<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRI หวั่นปิดแคมป์คนงานเยียวยาไม่ทั่วถึง ทำโควิด-19กระจายมากกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 64 - นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า มาตรการล็อกดาวน์แคมป์คนงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ เป็นมาตรการที่จำเป็น เป็นเรื่องที่รัฐบาลลังเลใจมานานแล้ว เพราะกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ระดับสูงหลายพันคนต่อวันเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 1 เดือนครึ่งแล้ว รวมถึงมีเสียงหนาหูมากขึ้นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงมากกว่าที่รัฐบาลรายงาน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการนี้ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การล็อกดาวน์แคมป์คนงานส่งผลกับการขยายตัวเศรษฐกิจแน่นอน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเวลาการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ครั้งนี้ก็ถือว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่าครั้งแรกมาก เพราะครั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้างสรรพสินค้ายังเปิดได้ถึง 21.00 น. หลายกิจการยังดำเนินการได้ปกติ เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ที่เคยถูกล็อกดาวน์ครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การล็อกดาวน์ครั้งนี้ เป็นการล็อกดาวน์เฉพาะจุดคือแคมป์คนงาน และโรงงานหากพบว่ามีการติดเชื้อแพร่กระจาย เนื่องจากเป็นครัสเตอร์ที่ระบาดมากของการระบาดรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลจะมีบทเรียนจากการปล่อยให้คนเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ในช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้มีการแพร่ระบาดติดเชื้อโควิด-19มากมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการล็อกดาวน์แคมป์คนงานต้องพยายามมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนหนีออกจากแคมป์คนงาน เพื่อกลับบ้านหรือเดินทางไปทำงานในจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่มีได้ล็อกดาวน์แคมป์คนงาน จนเกิดการระบาดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนงานที่หนีจากแคมป์คนงานที่ถูกล็อกดาวน์เชื่อว่ามีบ้าง ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแลจริงจัง โดยเฉพาะการเยียวยาต้องดำเนินการทันที ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าแรงชดเชย โดยเฉพาะการจัดหาอาหารให้ได้กินครบ 3 มื้อ เพื่อให้เขาเต็มใจอยู่ในแคมป์ไม่หนีไปไหน เพราะหากดำเนินการล่าช้าให้เขาไม่มีข้าวกินสัก 5 วัน ผมเชื่อว่า ก็คงมีคนงานหนีออกจากแคมป์จำนวนมาก&amp;quot; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการมาตรการไม่ให้นั่งกินข้าวที่ร้านนั้น มองว่าเหมือนออกมาตรการวนไปวนมา ห้าม ๆ ผ่อน ๆ ซึ่งคิดว่ารัฐบาลมองเห็นปัญหาจากการให้คำปรึกษาของแพทย์ ว่า มีการติดเชื้อระหว่างกินอาหาร และมีร้านอาหารจำนวนมาก รักษาระยะห่างไม่ได้ตามเงื่อนไขของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถตรวจสอบได้ทั่วถึงจึงมีมาตรการนี้ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่ารัฐบาลคงประเมินว่า เมื่อมีการล็อกดาวน์แคมป์คนงาน การห้ามนั่งกินในร้านอาหาร และมาตรการอื่น ๆ ที่ออกมาแล้ว ทำให้คนติดเชื้อลดลงได้จากวันละ 3-4 พันคน เหลือวันละพันคน ภายใน 15 วัน ก็เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะผ่อนคลายมาตรการบางส่วนมากขึ้น&amp;quot; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107835</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, ดร.สมชัย จิตสุชน, ปิดแคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d87ffed221a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2021 15:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.สมชัย&#039;แจงชัดยุทธศาสตร์ที่&#039;เหมาะสมที่สุด&#039;ของการจัดหาวัคซีนโควิดอาจไม่มีอยู่จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ม.ค.64 - ดร.สมชัย​ จิตสุชน​ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง​สถาบัน​วิจัย​เพื่อ​การพัฒ​นาประเทศ​ไทย​ (ทีดีอาร์​ไอ)​ โพสต์​เฟซบุ๊ก Somchai Jitsuchon ​แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็น​เรื่องจัดหาวัคซีน​โควิด-19​&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้
