่ถือได้ว่าเป็นสัดส่วนการใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ค่อนข้างสูง และส่วนใหญ่เด็กใช้ไปในเชิงของการพักผ่อนและความบันเทิง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 67% ซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนในการใช้เพื่อความบันเทิงที่สูงเช่นเดียวกัน ทั้งที่ความจริงแล้วเด็กในช่วงวัยดังกล่าวไม่ควรอยู่กับโซเชียลนานเกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน เพราะข้อมูลทางการแพทย์ออกมาระบุว่า หากเด็กใช้เวลากับโซเชียลนานเกินกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน และติดต่อกันนาน 3 ปี จะทำให้เด็กเสี่ยงต่อการติดเกมสูง 2-3 เท่า ซึ่งคิดร้อยละ 38% อีกทั้งยังกระตุ้นให้เด็กเป็นโรคทางจิตเพราะติดเกมอีกด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ศรีดา กล่าวอีกว่า &amp;ldquo;เด็กไทยที่เข้าร่วมการสำรวจ อายุ 6-18 ปี ร้อยละ 47% ระบุว่า &amp;ldquo;เข้าถึงสื่อลามกผ่านทางโลกออนไลน์&amp;rdquo; ซึ่งจะทำให้เด็กไม่สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องเพศได้ และกระตุ้นให้เด็กกระโดดเข้าสู่การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร โดยเริ่มการเข้ารับชม และเซฟเก็บภาพลามกไว้ กระทั่งแชร์ส่งต่อให้เพื่อน ที่สำคัญจะทำให้เด็กถ่ายคลิปตัวเองในอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม และส่งให้ผู้อื่นดู นอกจากนี้ เด็กร้อยละ 50% นั้น หรือประมาณ 7,659 ราย จาก 15,318 คนที่เข้าร่วมการสำรวจ ซึ่งเข้าถึงสื่อลามกอนาจารผ่านทางออนไลน์ โดยที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่รู้ว่าการที่เซฟภาพลามกอนาจารไว้ดูเป็นเรื่องที่ผิด และเมื่อสอบถามเด็ก บอกว่า ร้อยละ 67 นั้นได้ส่งต่อให้เพื่อนดู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากผลสำรวจที่เกิดขึ้นนั้น เป็นการให้ความรู้กับเด็ก เพื่อให้เขาตระหนักว่าการเซฟรูปลามกอนาจารไว้ดูคนเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดแล้ว นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังระบุอีกว่า เด็กร้อยละ 2% เคยถ่ายรูปอนาจารของตัวเองและส่งให้เพื่อนดู ทั้งนี้ เด็กร้อยละ 2% ในจำนวนดังกล่าว เมื่อบวกลบคูณหารจากเด็กที่เข้าร่วมสำรวจจำนวน 15,318 คน จากทั่วประเทศ คิดเป็นจำนวนเด็ก 300 คน ที่มีพฤติกรรมส่งรูปที่ไม่เหมาะสมของตัวเองให้ผู้อื่นดู ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้ประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นภัยจากโลกออนไลน์ในเด็กและเยาวชนที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ จากการตอบแบบสอบถามในเด็ก 4,000 ราย เกี่ยวกับการที่ &amp;ldquo;เด็กนัดพบเจอคนแปลกหน้าที่พบกันในโลกออนไลน์&amp;rdquo; พบว่าเด็ก 199 คน ในจำนวนเด็ก 4,000 คน กล้าออกไปนัดเจอคนแปลกหน้า และเมื่อออกไปเจอกันแล้ว ก็มักจะได้รับการดูถูกหรือการล้อเลียน และถูกรังเกียจ เนื่องจากรูปในโซเชียลไม่เหมือนกับตัวจริง โดยเด็ก 73 คนที่ออกไปพบคนแปลกหน้าที่นัดเจอผ่านทางโซเชียล ถูกล่วงละเมิดทางเพศคิดเป็น 1.9% และอีก 80 คน ถูกหลอกลวงให้เสียเงินและทรัพย์สิน คิดเป็นร้อยละ 2.1% และอีก 50 คนนั้นถูกหลอกให้ถ่ายคลิปลามกเพื่อไปอนาจาร คิดเป็นร้อยละ 1.3 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า คนที่ดูแลนโยบายและเนื้อหาในการใช้สื่อออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นไปด้วยความเหมาะสม ในการที่เด็กจะสามารถรับชมได้หรือไม่อย่างไร เพราะจากผลสำรวจระบุว่า