<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97680</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 17:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 17:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำแหละทำไม&#039;ทอน&#039;พาคณะก้าวหน้าพ่ายเลือกตั้งท้องถิ่นซ้ำ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค. 64 - ภายหลังการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสมาชิกเทศบาลที่ผ่านไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทางคณะก้าวหน้า โดยการนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ที่ส่งผู้สมัครนายกเทศมนตรีทั้งประเทศ ประมาณ 100 กว่าแห่ง โดยผลการเลือกตั้งที่ออกมาอย่างไม่เป็นทางการ คณะก้าวหน้าได้เก้าอี้ระดับเทศบาลมาคือ นายกเทศมนตรีตำบล 12 แห่งแยกเป็น ลำพูน 1 แห่ง, ร้อยเอ็ด 3 แห่ง, หนองบัวลำภู 3 แห่ง, อุดรธานี 2 แห่ง, มุกดาหาร 2 แห่ง&amp;nbsp; และสมุทรปราการ 1 แห่ง นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ติดตามเรื่องการเมืองการเลือกตั้งท้องถิ่นมาต่อเนื่อง มองผลการเลือกตั้งระดับเทศบาลทั่วประเทศที่ออกมาว่า คณะก้าวหน้าปูทางตัวเองในสนามท้องถิ่นมาจากความสำเร็จในระดับชาติ (พรรคอนาคตใหม่) เลยทำให้คณะก้าวหน้ามีความฮึกเหิม ลงมาเล่นสนามเลือกตั้งท้องถิ่นแบบเล่นใหญ่และคาดหวังสูง&amp;nbsp; โดยวางน้ำหนักไว้ที่องค์การบริหารจังหวัด (อบจ.) มากที่สุด เห็นได้จากการส่งคนลงชิงนายก อบจ.ร่วม 42 จังหวัด รวมถึงการส่งคนลงชิงสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดอีกจำนวนมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเมื่อไปเน้นสนาม อบจ. ในตอนแรก เลยทำให้คณะก้าวหน้า มองข้ามความสำคัญของสนามเทศบาลไป ซึ่งจริงๆ โดยศักยภาพของคณะก้าวหน้า เหมาะที่จะไปเล่นสนามเทศบาลมากกว่า อบจ. ในแง่ที่เป็นกลุ่มการเมืองที่เน้นคนรุ่นใหม่ เน้นฐานเสียงที่เป็นอิสระในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้ยึดโยงกับผู้นำท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ต้องพึ่งพาการอุปภัมภ์ภายในจังหวัด ทำให้สนามเทศบาลจะเหมาะกับคณะก้าวหน้ามากกว่าสนาม อบจ. เพราะอย่างไอเดียการหาเสียงตอนคณะก้าวหน้าใช้หาเสียงตอนเลือกตั้ง อบจ. หลายเรื่องใช้ได้ดีกับเทศบาล ไม่ใช่ใช้กับอบจ. เพราะสิ่งที่คณะก้าวหน้าหาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง อบจ. ในความเป็นจริงแล้ว อบจ. ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่คณะก้าวหน้าหาเสียง แต่เป็นการเมืองในระดับเทศบาลที่จะทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างเรื่องงบประมาณ&amp;nbsp; เทศบาลมีงบเยอะกว่า อบจ.และเป็นงบพัฒนาทั้งสิ้นเช่น เทศบาลนครนนทบุรี มีงบถึง 2,600 ล้านบาท ที่ท้องถิ่นสามารถนำงบไปพัฒนาในพื้นที่เช่นการทำโครงการหรืองานด้านบริการประชาชนได้มากมาย แต่เมื่อคณะก้าวหน้าไปเทน้ำหนักไว้ที่ อบจ. ทำให้พอมาถึงสนามเทศบาลเลยดูดาวน์ลง&amp;nbsp; ไอเดียต่างๆ ก็ปล่อยออกไปหมดแล้วตอน อบจ.แล้วก็ล้มเหลว&amp;nbsp; แทนที่คณะก้าวหน้าจะเก็บไอเดียเหล่านั้นมาใช้ตอนเลือกตั้งเทศบาล ที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พอคณะก้าวหน้าวางแผนมาผิด ก็ต้องรับสภาพไป ทั้งที่สนามเทศบาล โอกาสดีกว่า อบจ. คณะก้าวหน้าควรจับสนามเทศบาลไว้แต่แรกมากกว่า ไม่ควรไปมองสนาม อบจ.ที่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเขา เพราะขายังไม่แข็งพอเขาก็ต้องไปทบทวนอีกเยอะ การเมืองรอบนี้ตั้งแต่ระดับชาติไล่ลงมา ก็สอนอะไรกลุ่มเขาเยอะ&amp;quot; นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สติธร กล่าวถึงภาพรวมการเลือกตั้งเทศบาลที่ผ่านพ้นไปว่า พบว่าเกิดการเขย่าของการเมืองในพื้นที่เลือกตั้งกันมาก หลายแห่งเกิดการเปลี่ยนแปลง คนที่เคยชนะเลือกตั้งรอบที่แล้วที่เป็นแชมป์เก่าพบว่ารอบนี้ผลเลือกตั้งออกมาก็โดนล้มทำให้แพ้เลือกตั้ง&amp;nbsp; แต่ไม่ได้ล้มโดยกลุ่มใหม่ๆ อย่างคณะก้าวหน้าไปล้มคนเก่า แต่ถูกล้มแชมป์โดยกลุ่มการเมืองเดิมๆ กันเองในพื้นที่ เช่น คนที่เคยอยู่ทีมเดียวกันแล้วเลือกตั้งรอบนี้แยกตัวออกมาแข่งกันเอง นอกจากนี้ก็พบการผสมผสานในทีมเลือกตั้งระดับเทศบาล ที่มีคนรุ่นใหม่ๆ เข้ามาในสนามเทศบาล ที่ไปล้มทีมเดิมๆ ในพื้นที่ได้เพราะคนเหล่านี้ไปสร้างการสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่ๆ ในพื้นที่ เช่นนักธุรกิจ ผู้ประกอบรุ่นใหม่ นักเคลื่อนไหวนักพัฒนารุ่นใหม่ในจังหวัด ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวเมื่อไปสนับสนุนกลุ่มการเมืองใหม่ๆ ที่ลงเลือกตั้งในท้องถิ่น จะทำให้กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนมีพลังในพื้นที่ เพราะเป็นกลุ่มที่มีการสร้างเครือข่ายผู้คนในพื้นที่ได้จำนวนมากพอสมควร เลยทำให้มีพลังไปล้มยักษ์ในพื้นที่ได้ ส่วนนักการเมืองระดับเทศบาลที่ยังชนะเลือกตั้งรอบนี้ที่หลายคนอยู่มาหลายสมัยเป็นคนรุ่นเก่า ก็พบว่า ส่วนใหญ่ต่างก็มีการปรับตัว ปรับโฉมตัวเองให้ดูทันสมัยมากขึ้น เอาคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในทีมผู้บริหารเทศบาล&amp;nbsp; จึงทำให้ยังอยู่ได้จนได้รับเลือกตั้ง&amp;nbsp; พูดง่ายๆ&amp;nbsp; ใครปรับตัวได้ดีกว่า ก็มีโอกาสชนะในสนามเทศบาลที่ผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเลือกตั้งท้องถิ่นล็อตต่อไป ก็คือการเลือกตั้งระดับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่ก็จะมีความเข้มข้นระดับหนึ่งในพื้นที่ เพราะก่อนหน้านี้ ในยุคคสช. มีการแก้ไขพรบ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลฉบับแก้ไขใหม่&amp;nbsp; พ.ศ. 2562 ที่ลดจำนวนสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ ส.อบต. จากหมู่บ้านละสองคนให้เหลือหมู่บ้านละหนึ่งคน ทำให้การหาเสียงการแข่งขันจะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะจากเดิมที่เคยเลือกได้สองคนแต่ต่อจากนี้ไปจะเลือกได้แค่หนึ่งคน ขณะที่นายกฯอบต. ก็ยังเหลือตำบลละหนึ่งคนเหมือนเดิม ก็จะมีประมาณ 6000-7000 ตำแหน่งโดยประมาณ และพอจบจากการเลือกตั้งอบต.&amp;nbsp; จะปิดท้ายด้วยการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นล็อตสุดท้าย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97680</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะก้าวหน้า, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ธนาธร, เลือกตั้งเทศบาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_6061a82428889.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้ง อบจ. มีผลการเมืองระดับชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผลเลือกตั้ง อบจ.ก็จะเป็นใบเบิกทางต่อ ใครยึด อบจ.ไว้ได้ก่อน ก็มีโอกาสที่จะไปหนุนเทศบาล-อบต.ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันให้ประสบความสำเร็จ ก็จะยิ่งง่าย&amp;nbsp; ยิ่งหากมีการแบ่งพื้นที่กันชัดเจนด้วยแล้ว มันก็จบเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผลเลือกตั้ง อบจ. 20 ธ.ค. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;บ้านใหญ่-คณะก้าวหน้าผงาดหรือดับ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วันอาทิตย์ที่ 20 ธ.ค. การเมืองตลอดทั้งวันเรื่องที่อยู่ในความสนใจและเฝ้าติดตามของคนจำนวนมาก ก็คือผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ที่แวดวงการเมืองย่อมสนใจว่าสุดท้ายแล้วผลที่ออกมา จังหวัดที่มีการแข่งขันชิงเก้าอี้นายก อบจ.อย่างเข้มข้น เช่นที่เชียงใหม่-ชลบุรี-สงขลา-นครศรีธรรมราช-นครราชสีมา ใครจะเข้าวิน โดยเฉพาะสุดท้ายแล้ว คณะก้าวหน้า โดยการนำของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จะได้นายก อบจ.-ส.อบจ. กี่คน จากที่ส่งไปหลายสิบจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวการเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้มาตลอด อีกทั้งยังเคยศึกษาเรื่องตระกูลการเมืองในการเมืองไทยมาก่อนหน้านี้ มีมุมวิเคราะห์ต่อการเลือกตั้ง อบจ. 20 ธ.ค.นี้หลายแง่มุม โดยเฉพาะผลเลือกตั้ง อบจ.จะมีผลต่อการเมืองระดับชาติอย่างไร ก็เป็นประเด็นที่มีการให้ความเห็นเอาไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยเมื่อถามความเห็นถึงโอกาสที่คณะก้าวหน้าโดยการนำของธนาธร จะปักธงสนามเลือกตั้งท้องถิ่นรอบนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ดร.สติธร มองว่า โอกาสของคณะก้าวหน้าในสนามเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้ หากคณะก้าวหน้ามาด้วยกระแสอย่างเดียว โอกาสที่คณะก้าวหน้าจะได้นายก อบจ.ดูแล้วน่าจะยาก เพราะการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันของเครือข่าย ของระบบที่เรียกว่า บ้านใหญ่ของขั้วอำนาจเก่า ที่มีเสียงจัดตั้งอยู่พอสมควร ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านมาในอดีต ท้องถิ่นไม่ค่อยถูกให้ความสำคัญมาก ไม่ค่อยเป็นกระแส คนก็ออกไปใช้สิทธิ์ไม่ค่อยมากถ้าเทียบกับการเลือกตั้งระดับชาติ เสียงจัดตั้งจึงเป็นตัวชี้วัด ที่ก็คือคนที่อยู่ในจังหวัด คนที่ใช้ชีวิตตามปกติ ที่ดีลกับหัวคะแนนซึ่งสามารถจัดการได้ ใครที่คุมเครือข่ายแบบนี้ในมือก็จะประสบความสำเร็จ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่คณะก้าวหน้าเข้ามาใน อบจ.รอบนี้ ซึ่งหากสู้กันด้วยเสียงจัดตั้งเดิม โอกาสที่จะเข้าไปแทรกมันยากมาก นอกจากเช่นบังเอิญได้ผู้สมัครที่สามารถแข่งขันแบบพอฟัดพอเหวี่ยงกับกลุ่มเดิมอยู่แล้วมาเป็นผู้สมัครของตัวเอง แบบนี้อาจจะพอมีลุ้น เพราะต่อให้เขาไม่ได้ใส่เสื้อผู้สมัครคณะก้าวหน้าก็แข่งขันได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แล้วคณะก้าวหน้าไปได้กลุ่มเหล่านี้มาจนส่งลงเลือกตั้ง แต่สิ่งที่เป็นภาพรวมเพื่อทำให้กลุ่มผู้สมัครกลุ่มนี้ชนะให้ได้ ก็คือการเติมกระแสเข้าไปด้วยการทำให้คนตื่นตัวเยอะกว่าเดิม เช่น เดิมคนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งท้องถิ่นในพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องสร้างกระแสทำให้คนออกมาใช้สิทธิ์ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อหวังว่าอีก 20 เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นมาจะมาเลือกคนของคณะก้าวหน้า แล้วก็นำคะแนนเก่ามาบวกกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...หากเป็นแบบที่บอกข้างต้น ผู้สมัครของคณะก้าวหน้าก็จะมีโอกาส เขารู้อยู่แล้วว่าต้องเติมกระแสเท่านั้น ส่วนคะแนนจัดตั้ง ตัวผู้สมัครของคณะก้าวหน้าก็ต้องไปดึงมาเอาเอง แต่สภาพที่เห็นอยู่ ณ วันนี้ พวกขั้วอำนาจเก่าเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ไม่ได้อยู่แบบตายซาก เพราะมีการปรับตัว ไม่ใช่เป็นบ้านใหญ่ แบบเจ้าพ่อโบราณ ไม่ได้เสนอนโยบายอะไรที่ขายไม่ได้ เห็นได้จากบางแห่งก็มีการใช้วิธีส่งรุ่นลูกรุ่นหลานมาลงสมัครรอบนี้ แล้วดูความต้องการของคนในจังหวัด ดูว่าวัยรุ่นในจังหวัดอยากได้อะไร บางแห่งก็มีการพูดเรื่องอีสปอร์ต ไม่ทำให้คนรู้สึกว่าอำนาจเก่ามันต้องโบราณ ล้าหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำนาจเก่าก็มีการปรับตัว หลายที่มีการจัดตั้งสโมสรฟุตบอลเพื่อพยายามดึงดูดคนรุ่นใหม่ คือไม่ได้เป็นบ้านใหญ่แบบเจ้าพ่อ จึงเป็นโจทย์ว่าเมื่ออำนาจเก่าในจังหวัดปรับตัวแล้วอำนาจเก่าที่ต้องการจะเข้าไปท้าทาย จะมีการวิธีการทำอย่างไร โอกาสที่คณะก้าวหน้าจะได้นายก อบจ.&amp;nbsp; ผมว่าอาจจะไม่ได้ ลุ้นสุดก็บางจังหวัด เช่น นครปฐม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อถามถึงกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่-นักศึกษา พวกนิวโหวตเตอร์ จะมีผลต่อคะแนนที่ผู้สมัครของคณะก้าวหน้าจะได้มากน้อยแค่ไหน ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ว่า กลุ่มนิวโหวตเตอร์ ถ้าเป็นพวกเด็กเรียนมหาวิทยาลัย ช่วงนี้ก็อยู่ในช่วงปิดเทอม ถ้าเขากลับไปอยู่ที่ภูมิลำเนาในต่างจังหวัด กลุ่มนี้ก็อาจเป็นพลัง แต่กลับกันก็อาจจะเสียส่วนหนึ่ง เช่น เลือกตั้ง ส.ส.