สืบเนื่องจากโพสต์ก่อนหน้าของผมที่เน้นอธิบายเรื่องราคาวัคซีนที่ไทยซื้อนำไปสู่ความเห็นแย้งที่น่าสนใจบางประการ จึงขอเพิ่มเติมคำอธิบายและความเห็นส่วนตัวผมในภาพกว้างขึ้นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.โพสต์ที่แล้วมีความตั้งใจอธิบายสิ่งที่ผมตีความได้จากการเห็นการทำงานของทีมแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข &amp;lsquo;ระดับทำงาน&amp;rsquo; ในเรื่องการจัดหาวัคซีนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดระดับหนึ่ง (ไม่ใช่วงในมาก แต่ก็ไม่ใช่วงนอกเสียทีเดียว) และรู้สึกว่ามีข้อวิจารณ์บางข้อที่อาจทำให้คนทำงานเสียกำลังใจอย่างไม่ควรเป็น หลายคนทำงานหนักมาก แทบไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันหลายเดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. อยากสร้างความเข้าใจแต่ต้นว่าวิธีการ/ยุทธศาสตร์ที่ &amp;lsquo;เหมาะสมที่สุด&amp;rsquo; ของการจัดหาวัคซีนโควิดเป็นสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าไม่มีอยู่จริง ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของโรค ธรรมชาติของวัคซีน และธรรมชาติของผลกระทบทางเศรษฐกิจและ สังคมจากการมีหรือไม่มีวัคซีน มีเรื่องที่เราไม่รู้และมีความไม่แน่นอนสูงทั้งสิ้น เรื่องที่คิดว่าวางแผนได้ดิบดีแล้วอาจกลายเป็นไม่ใช่ดีที่สุด และบางทีโชคดีได้ผลดีทั้งที่อาจวางแผนไม่รอบด้านก็เป็นได้ (ของไทยมีทั้งสองแบบ) นอกจากนี้ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดก็อาจดำเนินการไม่ได้ ด้วยข้อจำกัดบางประการ ทั้งข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง (ซึ่งแน่นอนว่าหมายถึงเรายังทำงานไม่ดีพอ) หรือข้อจำกัดที่เราไม่ได้สร้างขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. คำถามสำคัญที่ผมได้รับใน comments ของโพสต์ก่อนคือ หากเราวางยุทธศาสตร์วัคซีนได้ดีจริง ทำไมเราได้วัคซีนช้ากว่าบางประเทศ เช่นสิงคโปร์ (และน่าจะมีอีกหลายประเทศที่ได้เร็วกว่าหรือในปริมาณมากกว่าเรา) และหากคิดถึงความเสียหายจากความจำเป็นต้อง lock down และผลกระทบต่อประชาชน รวมคนจน กลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ที่จะหนักหนากว่ากรณีได้วัคซีนเร็วและเพียงพอ ตามหลักตรรกะแล้วเราควรทุ่มงบประมาณมากกว่านี้ ไม่เกี่ยงราคามากนัก และยอม &amp;lsquo;แทงม้า&amp;rsquo; หลายตัวแม้จะสูญเงินเสียเปล่ากับม้าบางตัวก็คุ้ม วิธีคิดแบบนี้เอกชนเขาทำกันเป็นเรื่องปกติ เหมือนคนซื้อประกันวินาศภัยที่โอกาสเกิดไม่แน่นอนแต่ถ้าเกิดความสูญเสียจะมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. โดยหลักการแล้วผมเห็นด้วยกับวิธีคิดแบบข้อ 3 ข้างต้น ผมเองเคยแสดงความเห็นในแนวทางเดียวกันนี้กับบางการประชุมเรื่องวัคซีนที่มีโอกาสร่วม และรู้สึกไม่ถูกใจอย่างมากที่ได้เรียนรู้ว่าการคิดแบบเอกชนดังกล่าวทำได้ยากมากในกลไกภาครัฐของประเทศไทย ข้อจำกัดที่สำคัญคือระบบงบประมาณและกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ไม่เอื้อให้สามารถ &amp;lsquo;แทงม้า&amp;rsquo; ได้ตามใจชอบ เพราะไม่อนุญาตให้ซื้อของที่อาจไม่ได้ของหรือไม่ได้ใช้ ข้อจำกัดนี้คนทำงานหลายคนก็เพิ่งรู้ตอนจะต้องตัดสินใจเจรจาเพื่อวางเงิน &amp;lsquo;แทงม้า&amp;rsquo; กับบริษัที่กำลังพัฒนาวัคซีนตั้งแต่กลางปีที่แล้ว และเมื่อรู้แล้วก็พยายามช่วยกันขบคิดว่าจะทะลุทะลวงข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องนี้อย่างไรได้บ้าง ผมเองได้เสนอแนะครั้งหนี่งว่าให้นำเรื่องนี้สู่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศเพื่อให้ช่วยหาทางออก (ซึ่งก็ทราบภายหลังว่ามีการพูดคุยในระดับสูงจริง) หรือกระทั่งจะต้องรีบแก้กฎหมายในสภาก็ยังจะดีกว่า ในที่สุดหลังจากการวิ่งวุ่นอยู่หลายเดือนก็ยังคงต้องใช้ทางออกว่าแม้จะซื้อแบบแทงม้าไม่ได้ แต่ถ้าเป็นการจองสามารถทำได้ ก็เลยเกิดการจองซื้อจาก AstraZeneca ขึ้นได้ แม้จะดูเหมือนจะต้องเล่นเป็นศรีธนนชัยในทางกฎหมายก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. กระทั่งตอนนี้ผมเองก็ยังหงุดหงิดใจกับข้อจำกัดและทางออกในข้อ 4 (เคยเขียน FB ระบายความขัดข้องใจนี้มาแล้ว) และคิดว่าเราสามารถสรุปได้ว่าภาครัฐไทยยังมี &amp;lsquo;ประสิทธิภาพ&amp;rsquo; น้อยกว่าอีกหลายประเทศ (อย่างสิงคโปร์) จริง ทำให้มีทางเลือกในยุทธวิธีน้อยกว่าที่ควรมีในการจัดการกับปัญหาที่มีโอกาสเกิดความเสียหายมากและมีความไม่แน่นอนสูง เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ผมเคยพูดทีเล่นทีจริงหลายครั้งว่าประเทศไทยไม่ต้องไปพยายามปฏิรูปอะไรหรอก เพราะไม่มีทางสำเร็จถ้ายังไม่สามารถปฏิรูประบบราชการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การสรุปว่าภาครัฐมีปัญหามิได้ต้องการชี้นิ้วไปที่ตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะ เพราะเป็นปัญหาที่หมักหมมมานาน ผู้นำประเทศหลายยุคสมัย (จากหลายฝักหลายฝ่าย) ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพขึ้น เพียงแต่อยากบ่งชี้ว่าควรเห็นใจระดับคนทำงานที่ต้องเผชิญข้อจำกัดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. แต่มาลองคิดว่าถ้าเกิดรัฐไทยทำอย่างสิงคโปร์ (หรือเอกชน) ได้จริง คือจ่ายเงินจำนวนมากในการแทงม้าหลายตัว และแย่งแทงให้เร็ว ก็มิได้รับประกันว่าเราจะได้ดีลที่อยากได้จริง เพราะอย่างที่เคยเขียนใน FB ก่อนหน้าว่าบริษัทผลิตวัคซีนทุกบริษัท (ไม่ว่าที่พอจะสำเร็จแล้วหรืออยู่ระหว่างรอผลระยะสามเบื้องต้น) ล้วนมีข้อจำกัดในกำลังการผลิตไม่สามารถตอบสนองการแย่งกันซื้อได้ ดังนั้นหากทุกประเทศใช้ยุทธวิธีแบบข้อ 3 ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะได้ผลลัพธิ์ตามที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่ประเทศร่ำรวยและประเทศที่มีข้อจำกัดในการเจรจาน้อยกว่าจะมีโอกาสสำเร็จกว่า (ได้ยินมาว่าหลายบริษัทใหญ่ที่เราเคยลองติดต่อเขา เขาไม่สนใจเราเท่าไรแต่แรก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. และอย่างที่กล่าวไว้ในข้อ 2 ว่ายังมีความไม่แน่นอนสูงในเรื่องธรรมชาติของวัคซีน ซึ่งอาจเป็นได้ว่าวัคซีนที่คิดว่า &amp;lsquo;สำเร็จ&amp;rsquo; บางตัวอาจไม่ช่วยป้องกันการระบาดได้ (และยังไม่รู้ว่าตัวไหนช่วยตัวไหนไม่ช่วย) ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการไม่ต้อง lock down ก็อาจไม่เห็นหรือไม่มากอย่างที่หวัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9. อย่างไรก็ตามสถานการณ์ด้านการพัฒนาและผลิตวัคซีนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ข้อจำกัดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างที่เคยเจอมาก็น่าจะผ่อนคลายลง supply ของวัคซีนก็น่าจะมีอยู่ในช่วงขาขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตอนนี้คือเร่งศึกษาและเร่งหาวัคซีนที่พอจะไว้ใจในประสิทธิภาพการป้องกันโรค ประสิทธิภาพการป้องกันการระบาด และความปลอดภัยจากทุกแหล่งที่สามารถหาได้ รวมถึงอาจยอมจ่ายราคาที่เหมาะสม คือไม่แพงไป แต่ก็ไม่ต้องเกี่ยงว่าต้องถูกสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.&amp;nbsp; ส่วนกรณีบริษัท siam bioscience ผมไม่มีข้อมูลวงในมากพอที่จะตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่ง แต่คิดว่าการตั้งคำถามและการตอบคำถามจากบางฝ่ายสามารถมีคุณภาพมากขึ้นได้ และเห็นด้วยว่าความครบถ้วนและโปร่งใสของข้อมูลจะช่วยทำให้เราเห็นความกระจ่างในเรื่องนี้ได้
26.1.64&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91072</URL_LINK>
                <HASHTAG>AstraZeneca, จัดหาวัคซีน, ดร.สมชัย จิตสุชน, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181207/image_big_5c0a3711a7a82.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