การที่เด็กใช้อินเทอร์เน็ตเป็นไปเพื่อการพักผ่อนและความบันเทิงเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการใช้โซเชียลแต่ประการใด ที่สำคัญเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นจากการใช้อินเทอร์เน็ตแล้วนั้น เด็กหรือผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีการตระหนักภัยเรื่องนี้อย่างไรบ้าง เพราะจากผลสำรวจยังพบอีกว่า เด็กวัยรุ่นร้อยละ 25 นั้น กล้าที่จะออกไปเจอหรือนัดเจอคนแปลกหน้าที่พบกันในโลกออนไลน์โดยที่ไม่บอกให้ผู้ปกครองทราบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ภัยจากโลกออนไลน์ในเด็กเยาวชนที่พบคือ &amp;ldquo;การที่เด็กแชร์โลเกชั่น หรือจุดที่ตัวเองเช็กอิน&amp;rdquo; ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนั้นมักเกิดขึ้นได้อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเด็กได้มีการพูดคุยกับคนแปลกหน้า และมีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว มีการถ่ายรูปตัวเอง มีการแชร์โลเกชั่นที่ตัวเองอยู่ ตลอดจนการไลฟ์สด ซึ่งเป็นการเปิดเผยหน้าตาและสถานที่ตัวเองอยู่ ซึ่งพฤติกรรมเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้คิดเป็นร้อยละ 34% ทั้งนี้ ตัวเยาวชนไม่ได้ตระหนักถึงภัยและอันตรายที่จะตามมา. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;หนังสือแนวทางป้องกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;คุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;จากผลสำรวจดังกล่าวนั้น เราจึงได้จัดทำ &amp;ldquo;หนังสือแนวทางป้องกันคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์&amp;rdquo; ที่เป็นเล่มสีฟ้าขึ้นมา โดยมี 10 ตัวอย่างในการป้องกันระวังเด็กจากการใช้โซเชียล ที่มีเนื้อหาตั้งแต่ภัยคุกคามเล็กน้อย อย่างการส่งดอกไม้เพราะความชื่นชอบ กระทั่งบุกรุกไปหาถึงบ้าน ไปจนถึงภัยร้ายแรงอย่างการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชันในโซเชียล และมีการแบล็กเมล์ หากไม่พูดคุยด้วยจะส่งคลิปแช้ตที่เคยคุยกันเพื่อนำไปลงยูทูบ เป็นต้น ซึ่งถ้าเด็กยอมพูดคุยด้วยต่อก็จะนำมาซึ่งการถูกหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์กัน ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะมีวิธีการรับมือกับภัยดังกล่าว ตลอดจนวิธีที่เด็กจะรับมืออย่างไรกับความเครียด ความกังวล เพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายจากการได้รับภัยจากโลกออนไลน์ รวมไปคำแนะนำของคนรอบข้างตัวเด็ก ที่จะช่วยน้องๆ หนูๆ ได้โดยการเป็นผู้ฟังที่ดี และรับฟังปัญหาอย่างจริงใจ อีกทั้งการรับมือการถูกกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ ด้วยการช่วยน้องๆ หนูๆ บล็อกข้อความที่เขียนมา หรือลบข้อมูลเท่าที่จะลบได้ หรือช่วยรายงานไปยังเจ้าหน้าที่ที่ดูแลให้ช่วยจัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่สำคัญไม่แพ้กันนั้น ผู้ปกครองต้องให้เวลากับลูก เพื่อไม่ให้เด็กอยู่กับมือถือตลอดเวลา หรือกระตุ้นให้เด็กเวลากับโลกออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งผู้ปกครองควรใช้โซเชียลอย่างชาญฉลาด เช่น การไม่ถ่ายรูปลูกของตัวเอง และโพสต์ลงโซเชียล เพราะนั่นจะทำให้ภาพของเด็กถูกนำไปตัดต่อและนำไปใช้ในเชิงของการข่มขู่ และถือเป็นการละเมิดสิทธิเด็กด้านหนึ่งเช่นกัน ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้เท่าทัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.