ปีที่แล้ว พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงจากพื้นที่ซึ่งมีมหาวิทยาลัยรัฐตั้งอยู่ แล้วเด็กนักศึกษามีการย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่มหาวิทยาลัยเพื่อความสะดวก เลยใช้สิทธิ์ที่มหาวิทยาลัย ทำให้อนาคตใหม่ได้คะแนนไปเยอะมาก เพราะเด็กนักศึกษาย้ายทะเบียนบ้านมา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างไรก็ตาม มาเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้ เมื่อทะเบียนบ้านนักศึกษาหากยังอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทำให้เมื่อกลับไปบ้านตอนปิดเทอมและอยู่ในช่วง 20 ธ.ค. ก็ไม่สามารถลงคะแนนให้กับผู้สมัคร อบจ.ของคณะก้าวหน้าได้ ทำให้ฐานเสียงของคณะก้าวหน้าจากคนกลุ่มนี้ก็จะหายไป ทำให้เสียงก็จะแกว่ง เรียกได้ว่าการปิดเทอมรอบนี้ก็มีผลต่อคะแนนเสียงของคณะก้าวหน้าทั้งมีได้และมีเสีย ผมจึงคิดว่าสำหรับคณะก้าวหน้า การเลือกตั้ง 20 ธ.ค. จึงน่าจะมีแค่สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีลุ้นได้ เพราะแบ่งเป็นเขตเล็ก เขตเดียวคนเดียว ยิ่งบางเขตที่พื้นที่เลือกตั้งไปอยู่ในเมือง ที่ไม่ถูกยึดโยงด้วยเครือข่ายหัวคะแนนเท่าไหร่ แบบนี้คณะก้าวหน้าก็มีลุ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...อย่างพื้นที่ซึ่งน่าจับตาก็คือ ชลบุรี ซึ่งเลือกตั้ง ส.ส.ที่ผ่านมาก็มีการพลิกล็อก เพราะด้วยความเป็นจังหวัดเศรษฐกิจ ทำให้มีคนย้ายเข้ามาเยอะ ซึ่งไม่ใช่กลุ่มคนที่บ้านใหญ่จะเข้าไปคลุมได้หมด เพราะจู่ๆ ก็มีคนย้ายเข้ามาทำงานในพื้นที่ เช่น ในนิคมอุตสาหกรรม ที่กลุ่มแบบนี้ เครือข่ายหัวคะแนนคอนโทรลยาก เข้าไม่ถึง แล้วยิ่งหากจังหวัดไหนไม่ได้เป็นหน้าใหม่แท้ มีความเป็นคนที่เป็นขั้วอำนาจเก่าอยู่ แต่เป็นขั้วรองในจังหวัด แบบนี้ก็อาจพอแข่งขันได้ แต่หากเป็นผู้สมัครหน้าใหม่เอี่ยมเลย แล้วจะเข้าไปโค่นอำนาจเก่าเลย ผมก็ยังมองว่ายาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เต็มที่ซึ่งผมวิเคราะห์ว่าน่าจะพอเป็นไปได้ก็คือ ส.อบจ. ซึ่งหากคณะก้าวหน้าได้ ส.อบจ.ในทุกจังหวัดที่เขาส่ง เช่นที่ละหนึ่งแห่ง ก็จะบอกว่าเมล็ดพันธุ์ของคณะก้าวหน้าได้หว่านไปทั่วประเทศแล้ว มันก็ได้อยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -ผลเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้จะสะท้อนการเมืองระดับชาติอะไรได้หรือไม่ ?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับคณะก้าวหน้า หากสมมุติว่าเขาไม่ได้นายก อบจ.เลย แต่ปรากฏว่ารวมคะแนนออกมาแล้ว พบว่าคะแนนรวมทั้งหมดของคณะก้าวหน้าที่ได้ในการเลือกตั้ง 20 ธ.ค.ออกมาเยอะ ก็สามารถนำมาเคลมทางการเมืองได้ คือผลอาจไม่ได้ชี้แบบตรงไปตรงมา แต่สามารถนำผลมาเป็นกระแส-ประเด็นทางการเมืองต่อได้ โดยคะแนนที่ได้ รวมถึง ส.อบจ.ที่อาจได้หลายที่ ยิ่งหากคณะก้าวหน้าได้มาเยอะก็จะยิ่งเป็นกระแส หรือหากได้ตัวนายก อบจ.มาสัก 1-3 คน ยิ่งเป็นพื้นที่แข็งๆ ที่คณะก้าวหน้าพอคาดหวังได้ มันจะนำไปสู่การสร้างกระแสทางการเมืองระดับชาติต่อได้ในนามคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ในส่วนของ อำนาจเก่า อย่าง พรรคเพื่อไทย ผลการเลือกตั้ง อบจ.ที่จะออกมาก็จะเป็นตัวชี้วัดได้เหมือนกัน เช่น บางจังหวัดส่งในนามพรรคเพื่อไทยแล้วเกิดแพ้ แล้วอำนาจในจังหวัดไปตกอยู่กับคนที่แม้ไม่ได้ลงในนามพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็เป็นที่รู้กันว่าคือคนของพรรคพลังประชารัฐ มันก็จะเป็นตัวบ่งชี้ได้เหมือนกันว่าขนาดสนามเลือกตั้งท้องถิ่น เขายังคุมได้ แล้วหากมีการเลือกตั้งระดับชาติที่อาจจะมีขึ้นในอนาคต ก็จะยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ฝ่ายพลังประชารัฐพยายามทำมา 6-7 ปี มันน่าจะผลิดอกออกผลแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หากผลการเลือกตั้งนายก อบจ.ออกมาแล้ว ปรากฏว่าคนจากสายพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ เกิดได้มาจำนวนมากกว่าสายของฝ่ายค้าน ซึ่งแนวโน้มก็น่าจะเป็นแบบนั้นเพราะมีการแพ็กกัน แต่เมื่อฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลหลายแห่งไม่ได้ส่งในนามพรรค เขาก็อาจไม่ได้อยากเคลมทางการเมืองมาก ก็จะทำให้ฝ่ายที่ต้องเริ่มรู้สึกว่าได้เวลาที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ก็คือ พรรคเพื่อไทย ถ้าผลออกมาแล้วไปเข้าทางฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า ก็อาจทำให้เพื่อไทยอาจคิดว่ามันจะมีเอฟเฟ็กต์ไปถึงการเลือกตั้งระดับชาติด้วยหรือไม่ จะแสดงว่าโครงข่ายหัวคะแนนมีการล้างไพ่กันใหม่แล้วใช่หรือไม่ มีการย้ายขั้วจากเพื่อไทยไปอยู่ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลไปแล้วหรือไม่ แล้วเพื่อไทยจะไปดึงกลับมาได้หรือไม่ ทั้งหมดก็พอบ่งชี้ทางการเมืองได้อยู่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บ้านใหญ่ยังสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สำหรับการเมืองท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สติธร-ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย&amp;nbsp; สถาบันพระปกเกล้า ยังกล่าวถึงบทบาทของระบบบ้านใหญ่ในแต่ละจังหวัด รวมถึงกลุ่มหัวคะแนนในพื้นที่ที่จะสนับสนุนกลุ่มบ้านใหญ่ด้วยว่า เรื่องบ้านใหญ่ หัวคะแนน ตระกูลการเมืองยังมีความสำคัญอยู่ เพราะเรื่องการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่คนที่อยู่ในจังหวัด ที่มีการอุปถัมภ์เกื้อกูลกัน ทำงานกันอย่างใกล้ชิด ยังทำงานได้ดีอยู่ตราบใดที่เสียงอิสระยังไม่เข้าไปในพื้นที่มาก ฝ่ายบ้านใหญ่ ตระกูลการเมืองก็จะเป็นตัวชี้ทางการเมืองได้อยู่ แล้วก็จะมีผลไปถึงท้องถิ่นอื่นๆ ต่อไป&amp;nbsp; เพราะผลเลือกตั้ง อบจ.หากออกมาก็จะเป็นใบเบิกทางต่อ&amp;nbsp; ใครยึด อบจ.ไว้ได้ก่อนก็มีโอกาสที่จะไปหนุนเทศบาล-อบต.ที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันให้ประสบความสำเร็จ ก็จะยิ่งง่าย ยิ่งหากมีการแบ่งพื้นที่กันชัดเจนด้วยแล้ว มันก็จบเลย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สติธร กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้ ที่บางพรรคการเมืองส่งคนลงในนามพรรคอย่างเป็นทางการ แต่บางพรรคการเมืองเลี่ยงที่จะส่ง ก็มองว่ารอบนี้จริงๆ แล้วพรรคการเมืองอย่าง &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; มีแผนที่จะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นอยู่แล้วแบบชัดๆ มากกว่าที่แถลง (25 คน) ปรากฏการณ์นี้ก็ไม่น่าแปลกอะไร ตรงที่เมื่อก่อนเราอาจไม่ได้เห็นภาพแบบนี้ เพราะว่าฝ่ายปีกพรรคเพื่อไทยสมัยก่อนหน้านี้เป็นฝ่ายรัฐบาล เมื่อเป็นรัฐบาลทำให้มีสิ่งที่ต้องแลก นั่นก็คือหากส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งในระดับจังหวัด สิ่งที่ต้องแลกก็คือก็มีโอกาสที่จะเสียพวก มันก็มีเยอะ เพราะในระดับจังหวัดก็จะมีกลุ่มที่สนับสนุนพรรคหลายกลุ่มอยากลง พวกนี้ก็ต้องไปแข่งกันเอง ซึ่งหากสมมุติว่ามีสามกลุ่ม แล้วทุกกลุ่มก็วิ่งไปขอกับพรรคเพื่อขอหาเสียงในพื้นที่ในนามพรรค เอาโลโก้พรรคไปใช้ในการหาเสียง ซึ่งหากพรรคเลือกกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกสองกลุ่มก็จะรู้สึกว่าพรรคไม่ให้ความสำคัญ จนทำให้อาจแตกคอกันเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...เลยทำให้เพื่อไทยสมัยเป็นรัฐบาลเลยหลีกเลี่ยงการเข้าไปในการเมืองท้องถิ่น เพราะไม่อยากทำให้ฐานเสียงในจังหวัดแตกคอกันเอง เพื่อไทยเขาคิดแบบนี้ตั้งแต่ยุคอดีตสมัยไทยรักไทย เลยทำให้ที่ผ่านมาไม่มีแนวคิดอยากส่งคนลงสมัครท้องถิ่นในนามพรรค ที่จะส่งแค่ทีมเดียว จะมีก็แค่กรุงเทพมหานครที่เดียว ที่ส่งในนามพรรค เพราะ กทม.เป็นสมรภูมิใหญ่ แต่สนามท้องถิ่นไม่ได้เป็นตัวชี้มากขนาดนั้น เลยทำให้เพื่อไทยไม่อยากเสี่ยง แต่มารอบนี้เพื่อไทย เป็นฝ่ายค้าน พรรคก็คงหวังว่าสนามท้องถิ่นจะเป็นตัวพิสูจน์ความนิยมของพรรคเพื่อไทย ว่าแม้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็สามารถปักหมุดปักธงในบางจังหวัดเพื่อให้เห็นว่าทีมของเพื่อไทยจะเข้าไปบริหารจังหวัดนั้น เพื่อให้เห็นผลงาน ทำให้จากเดิมที่ไม่อยากส่งในนามพรรคเพื่อไทย เพราะกลัวแตกคอกันเอง แต่มารอบนี้เพื่อไทยไม่กลัวแตกคอแล้ว ต้องเลือกมาสักกลุ่มแล้วส่งลงในนามพรรคเพื่อไทย แต่เท่าที่ดูก็พบว่าเพื่อไทยก็ไม่ได้ส่งคนลงครบทุกจังหวัด จะส่งแต่เฉพาะจังหวัดที่คุยกันลงตัวเท่านั้นที่จะส่งในนามเพื่อไทย ส่วนจังหวัดไหนที่เคลียร์กันไม่ลงตัวก็ปล่อยให้แต่ละกลุ่มแข่งกันเองโดยธรรมชาติไป แต่ก็ยังคงเป็นเครือข่ายเพื่อไทยเช่นเดิมอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน พรรคพลังประชารัฐ จริงๆ ก็สภาพคล้ายกัน พอมีแต่ละกลุ่มในแต่ละจังหวัดเสนอตัวให้พรรคส่งในนามพรรคที่มีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม ก็ทำให้พรรคก็ไม่อยากเลือก ยิ่งพลังประชารัฐเป็นพรรคแกนนำรัฐบาล เลยทำให้พรรคก็ไม่อยากเสียความสัมพันธ์ทางการเมืองกับกลุ่มต่างๆ ในแต่ละจังหวัด&amp;nbsp; ก็เลยเลือกที่จะไม่ส่งเลยในนามพรรคพลังประชารัฐ เลยใช้ข้ออ้างทางกฎหมายมาเป็นเหตุผล เช่นเกรงว่าหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่น ส.ส.ไปช่วยหาเสียง ที่เป็นข้อห้าม ก็อาจเสี่ยงโดนยุบพรรคได้ ก็เลยใช้ข้อกฎหมายมาอ้างในการไม่ส่ง แต่จริงๆ สิ่งที่พลังประชารัฐกลัวมากกว่า คือพรรคไม่อยากเลือกที่จะต้องส่งกลุ่มหนึ่งจากที่เสนอตัวเข้ามาสามกลุ่ม&amp;nbsp; แล้วอีกสองกลุ่มต้องอกหัก ซึ่งก็เช่นเดียวกับ ประชาธิปัตย์&amp;nbsp; บางจังหวัดที่คุยกันลงตัวก็ส่งในนามพรรค (สงขลา-สตูล เป็นต้น) แต่บางจังหวัดคุยไม่ลงตัวก็ไม่ได้ส่งในนามพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...หากวิเคราะห์กัน สนามการเมืองท้องถิ่น อบจ.การ return มันน้อย อำนาจและผลประโยชน์มันไม่ได้สูงมาก ถ้าเทียบกับกรุงเทพมหานคร ที่ทำให้พรรคการเมืองกล้าเปิดตัวส่งคนในนามพรรค เพราะ กทม.งบเป็นหมื่นล้านบาทและเป็นกรุงเทพฯ ทำให้ยังไงพรรคก็ต้องตัดสินใจส่งคนในนามพรรคลงไปหนึ่งคน ส่วนคนอื่นที่เสนอตัวแล้วไม่ได้รับเลือกก็อาจมีการต่อรอง เช่นให้มาร่วมทีมเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. แต่ อบจ.งบไม่ได้เยอะ อย่างหากเสนอตัวไปสามกลุ่มกับพรรคแล้วจะมีการต่อรองกับบางกลุ่มว่า จะให้คนที่จะลงนายก อบจ.มาเป็นรองนายก อบจ.แทนหากชนะการเลือกตั้ง คนคนนั้นก็อาจไม่ยอมเพราะเขาคิดว่าเขาก็สู้ได้ ทำไมต้องไปยอม พอผลประโยชน์กับอำนาจหน้าที่ของ อบจ.มันไม่ได้ใหญ่พอที่จะไปต่อรองให้กลุ่มทุกกลุ่มมารวมตัวกัน แล้วลงสมัครในทีมเดียวกัน ก็เลยต้องปล่อยให้แข่งกันตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมประเมินว่าการตัดสินใจเลือก อบจ.ที่จะมีขึ้น&amp;nbsp; ประชาชนเขาก็คงไม่ได้ใช้เหตุผลเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ส. เพราะท้องถิ่นจะมีเรื่องของท้องถิ่นในพื้นที่อยู่ค่อนข้างเยอะ เพราะท้องถิ่นจะดีลตรงกับคนในพื้นที่เลย เช่น งบประมาณการพัฒนาจังหวัด ความช่วยเหลือส่วนตัว ส่วนกระแสพรรคก็อาจมีบ้างส่วนหนึ่ง ก็มาเติมได้บ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้มันเหมือนฟื้นกลับมาใหม่&amp;nbsp; หายไปนานจนคนลืมเรื่องการเมืองท้องถิ่นแบบ อบจ.ไปแล้ว&amp;nbsp; จนประชาชนบางส่วนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นสิ่งใหม่ ยิ่งเมื่อมีการให้เลือกตั้งนายก อบจ.พร้อมกันทั่วประเทศ 76&amp;nbsp; จังหวัด ที่ถือเป็นครั้งแรกที่เลือกพร้อมกันทีเดียว คนก็เลยรู้สึกว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ ทั้งที่ผู้สมัครนายก อบจ.ในรอบนี้ บางคนเป็นอดีตนายก อบจ.มาแล้วร่วมสามสมัย เป็นมาสิบกว่าปีแล้ว เมื่อไม่มีการเลือกตั้งมาหลายปี ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนคาดหวังกับการเลือกตั้งรอบนี้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ซึ่งบางทีผมยังคิดว่าคาดหวังมากเกินไปด้วย ทั้งที่ อบจ.บางทีไม่ได้ทำอะไรได้มากในพื้นที่อย่างที่ประชาชนคาดหวัง หรือการที่ผู้สมัครนายก อบจ.บางกลุ่มบางพรรคที่หาเสียงในช่วงที่ผ่านมา บางทีดูแล้วบางคนก็ไปสร้างฝันให้ประชาชนเกินไปหรือไม่ เช่นไปหาเสียงว่าเลือกตั้งนายก อบจ.-ส.อบจ.รอบนี้แล้ว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับจังหวัดได้ ทั้งที่หากดูอำนาจหน้าที่แล้วก็ไม่ได้มีมากถึงขนาดนั้น เช่นที่ไปหาเสียงกันว่าเป็นนายก อบจ.แล้วจะเข้าไปแก้ปัญหาจราจรของจังหวัด-จึงไม่ใช่ เพราะ อบจ.ถูกออกแบบมาให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะแบบพี่เลี้ยง&amp;nbsp; ไม่ได้เป็น อปท.แบบให้บริการตรงกับประชาชน เพราะหน้าที่ดังกล่าวจะทำโดยเทศบาล-อบต.ที่ใกล้ชิดประชาชนในระดับตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แผนสองยึดเทศบาล-อบต.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;หลังชนะเลือกตั้ง อบจ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -คนมองว่า อบจ.มีงบประมาณเยอะ ผลประโยชน์จำนวนมาก จึงทำให้การแข่งขันสูง เลยต้องพยายามทำบางอย่างเพื่อให้ชนะเลือกตั้ง เช่นซื้อเสียง?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งบของ อบจ.ไม่ได้เยอะอะไรมาก แต่สภาพที่คนแข่งขันกันในสนาม อบจ. เพราะ อบจ.มีลักษณะเป็นแบบพี่เลี้ยงให้กับ อปท.อื่น มันคลุมพื้นที่ทั้งจังหวัด ที่ก็มีทั้งเทศบาลและ อบต. หน้าที่ของ อบจ.คือไปเติมเต็มกับประสาน เมื่อ อบจ.มีอำนาจหน้าที่แบบนี้ ทำให้ในแง่ของการไปสร้างสัมพันธ์เครือข่ายเชิงอำนาจมันเลยมีความสำคัญ เพราะถ้าใครเป็นนายก อบจ.ได้ ก็หมายถึงไปอุ้มทั้งเทศบาลและ อบต.ได้ ทำให้เวลาคนพูดถึงเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น มันจึงเป็นการสร้างเครือข่ายกันในพื้นที่ ระหว่างนายก อบจ.กับนายกเล็กต่างๆ ยิ่งถ้าเป็นพวกเดียวกันก็จะมีการแท็กทีมคอยหนุนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ตรงนี้เลยเป็นที่มาว่า เหตุใดรัฐบาลถึงจัดการเลือกตั้งแบบนี้ คือจัดเลือกตั้ง อบจ.ก่อนรอบแรก แล้วจากนั้นก็จะเป็นการจัดเลือกตั้งระดับเทศบาลและตามด้วย อบต. ทั้งที่สามารถจัดเลือกตั้งพร้อมกันวันเดียวกันก็ได้เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งที่เป็นแบบนี้เพราะ อบจ.มันใหญ่จึงต้องจัดเลือกตั้งก่อนเพื่อให้เครือข่ายลูกมาหนุนลูกพี่ ห้ามทิ้งลูกพี่ ถ้าลูกพี่ได้รับเลือกตั้ง ก็หมายถึงว่าโอกาสต่อไปลูกพี่ก็จะกลับมาช่วยคุณต่อไปในการเลือกตั้งสนามเทศบาลและ อบต.ที่จะมีต่อมา&amp;nbsp; เพราะเขาเกื้อกูลกันอยู่ แต่หากไปจัดเทศบาลหรือ อบต.ก่อน&amp;nbsp; พวกนั้นได้รับเลือกเข้าไปหมดแล้ว ถึงเวลาลูกพี่มาลงสนาม อบจ. พวกนี้ (เทศบาล-อบต.) อาจจะเกียร์ว่างก็ได้ หรืออาจถูกอีกขั้วอำนาจหนึ่งซื้อไปก็ได้ เลยต้องล็อกให้ลูกพี่ได้ก่อน&amp;nbsp; แล้วพอลูกพี่ชนะเลือกตั้ง ก็จะกลับมาหนุนลูกน้องเพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน ก็จะเกื้อหนุนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนโจทย์ที่สองคือ บางจังหวัดจะมีการแบ่งขั้วอำนาจกันในจังหวัด หลายจังหวัดเราจะเห็นได้ว่าสนาม อบจ.เป็นฐานเสียงของพรรคการเมืองบางพรรค แต่ทำไมไม่เปิดตัวออกมาชัดๆ แต่คนที่ลงสมัครรอบนี้ที่เหมือนว่าอยู่กับพวกนี้&amp;nbsp; ทำไมมาลงสมัครในนามกลุ่มแทน เหตุก็เพราะว่ามันมีการแบ่งแยกพื้นที่กัน เช่นสนาม อบจ.ฝ่ายนี้ ขั้วนี้ในจังหวัดเอาไป แต่เทศบาลนครในเมืองใหญ่ๆ ที่งบเยอะ อีกฝ่ายหนึ่งบอกขอจอง เลยมีการหลีกให้กัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;มันจึงมีสองระบบในจังหวัดคือ ขั้วอำนาจบ้านใหญ่คุมหมดในจังหวัด แล้วก็ใช้ อบจ.คุมลูกน้องที่อยู่ในเทศบาล อบต. กับอีกระบบที่ขั้วอำนาจในจังหวัดมีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม ซึ่งหากแข่งกันเอาแพ้เอาชนะมันก็เจ็บทั้งคู่ เลยมีการหลีกให้กัน ฝ่ายหนึ่งเอา อบจ.ไป อีกขั้วหนึ่งเอาเทศบาลไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปิดท้ายว่า ผลการเลือกตั้ง อบจ.รอบนี้จะทำให้เราเห็นว่า ขั้วอำนาจในแต่ละจังหวัดหน้าตาเป็นยังไง รอบนี้จะเห็นชัด เช่นบางจังหวัดบ้านใหญ่ยังคงรักษาพื้นที่ไว้ได้ ก็เป็นไปได้ที่การเลือกระดับเทศบาล-อบต. ผลที่ออกมาก็อาจสอดคล้องกันกับการเลือก อบจ. หรือหากบางจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลง ก็น่าติดตามว่าการเลือกลำดับต่อไปในเทศบาล จะมีการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจตามไปด้วยหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...สนาม อบจ.คุยกันในเชิงทางการเมือง ก็คือการที่ขั้วอำนาจต่างๆ มาแข่งขันกัน โดยเฉพาะการเลือกนายก อบจ.โดยตรง เพราะขนาด ส.ส.ยังแบ่งเป็นเขต แต่นายกฯ พื้นที่เลือกตั้งคือทั้งจังหวัด มันจึงเห็นชัด โดยในแง่ของ อบจ.ก็ถือว่ามีความสำคัญอยู่แล้ว เพราะหากใครเข้าไปบริหารงบประมาณและบุคลากรของ อบจ.ได้ ก็จะเป็นฐานสำคัญทางการเมืองให้กลุ่มอำนาจนั้นๆ และด้วยการแข่งขันในพื้นที่ ก็ทำให้ อบจ.มีการตอบสนองความต้องการการพัฒนาในจังหวัด จึงได้เห็นบางจังหวัดมีโครงการใหญ่ๆ ที่เป็นโครงการดีๆ ซึ่งคิดโดยจังหวัดมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ...ดังนั้น ยิ่งประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อบจ.กันมากเท่าไหร่ การแข่งขันยิ่งเข้มข้น สุดท้ายประชาชนได้ประโยชน์แน่นอน เพราะคนที่ชนะเข้าไป พอไปทำหน้าที่ก็คงไม่ได้ทำแบบนิ่งนอนใจ หรือทำตัวเป็นเสือนอนกินเพียงแค่จะอยู่ให้ครบเทอม เพราะยังไงก็ต้องเร่งสร้างผลงาน ยิ่งปัจจุบัน มีการนำเรื่องงบประมาณของจังหวัดออกจากตัว ส.ส.ไปหมดแล้ว ส.ส.ไม่มีงบพัฒนาจังหวัด จะไปแปรญัตติในสภาตอนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบเพื่อเอาไปให้จังหวัดของตัวเองก็ทำไม่ได้ เลยยิ่งทำให้ท้องถิ่นที่มีงบประมาณยิ่งมีความสำคัญ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87357</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201219/image_big_5fddf0c04ddd8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82239</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานันท์:ผิดมา7ปีแล้ว ชี้&#039;ประยุทธ์-ม็อบเด็ก&#039;พูดคนละภาษา/&#039;พระปกเกล้า&#039;หนักใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ปัดข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติ พูดชัดไม่มีปฏิวัติ &amp;quot;ชวน&amp;quot; ยัน กก.สมานฉันท์ไม่ใช่ซื้อเวลา วอนทุกฝ่ายเข้าร่วม &amp;quot;พปชร.-ปชป.&amp;quot; หนุนตั้ง กก.สมานฉันท์ &amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; ย้อนถามรายงาน กก.ปรองดองชุด คสช.อยู่ที่ไหน &amp;quot;ก้าวไกล&amp;quot; ย้ำเงื่อนไข &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ลาออก สถาบันพระปกเกล้าคาดส่งโครงสร้าง กก.ปรองดองให้ประธานรัฐสภาได้ 2 พ.ย.นี้ รับหนักใจหวั่นซ้ำรอยเดิม มีเรื่องสถาบันหลักเข้ามาเกี่ยวข้อง &amp;ldquo;อานันท์&amp;rdquo; โผล่ชี้ม็อบเด็กเทียบไม่ได้กับยุคตุลา แค่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ซัดรัฐบาลผิดมา 7 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) วันที่ 29 ตุลาคม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอทางออกประเทศให้ปฏิวัติ ถวายคืนพระราชอำนาจ เปิดทางตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ว่า ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติ เมื่อถามว่าเหมาะสมหรือไม่ที่มีข้อเสนอดังกล่าวมาออกมาช่วงนี้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ตนไม่ทราบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงการเดินทางมากระทรวงดีอีเอสว่า ไม่ได้มามอบหมายอะไรเป็นพิเศษกับดีอีเอส เป็นเพียงการตรวจการปฏิบัติงาน ส่วนผู้ชุมนุมใช้ช่องทางดิจิทัลเป็นสื่อหลักรวมพล จะกำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เขาติดตามอยู่แล้ว และเมื่อถามถึงที่หลายกระแสระบุว่าภาครัฐยังเข้าถึงโซเชียลไม่เท่ากับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น พล.อ.ประวิตรย้อนถามสื่อมวลชนว่า &amp;ldquo;คุณรู้ได้อย่างไร ผมเข้าถึง เข้าถึงมากกว่า&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงข้อเสนอนายสนธิ โดยหัวเราะแล้วกล่าวว่า &amp;quot;ไม่กล้ามองเรื่องนี้ และไม่ทราบเรื่องว่ามีข้อเสนออย่างไร ถ้าเขาพูดให้ไปถามเขา เพิ่งทราบจากคำถามนี้แหละ และไม่เคยได้ยินข้อเสนอนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุยังกล่าวถึงข้อเสนอการตั้งกรรมการปรองดองสมานฉันท์เพื่อหาทางออกร่วมกันผ่านกลไกรัฐสภาว่า ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ส่วนการเสนอให้สถาบันพระปกเกล้าเข้ามาเป็นตัวกลาง และให้ตัวแทนผู้ชุมนุมเข้าร่วมด้วยหรือไม่นั้น อยู่ที่นายชวนจะกำหนดรายละเอียด ซึ่งต้องมาจากข้อเสนอแนะของ ส.ส. และ ส.ว. และเห็นพ้องกันทุกฝ่าย ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการโยนให้ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เป็นอำนาจของประธานรัฐสภาที่จะดำเนินการ เนื่องจากเคยทำแล้วสมัยนายชัย ชิดชอบ เป็นประธานรัฐสภา และตั้งนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีต ส.ว.นนทบุรี เป็นประธานมาแล้ว
วอนทุกฝ่ายร่วม กก.สมานฉันท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ได้มอบให้ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาฯ ประสานไปยังพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อสอบถามถึงการบรรจุระเบียบวาระเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ญัตติในวาระรับหลักการ ว่าจะให้รอพิจารณาไปพร้อมกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์หรือไม่ เท่าที่ทราบบางพรรคบอกว่าสมควรรอ บางพรรคบอกว่าขอนำกลับไปหารือในพรรคก่อน แต่ยังไม่มีพรรคใดปฏิเสธว่าไม่สมควรรอร่างไอลอว์ ขณะนี้ยังมีเวลาประสานงานอยู่ เพราะสภากว่าจะเปิดประชุมจริงๆ คือวันที่ 4 พ.ย. แต่ถ้าจะรอพิจารณาไปพร้อมกับร่างของไอลอว์ต้องรอหลังจากวันที่ 12 พ.ย. ซึ่งคาดว่าน่าจะชัดเจนออกมาในช่วงวันที่ 13-17 พ.ย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชวนกล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อหาทางออกประเทศ ที่นายกฯ มอบให้รัฐสภาเป็นผู้รับผิดชอบว่า ได้ประสานไปยังเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าแล้ว เพื่อให้ไปศึกษาและกำหนดโครงสร้างของคณะกรรมการชุดดังกล่าว โดยสถาบันต้องไปคุยกับผู้ที่เสนอให้ตั้งกรรมการว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร จะได้รู้แนวทางในการตั้งว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง ส่วนตัวบุคคลที่จะมาเป็นประธานค่อยว่ากันทีหลัง ขอให้ได้รูปแบบก่อน แต่เรามีคนที่มีความรู้และมีประสบการณ์อยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาเป็นการซื้อเวลานั้น นายชวนย้อนถามกลับว่า ใครซื้อ ใครเป็นคนขาย เรื่องนี้ไม่ขอวิจารณ์อะไร แต่ทุกคนต้องทำหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบของตัวเอง และอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด อย่าเพิ่งไปมองว่าเป็นฝ่ายค้านหรือนักศึกษา อยากให้มองภาพรวมว่าทุกคนที่มีบทบาท มีความรู้ความสามารถ และมีประโยชน์ก็ควรเข้ามาร่วมด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ส.ส.กทม.เขต 2 ในฐานะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม, พล.อ.ประวิตร รวมทั้งคณะรัฐมนตรี มีความจริงใจที่จะร่วมแก้ปัญหากับทุกฝ่าย ทั้งนี้ขอให้ฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมเห็นถึงความตั้งใจจริงนี้ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ขอให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนแนวทางการจัดตั้งกรรมการปรองดองสมานฉันท์เพื่อหาทางออกร่วมกันผ่านกลไกรัฐสภา ฝ่าวิกฤติประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พปชร.พร้อมสนับสนุนแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่คาดว่ารัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเร่งด่วนในเดือน พ.ย.นี้&amp;quot; น.ส.พัชรินทร์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงข้อเสนอของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค เรื่องตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า ได้รับเสียงตอบรับเห็นพ้องจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี มีเจตนารมณ์คือ ต้องการให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ การพูดคุยเพื่อแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันจากทุกฝ่ายจะทำให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศ
เชื่อหาทางออก ปท.ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ห่วงว่าฝ่ายค้านและฝ่ายผู้ชุมนุมจะไม่เข้าร่วมใน กก.ชุดดังกล่าว นายราเมศกล่าวว่า ไม่อยากให้คิดไปก่อนล่วงหน้า เพราะจากการพูดคุยกับหลายคนที่อยู่ฝ่ายค้าน ก็เห็นด้วยที่จะเข้ามามีส่วนร่วม เชื่อว่าตัวแทนผู้ชุมนุมจะส่งตัวแทนมาร่วมด้วย การตั้งต้นด้วยการยึดประโยชน์ของประเทศเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ มาช่วยกันคิด ร่วมกันทำ เมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้วจะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. กล่าวว่า ถ้าแนวความคิดการตั้ง กก.สมานฉันท์ได้รับการตอบรับจากทุกฝ่าย จะเป็นนิมิตหมายที่ดีของประเทศ แต่เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยแสดงท่าทีแล้วว่าไม่เห็นด้วย เป้าหมายของพรรคร่วมฝ่ายค้านและกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการ คือ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกจากตำแหน่งสถานเดียว จึงทำให้หนทางความสำเร็จของ กก.สมานฉันท์เพื่อหาทางออกให้ประเทศดูริบหรี่และเลือนรางขึ้นมาทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การตั้ง กก.สมานฉันท์เป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรืองอำนาจ มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตรเรียกทุกกลุ่มการเมือง พรรคการเมือง และประชาชนในหลายพื้นที่มาให้ข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานสร้างความสามัคคีปรองดองก่อนจะสรุปความคิดเห็นร่างสัญญาประชาคม อยากทราบว่ารายงานฉบับนั้นอยู่ที่ไหน เพราะครั้งนั้นใช้งบประมาณมหาศาลในการจัดทำ จึงเป็นการใช้งบประมาณที่สูญเปล่ามาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การจัดตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะต่างกัน เพราะหลักเกณฑ์อะไรก็ไม่มี จะไปเชิญกลุ่มไหนมาก็ไม่ชัด แล้วจะใช้อะไรเป็นแนวทางในการแก้ไขความขัดแย้ง&amp;quot; นายสมคิดกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู รองหัวหน้าพรรค พท.กล่าวว่า ปัญหาของประเทศในขณะนี้เกิดจากการขาดความเชื่อมั่นในตัวผู้นำประเทศ คือตัวนายกฯ หนทางเดียวในขณะนี้คือต้องยอมรับถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ การแก้ไขปัญหาต้องแก้ให้ถูกจุด ตัวนายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก
ย้ำนายกฯ ต้องลาออก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึงข้อเสนอการตั้ง กก.สมานฉันท์ว่า ต้องขอดูรายละเอียดกรรมการ สัดส่วน จุดประสงค์ เนื้อหาเป็นอย่างไร ต้องพูดคุยกันเยอะ ทำด้วยความระมัดระวัง ต้องดูองค์ประกอบ แก้ปัญหาให้บ้านเมืองจริงหรือไม่ หรือเพิ่มความขัดแย้งประวิงเวลาอย่างที่เคยมีมา ถ้ายื้อเวลาหรือยื้ออำนาจเราก็ไม่ต้องการให้คณะกรรมการนี้เป็นเครื่องมือ ต้องพิจารณาอย่างประณีตถี่ถ้วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. กล่าวว่า คณะกรรมการชุดนี้ ครม.ไม่ควรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ผูกติดของการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ขาดความชอบธรรมในการเข้ามีส่วนการปรองดองไปแล้ว การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ อันดับแรกคือ พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออก และเปิดทางการสรรหาคนที่จะมาเป็นนายกฯ ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรค ก.ก. กล่าวว่า การตั้ง กก.สมานฉันท์ชุดนี้ต้องไม่ใช่การตั้งเพื่อยืดอายุและซื้อเวลาให้กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้องเป็นไปเพื่อปลดล็อกความขัดแย้งในสังคม ขั้นตอนแรกจำเป็นต้องปลดล็อก พล.อ.ประยุทธ์ออกจากการเป็นนายกฯ ก่อน เพราะหากไม่ปลดล็อกจะไม่สามารถคลี่คลายความขัดแย้งที่มีอยู่ในสังคมขณะนี้ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวว่า เห็นด้วยกับหลักการกลัดกระดุมเม็ดแรกต้องกลัดให้ถูกจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ที่นายพิธานำเสนอ แต่เป็นการเสนอการกลัดกระดุมด้วยมือข้างเดียว ย่อมไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ การให้ พล.อ. ประยุทธ์ลาออกยังมีเหตุผลไม่เพียงพอ ประชาชนส่วนข้างมากทั่วประเทศอาจยังไม่เห็นด้วย การกลัดกระดุมเม็ดแรกที่จะแก้ไขปัญหาได้ต้องใช้สองมือช่วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ต้องเริ่มจากการที่รัฐสภาร่วมกันหาวิธีทำประชามติขอความเห็นของประชาชนทั่วประเทศ ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะแก้อย่างไร แก้แค่ไหนก่อน เมื่อมีประชามติออกมาแล้ว ทุกฝ่ายต้องยอมรับตามระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งหลักในสังคมไทยจึงจะลดลงได้ กระดุมเม็ดที่ 2 คือรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญตามผลประชามติของคนไทยทั่วประเทศ และกระดุมเม็ดที่ 3 เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ให้นายกฯ ยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ ให้ได้นายกฯ ใหม่ตามรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง&amp;quot; นพ.ระวีกล่าว
พระปกเกล้ารับหนักใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงกรณีที่ประธานรัฐสภามอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้า พิจารณาโครงสร้าง กก.ปรองดองสมานฉันท์ว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน ซึ่งได้รับมอบหมายหลัง จากนี้จะพิจารณาทำโครงสร้างเสนอกลับไปให้นายชวนพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะเสนอได้ภายในวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าโครงสร้างจะเป็นอย่างไร ต้องรอเสนอให้กับประธานรัฐสภาพิจารณาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า วันที่ 30 ต.ค. เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้านัดหารือเป็นการภายในก่อน เบื้องต้นจะเตรียมความพร้อมและข้อมูล รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง โดยรูปแบบไม่ควรซ้ำกับกรรมการชุดต่างๆ ที่ผ่านมา เพราะไม่เคยมีฝ่ายใดนำไปปฏิบัติ แนวทางที่ทำได้คือการทำหน้าที่คนกลาง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คู่ขัดแย้งหลัก คือ รัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุม พูดคุยเพื่อตกลงและหาทางออกร่วมกัน ซึ่งรูปแบบคล้ายกับการพูดคุยสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ และเชิญแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พูดคุย แต่รอบนั้นไม่ได้ข้อเสนอ เพราะเกิดการเผชิญหน้ากัน สิ่งที่ต้องพิจารณาคือการออกแบบ รูปแบบการทำงาน และกำหนดองค์คณะ เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยปฏิเสธการร่วมวง กก.สมานฉันท์ เพราะมองว่าซื้อเวลาให้รัฐบาลปัจจุบัน นายสติธรกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยควรฟังและพิจารณาถึงรูปแบบการทำงานก่อนประกาศจุดยืน เพราะอาจตกขบวนได้ ซึ่งยอมรับถึงความหนักใจที่สถาบันได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สนับสนุน เพราะประเด็นที่ต้องหาทางออกไปไกลกว่าการขัดแย้งหรือปัญหาทางการเมือง แต่มีเรื่องของการปฏิรูปสถาบันหลักของชาติ ดังนั้นสิ่งที่เป็นไปได้ คือ กรรมการที่เกิดขึ้นต้องร่วมออกแบบ และคิดว่าจะนำปัญหาใดพูดคุยกันก่อน ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนนั้นจะพิจารณาภายหลัง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน มีการจัดเวทีนักคิดดิจิทัลครั้งที่ 13 &amp;ldquo;จากรุ่นแอนะล็อกสู่ยุคดิจิทัล เราจะลดช่องว่างการสื่อสารด้วยความจริงใจและความงามได้อย่างไร&amp;rdquo; โดยนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้หลายคนเข้าใจว่าสถานการณ์บ้านเมืองเราอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่คนในรุ่นตนมองว่าไม่ได้ผิดปกติอะไร เพราะเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งในระยะ 88 ปีของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ในสายตาของผม พูดได้เลยว่าอันนี้เป็นข้อขัดแย้งระหว่างคนละรุ่น สำหรับผมนั้นเป็นดิจิทัล อิกนอแรนท์ เพราะไม่ได้ต้องการและไม่มีความอยากเข้าสู่ดิจิทัลเลย ถ้าเปรียบเทียบประวัติศาสตร์โลก ข้อขัดแย้งของเมืองไทยทุกสมัยเป็นข้อขัดแย้งข้อพิพาทที่ไม่ใช่ระหว่าง 2 ฝ่าย จริงๆ แล้วระหว่างคน 2 กลุ่มเท่านั้น เป็นข้อพิพาททางการเมืองโดยมีผลประโยชน์ส่วนตัวแอบแฝง เป็นเรื่องส่วนตัวเป็นส่วนใหญ่ ความวุ่นวายในปัจจุบันจะไม่พูดถึงข้อเรียกร้องของเขา ความวุ่นวายในปัจจุบันมันอ่อนดีกรีมากกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็น 14 ต.ค.16 หรือ 6 ต.ค.19 ซึ่งเป็นข้อพิพาททางด้านการเมือง ซึ่งทั้ง 2 เหตุการณ์จบด้วยการปะทะกัน&amp;rdquo;
ผิดมา 7 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอานันท์ยังตอบคำถามผู้ร่วมสัมมนาเกี่ยวกับประเด็นการร่างรัฐธรรมนูญว่า การเขียนรัฐธรรมนูญต้องเขียนหลักการสำคัญ &amp;nbsp;แต่ของเรามีปัญหาคือเริ่มต้นจากนักกฎหมายก่อน โดยไม่ได้เน้นที่ประชาชน หมกมุ่นอยู่กับแบบฉบับหรือวิธีการเลือกตั้ง เขียนยาวละเอียดมากเกินไป และหมกเม็ดในเรื่องต่างๆ มีผลใช้เมื่อมีกฎหมายลูก โดยให้นักการเมืองเขียน ถ้าผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนกฎหมายลูกเองมันจะสอดคล้องกันได้อย่างไร การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือปรับปรุงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เราต้องวางหลักเกณฑ์ว่าควรให้สั้น ไม่ลงรายละเอียดมากเกินไป และต้องดูมาตราที่สร้างปัญหา ที่มีปัญหาแน่นอนคือการแต่งตั้ง 250 ส.ว. และให้อำนาจตั้งนายกฯ อันนี้ต้องออกไปแน่ๆ เป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการเดินขบวนเป็นสิ่งที่เยาวชนรุ่นใหม่ และเยาวชนรุ่นเก่าอย่างตนเองอยากที่จะเห็นว่าไม่มีมาตรานี้อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป รวมทั้งมาตรา 112 คุณจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่จะต้องไม่เป็นคดีอาญา คือไม่มีการลงโทษ และเป็นคดีแพ่ง มีค่าปรับเท่านั้น และไม่ใช่ปรับในอัตราที่สูงเกินไป ต้องวางหลักเกณฑ์แน่นอนว่าอยากเห็นอะไร อีกหลายมาตราก็ต้องปรับปรุงกันไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;อีกเรื่องที่จะเป็นปัญหา ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดว่าจะทำหรือไม่ทำ เด็กยืนยันว่านายกฯ เป็นตัวปัญหา คนรุ่นใหม่มองว่านายกฯ เป็นคนเดียวที่ปลดล็อกได้ จะปลดล็อกด้วยวิธีลาออกหรือไม่ผมไม่รู้ ถ้าไม่ลาออกผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะเป็นสิทธิของท่าน แต่ต้องรู้ว่าเขาเรียกร้องอย่างนั้น ท่านฟังหรือได้ยินหรือไม่ผมก็ไม่รู้ แต่ถ้าเกิดจะเถียงกับเด็กรุ่นใหม่โดยอ้างกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ต่างๆ มันไปไม่ถึงไหน เพราะเริ่มต้นมันผิดมาตลอดแล้ว มันผิดมา 7 ปีแล้ว คุณอาจไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยทุกอย่าง แต่พยายามเข้าใจสถานะของท่านนายกฯ สถานะของรัฐบาลเหมือนกัน ถ้าไม่เข้าใจซึ่งกันและกันก็ต้องคุยกัน ผมไม่สนใจที่จะเข้าไปร่วมด้วยทั้ง 2 ฝ่าย เพราะเริ่มต้นก็ผิดแล้ว เด็กมันเริ่มต้นมาตั้ง 7 ปีแล้ว ท่านนายกฯ ถามว่าผมทำอะไรผิด เป็นการพูดคนละภาษา เด็กพูดภาษาดิจิทัล แต่รัฐบาลยังพูดภาษาแอนาล็อก สงครามการต่อสู้ก็คนละสนาม เด็กเล่นสนามนี้ ผู้มีอำนาจเล่นอีกสนามหนึ่ง ผมเห็นว่าสังคมโลกเขาพูดกันว่า คุณจะมีสันติภาพไม่ได้ถ้าไม่มีความยุติธรรม และคุณจะไม่มีความยุติธรรมถ้าคุณไม่มีความจริงใจระหว่างกัน&amp;rdquo; นายอานันท์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82239</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชวน หลีกภัย, ชัยธวัช ตุลาธน, ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์, นพ.ระวี มาศฉมาดล, พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์, ราเมศ รัตนะเชวง, วิษณุ เครืองาม, วุฒิสาร ตันไชย, สมคิด เชื้อคง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เทพไท เสนพงศ์, เบญจา แสงจันทร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201029/image_big_5f9ad5ad76d24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชี้ชะตา64สส.ปมถือหุ้นสื่อ จับตาโดมิโนทางการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยสถานภาพ 64 ส.ส. รอด​หรือร่วง ปมถือหุ้นสื่อ นักวิชาการชี้ผลการวินิจฉัยจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองและการตัดสินใจของพลเอกประยุทธ์แน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 ต.ค.ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.จำนวน 32 คนของฝ่ายรัฐบาล และอีก 32 คนของฝ่ายค้าน สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือครองหุ้นสื่อหรือไม่ โดยในช่วงเช้าเป็นการประชุมของคณะตุลาการเพื่อแถลงด้วยวาจาและลงมติ ก่อนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังตั้งแต่เวลา 15.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกไต่สวนเฉพาะพยานในรายของ น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคพลังประชารัฐ และนายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าบริษัทที่ ส.ส.คนดังกล่าวถือหุ้นอยู่นั้นไม่ได้ทำธุรกิจด้านสื่อและไม่ได้มีรายได้จากธุรกิจสื่อจริงหรือไม่ แต่ในรายของนายธัญญ์วารินไม่ติดใจที่จะเข้าชี้แจง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านจำนวน 64 คนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันพรุ่งนี้ ประกอบด้วย พรรคพลังประชารัฐ 21 คน คือ 1.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 2.นางพิชชารัตน์ เลาหพงศ์ชนะ 3.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร 4.นายกษิดิ์เดช ชุติมันต์ 5.นางกุลวลี นพอมรบดี 6.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ 7.นายฐานิสร์ เทียนทอง 8.นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ 9.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง 10.นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา 12.นายปฐมพงศ์ สูญจันทร์ 13.นายภิญโญ นิโรจน์ 14.นายวีระกร คำประกอบ 15.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 16.นายสมเกียรติ วอนเพียร 17.นายสัมพันธ์ มะซูโซ๊ะ 18.นายสิระ เจนจาคะ 19.นายสุชาติ ชมกลิ่น 20.นายอนุชา น้อยวงศ์ 21.น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคประชาธิปัตย์ 8 คน คือ 1.น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร 2.นายอัศวิน วิภูศิริ 3.นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ 4.นายภานุ ศรีบุศยกาญจน์ 5.น.ส.วชิราภรณ์ กาญจนะ 6.นายสมชาติ ประดิษฐพร 7.นายสาคร เกี่ยวข้อง 8.นายสาธิต ปิตุเตชะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคชาติพัฒนา 1 ราย คือ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ, พรรครวมพลังประชาชาติไทย คือ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และพรรคประชาภิวัฒน์ คือ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน ส.ส.ฝ่ายค้าน ประกอบด้วย ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ 20 คน (ก่อนถูกยุบพรรค) คือ 1.พล.ท.พงศกร รอดชมภู 2.นายธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ 3.นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ 4.นายสุรชัย ศรีสารคาม 5.นายชำนาญ จันทร์เรือง 6.นายวินท์ สุธีรชัย 7.นายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ 8.นายคารม พลพรกลาง 9.นายวาโย อัศวรุ่งเรือง 10.นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 12.นายวิภพ วิริยะโรจน์ 13.น.ส.เบญจา แสงจันทร์ 14.นายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ซึ่งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด 15.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. 16.น.ส.กวินนาถ ตาคีย์ ส.ส.ชลบุรี 17.น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม 18.นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา 19.นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลก และ 20.น.ส.วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส.กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย 4 คน คือ 1.นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย 2.นายนิยม ช่างพินิจ ส.ส.พิษณุโลก 3.นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ และ 4.นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อชาติ 4 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่ 1.นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 2.นางลินดา เชิดชัย 3.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ 4.นายเพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล พรรคเสรีรวมไทย จำนวน 3 คน เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ได้แก่ 1.พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส 2.น.ส.ธนพร โสมทองแดง และ 3.น.ส.พัชนี เพ็ชรจินดา และพรรคประชาชาติ 1 ราย คือ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีหุ้นสื่อ ส.ส. เปิดเผยว่า วันที่ 28 ต.ค. เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยกรณี ส.ส.ของพรรคถูกร้องถือหุ้นสื่อ โดยตนในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมทนายต่อสู้คดีนี้ เราเคารพในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด เพราะศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และเอกสารที่ค้นหามาจากหน่วยงานราชการเป็นจำนวนมากที่สามารถชี้ให้เห็นได้โดยชัดแจ้ง จึงมั่นใจในคุณสมบัติของ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราไม่มีความกังวลใจ แต่ท้ายที่สุดอยู่ที่ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ เราเคารพในผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ผลเป็นอย่างไรก็พร้อมยอมรับในกระบวนการยุติธรรม&amp;rdquo; นายราเมศกล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์สถานการณ์การเมือง กรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีถือหุ้นสื่อของ 64 ส.ส. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ จะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรหาก ส.ส.พ้นตำแหน่ง ว่า หากผลออกมาเป็นทางลบ มี ส.ส.หายไปจำนวนหนึ่ง ส.ส.เขตจะต้องเลือกตั้งซ่อมแทนตำแหน่งที่ว่าง อาจเป็นเหตุนำไปสู่การยุบสภาได้ แต่ตนเป็นห่วงว่าการยุบสภารอบนี้ต้องเลือกตั้งกันบนข้อกฎหมายพรรคการเมือง ต้องทำไพรมารีโหวตเต็มรูปแบบ จากข้อมูลล่าสุดที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มี จะไม่มีพรรคการเมืองใดเลยที่สามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ครบ 350 เขต อาจจะเป็นปัญหา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อจำกัดที่การตัดสินใจยุบสภาในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพรรคการเมืองจะรู้สึกว่าเขาไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ พรรคก็ไม่สามารถส่งผู้สมัครครบได้ทั้ง 350 เขต ก็จะมีปัญหาในการแข่งขันกันในการเลือกตั้ง บางเขตอาจไม่มีผู้สมัครเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นมีความเป็นไปได้ว่ายุ่งยาก ถ้า ส.ส.พ้นจากตำแหน่งไปเยอะๆ รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาได้ เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติหลังยุบสภาการจัดการเลือกตั้งไม่สามารถจัดการได้โดยสมบูรณ์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสติธรกล่าวอธิบายเรื่องนี้ว่า เป็นไปตามหลัก พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ เรื่องการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตอนที่เลือกตั้งปีที่แล้วมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่ต้องใช้บทเฉพาะกาลของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ แต่รอบนี้ต้องใช้แล้ว ยกเว้นไม่ได้ กระบวนการทำไพรมารีโหวตต้องทำทุกเขตเลือกตั้ง พรรคการเมืองต้องมีผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ข้อมูลล่าสุดไม่มีพรรคการเมืองไหนเลยที่มีผู้แทนครบ 350 เขต เดดล็อกมากขึ้นไปอีก ต่อให้ยุบสภาแล้วพรรคการเมืองค่อยหาสมาชิกจัดตั้งสาขาหรือผู้แทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด กกต.เคยให้ข้อมูลว่า กระบวนการแบบนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 45 วัน เร็วที่สุด ปกติยุบสภาเลือกตั้งใหม่ใช้เวลา 60 วัน พรรคการเมืองจะตั้งสาขาหรือผู้แทนพรรคภายใน 45 วัน เหลือเวลาอีก 15 วัน ก็ทำไพรมารีโหวตส่งผู้สมัครไม่ทันอยู่ดี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากรัฐบาลไม่ยุบสภา แต่กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย นายสติธรกล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เพราะถ้าผลการเลือกตั้งซ่อมเข้าทางฝ่ายค้าน รัฐบาลปัจจุบันอาจกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ เปอร์เซ็นต์ยากหน่อยแต่เป็นไปได้ อย่างไรก็ตาม การเป็นเสียงข้างน้อยไม่ได้แปลว่าล่มไปเลย อาจจะเจอเหตุการณ์สำคัญ ฝ่ายค้านอาจจะใช้โอกาสยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้ารัฐบาลแพ้โหวตต้องพ้นไป หรือรัฐบาลอาจแก้เกม ดึงพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล ถ้ามีพรรคฝ่ายค้านเอาด้วยก็สมสู่กับรัฐบาลใหม่ ยุบสภาจะมีผลกระทบมากกว่า มีข้อจำกัดในการปฏิบัติตามกฎหมายดังที่บอก ถ้าเลือกตั้งซ่อมก็ต้องดูอีกทีว่าซ่อมกี่เขต ถ้า 40-50 เขตก็ถือเป็นเรื่องใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีหากศาลวินิจฉัยยกคำร้องหมดจะมีผลกระทบอย่างไร นายสติธรกล่าวว่า ถ้ายกหมดจะกลายเป็นประเด็นทางการเมือง เพราะเรื่องหุ้นสื่อเคยมีบรรทัดฐานวางไว้กับคนอื่นเคยผิด ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองไป แต่ทำไมกลุ่มนี้ถึงไม่โดน จะเกิดประเด็นสองมาตรฐานหรือไม่ ที่ผู้ชุมนุมจะเอาไปอ้างเป็นเหตุในการต่อต้านรัฐบาลเพิ่มขึ้น และประเด็นทางกฎหมาย จะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมาย การถือหุ้นแบบนี้ไม่ผิดก็เป็นบรรทัดฐานเดียวกันต่อไป ซึ่งถ้ารอดรัฐบาลคงปกติ ไม่น่าจะมีอะไร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายเจษฎ์ โทณะวณิก อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ต้องดูว่าพ้นจากตำแหน่งกี่คนมากน้อย ถ้าฝ่ายรัฐบาลมี ส.ส.ออกไปเยอะกว่า ต้องพิจารณาการลงมติต่างๆ จะมีได้มีเสียแตกต่างกัน จำนวนที่ต่างกันมีผล ทั้งสองฝ่ายจำนวนบวกลบกันแล้ว 20-30 คน ถ้า 64 คนหลุดหมด มีผลกระทบมากถึงการทำงาน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเจษฎ์กล่าวต่อว่า ถ้าเป็น ส.ส.เขต ปัญหาเยอะ ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ และถ้าเป็นของฝ่ายรัฐบาลเยอะ อาจมีผลต่อการตัดสินใจบางประการของนายกรัฐมนตรีในเรื่องการดำเนินการหลายอย่าง แต่คิดว่าไม่กระทบถึงการลาออกหรือยุบสภา ทั้งหมดที่อภิปรายกันคิดว่ามีการนำเรื่องนี้มาคิดคำนวณไว้แล้ว คงไม่กระทบถึงการตัดสินใจเฉพาะหน้าของนายกฯ เท่าไหร่ แต่จะกระทบถึงการทำงานโดยรวมของสภา ส.ส.ทั้งหมดอยู่กรรมาธิการชุดไหนบ้าง เสนอญัตติอะไรบ้าง และในจำนวนนี้มีรัฐมนตรีอยู่ด้วย อาจต้องปรับคณะรัฐมนตรีเลย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีหากศาลวินิจฉัยยกคำร้อง ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางคนจะกระทบอย่างไร นายเจษฎ์กล่าวว่า รอดบางคน ต้องดูว่าใครรอดกี่คนมากน้อย ถ้ารอดทั้งหมดไม่มีผลกระทบทางการเมืองเท่าไหร่ แต่ศาลรัฐธรรมนูญอาจมีผลกระทบค่อนข้างมาก ต้องคำนึงถึงกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และคนอื่นๆ ด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามกรณีศาลยกคำร้องอาจจะเป็นเงื่อนไขให้ผู้ชุมนุมอ้างถึง นายเจษฎ์กล่าวว่า อาจเป็นสิ่งที่ผู้ชุมนุมหยิบยกขึ้นมาติติงว่ากล่าว แต่คงไม่เป็นเงื่อนไขการชุมนุมมากขึ้น เพราะตอนนี้การชุมนุมลุกลามพอสมควรอยู่แล้ว.