<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 13:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 13:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039; ตรีนุช&#039;ตั้งธงยกระดับPISAไทย    ถก &#039;ทีดีอาร์ไอ &quot;ขอคำแนะนำ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28มิ.ย.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้หารือร่วมกับดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาการศึกษา เนื่องจาก ดร.สมเกียรติ มีความรู้ความสามารถด้านการศึกษา และทำงานอยู่ในวงการศึกษามาเป็นอย่างดี ตนจึงต้องการข้อเสนอแนะถึงแนวทางการพัฒนาการศึกษาที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประเทศและโลกในอนาคต ทั้งนี้จากการหารือเบื้องต้น พบว่ามีข้อเสนอเรื่องการศึกษาที่หลากหลาย เนื่องจากปัญหาการศึกษาถือเป็นภาพใหญ่ และ ศธ.จะต้องหารูปแบบวิธีการขับเคลื่อนการศึกษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่สามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาครู การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 เป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ การสร้างตัวชี้วัดการเรียนรู้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการยกระดับผลการประเมินนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ Program for International Student Assessment (PISA) โดยในประเด็นการสอบ PISA ตนให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ และมองว่าจะมีแนวทางอย่างไรบ้างที่ยกระดับคะแนนการสอบดังกล่าวของเด็กไทยให้สูงขึ้นในทุกกลุ่มวิชา ซึ่งประธานทีดีอาร์ไอ แนะนำ ว่า การจะยกระดับคะแนน PISA ของเด็กไทยได้จะต้องเกิดจากกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ ซึ่งหลักสูตรฐานสมรรถนะที่ ศธ.กำลังดำเนินการปรับปรุงอยู่ เราดำเนินการมาถูกทางแล้ว และถือว่าตอบโจทย์กระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ที่สุด ดังนั้น &amp;nbsp;จึงเป็นโจทย์ที่เราจะต้องทำให้เกิดขึ้นจริงให้ได้ เพราะกระบวนการเรียนรู้ในหลักสูตรเก่าไม่ได้สอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบันแล้ว ซึ่งเราต้องเน้นกระบวนการคิดของเด็กให้มากขึ้น เพื่อให้เราแก้ปัญหาการศึกษาได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ตนยังมีโจทย์สำคัญในการพัฒนาครูด้วย ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนต่อไป

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107906</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, PISA, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ทีดีอาร์ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210615/image_big_60c86f49b27df.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94244</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/02/2021 14:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/02/2021 14:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอาชีวะ ตั้งอนุกก.4ชุดรวดเชิญ&quot;ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ &quot;ประธานติดตามประเมินผลขับเคลื่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25ก.พ.64-นายรอยล จิตรดอน ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (ประธาน กอศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุม กอศ. ที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อเข้ามาขับเคลื่อนงานต่างๆ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ขึ้น 4 คณะ ประกอบด้วย คณะอนุกรรมการนโยบายและกฎหมายการบริหารจัดการอาชีวศึกษา มีนายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมการพัฒนาหลักสูตรและผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา มีนายจรูญ ชูลาภ เป็นประธาน คณะอนุกรรมการพัฒนาความร่วมมือและทวิภาคี มีนางปัทมาวลัย รัตนพล เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการตรวจติดตามการประเมิน มีนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ เป็นประธาน โดยคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดจะเร่งขับเคลื่อนงานอาชีวศึกษาทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปั้นสถานศึกษาให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา (Excellent Center College) ซึ่งที่ประชุมได้วางแนวทางที่จะให้โรงเรียนพระดาบสเป็นตัวอย่างในการเป็นศูนย์ความเป็นเลิศการอาชีวศึกษา ดังนั้น ต่อจากนี้ไปการเรียนวิชาชีพจะต้องหยุดการเรียนรู้แค่การอาชีพเป็นอย่างเดียว แต่การทำอาชีพจะต้องรู้กระบวนการเชิงลึกของอาชีพที่ตัวเองถนัด เช่น การปลูกเห็ดไม่ใช่รู้แค่วิธีการปลูก แต่ต้องรู้ว่าเมื่อปลูกเห็ดแล้วจะต้องขายเป็นและต่อยอดเป็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้อัตราคนว่างงานเกิดขึ้นเป็นจำนวน และสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ทำให้เราเห็นโอกาสค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อน ดังนั้นเราต้องเริ่มต้นจากอาชีวศึกษาในการสร้างผู้เรียนแห่งอนาคต รองรับการมีงานทำและมีอาชีพ รวมไปถึงการปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาให้มีความทันสมัยและเป็นมาตรฐานสากล ขณะเดียวกันจะมีการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอาชีวศึกษาด้วย&amp;rdquo;ประธาน กอศ.กล่าวและว่า ส่วนประเด็นที่กลุ่มเครือข่ายคนรักษ์อาชีวศึกษา (ค.ร.อ.ท.) ยื่นข้อเสนอให้คณะกรรมการกอศ.พิจารณาแก้ปัญหาอาชีวศึกษาในหลายประเด็น เช่น การสรรหากรรมการสภาสถาบันอาชีวศึกษานั้น ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดทั้งหมด แต่เชื่อว่าทุกภาคส่วนพร้อมร่วมช่วยกันแก้ปัญหาอาชีวศึกษาอยู่แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94244</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.รอยล จิตรดอน, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, บอร์ดอาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210225/image_big_603756656fe70.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89153</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2021 07:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2021 07:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประธานทีดีอาร์ไอชี้&#039;หมอชนะ&#039;ไม่ทำให้เกิดการใช้จริงในวงกว้างความสำเร็จเกิดจากการร่วมมือของทุกฝ่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ม.ค.64 - ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) โพสต์เฟซบุ๊ก Somkiat Tangkitvanich Page&amp;nbsp; มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อนๆ ครับ&amp;nbsp; วันนี้ ศบค. แถลงว่า ประชาชนในพื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด ต้องมีแอปพลิเคชัน &amp;ldquo;หมอชนะ&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือ นอกจากแอปพลิเคชันไทยชนะที่มีอยู่แล้ว และหากพบว่าผู้ติดเชื้อโควิด ไม่ติดตั้งแอปพลิเคชันหมอชนะ ก็จะถือว่าทำผิดกฎหมาย แต่ภายหลังก็ออกมาชี้แจงว่า เพียงต้องการให้ประชาชนให้ความร่วมมือเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเข้าใจว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยในขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง และ ศบค. ก็น่าจะมีความมุ่งมั่นที่จะควบคุมการระบาดให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า แม้ว่าแอปพลิเคชันหมอชนะจะมีประโยชน์ในการช่วยติดตามผู้ติดเชื้อ แต่น่าจะไม่สามารถทำให้เกิดการใช้จริงในวงกว้างได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือหลายรุ่นที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่พร้อมที่จะรองรับการใช้แอปพลิเคชันต่างๆ โดยเฉพาะโทรศัพท์รุ่นเก่า ซึ่งมีหน่วยความจำไม่พอ หรือแบตเตอรี่ใช้งานได้ไม่นาน ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงความเป็นห่วงเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แม้ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันดังกล่าวได้ออกแบบอย่างระมัดระวังเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำเร็จในการควบคุมการระบาดของโควิด-19 รอบแรกในประเทศไทย ไม่ได้เกิดจากการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่เกิดขึ้นจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในระดับต่างๆ การสื่อสารที่ดีของรัฐ และการให้ความร่วมมือของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมาก็ไม่ปรากฏว่า มีประเทศไหน นอกจากประเทศจีนที่รัฐบาลมีขีดความสามารถสูงและปกครองในระบอบเผด็จการ ที่ประสบความสำเร็จในการใช้แอปพลิเคชันติดตามตัวคน เช่น สิงคโปร์หรือหลายประเทศในยุโรปก็มีผู้ใช้แอพในลักษณะเดียวกันไม่เกิน 20%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่า การระบาดของโควิด-19 รอบนี้กว้างไกลและจะยาวนานกว่าการระบาดรอบแรกมาก&amp;nbsp; และเห็นว่า แนวทางที่จะแก้ไขปัญหาให้ได้ผล ไม่สามารถทำได้จากการสั่งการจากรัฐฝ่ายเดียว แล้วกำหนดให้ประชาชนทำตามอีกต่อไปแล้ว&amp;nbsp; แต่ต้องอาศัยการกำหนด &amp;ldquo;โรดแมพ&amp;rdquo; ที่ร่วมกันของหลายฝ่าย และใช้การสื่อสารที่ตรงไปตรงมา คงเส้นคงวาและเข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริง และให้ร่วมมือกันในการแก้ปัญหา ซึ่งไปไกลกว่าการล้างมือ ใส่หน้ากากและรักษาระยะห่างทางสังคมเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในรูปธรรม ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีการระบาดรุนแรง เช่น สมุทรสาคร ควรมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล องค์กรธุรกิจ ประชาสังคมและประชาชน เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะในพื้นที่ และถอดบทเรียนไปปรับใช้ในพื้นที่อื่น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากการได้หารืออย่างไม่เป็นทางการในหลายๆ เวทีที่ผ่านมา ผมพบว่า ภาคธุรกิจและประชาสังคมจำนวนมากอยากช่วยกันหาทางออกให้ตนเองและให้ประเทศ แต่ไม่รู้ว่า รัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างไร และจะสามารถช่วยเหลือได้อย่างไร ทำให้ไม่สามารถระดมสรรพกำลังมาช่วยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่า การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเช่นการระบาดของโควิด-19 ให้ได้ผล ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการทำงานแบบมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของทุกฝ่ายเท่านั้นครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89153</URL_LINK>
                <HASHTAG>การระบาดของไวรัสโควิด-19, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ศบค., แอป หมอชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc248864f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83014</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2020 17:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2020 17:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.แก้ระเบียบทรงผมนร. ไว้ทรงอะไรก็ได้ แต่ถ้ารร.ต้องการออกระเบียบให้ชัด ต้องถามความเห็นเด็กก่อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6พ.ย.63-คกก.แก้ไขปัญหาทรงผมนักเรียร คาะ แก้ระเบียบ ศธ.ว่าด้วยการไว้ทรงผม เปิดทาง ให้ นร.จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ หาก รร.ต้องการออกระเบียบ ต้องผ่านกระบวนการรับฟังความเห็น ส่วนเรื่องเครื่องแบบ &amp;ldquo;สมเกียรติ&amp;rdquo; เผย กม.เปิดกว้าง ส่ง หนังสือซักซ้อม สร้างความเข้าใจให้รร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะประธานคณะทำงานยกร่างระเบียบทรงผมนักเรียน &amp;nbsp;กล่าวผลประชุมคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนนักเรียน นักศึกษาของ ศธ. ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงร่างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. .. และพิจารณาแนวทางการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งมีข้อสรุปว่า ให้แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ทั้งสิ้น 3 ส่วน คือ 1.ในส่วนของบทนำและคำปรารภ ว่า ต้องการจะปรับแก้ระเบียบดังกล่าวให้มีความเหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบัน และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การมีส่วนร่วม รวมทั้งการป้องกันไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและรองรับในความหลากหลาย 2.การแก้ไข ระเบียบข้อที่ 4 ที่เดิมมีการแยกเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนชายและนักเรียนหญิงที่แตกต่างกัน จึงต้องมีปรับใหม่เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติทางเพศ ที่ระบุว่า นักเรียนจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า และ 3.ให้ยกเลิกความใน ข้อ 7 &amp;nbsp;ของระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน &amp;ldquo;ข้อ 7 ภายใต้บังคับข้อ 4 ให้สถานศึกษาวางระเบียบเกี่ยวกับการไว้ทรงผมของนักเรียนได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้&amp;nbsp;โดยต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากคณะกรรมการสถานศึกษา หรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเอกชนแล้วแต่กรณี และผู้แทนของนักเรียนจำนวนเท่ากับจำนวนคณะกรรมการ สถานศึกษาหรือคณะกรรมการบริหารโรงเรียนเอกชนที่สถานศึกษานั้นพึงมีก่อนการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1.จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ผู้แทนครู และบุคลากรทางการศึกษา ผู้แทนผู้ปกครอง และผู้แทนชุมชนท้องถิ่น และเผยแพร่ผลการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวไว้ในบริเวณสถานศึกษา 2.ให้ยึดถือหลักความเหมาะสมในการพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีของนักเรียน 3. ให้คำนึงถึงความเท่าเทียมระหว่างเพศของนักเรียน ทั้งนี้ให้นำแนวปฏิบัติเรื่องทรงผมนักเรียนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมจัดพิมพ์แนวปฏิบัติเรื่องทรงผมแจกจ่ายให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป ซึ่งการปรับในเรื่องนี้จะสร้างการมีส่วนร่วมให้การพิจารณาเรื่องการไว้ทรงผมของนักเรียนมากยิ่งขึ้น โรงเรียนไม่สามารถดำเนินการได้เอง และหากระเบียบที่เกี่ยวข้องกับทรงผมของโรงเรียนใดไม่สอดคล้องกับการปรับแก้ดังกล่าว ถือว่าระเบียบนั้นไม่สามารถบังคับใช้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากมีข้อสงสัยว่า นักเรียนสามารถไว้ทรงผมหน้าม้าได้หรือ ตามระเบียบที่มีการปรับแก้ในครั้งนี้สามารถไว้ผมหน้าม้าได้ และหากโรงเรียนใดต้องการที่จะไม่ให้นักเรียนไว้ผมหน้าม้าก็จะต้องกำหนดออกมาเป็นระเบียบ โดยผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายดังที่กล่าวไป&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสมเกียรติ กล่าวต่อว่า จากนี้ ศธ.จะจัดทำหนังสือซักซ้อมความเข้าใจ ใน 3 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการทำให้นักเรียนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยส่งเสริมให้ตัวแทนสภานักเรียนเข้าร่วมสังเกตการณ์การออกระเบียบของคณะกรรมการโรงเรียน และจะมีการเสนอตัวอย่างของโรงเรียนที่มีการบริหารจัดการเรื่องนี้เป็นอย่างดี ประเด็นสุดท้าย ในกรณีที่พบว่านักเรียนทำทรงผมไม่ถูกต้องตามระเบียบ โรงเรียนจะต้องดำเนินการชี้แจงและให้ปรับปรุงแก้ไขก่อน ไม่ให้ใช้วิธีลงโทษที่นอกเหนือจากระเบียบ ศธ. เช่น การกล้อนผมไม่สามารถทำได้ เป็นต้น ส่งไปให้โรงเรียนทั่วประเทศ&amp;rdquo;ประธานคณะทำงานยกร่างระเบียบทรงผมนักเรียน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นเรื่องเครื่องแบบ ที่ประชุมมองว่ายังมีความจำเป็นและมีความเหมาะสม อีกทั้งในเรื่องนี้ยังมีกฎหมายที่กำหนดไว้ อย่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เครื่องแบบนักเรียน พ.ศ.2551 และระเบียบ ศธ. ว่าด้วยเครื่องแบบนักเรียน กำกับอยู่ ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวมีความยืดหยุ่นเพียงพอสามารถประยุกต์ใช้ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการปฏิบัติของในหลายโรงเรียนที่ยังไม่ทราบว่า กฎหมายที่การเปิดช่องไว้ให้สามารถดำเนินการได้ คือ ระเบียบ ข้อ 15 ที่ระบุว่าสถานศึกษาใด จะกำหนดให้นักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด นักศึกษาวิชาทหารหรือแต่งชุดพื้นเมือง ชุดไทย ชุดลำลอง ชุดฝึกงาน ชุดกีฬา ชุดนาฏศิลป์ หรือชุดอื่นๆ แทนเครื่องแบบนักเรียนตามระเบียบนี้ ในวันใดให้เป็นไปตามที่สถานศึกษากำหนดโดยคำนึงถึงความประหยัดและความเหมาะสม และข้อ 16 ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุผลพิเศษให้สถานศึกษาพิจารณายกเว้นหรือผ่อนผันการแต่งเครื่องแบบนักเรียนได้ตามความเหมาะสม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นที่ประชุมจึงเสนอให้มีการทำหนังสือซักซ้อมความเข้าใจเรื่องดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนใช้ระเบียบนี้ในการกำหนดเรื่องการแต่งกายของนักเรียนอย่างยืดหยุ่น ไปยังโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งนี้หากโรงเรียนต้องการออกระเบียบที่แตกต่างจากกฎหมายดังกล่าวก็จะต้องผ่านกระบวนการการรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม จากนี้ทางคณะกรรมการจะสรุปผลการประชุมเพื่อเสนอให้นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พิจารณา เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียน 3 ประเด็น ได้แก่ คณะทำงานด้านการละเมิดการกระทำความรุนแรงและความปลอดภัยในสถานศึกษา คณะทำงานด้านกฎระเบียนที่ล้าหลังของสถานศึกษาที่กระทบต่อนักเรียน และคณะทำงานด้านการแสดงออกทางการเมืองในสถานศึกษา ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่&amp;nbsp;11 พ.ย.นี้&amp;rdquo;ประธานคณะทำงานยกร่างระเบียบทรงผมนักเรียน กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83014</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงศึกษาธิการ, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ระเบียบทรงผมนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201106/image_big_5fa529d1c9000.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81718</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/10/2020 14:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ประธานทีดีอาร์ไอ&#039;แนะ5ทางออกแก้วิกฤติประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ต.ค.63-ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) โพสต์เฟซบุ๊ก Somkiat Tangkitvanich Page ระบุว่า เพื่อนๆ ครับ ที่ผ่านมาผมไม่ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองบ่อยนัก เพราะไม่คิดว่าตัวเองมีความรู้มากไปกว่าผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่านที่ได้ให้ข้อคิดเห็นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมขอแสดงความคิดเห็นจากมุมมองส่วนตัวในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เป็นห่วงต่ออนาคตของประเทศไทยของเรานะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่มาของความห่วงใยของผมคือ ความแตกต่างทางความคิดและความเชื่อของคนรุ่นต่างๆ ในสังคมไทยทุกวันนี้ทำท่าจะถ่างกว้างขึ้นทุกที โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความอ่อนไหวมากคือ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์ที่อาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว จากการปะทะกันในการชุมนุมสาธารณะ หรือการเผชิญหน้ากันในพิธีการสำคัญต่างๆ สำหรับคนไทยจำนวนมาก คำถามที่สำคัญคือ เราควรมีระบบการเมืองการปกครองแบบไหน และสถาบันกษัตริย์ควรมีบทบาทอย่างไร ซึ่งหลายฝ่ายก็ได้แสดงความเห็นตามความเชื่อของตนออกมา เห็นได้ชัดว่ายังมีความแตกต่างกันทางความคิดอยู่มาก ซึ่งทุกฝ่ายควรพูดคุยกันต่อไปอีกระยะหนึ่งอย่างใจเย็นๆ และพยายามเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากขึ้น
โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ย่อมไม่มีองค์กรทางการเมืองหรือสถาบันใดที่จะสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องปรับตัว และไม่มีองค์กรทางการเมืองหรือสถาบันใดที่จะสามารถอยู่ได้ หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ความพยายามที่จะหยุดยั้งไม่ให้เกิดการปรับตัว หรือกระทั่งพยายามย้อนกลับไปสู่อดีต 80-90 ปีก่อนนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และจะสร้างความเสียหายใหญ่ให้เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงจุดหนึ่ง เราอาจพบว่า ยากที่การพูดคุยในบางประเด็นจะทำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันได้ และยากที่ฝ่ายหนึ่งจะสามารถโน้มน้าวใจให้อีกฝ่ายคิดและเชื่อเหมือนตนได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งควบคู่ไปด้วยคือ เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างไร หากไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันในประเด็นที่สำคัญ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นที่ผมอยากเสนอก็คือ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็คงต้องอยู่ร่วมกันในประเทศไทยต่อไป