ศรีดา บอกอีกว่า ในปัจจุบันนั้นมีการตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม ทั้งรูปแบบของจิตอาสาในการตรวจสอบ ตลอดจนแอปพลิเคชันจากองค์กรต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการตรวจติดเว็บไซต์ออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงสายด่วนหรือฮอตไลน์ ที่รับร้องเรียนเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยต่างๆ ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน แต่ทว่ายังมีข้อจัดอยู่บางประการที่ทำให้การรูปแบบการเฝ้าระวังเหล่านี้ยังใช้งานไม่สบความสำเร็จเท่าที่ควร ประกอบกับปัจจุบันภัยดังกล่าวได้พุ่งตรงไปสู่ห้องนอนของเด็กๆ แล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อันที่จริงแล้วรูปแบบเครือข่ายการเฝ้าระวังดังกล่าวก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าไม่มาก เนื่องจากเว็บไซต์ ตลอดจนการติดตามเฝ้าระวังสื่อที่ไม่เหมาะสมจากจิตอาสาต่างๆ นั้น คนมักจะไม่ค่อยรู้จัก นั่นจึงไม่ก่อให้เกิดการแชร์เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมเพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้ไปในวงกว้าง เพราะทุกคนมองว่าปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว ดังนั้นอันดับที่ 1 จำเป็นต้องมีการโปรโมท หรือประชาสัมพันธ์รูปแบบของการเฝ้าระวังเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อให้เป็นที่รู้จัก 2.สร้างเครือข่ายให้ช่วยกันแจ้งเบาะแสเว็บไซต์ที่เหมาะสม 3.ผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องมีการจับและปรับจริง สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนผู้ที่ใช้สื่อออนไลน์ โดยไปละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชน จึงจะทำให้กลไกลการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดี ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(อ.สมพงษ์ จิตระดับ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน อ.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว บอกว่า &amp;ldquo;ถ้าพูดถึงภัยจากโลกออนไลน์ที่พบได้ในเด็กและเยาวชนไทย ภัยของการถูกกลั่นแกล้งในโซเชียล พบมากที่สุด หรือที่รู้จักกันว่า &amp;ldquo;ไซเบอร์บูลลีอิ้ง&amp;rdquo; ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นโรคซึมเศร้า แยกตัวเองออกจากกลุ่มเพื่อน กระทั่งทำร้ายตัวเอง และเหตุการณ์เหล่านี้พบรุนแรงขึ้นตามลำดับ อันที่สองนั้นคือ &amp;ldquo;ความรุนแรงทางเพศ&amp;rdquo; ที่มาจากการจากเสพสื่อลามกอนาจารของเด็ก นับเป็นสิ่งที่แฝงมากับสื่อออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันเด็กเข้าถึงง่ายและเห็นภาพเหล่านี้ได้ง่ายเกินไป และจะนำมาซึ่งปัญหาการตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์ อีกทั้งทำให้พฤติกรรมของเด็กเป็นไปในเชิงที่รุนแรงมากขึ้นจากการที่อยู่กับสื่อออนไลน์มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังทำให้ &amp;ldquo;พัฒนาการของเด็กเสีย&amp;rdquo; เช่น เด็กที่เล่นมือถือมักจะสายตาสั้นขึ้น และสมาธิก็จะสั้นลง ที่สำคัญยังทำให้ &amp;ldquo;เด็กไม่ออกกำลังกาย&amp;rdquo; ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพอย่างโรคอ้วน โรคเบาหวานในเด็ก เป็นต้น ที่สำคัญยังทำให้ &amp;ldquo;ผลการเรียนตกต่ำ&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;แนวทางป้องกันและรับมือกับภัยออนไลน์ในเด็กนั้น ครูอาจารย์ที่เป็นผู้ให้ความรู้เด็กๆ ในโรงเรียนนั้น ควรปลูกฝังเรื่อง &amp;ldquo;ทักษะชีวิต&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึงการเข้าถึงสื่อออนไลน์ของเด็กที่ถูกต้องจะมีลำดับขั้นตอนอย่างไร รวมถึงให้ความรู้กับเด็กในการป้องกันตัวเองจากภัยออนไลน์ โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยข้อมูลตัวเองกับคนแปลกหน้า เป็นต้น รวมถึงการที่พ่อแม่ที่มีลูกเรียนอยู่ในวัยประถม-มัธยมศึกษานั้น ต้องไม่ปล่อยให้เด็กอยู่กับมือตามลำพัง เพราะการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กกับผู้ใหญ่ต่างกัน ซึ่งผู้ใหญ่จะมีหน้าที่การงานและความรับผิดชอบ ทำให้ไม่สามารถอยู่กับโซเชียลได้ตลอดเวลา และมีประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่า เมื่อเล่นก็จะรู้จักพักเบรก ซึ่งต่างกันกับเด็กที่หากเข้าไปเล่นโซเชียลแล้วมักจะติด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดังนั้นจึงแนะนำว่าผู้ปกครองไม่ควรปล่อยให้เด็กหมกมุ่นอยู่กับมือถือนานเกิน 30 นาที แต่ควรให้ความรักและใส่ใจลูก อีกทั้งต้องหมั่นชวนบุตรหลานพูดคุย เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ และนำไปสู่กิจกรรมอื่นๆทมที่เสริมเข้ามา เพื่อทำให้เด็กไม่ติดอยู่กับโซเชียล เช่น การโหวตว่าเด็กๆ อยากดูภาพยนตร์เรื่องอะไร หรือวันหยุดอยากไปเที่ยวที่ไหน หรืออยากออกกำลังกาย และอยากไปทำงานจิตอาสาอะไรดี เพราะทุกวันพ่อแม่ลูกมีโทรศัพท์มือถือคนละเครื่อง และต่างคนก็ต่างเล่น ที่สำคัญผู้ปกครองควรปลูกฝังความรู้จากการอ่านหนังสือให้กับเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 3 ปี เพราะนั่นจะทำให้เด็กมีสมาธิ และกลายเป็นคนที่รักการอ่าน อีกทั้งมีคุณธรรมจริยธรรม กระทั่งเมื่อเด็กเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา หรือ ป.5-ป.6 จึงเชื่อมโยงระหว่างการหาความรู้จากหนังสือกับโซเชียลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อก่อให้เกิดทักษะของการฝึกหัดและลงมือปฏิบัติที่ไปด้วยกันได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.สมพงษ์ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;การที่บ้านเรามีการตั้งกลุ่มจิตอาสา ในการเฝ้าติดตามสื่อที่ไม่เหมาะสมที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบอาจจะยังไม่เพียงพอ และไม่ทันกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็ก เพราะโซเชียลค่อนข้างรวดเร็ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดบริบทของครอบครัว และการระบบการศึกษา ศาสนา เป็นแนวทางป้องกันปัญหาโลกออนไลน์ไปสู่เด็กที่สำคัญ และสื่อโซเชียลมีเดียต้องเฝ้าระวังกันเองในการนำเสนอข้อมูลที่ไม่เหมาะสมไปสู่เด็กและเยาวชน ที่สำคัญภาครัฐต้องเข้ามาดูแลปัญหานี้ และต้องเจ้าภาพหลักในการช่วยแก้ไขปัญหา&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45143</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อ.สมพงษ์ จิตระดับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d723539d7639.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฝ้าระวังสื่อทำร้ายเยาวชน แค่เขียนเสือให้วัวกลัว!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันเด็กยุคใหม่กลายเป็นเหยื่อของโลกโซเชียลมากขึ้น ทั้งถูกล่อลวงไปทำอนาจารและถ่ายคลิปไว้สำหรับแบล็กเมล์ เยาวชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไหนจะถูกหลอกให้ซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น ยาลดความอ้วน จากปัญหาที่เกิดขึ้นก็มีเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งลงพื้นที่ให้ความรู้น้องๆ หนูๆ ในการรู้เท่าทันภัยโซเชียล และบางแห่งก็มีจัดการทำแอปพลิเคชันตรวจสอบเว็บไซต์ออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม หรือบางหน่วยงานก็ได้มีการเปิดรับจิตอาสา