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81998</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, ราเมศ รัตนะเชวง, ศาลรัฐธรรมนูญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เจษฎ์ โทณะวณิก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201027/image_big_5f9839d9bd2f6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32041</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2019 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลัง 24 มี.ค. ชิงนายกฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลัง 24 มี.ค.ใครได้ตั้ง รบ.?&amp;nbsp;วิเคราะห์กลเกมศึกชิงอำนาจ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทิศทางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคมจะเป็นอย่างไร หลังจากเริ่มเห็นผลการเลือกตั้งในช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม มีทัศนะ-แนววิเคราะห์จากนักวิชาการ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ รักษาการผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ที่ก่อนหน้านี้เป็นนักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งร่วมจัดทำผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ภายใต้โครงการ จับตาการเลือกตั้ง 62 ของสถาบันพระปกเกล้าที่ได้เผยแพร่ผลสำรวจออกมาทั้งสิ้น 5 ครั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า การจัดตั้งรัฐบาลคงยังไม่เกิดขึ้นทันทีในคืนวันที่ 24 มีนาคม เพราะหลังเริ่มมีการรายงานผลการเลือกตั้งแล้วในคืนดังกล่าว สถานการณ์น่าจะมีความคลุมเครือไม่ชัดเจนไปอีกสักพัก ทำให้คืนวันที่ 24 มีนาคมยังไม่น่ามีคำตอบเรื่องการตั้งรัฐบาล หรือใครจะเป็นนายกฯ สถานการณ์น่าจะจะคลุมเครืออยู่เพราะต้องรอหลายกลไก โดยเฉพาะการรับรองผลเลือกตั้ง ส.ส.ของ กกต.กับกลไกการต่อรองอำนาจของ 3 พรรคใหญ่คือ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...หลังเลือกตั้งคืนวันที่ 24 มีนาคม เราคงไม่ได้เห็นภาพแบบในอดีต ซึ่งจริงๆ หลังๆ ก็ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก กับภาพที่แกนนำพรรคการเมืองจะมาประกาศจับมือตั้งรัฐบาลในคืนวันเลือกตั้งเลย ผมคิดว่าภาพการจับมือแบบนี้คงไม่ได้เห็นกันทันทีในคืนวันเลือกตั้ง ด้วยเหตุผลจากปัจจัยต่างๆ เช่น กติกาเลือกตั้งแบบใหม่-อำนาจของ กกต.ในการประกาศรับรองผลเลือกตั้ง รวมถึงผลการเลือกตั้งที่ขั้วการเมืองต่างๆ จะได้จำนวน ส.ส.ค่อนข้างสูสีกัน ซึ่งช่วงหลังไม่ค่อยเกิดขึ้น ยกเว้นเสียแต่ว่า ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะการเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์ เช่น หากฝ่ายเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรฯ ได้เสียง ส.ส.เห็นชัดเลยในคืนนั้นว่าเกิน 250 ที่นั่งเยอะๆ สักประมาณช่วงหลัง 3 ทุ่ม ก็น่าจะเห็น เพราะถึงตอนนั้นน่าจะนับไปได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ของบัตรเลือกตั้ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ซึ่งเมื่อการเมืองฉีกออกเป็น 2 ฝ่าย 2 ขั้วแล้ว ก็อยู่ที่ว่าใครจะรวมได้เกิน 250 เสียงก่อน คืนนั้นหากผลเลือกตั้งออกมาโดยเสียงเกิน 250 ที่นั่งไปมาก ก็อยู่ที่ใครจะชิงประกาศความชอบธรรมก่อน อย่างปี 2554 ตอนนั้นประชาธิปัตย์ประกาศยอมแพ้ เพราะผลออกมา เสียงทิ้งห่างเยอะ และต่อมาคืนนั้น คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ประกาศชัยชนะ แต่รอบนี้ผมว่า 3 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐ เสียง ส.ส.ที่จะได้ จะชนะไม่ขาด คือต่อให้เพื่อไทยได้เข้ามาเยอะ เช่น 180 ที่นั่ง แล้ว ปชป.มา 120 เสียง พลังประชารัฐได้ 100 เสียง ก็จะยันกันได้ เช่น หาก ปชป.กับ พปชร.จับมือกันได้ ก็อยู่ที่ 220 เสียง เพราะดูแล้ว โอกาสยากมากที่เพื่อไทยจะได้ระดับแตะที่ 200 เสียง วันนี้ดูแล้วเพื่อไทยโอกาสจะพลิกเกมทำได้ยาก ตอนนี้ใครๆ ก็มองว่ายังไงเพื่อไทยเต็มที่ก็ไม่เกิน 160 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...โอกาสที่จะทำให้พลิกได้อีกอย่าง คือคนที่อยู่นอกพื้นที่แล้วหลั่งไหลกลับไปใช้สิทธิ์ตัวเอง ซึ่งตรงนี้พวกโพล และการวิเคราะห์เชิงพื้นที่อาจจะยังไม่มีคำตอบที่แท้จริง เพราะยังไม่เคยฟังเสียงคนเหล่านี้ว่า ถ้าเขากลับบ้านแล้วออกไปเลือกตั้ง เขาจะฟังคนที่บ้านหรือเลือกจากข้อมูลที่เขามีมาชวนคนที่บ้านให้เปลี่ยนใจก็ได้ มันได้ทั้ง 2 ทาง จนทำให้เปลี่ยนผลได้ เพราะเวลานี้พรรคเพื่อไทยที่ผิดแผนก็คือ จำนวน ส.ส.เขตที่คาดว่าจะได้ อยู่ที่ 120 โดยสูงสุดคงไม่เกิน 160 เสียง แต่เพื่อไทยเขาอยากได้ 190-200 เสียง ตัวพลิกเกมจริงๆ ก็คือเพื่อไทย ที่ต้องทำงานหนักในเขตที่หวังไว้ ซึ่งหากผลเลือกตั้งออกมาโดยพรรคพลังประชารัฐจับมือกับประชาธิปัตย์ ตั้งรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เช่น 270 เสียง แบบนี้ก็อาจเป็นรัฐบาลอยู่ได้ประมาณแค่หนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่ง เพราะจะมีการต่อรองในรัฐบาลเยอะ&amp;nbsp; โดยที่หากเป็นแบบนี้ เพื่อไทยที่ได้ ส.ส.มาอันดับ 1 แต่ต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องกดดันเต็มที่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ถามถึงความเห็นว่า มีโอกาสเกิน 50 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะคัมแบ็กกลับมาเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ดร.สติธร ระบุว่า มีความเป็นไปได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นคนที่มี เปอร์เซ็นต์สูงที่สุดในบรรดาทุก scenario คือหากถามว่าหลังเลือกตั้งนายกฯ จะเป็นใคร พลเอกประยุทธ์ก็น่าจะเป็นชื่ออันดับ 1 ในมุมของผม จากการประเมินจำนวน ส.ส.ของแต่ละพรรคที่น่าจะได้หลังเลือกตั้ง และกลไกต่างๆ เช่น ส.ว. 250 เสียง รวมถึงกลไกวิธีการตั้งรัฐบาล การเลือกนายกฯ มันเอื้อและปูทางไปหมดเลย ขณะที่พรรคพลังประชารัฐและพรรคแนวร่วมที่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ก็น่าจะได้เสียง ส.ส.มาระดับที่เพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;คืนวันที่ 24 มีนาคม ผมว่าคืนนั้นแต่ละฝ่ายก็ต้องพยายามจะจับเสียงกัน โดยฝั่งเพื่อไทยกับพันธมิตรฯ หากได้ระดับไม่น้อยกว่า 250 เสียง ก็จะมีการต่อสายกับพรรคกลางๆ อย่าง ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา ให้มาจับมือกันตั้งรัฐบาล แล้วประกาศว่าเขาได้เกิน 250 เสียงแล้ว เพื่อกดดันไปก่อน ยิ่งหากได้เกิน 280 เสียง ก็จะเป็นการล็อกไว้ก่อน แล้วแบบนั้นหาก กกต.แจกใบเหลืองใบส้ม กระแสสังคมก็อาจมองว่ากลั่นแกล้งหรือไม่ หลังเห็นฝ่ายเพื่อไทยรวมเสียงกันแน่นได้ขนาดนี้ มาแจกใบเหลือง ใบส้ม เพื่อหวังเปลี่ยนผลการเลือกตั้งเพื่อช่วยฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ ก็คือเป็นการชิงไว้ก่อนว่าเขาคือพรรคเสียงอันดับ 1 และรวมเสียงตั้งรัฐบาลได้เกินกึ่งหนึ่งแล้ว หวังกดดันไปที่ กกต.ด้วยไม่ให้ใช้อำนาจให้ใบเหลืองใบส้มที่ไม่เป็นธรรม และยังหวังกดดันไปที่สมาชิกวุฒิสภา ว่าฝ่ายเขาได้เสียงข้างมากในสภาฯ แล้ว มองดูแล้วก็จะสู้ในแนวทางแบบนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร ประเมินการเมืองไทยการชิงอำนาจตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งไว้อีกว่า อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายคือ พลังประชารัฐ ก็ต้องขยับรีบรวมเสียงเหมือนกัน คือจะรีบไปชวนประชาธิปัตย์ และพรรคกลางๆ ให้ได้เกิน 220 กว่าเสียง เพื่อบอกว่ารวมเสียง ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งได้แล้ว แม้เพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งก็ตาม คือเอาเข้าจริง เพื่อไทยกับพรรคพันธมิตรฯ อาจรวมเสียงกันแล้ว อาจได้ 220-230 เสียง เช่นเดียวกันกับฝ่ายพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ที่ 2 พรรครวมกันก็อาจได้เสียงประมาณนี้ 220-230 เสียง โดยพวกพรรคขนาดกลาง-เล็ก ได้เสียงอยู่ที่ 30-40 เสียง ก็ทำให้พรรคเหล่านี้เป็นตัวแปร ตัวชี้วัด จนทำให้มีคนมาวิ่งต่อรอง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ภาพรวมถึงตอนนี้ดูแล้วยังก้ำกึ่ง เพราะการเมืองสามก๊ก เมื่อสลายเป็นสองขั้วหลังเลือกตั้ง หากสองก๊กรวมเสียงกันแล้ว หากไม่มีใครได้เกิน 250 เสียง..ตัวชี้ก็จะไปอยู่ที่พรรคขนาดกลางๆ ที่จะเป็นตัวชี้ว่าฝ่ายไหนจะเป็นเสียงข้างมากในสภาฯ แล้วก็ยังมีตัวชี้อีกหนึ่ง คือเสียง ส.ว. 250 เสียง ที่จะบอกว่าใครจะเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง ทำให้ตัวชี้อยู่นอกเกมสามก๊กทั้งหมด แต่ไม่ถึงกับเดดล็อก ยกเว้นแต่จะตั้งใจให้เกิดเดดล็อก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;สำหรับการเมืองไทยหลังวันที่ 24 มี.ค. จะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายอะไรหรือไม่ ก็มองว่าหากเพื่อไทยและพรรคพันธมิตรรวมเสียงกันแล้วหลังเลือกตั้งเกิน 250 เสียง โดยอีกฝ่ายได้เสียงน้อยกว่า แต่ตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม เช่นงูเห่าทางตรงที่ไปดึง ส.ส.จากอีกฝ่ายมาร่วมตั้งรัฐบาล หรืองูเห่าทางอ้อมที่ไปฝากเลี้ยงไว้ คือไม่ได้ดูดมาแต่ให้มาช่วยโหวตให้ตอนเลือกนายกฯ แล้วให้โหวตเป็นครั้งๆ ไป แบบนี้มันก็เสี่ยง เพราะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม มีการแทรกแซง โดยที่ฝ่ายซึ่งตั้งรัฐบาลได้ใช้เสียงข้างน้อยในสภาฯ แต่เอาเสียง ส.ว.มาตั้งรัฐบาล ก็ทำให้พอตั้งรัฐบาลได้ฝ่ายเพื่อไทยก็คงลุยเลย โดยบอกว่าการตั้งรัฐบาลมีความไม่ชอบธรรม มีหลักฐานมีข้ออ้าง แบบนี้ก็อาจวุ่นวาย ก็อาจมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แล้วก็ยังมีการเมืองนอกสภาฯ การเมืองในโลกออนไลน์ แบบนี้โดนถล่มแน่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ผลการเลือกตั้งที่จะออกมาวันที่ 24 มี.ค. สิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตาคือ นับคะแนน และรวมไปถึงการรวมคะแนน ให้มันโอเค เพื่อให้ผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ เพราะด้วยกติกาปัจจุบัน ที่ให้ กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง ที่ กกต.บอกว่าจะให้ไม่เกิน 9 พ.ค. ซึ่งก็นาน แล้วก่อนถึงตอนนั้น การเมืองก็ขยับอะไรมากไม่ได้ แล้วกติกาปัจจุบันให้อำนาจ กกต.ในการให้ใบส้ม ที่สามารถเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ เพราะใบส้มไม่ใช่แค่ทำให้ ส.ส.เขตหาย แต่ทำให้คะแนนรวมของพรรคหายไปด้วย ทำให้ต้องคำนวณคะแนนกันใหม่ โดยหาก กกต.ให้ใบส้มกันเยอะๆ ผลเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. ก็อาจเปลี่ยนโฉมไปเลย คาดว่า กกต.ก็จะทยอยรับรองผลการเลือกตั้งออกมาเป็นระลอก แต่ก็อาจต้องรอจนถึงวันสุดท้าย 9 พ.ค. ระหว่างนั้นหากมีการให้ใบเหลือง ใบส้ม ในบางเขต ก็จะมีเลือกตั้งใหม่&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ ส.ว. 250 เสียง..ที่มาจากการเลือกของ คสช. ต่อการโหวตเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้งว่า เสียง ส.ว. 250 เสียง จะเป็นตัวชี้ ผมกำลังคิดว่าหากพลังประชารัฐได้มาเกินร้อยเสียงแล้วสูสีกับประชาธิปัตย์ พลังประชารัฐก็ต้องอ้างความชอบธรรมตรงนี้ เวลาคุยกับประชาธิปัตย์โดยหากพลังประชารัฐได้ไม่ถึง 126 เสียง ก็ต้องไปหาพรรคขนาดกลางๆ มาอยู่ด้วย อาจสัก 3-4 พรรคการเมือง โดยอาจเริ่มดึงบางส่วนก่อน เช่น พรรค รปช. - พรรคประชาชนปฏิรูปของไพบูลย์ นิติตะวัน - พรรคพลังท้องถิ่นไท ของชัช เตาปูน ที่อาจหลุดกันเข้ามาบ้าง โดยรีบจับกันไว้ก่อนให้ได้เกิน 126 เสียง โดยที่ฝ่ายเพื่อไทยกับพรรคพันธมิตรรวมกันแล้วไม่เกิน 250 เสียง ซึ่งหากเป็นแบบนี้แล้วบางพรรค เช่น ภูมิใจไทย แม้ฝ่าย พปชร.