เพื่อทำหน้าที่รับตรวจสอบและติดตามสื่อโซเชียลที่ไม่ดีเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทว่าคำถาม??? ที่เกิดตามมา คือภารกิจที่เครือข่ายรู้เท่าทันสื่อได้สร้างขึ้นมา มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ อีกทั้งเมื่อดำเนินงานไปแล้วมีการติดตามผลการทำงานอย่างไรบ้าง เพราะกระแสข่าวสถิติเยาวชนที่ตกเป็นเหยื่อแช้ตและแชร์นั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีนัยสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พี่ปู-วันชัย บุญประชา เลขานุการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ให้ข้อมูลว่า แม้ปัจจุบันจะมีเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อเกิดขึ้นหลายแห่งด้วยกัน แต่การจะบอกว่ามีประสิทธิภาพประสิทธิผลแค่ไหน ก็ต้องดูที่เจตนาของผู้เฝ้าระวังสื่อ เพราะถ้าหากทำด้วยเจตนาที่ดี ไม่ได้แอบแฝงการกลั่นแกล้งสื่อออนไลน์ที่เป็นคู่แข่งกัน และหาก &amp;ldquo;กลุ่มเครือข่ายเฝ้าระวังสื่อ&amp;rdquo; ได้รับการฝึกฝนทักษะ ในการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดี ตรงนี้ก็จะทำให้เขาสามารถเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ดีได้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พูดง่ายๆ ว่า ดีกรีของเฝ้าติดตามสื่อที่กระทำไม่เหมาะสมต่อเยาวชนก็จะดีขึ้นเช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่สำคัญนอกจากเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังฯ ที่ดีแล้ว แต่ต้องทำงานใน 2 ลักษณะควบคู่กันก็จะทำให้ประสบผลสำเร็จ หรือสะท้อนไปยังผู้ผลิตสื่อออนไลน์ไม่เหมาะสมได้ตระหนักรู้และระวังมากขึ้น ในสร้างสรรค์เนื้อหาที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการทำให้เขารู้ว่าตอนนี้กำลังมีคนจับจ้องเขาอยู่ หากว่าผลิตสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์ออกมาต้องติดอาวุธรู้เท่าทันตั้งแต่เล็ก
ต้องติดอาวุธรู้เท่าทันตั้งแต่เล็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อย่างแรกที่จะทำให้เด็กรู้เท่าทันสื่อแบบไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็คงต้อง &amp;ldquo;สอนให้เด็กเรียนรู้ตั้งแต่ระดับประถมและมัธยม&amp;rdquo; ว่าตัวเยาวชนอาจตกเป็นเหยื่อของโฆษณาที่ไม่เหมาะสม ทั้งจากทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ ตลอดจนสื่อออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ที่สำคัญเด็กจะต้องไม่นิ่งเฉย ซึ่งความรู้เท่าทันสื่อเหล่านี้ต้องผลักดันให้เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา แต่เนื่องจากจำนวนเด็กเยาวชนทั่วประเทศมีสูงถึงราว 25 ล้านคน ดังนั้นการมี &amp;ldquo;ระบบมอนิเตอร์&amp;rdquo; หรือการที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ มาให้ข้อมูลความรู้ในลักษณะของการบอกข้อเท็จจริง ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในการเท่าทันสื่อที่ไม่เหมาะสม และมีภูมิต้านทานสิ่งที่ไม่ดีมากขึ้น เช่น หากมีการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับสินค้าและอาหารไม่ปลอดภัยในโลกโซเชียล ซึ่งหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญก็จะให้ข้อมูลว่าจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นมีข้อดีและข้อเสียอย่างไร โดยไม่ชี้ผิดถูก แต่จะให้เด็กเป็นตัดสินใจเอง เป็นต้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำถามที่ว่าช่องทางในการเฝ้าระวังสื่อในปัจจุบัน ที่องค์กรเครือค่ายเฝ้าระวังสื่อต่างๆ ได้จัดทำออกมานั้นมีเพียงพอหรือไม่ อย่างไร พี่วันชัยบอกให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเครื่องมือหรือแม้แต่แอปพลิเคชันต่างๆ ไม่สำคัญเท่ากับการที่ชุดเครื่องมือเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้คนตื่นตัว และไม่นิ่งเฉยเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อของสื่อที่ไม่เหมาะสม แต่สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตื่นตัวของผู้บริโภค เมื่อกำลังรู้สึกว่าตัวเองได้รับความไม่เป็นธรรมจากสื่อโซเชียล เช่น &amp;ldquo;เรื่องอาหารและบริการที่ไม่ปลอดภัย&amp;rdquo; เรื่องนี้คนจะตื่นตัวมากครับ ก็รู้สึกว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่คนเริ่มตระหนักรู้และใส่ใจในการไม่ตกเป็นเหยื่อโลกออนไลน์ในเรื่องนี้มากขึ้นครับ&amp;quot;
กฎหมายต้องครอบคลุมและศักดิ์สิทธิ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช ตัวแทนเครือข่ายสิทธิเด็กแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองว่า สำหรับเรื่องการเฝ้าระวังและติดตามสื่อที่ไม่เหมาะสม ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ แต่ทั้งนี้คงไม่ถึงกับไม่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง แต่จำเป็นต้องร่วมมือกันหลายๆ ฝ่าย ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง ยกตัวอย่างว่า นอกจากการเพิ่มช่องทางในการให้ความรู้เกี่ยวกับเฝ้าระวังสื่อออนไลน์ที่ไม่ปลอดภัยกับเด็ก เยาวชนแล้ว กฎหมายในการเอาผิดกับผู้ที่ผลิตสื่อไม่เหมาะสมก็ต้องออกมาให้สอดรับกัน ที่สำคัญผู้บริโภคเมื่อได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงจากโซเชียล ก็ต้องช่วยกันแจ้งความ หรือแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้เจ้าพนักงานทุ่มกำลังมาตรวจติดตามเรื่องนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ค่อนข้างมีภารกิจมาก ดังนั้นหากมีผู้เสียหาย หรือผู้ปกครองพาเด็กและเยาวชนมาร้องเรียน ก็จะทำให้เรื่องนี้ไม่ถูกเพิกเฉยหรือถูกมองข้ามไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาหลายคนที่เล่นเฟซบุ๊กอาจเคยถูกหลอกขายสินค้าที่ด้อยคุณภาพ แต่เยาวชนหรือคนทั่วไปที่ใช้สื่อโซลเชียลดังกล่าวก็มักจะช่วยกันเตือนภัยกันเองในรูปแบบของการแชร์ข้อมูล หรือแม้แต่การเข้าไปแสดงความคิดเห็นที่ไม่สุภาพกับผู้ที่หลอกขายของออนไลน์ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีผู้ที่อยากได้โดยไม่ได้เข้าไปหาคอมเมนต์เตือนภัยดังกล่าว แต่กลับกลายเป็นว่าได้เข้าไปสั่งซื้อสินค้า เพราะความอยากได้ ประกอบข้อความที่มีผู้แสดงความคิดเห็นด้านลบจากการขายสินค้าไม่ได้มาตรฐานก็สามารถลบออกได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายอาจจำเป็นต้องแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เงียบหายไป อีกทั้งการให้ข้อมูลของหน่วยงานเฝ้าระวังสื่อก็ต้องบอกให้ผู้บริโภครู้ว่า ขั้นตอนการแจ้งความเอาผิดเมื่อถูกหลอกจากโลกโซเชียลนั้นทำอย่างไร เช่น ต้องเริ่มจากการก๊อบปี้หน้าจอ ของโฆษณาชวนเชื่อเอาไว้ ชื่อเฟซบุ๊กอะไร และจะต้องแจ้งที่ไหน ทั้งนี้ เพื่อทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเห็นว่า เมื่อการแจ้งกับหน้าที่ตำรวจแล้วได้มีการจับปรับ หรือเห็นเป็นรูปธรรมมากแค่ไหน หรือได้เงินคืนจากการถูกหลอกซื้อสินค้าครบหรือไม่ อย่างไร ในส่วนของพ่อแม่และครูอาจารย์ในโรงเรียน ก็ต้องหมั่นคอยเตือนหรือพูดคุยให้เด็กๆ ระมัดระวังตัว เพื่อไม่ให้ถูกหลอกลวงจากการเล่นโซเชียล เป็นต้น จึงกล่าวได้ว่าการเฝ้าระวังสื่อไม่เหมาะสม ต้องทำงานร่วมกันหลายฝ่ายค่ะ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของการติดตามผลจากการได้รับผลกระทบในการใช้โซเชียล โดยให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องทางด้านไอทีนั้น ทั้งเรื่องสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ตลอดจากการที่เด็กถูกหลอกลวงให้ติดเกมออนไลน์ หรือที่เด็กถูกถ่ายคลิปอนาจาร ดร.