จะไปดึงมา แต่ภูมิใจไทยอาจอ้างว่าขอรอก่อน เพราะรอ กกต.รับรองผล ก็จะไปเข้าทางฝ่ายนายกฯ ลุงตู่ คือลุยตั้งรัฐบาลไปก่อน ให้ได้ 126 เสียงไว้ก่อน โดยมี ส.ว.มาโหวตตอนเลือกนายกฯ เพราะคิดว่าสูตรแบบนี้ทำให้ฝ่าย พปชร.มองว่าอำนาจต่อรองอยู่ฝ่ายเขา จากนั้นพอเลือกนายกฯ เสร็จค่อยไปชวนพรรคอื่นมาร่วมรัฐบาล โดยเริ่มจากประชาธิปัตย์ มาบวกเพิ่มกับ พปชร.อีก โดยหากมี ปชป.แล้ว แต่เสียงยังไม่เกิน 250 เสียงอีก ก็ต้องเริ่มหางูเห่าแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมที่ พปชร.จะทำตามเกมนี้ได้ พปชร.ต้องมี ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง ต้องมี ส.ส.สูสีกับประชาธิปัตย์ ห้ามต่ำกว่า ปชป. ซึ่งตัวเลขจากการวิเคราะห์ต่างๆ ณ ชั่วโมงนี้ ดูแล้วโอกาสของ พปชร.ดังกล่าวเป็นไปได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...นอกจากนี้ การเลือกประธานสภาฯ จะเลือกก่อนโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองฝ่ายไหนรวมเสียงกันเกินกึ่งหนึ่ง จนเลือกประธานสภาฯ ได้ มันก็เป็นสัญญาณบอกอย่างหนึ่ง บางคนบอกว่าหลังเลือกตั้ง หากฝั่งเพื่อไทยรวมเสียงกันได้เกิน 250 เสียง ก็ได้เลือกประธานสภาฯ ซึ่งก็ไม่แน่หรอก ผมว่าการเลือกประธานสภาฯ จะไปเป็นแรงกดดันให้พรรคที่อยู่กลางๆ ต้องแสดงจุดยืนออกมา หลังจากพยายามจะบอกว่าให้รอผลการรับรองผลเลือกตั้งจาก ส.ส. เพราะพอ กกต.รับรอง จนมี ส.ส. 95 เปอร์เซ็นต์ จนเรียกประชุมสภาฯ นัดแรกเพื่อเลือกประธานสภาฯ ได้ มันก็จะเริ่มเห็นตัวเลขแล้วว่าฝ่ายไหนได้ ส.ส.ใกล้เคียงกับ 250 มากกว่ากัน ถึงตอนนั้นจุดยืนต้องชัดแล้ว พอจุดยืนชัด ก็จะไปแสดงออกวันประชุมสภาฯ ตอนโหวตเลือกประธานสภาฯ ซึ่งพอได้ประธานสภาฯ ก็จะเห็นขั้วการเมืองตอนตั้งรัฐบาลแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ซึ่งโอกาสที่ขั้วไหนตั้งประธานสภาฯ ได้ แล้วขั้วนั้นจะไปเป็นฝ่ายค้าน หลังโหวตนายกฯ ผมมองว่ามันก็ยากแล้ว เพราะหากเป็นแบบนั้นแสดงว่าแพ็กกันมาได้แล้ว มีการรวมพรรคกลางๆ มาได้หมดแล้ว มันก็จะโดดเดี่ยวพลังประชารัฐแล้ว แต่หากฝ่ายพลังประชารัฐแพ็กกันจนเลือกประธานสภาฯ ได้ มันก็จบเลย เพราะตอนโหวตนายกฯ ก็มี ส.ว.อีก 250 เสียง แบบนั้นก็เกมโอเวอร์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นจะเกมโอเวอร์หรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวเลข ส.ส.ของ พปชร.หลังเลือกตั้งเป็นสำคัญ เช่น หาก พปชร.ได้ ส.ส.มาด้วยตัวพรรคเองสัก 120 เสียง แล้ว ปชป.มาสักประมาณ 100 เสียง เกมก็จบตั้งแต่คืนวันที่ 24 มีนาคม แต่หาก พปชร.ได้ต่ำกว่านั้น โดยตัวเลขเบียดกับ ปชป. ก็อาจใช้เวลาต่อรองกับ ปชป.สักระยะ&amp;rdquo; นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้าระบุ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ศึกชิงอำนาจสู้กันเข้มข้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สติธร ให้มุมวิเคราะห์กลเกมการจัดตั้งรัฐบาลไว้ว่า ผมว่ามันจะเกิดแบบนี้ คือ ตอนโหวตนายกฯ จะมี ส.ว.มาช่วย เขาจะล็อก โดยพลิกเกมใหม่ คืออีกฝ่ายอาจจะได้ประธานสภาฯ ก็ได้ไป แต่ฝ่าย พปชร.ก็จะดันโหวตนายกฯ โดยใช้เสียง ส.ว. เอาให้ได้นายกฯ ก่อน แล้วช่วงที่ว่างเว้น คือหลังได้นายกฯ แล้ว และต้องตั้ง ครม.ฟอร์มรัฐบาล ซึ่งช่วงนี้ไม่มีข้อกฎหมายกำหนดว่าต้องทำภายในกี่วัน ก็ต่อรอง แล้วดูดเสียงมาอยู่ฝ่ายตัวเองให้ได้ เช่น เปลี่ยนใจพรรคขนาดกลางมาให้อยู่ฝ่าย พปชร. ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะอาจบอกว่า ตอนไปโหวตประธานสภาฯ ก็แค่เลือกประธานสภาฯ ก็เลือกตามนี้ แต่การตั้งรัฐบาลก็อีกอย่างหนึ่ง มันไม่เหมือนกัน โดยหากฝ่าย พปชร.หากไม่ได้เสียงเกิน 250 เสียง เขาก็อาจไม่ตั้งรัฐบาล ก็อาจยื้อไปเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...การยื้อทำได้สองขยัก คือหนึ่ง ไม่เลือกนายกฯ หากดีลไม่ลงตัว วิธีคือ ส.ว.ก็จะงดออกเสียง โดย พปชร.กับพรรคพันธมิตร ที่รวมกันแล้วเกิน 126 เสียง..ก็งดออกเสียง ก็คือแทนที่ 376 เสียง ต้องมาโหวตนายกฯ ก็จะใช้วิธีงดออกเสียงแทนตอนโหวตนายกฯ ก็ทำให้อีกฝ่ายก็ได้ไม่ถึง 375 เสียง ก็โหวตไม่ได้ ทำจนกว่าจะดีลลงตัว แล้วค่อยเลือกนายกฯ เพราะหากชิงเลือกเลย สังคมก็จะบอกว่า มาเอาเสียงข้างน้อยคือ ส.ส.ที่มีไม่ถึง 250 เสียง มาเลือกนายกฯ ก็เลยยังไม่ออกเสียง แล้วไปคุยกับประชาธิปัตย์ให้ลงตัวก่อน แล้วพอได้ ก็ให้ ปชป.มาร่วมโหวตหนุนพลเอกประยุทธ์ด้วย ต่อรองจน ปชป.ยอมเมื่อใด ก็ค่อยประชุมรัฐสภา ให้ ปชป.มายกมือหนุนพลเอกประยุทธ์พร้อมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร ชี้ว่า วิธีการดังกล่าวก็คือยื้อไปเรื่อยๆ เพราะ รธน.ไม่ได้บัญญัติว่ารัฐสภาต้องเลือกนายกฯ หลังเลือกตั้งภายในกี่วัน หรือไม่ก็อาจเป็นแบบ ล็อกเลือกนายกฯ ไปก่อน แล้วค่อยต่อรอง โดยระหว่างการตั้ง ครม. ที่ไม่มีข้อกำหนดเหมือนกันว่าต้องตั้งรัฐบาลภายในกี่วัน แต่หากทำแบบนี้ ก็น่าเกลียดหน่อย ตรงที่คนก็จะถามตัวนายกฯ ว่า ทำไมยังไม่ตั้งรัฐบาลเสียที แต่ก็อาจอ้างว่า ก็ไม่มีใครมาร่วมรัฐบาลกับเขา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การยื้อจึงทำได้สองขยักแบบนี้ ถึงได้บอกกันว่ามันจะเดดล็อก แบบที่หนึ่ง หากเป็นไปตามที่บอก พลเอกประยุทธ์ก็จะยังไม่ได้เป็นนายกฯ ใหม่หลังเลือกตั้ง ก็เป็นนายกฯ เก่าไปเรื่อยๆ แบบที่สอง พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ใหม่เข้ามาหลังเลือกตั้ง แต่ไม่มี ครม.ใหม่เลยทันที อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายเพื่อไทยกับพรรคพันธมิตร รวมกันแล้วเกิน 250 ที่นั่ง แล้วตอนโหวตเลือกนายกฯ ไม่มีใครแตกแถวเลย ไม่มีงูเห่า แล้วมีพรรคกลางๆ มาร่วมอยู่ฝ่ายนี้ มาเติมให้อีกสัก 30-40 เสียง กลายเป็น 280-290 เสียง..ซึ่งแม้เสียงจะไม่ถึง 376 เสียง ไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้ แต่ก็เป็นการส่งสัญญาณชัด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...หากเป็นแบบนี้ ประชุมรัฐสภากันแล้ว ส.ว.เห็นเสียง ส.ส.เป็นแบบนี้ ส.ว.ก็อาจต้องยอม คือโหวตครั้งแรก อาจโหวตไปตามทางของเขา แต่พอเห็นเสียงฝั่งเพื่อไทย ระดับเกือบสามร้อยเสียง ส.ว.ก็อาจคิดว่า แล้วจะสวนกระแสประชาชนหรือ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;-เรื่องงูเห่าการเมืองตอนโหวตเลือกนายกฯ เช่นงูเห่าในพรรค ปชป.ที่อาจหนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ แม้นายอภิสิทธิ์ประกาศไม่สนับสนุน?&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;อันนี้แหละที่น่ากลัว คือหลังเลือกตั้งใครจะเป็นงูเห่า คนนั้นก็เสีย ขึ้นอยู่กับว่าใครจะกล้าเป็น เพราะจะกลายเป็นแพะในรายการเลือกนายกฯ รอบนี้ จะโดนกดดันจากข้างนอก ว่าต้องฟังเสียงประชาชน ทำให้งูเห่า รอบนี้ไม่ว่าจะไปเกิดที่พรรคไหน ถ้าไม่มีคำอธิบายที่ดีพอ แล้วสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องแสดงออกว่าต้องโหวตแบบนี้ เพื่อชาติ ผมว่าคนที่จะเป็นงูเห่าก็เหนื่อย ไม่มีใครอยากเป็นแพะหรอก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;..การเกิดรัฐบาลหลังเลือกตั้ง หากวันที่ 24 มีนาคม หากฝ่ายพลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์ สองพรรคนี้มาแล้วรวมกันได้ระดับ 220-230 เสียง การตั้งรัฐบาลก็น่าจะจบง่าย เพราะถ้าแบบนี้พรรคอื่น เช่นภูมิใจไทยก็จะมาแน่ โดย พปชร.ก็ไปเคลียร์กับ ปชป.ให้ลงตัวว่าอภิสิทธิ์อย่าดื้อ ซึ่งสำหรับผมก็มองว่ายังมีลุ้นว่า พปชร.อาจจะชนะได้ คือมีโอกาสเป็นไปได้ แต่เปอร์เซ็นต์อาจไม่มาก ต้องดูคะแนนรวม คือ ปชป.ไม่น่าจะต่ำร้อย แต่มีโอกาสเกินร้อยไม่เยอะ เช่น ไม่เกิน 110 เสียง แบบนี้มีโอกาส &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;โพลเพื่อไทย ทำตำบลละ 400 ตัวอย่าง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รักษาการ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์โอกาสของแต่ละพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้งที่จะรู้ผลกันในช่วงค่ำวันที่ 24 มี.ค.นี้ โดยไล่ไปทีละพรรคเริ่มที่ พรรคเพื่อไทย ว่า สำหรับเพื่อไทยผมยังประเมินอยู่ที่ 160 เสียง ส่วนพรรคพันธมิตรของเพื่อไทยรวมกันก็น่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 60 เสียง ขณะที่ประชาธิปัตย์กับพลังประชารัฐรวมกันสองพรรคก็น่าจะอยู่ที่ 220 เสียง.. เมื่อดูตามนี้ฝ่ายเพื่อไทยจะเป็นตัวเปลี่ยนสมการ หากเขาได้ไปถึงระดับ 180-190 เสียง ระบบการคิดฐานคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ก็จะเปลี่ยนหมด จากเดิมที่คิดว่าอยู่ที่ 7 หมื่นกว่าคะแนน ก็จะเปลี่ยนไปที่หลักแสนคะแนน เพราะเพื่อไทยจะได้เกินความนิยมตัวเอง ยิ่งเกินมากเท่าใดเลขที่หารออกมามันจะสูงขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...คนที่กระทบมากสุดคือพวกผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์เพื่อไทย ที่มีโอกาสที่เพื่อไทยอาจไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ยิ่งหากเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตมาก เขาก็ยิ่งมีโอกาสจะไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เพราะคะแนนที่เขานำมาตุนไว้กับตัวเองมันไม่พอ จริงๆ หากเพื่อไทยได้ ส.ส.เขต 160 เสียง เขาก็ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์แล้วเพราะคะแนนเพื่อไทยจริงๆ ก็มีแค่นี้ คะแนนที่เขามีจาก 250 เขต หากประเมินจากฐานการเลือกตั้งปี 2554&amp;nbsp; มันจะอยู่ที่ 11 ล้านเสียง... ทำให้มีโอกาสที่รอบนี้เพื่อไทยอาจไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์ ซึ่งหากเป็นแบบนี้เพื่อไทยก็จะไปดีลกับพรรคอนาคตใหม่ได้ยาก เพราะเขาประกาศแล้วว่าเขาจะไม่สนับสนุนยกมือให้นายกฯ ที่ไม่ได้เป็น ส.ส. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ส่วนผลโพลของบางฝ่ายที่ออกมาเช่นโพลวัดกระแสความนิยมของพรรคการเมืองโดย รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะผู้อำนวยการโครงการสำรวจความนิยมของนักการเมืองที่ประชาชนปรารถนาให้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาล่าสุดบอกว่า เพื่อไทยและ ปชป.อาจไม่ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เลย ผมว่าของอาจารย์สังศิตประเมินยอดรวม ปชป.ต่ำไปหน่อย เพราะใช้วิธีแปรตัวเลขที่มีให้เป็นคะแนนหลักล้าน ที่ผมว่ามีปัญหาตรงการกระจายคะแนน คือโพลดังกล่าวหากนำพรรคที่เรียกว่าฝ่ายประชาธิปไตยมาบวกกัน จะได้ตัวเลขที่ 14-15 ล้านเสียงที่ใกล้เคียงกับของเดิมปี 2554 แปลว่าฝ่ายนี้ยังไงก็ยันตัวเลขอยู่ที่ 40 เปอร์เซ็นต์...ก็ทำให้รวมเสียงกันแล้วยังไงก็อยู่ที่ระดับ 200 กว่าเสียงอยู่แล้ว แต่ไม่ถึง 250 เสียง เพราะไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ แต่โพลของ ดร.สังศิตไปให้เพื่อไทยน้อยเกินไป คือให้คะแนนรวมอยู่ที่ไม่เกิน 6 ล้าน เท่าที่ทราบเขาสำรวจกลุ่มตัวอย่าง&amp;nbsp; 16,000 เท่ากับเขตละ 40 ตัวอย่าง ซึ่งถือว่าน้อย ควรต้องอยู่ที่เขตละ 400 ตัวอย่างผลโพลถึงจะแม่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...จริงๆ โพลเพื่อไทยจะแม่น เท่าที่ทราบเขาทำแล้ว โดยกลุ่มตัวอย่างอยู่ที่ตำบลละ 400 ชุด โดยมีคนมาบอกผมว่าเขาเห็นผลโพลที่ออกมา ก็ได้แค่ที่ 140 กว่าเสียง ที่ก็น่าตกใจเหมือนกัน แต่โพลของพรรคเขาค่อนข้างแม่นกว่ารายอื่น เพราะใช้วิธีทำรายตำบล ทำให้แต่ละเขตเลือกตั้งมีการสำรวจกันระดับหลายพันตัวอย่าง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...คนที่ทำเขาบอกว่าหากเขตไหนผลออกมาสูสี เขาขอให้ทำรายหมู่บ้านให้เลย เขาต้องการจะรู้ว่าจะต้องไปเจาะตรงไหน แต่หากเขตไหนเห็นเค้าลางว่าผู้สมัครของพรรคแข็ง คะแนนนำอยู่ ก็ขอทำแค่รายตำบลพอเพื่อให้มั่นใจว่าชนะ ก็ต้องระดับแบบนี้ผลถึงจะแม่น อย่างของประชาธิปัตย์ที่ ดร.สังศิตทำออกมาว่าจะได้ประมาณเจ็ดล้านคะแนน ผมมองว่ามีทั้งเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ เพราะ 7 ล้านเท่ากับประมาณ 100 ที่นั่ง แปลว่าหาก ปชป.ได้ ส.ส.เขตสัก 80 ไม่เกิน 90 ที่นั่ง ก็จะได้ปาร์ตี้ลิสต์ไม่เกิน 20 ที่นั่ง อันนี้เท่าที่ผมประเมิน เพราะผมมองว่า ปชป.เหลือคะแนนน้อย คือเขายังรักษาเขตเลือกตั้งที่ กทม.