ศรีดา สะท้อนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องบอกว่ายังไม่ค่อยมีการติดตามผลจากผู้ร้องเรียน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะคดีที่เกี่ยวข้องกับระบบไซเบอร์จะค่อนข้างยากในการติดตามและหาข้อมูล หรือต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ แต่ทั้งนี้ การเปิดเผยข้อมูลนั้นจะขึ้นอยู่กับองค์กรที่รับแจ้งว่าต้องการที่จะแถลงผลให้กับประชาชนรับรู้มากน้อยแค่ไหน ยกตัวอย่างว่า เมื่อมีผู้มาร้องเรียนเรื่องการถูกหลอกลวงจากโซเชียล กระทรวงดิจิทัลฯ ที่ทำงานด้านนี้ก็จะออกมาแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า ตอนนี้ได้บล็อกเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมไปเท่าไรแล้ว เป็นต้นค่ะ กล่าวได้ว่า หน่วยงานที่ทำงานด้านเฝ้าระวังสื่อ ในปัจจุบันเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้รู้ถึงวิธีการป้องกันการถูกหลอกลวงในโลกโซเชียล แต่ถ้าสามารถตรวจสอบ และติดตามประเมินผลการดำเนินงานได้ ก็จะช่วยกระตุ้นให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นไป เพราะอย่างที่เรียนไปว่า การทำงานเรื่องเฝ้าระวังสื่อไม่เหมาะสมต้องร่วมมือกันหลายฝ่ายๆ ค่ะ&amp;rdquo;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยติดโซเชียลงอมแงม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเร็วๆ นี้มีข้อมูลจากงานเสวนาเพื่อสร้างความร่วมมือในการป้องกันปัญหาการเผยแพร่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทางสื่อออนไลน์ ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;พฤติกรรมออนไลน์ ภัยหรือสร้างสรรค์&amp;rdquo; ที่สำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมจัดขึ้น ระบุว่า ข้อมูลของสำนักพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ที่สำรวจพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่า คนไทยใช้สื่อออนไลน์มากถึงร้อยละ 86.9 โดยใช้ในวันทำงาน หรือวันเรียน 3.30 ชม./วัน วันหยุด 3.36 ชม. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่โพสต์ข้อความ ภาพและคลิปต่างๆ เพื่อสร้างกระแสรับรู้ทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ และถ่ายทอดสดหรือ &amp;nbsp;Live สด มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น ฆ่าตัวตาย ทำร้าย แสดงออกเกี่ยวกับพฤติกรรมหัวร้อนที่เป็นกระแสทางลบ ส่งผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบให้เด็กที่ยังขาดวิจารณญาณ สอดรับกับสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพล ที่ระบุว่า ร้อยละ 61.45 ยอมรับว่า Live สด ทำให้มีการใช้งาน Social Media เพิ่มขึ้น ร้อยละ 70.04 เห็นว่า Live สดที่ไม่เหมาะสมส่งผลให้เกิดการเลียนแบบ ร้อยละ 66.72 คิดว่าทำให้เกิดความเครียด ร้อยละ 71.83 เห็นว่าสื่อโทรทัศน์ที่นำภาพการที่ไม่เหมาะสมของสื่อออนไลน์ไปเผยแพร่ยิ่งเพิ่มความรุนแรงในสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16096</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, วันชัย บุญประชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เฟซบุ๊ก, แบล็กเมล์, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b7ffde49d746.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