-ภาคใต้แบบเป็นกอบเป็นกำ แต่คะแนนตกน้ำของพรรคในภาคเหนือ-อีสาน-กลาง ปชป.จะได้น้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;พปชร.จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เยอะ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร กล่าวต่อไปว่า สำหรับ พรรคพลังประชารัฐ ประเมินว่าอาจจะได้เยอะ โดย ส.ส.เขตอาจได้ไม่มาก ก็อาจประมาณ 50-60 ที่นั่ง แต่ พปชร.จะมีคะแนนเหลือเยอะ เช่นจากที่แพ้ในภาคต่างๆ&amp;nbsp; เช่นเหนือ-อีสาน ส่วนของกรุงเทพฯ แม้แพ้แต่หากได้แค่เขตละอย่างต่ำสองพันคะแนนก็ถือว่ากำไรแล้ว&amp;nbsp; เพราะผลเลือกตั้งปี 2554 ใน กทม.ที่แข่งกันสองพรรคคือเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ คนที่ได้อันดับสาม ต่ำกว่า 2,000 เกือบทั้งสิ้น พปชร.เอาแค่ได้ 3,000-4,000 คะแนนก็ถือว่ากำไรแล้ว หาก พปชร.แพ้ในกทม.ทั้งหมด 30 เขต เอาคะแนนแพ้มาบวกรวมกันก็เยอะแล้ว ผมคิดง่ายๆ แค่ภาคอีสานอย่างเดียว อย่าง 80 เขต ที่เพื่อไทยประเมินว่าจะชนะในภาคอีสาน หมายถึงว่า 80 เขตที่เพื่อไทยชนะ ก็คือพลังประชารัฐแพ้ แล้วที่ พปชร.แพ้หลายเขตคะแนนก็ไม่ห่างมาก อาจแพ้สูสีซึ่งน่าจะมีเยอะ เอาแค่ได้&amp;nbsp; 20,000 คะแนน จาก 80 เขตที่แพ้ก็ 1,600,000 คะแนนแล้ว ก็เท่ากับได้ปาร์ตี้ลิสต์ 20 ที่นั่งแล้ว อันนี้ไม่รวมเหนือ-ใต้-กลาง-กทม. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ทำให้ พปชร.ดูแล้วจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 100 ที่นั่ง ก็น่าจะพอๆ กับประชาธิปัตย์ ทำให้สองพรรคนี้ ปชป.กับ พปชร.จะเบียดกัน โดย ปชป.จะได้เขตมากกว่า พปชร. แต่ปาร์ตี้ลิสต์จะน้อยกว่า ที่สวนกับ พปชร.ที่จะได้ ส.ส.เขตน้อยแต่จะได้ปาร์ตี้ลิสต์เยอะ ทำให้จำนวน ส.ส.สองพรรคนี้ค่อนข้างสูสีกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ทั้งหมดขึ้นอยู่กับคะแนนรวม พรรค พปชร.ตัวเลขวิ่งไกลมากน่าจะอยู่ที่ 90-120 เสียง ประชาธิปัตย์ก็คล้ายกัน แต่น่าจะอยู่ที่ 100-120 เสียง โดย พปชร.สัปดาห์สุดท้ายก็อยู่ที่พลเอกประยุทธ์ แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคจะทำคะแนนให้ พปชร.เพิ่มได้หรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รักษาการ ผอ.สำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ยังวิเคราะห์กรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จะส่งผลต่อคะแนนของ พปชร.และ ปชป.หรือไม่ว่า เรื่องนี้มองได้สองแบบคือ อภิสิทธิ์เขามองว่าเขามีโอกาสจะได้เป็นพรรคอันดับสอง เขาจึงย่อมมองว่าเขามีโอกาสและความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล ที่จะอยู่กับขั้วพลังประชารัฐหากสองพรรคนี้จับมือกัน อภิสิทธิ์ก็คงมองว่าหากเป็นแบบนี้ พปชร.ต้องยกมือสนับสนุนเขาเป็นนายกฯ ไม่ใช่ให้ ปชป.ไปหนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ยุทธศาสตร์ที่ ปชป.ให้อภิสิทธิ์ประกาศจุดยืนไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จึงหวังเอาคะแนนจากคนในบางกลุ่มโดยเฉพาะเช่นกรุงเทพฯ ที่เป็นพื้นที่หลักของ ปชป. และไปกระตุ้นให้ประชาชนที่ไม่โอเคกับผู้สมัคร ส.ส.เขตของพลังประชารัฐให้หันมาเลือก ปชป. ซึ่งผลที่ออกมาผมมองว่า ปชป.เท่าทุนหรือไม่ก็ขาดทุนเล็กน้อย เพราะทำแล้วกระแสตอบรับไม่ได้ดีมาก คือทำแล้วอาจจะไปได้เสียงจากกลุ่มที่ปชป.หวัง เช่นกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกที่เบื่อยุคสมัยลุงตู่ ปชป.ก็หวังว่าการประกาศจุดยืนไม่หนุนนายกฯ ประยุทธ์จะทำให้ ปชป.เข้ามาแชร์คะแนนจากคนกลุ่มนี้ แทนที่จะไปเทคะแนนให้พรรคอนาคตใหม่หมด เพราะ ปชป.ก็เชื่อว่าในพรรคก็มีคนรุ่นใหม่เยอะ รวมถึงการหวังฐานเสียงคนชั้นกลางที่ไม่โอเคกับผู้สมัครของ พปชร.ที่มีนักการเมืองรุ่นเก่าอยู่แต่ก็ยังหนุนพลเอกประยุทธ์ ปชป.ก็หวังให้คนกลุ่มนี้หันมาเลือก ปชป.มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;กระนั้น ดร.สติธร มองท่าทีดังกล่าวว่า สิ่งที่ ปชป.จะเสียก็คือฐานเสียงบางแห่งเช่นภาคใต้ที่เขาหนุนพลเอกประยุทธ์ โดยคิดว่าเมื่อเลือก ปชป.แล้วจะได้พลเอกประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ เพราะสุดท้ายเชื่อว่า ปชป.กับ พปชร.จะมารวมกันตั้งรัฐบาล พออภิสิทธิ์ประกาศแบบนี้ฐานเสียงกลุ่มนี้ที่เดิมจะเลือก ปชป.ก็จะหายไป เพราะเกรงว่าหากเลือก ปชป.แล้ว ปชป.จะไม่ไปหนุนพลเอกประยุทธ์ ก็จะไปเลือกพรรคอื่นเช่นเลือก พปชร.ไปเลยหรือไม่ก็พรรครวมพลังประชาชาติไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ผมเลยมองว่าสิ่งที่อภิสิทธิ์ประกาศออกมาอาจทำให้ ปชป.เสียมากกว่าได้ แต่หากมองเป็นเกมก็มองได้ว่า การที่ ปชป.ยอมเสียคะแนนไปให้พรรคการเมืองอื่น แต่เป็นพรรคที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน อย่างเช่นพรรค รปช.หรือพลังประชารัฐ มันก็เทียบได้เท่ากับที่เพื่อไทยใช้วิธีการแตกแบงก์ตั้งพรรค&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;มุมวิเคราะห์ดังกล่าว ดร.สติธร ขยายความไว้ว่า เพราะจริงๆ ผู้สมัคร ส.ส.เขตของ ปชป.ยังไงในภาคใต้ก็ไม่แพ้อยู่แล้ว แต่คะแนนส่วนเกินแทนที่จะตกอยู่กับ ปชป.ก็ไปบวกให้กับ รปช.และ พปชร.แทน ก็เลยทำให้ช่วงหลังมีการมองกันว่าพรรค รปช.ของสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ระดับ 10-20 เสียงขึ้นมาได้ หาก รปช.ได้เสียงเทขึ้นมาได้ เช่นในภาคใต้ที่มี 50 เขต...หากพรรค รปช.ได้เขตละ 10,000 เสียง...ก็ทำให้พรรค รปช.ได้แล้ว 5 แสนคะแนน คือแทนที่ ปชป.จะได้ 8 หมื่นคะแนน ก็เอาแค่ 7 คะแนนก็พอแล้ว ก็ทำให้ ปชป.ชนะได้ ส.ส.เขตเท่าเดิม แต่พรรค รปช.ได้มาเขตละ 1 หมื่นคะแนน จนได้ 5 แสนคะแนน ก็ทำให้ รปช.ได้ปาร์ตี้ลิสต์แล้ว 7 คน โดย ปชป.ก็ได้ ส.ส.ภาคใต้ตามเป้าเท่าเดิม ไปๆ มาๆ หากไม่ใช่เรื่องอะไรอื่นก็มองได้ว่าเป็นการแก้เกมแตกแบงก์พัน สไตล์ฝั่งนี้เหมือนกัน ทว่าก็มีการพูดกันว่าในภาคใต้เอง ปชป.ก็อาจแพ้ในบางเขต เพราะผู้สมัครพรรคอื่นมาแรง เช่น พรรคภูมิใจไทยที่ระนอง-สตูล หากออกมาแบบนี้ก็เท่ากับ ปชป.ผิดแผนเพราะเกิดมาแพ้ที่ภาคใต้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สติธร ยังวิเคราะห์ถึงพรรคการเมืองอื่นว่า สำหรับพรรคอย่างรวมพลังประชาชาติไทย ที่มีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ มองว่าพรรค รปช.ยังดีที่ว่าสุเทพพอมีฐานในภาคใต้ ทำให้ได้คะแนนขึ้นมาได้บ้าง โดยคนที่เคยร่วมหนุน กปปส.ผมว่ากว่าครึ่งตัดสินใจไปทางพลเอกประยุทธ์ หรือไม่ก็พรรค รปช. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...ส่วนภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา ชาติพัฒนา ผมมองว่าภูมิใจไทยยังพอมีอนาคตมากสุด ด้วยความที่เก็บอดีต ส.ส.เก่าไว้ระดับหนึ่ง ทำให้อาจได้ ส.ส.เขตประมาณ 20-30 เขต พอเป็นไปได้ รวมกับคะแนนที่จะไปบวกในส่วนของปาร์ตี้ลิสต์เพราะเป็นพรรคที่ส่งครบหมดทุกเขต แต่ในส่วนของชาติไทยพัฒนากับชาติพัฒนา คงเอาแค่ประคองตัวเอาพวกอดีต ส.ส.เดิมกลับมาให้ได้ เมื่อดูตอนปี 2554 สถานการณ์ดีกว่านี้ยังได้แค่ล้านกว่าคะแนน มารอบนี้สถานการณ์ของสองพรรคนี้ยังลำบากเมื่อเทียบกับปี 2554 ให้ได้สัก 5-10 เสียงก็ถือว่าน่าจะพอแล้ว ส่วนพรรคเสรีรวมไทยของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส มองดูแล้วเป็นพรรคตัวแปรของฝั่งตระกูลเพื่อ บางพื้นที่ก็พบว่าเหมือนกระแสจะมา แต่บางพื้นที่ก็เฉยๆ จุดหนึ่งอยู่ที่การเทมาจากอดีตไทยรักษาชาติในหนึ่งร้อยเขตที่เพื่อไทยไม่ได้ส่ง แม้บางแห่งดูแล้วอาจจะไปเลือกอนาคตใหม่แทน ทางเสรีรวมไทยก็ต้องไปลุ้นเอาจะได้คะแนนส่วนนี้มาเท่าใด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร-นักวิชาการผู้ชำนาญการ สำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า มองถึงผลสำรวจทุกสำนักก่อนหน้านี้ ที่พบว่ากลุ่มผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจร่วม 51 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มดังกล่าวจะมีผลต่อการเลือกตั้งที่จะออกมาอย่างไรว่า คนที่ตอบโพลว่ายังไม่ได้ตัดสินใจ จริงๆ ผมว่าเขาตัดสินใจแล้ว 25 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่บอก แต่อีก 26 เปอร์เซ็นต์ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยจะมาตัดสินใจช่วง วันศุกร์-เสาร์ 22-23 มีนาคม โดยใน 51เปอร์เซ็นต์ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจริงๆ ก็จะมีสองแบบ คือแบบแรก พวกที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารจริงๆ ดูข่าวการเลือกตั้งแบบผ่านๆ คนส่วนนี้เดาแนวทางได้ยากมาก โดยคาดว่าจะตัดสินใจจริงๆ ก็ช่วงคืนวันเสาร์ 23 มีนาคม หรือเช้าวันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม แต่ก็จะไม่มากเท่ากับอีกส่วนหนึ่งคือตัดสินใจแล้ว แต่ยังสองจิตสองใจรอจนถึงนาทีสุดท้ายแล้วค่อยเลือก อาจจะมีพรรคตัวเลือกในใจแล้ว 2-3 พรรคการเมือง แต่ยังรักพี่เสียดายน้องว่าจะโหวตอย่างไรดี เป็นสไตล์คิดเยอะ คือจะรอดูว่าในช่วงโค้งสุดท้าย พรรคที่เขาเล็งไว้จะมีอะไรพิเศษออกมาหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สติธร-รักษาการผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า ยังส่องกล้องมองกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรกหรือ first-time voter ว่า เป็นกลุ่มที่จะออกมาใช้สิทธิ์กันมาก และอาจเป็นไปได้ที่คะแนนกลุ่มนี้จะโหวตให้พรรคอนาคตใหม่ โดยจากตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในกลุ่มนี้ที่มีประมาณ 7,300,000 เสียง อาจจะมีคนออกไปใช้สิทธิ์มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ก็ประมาณ 5 ล้านคน ประเมินว่าน่าจะเทเสียงไปที่พรรคอนาคตใหม่อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อย โดยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของอนาคตใหม่จะแปรผกผันไปตามจำนวนเขตของบรรดาพรรคการเมืองใหญ่ที่ได้คะแนนเขตมาเกินคะแนนนิยม เช่นเพื่อไทย ก็จะทำให้ตัวหารเยอะขึ้น อย่างตอนแรก 2 ล้าน 5 แสนเสียงที่อนาคตใหม่อาจจะได้ เมื่อคะแนนหารเพิ่มขึ้นก็ทำให้จากเดิมที่หากใช้ 70,000 เสียงหาร ปาร์ตี้ลิสต์หนึ่งที่นั่งแล้ว อนาคตใหม่อาจได้ 35 ที่นั่งในปาร์ตี้ลิสต์ พอเมื่อคะแนนหารมากขึ้นเป็นหลักแสน ก็จะทำให้ปาร์ตี้ลิสต์ลดลงเหลือแค่ 25 เสียงเท่ากับหายไปเลยสิบเสียง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้คนรุ่นใหม่จับกระแสยังไง ก็ยังเจอแต่พรรคอนาคตใหม่ ไม่ไปทางอื่นมากเท่าใด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;...อาจมีไปที่ประชาธิปัตย์-เพื่อไทยบ้างแต่ไม่มาก โดยสาเหตุที่เลือกอนาคตใหม่เท่าที่คุยก็คือ อยากได้อะไรก็ได้ที่แตกต่างจากตลอดห้าปีที่ผ่านมา เขารู้สึกแค่นี้ คืออยากเปลี่ยนแปลงไปจากห้าปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้ก็จะกระจายไปยังพรรคอื่นๆ ทั้งพรรคหลัก และพรรคเช่นภูมิใจไทยที่มีกระแสบางอย่างเช่นนโยบายกัญชา จะไปทางนั้นเพราะคนกลุ่มนี้ฐานการตัดสินใจก็จะเป็นแบบนี้คือ อะไรที่แปลกใหม่ มีความแตกต่าง โดยตอนหลังๆ ก็มีเหมือนกัน บอกว่าจะไปเลือกพรรคเศรษฐกิจใหม่ของมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็มีเหมือนกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;จุดนี้ทำให้พรรคอนาคตใหม่ก็ต้องประคองตัวเองไปให้ได้ คือกระแสพรรคมา แต่พบว่ามันไม่ขึ้นไปต่อจากนี้ ไม่เหมือนตอนพีกช่วง &amp;quot;ฟ้ารักพ่อ&amp;quot; เพราะตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ผมสังเกตว่ากระแสอนาคตใหม่เริ่มทรงๆ ต้องไม่ลืมว่าคนรุ่นใหม่เสียงจะสวิงง่าย อย่างกรณีมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จากพรรคเศรษฐกิจใหม่เป็นตัวอย่างชัด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:0cm; margin-bottom:10.0pt; margin-left:108.0pt&quot;&gt;โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32041</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สติธร ธนานิธิโชติ, สถาบันพระปกเกล้า, หนังสือพิมพ์, แทบลอยด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190323/image_big_5c9638a47fc7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