ไม่สามารถขับไล่หรือกำจัดอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นต่างออกไปได้ และเผลอๆ คนที่เห็นต่างจากเราอาจเป็นคนในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทของเราเอง ผมจึงขอฝากข้อคิดและข้อเสนอบางประเด็นดังต่อไปนี้ ให้เพื่อนๆ ช่วยกันขบคิดและหาทางดำเนินการต่อไปครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง อย่าไปคิดว่าความขัดแย้งทุกวันนี้มาไกลจนเลยจุดที่สามารถพูดคุย หรือหาข้อตกลงร่วมกันได้แล้ว เพราะอย่างน้อยก็โชคดีที่ความขัดแย้งในประเทศไทย เป็นเรื่องอุดมการณ์และความเชื่อทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องศาสนา หรือเรื่องเชื้อชาติ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่ามาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ควรตระหนักว่า เราไม่มีทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างทางความคิดได้ นอกจากจะพูดคุยกัน และใช้วิธีการทางประชาธิปไตยในการระงับข้อขัดแย้ง วิธีการแรกที่ควรทำคือ การใช้กระบวนการทางรัฐสภาในการถกอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์ โดยควรให้บทบาทหลักแก่สภาผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนที่ชอบธรรมของประชาชน ในการหาทางออกร่วมกันให้แก่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากกระบวนการทางรัฐสภาไม่ประสบความสำเร็จ ขั้นตอนต่อไปที่ควรทำคือการกลับไปถามประชาชน ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยตัวจริง ผ่านการทำประชามติ ดังที่บางท่านเคยเสนอไว้ โดยเปิดให้แต่ละฝ่ายสามารถแสดงเหตุผลของตนได้อย่างเป็นธรรม ในบรรยากาศที่ปลอดภัย ไม่มีการคุกคามกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับผลของกระบวนการ ไม่ให้มีเรื่องค้างคาใจกันหลงเหลืออยู่เหมือนการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 แน่นอน ทางเลือกนี้อาจไม่สามารถลดข้อขัดแย้งได้หมด แต่หากทุกฝ่ายยอมรับกระบวนการ สังคมไทยก็น่าจะพอเดินหน้าต่อไปได้ เหมือนการทำประชามติเรื่อง &amp;ldquo;เบร็กซิท&amp;rdquo; ของคนอังกฤษ ซึ่งแม้สุดท้ายอาจจะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่ออังกฤษ แต่ก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ไม่ว่ากระบวนการที่เป็นทางการข้างต้นจะเกิดขึ้นหรือไม่ ควรมีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการควบคู่ไปด้วยเสมอ โดยมีบุคคลหรือคณะบุคคลที่ฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกันให้การยอมรับ เป็นตัวกลางในการพูดคุย ทั้งนี้การพูดคุยกันดังกล่าวไม่ควรทำให้เอิกเกริก จนแต่ละฝ่ายถูกกดดันให้ไม่สามารถปรับเปลี่ยนท่าทีได้ ทั้งนี้ อาจมีคำถามว่า ใครจะเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของฝ่ายผู้ชุมนุมและผู้ต่อต้านรัฐบาล? และใครจะเป็นบุคคลหรือคณะบุคคลที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับ? ผมคิดว่า ประเด็นนี้ไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่มากจนทำให้ไม่เกิดการพูดคุยกัน เพราะกระบวนการนี้ไม่เป็นทางการและไม่มีผลผูกมัดอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ กระบวนการหาทางออกร่วมกันที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อมีบรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย จนสามารถสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องนี้ ผมมีข้อเสนอต่อฝ่ายต่างๆ ดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝ่ายรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ควรยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจขยายความขัดแย้งให้บานปลายออกไป เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลเริ่มมีท่าทีในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้นในช่วงหลัง จากการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ยกเลิกการปิดสื่อมวลชน และปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมบางส่วน อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกันอย่างแท้จริง รัฐบาลควรปล่อยตัวผู้ที่ถูกจับกุมด้วยข้อกล่าวหาที่มีลักษณะทางการเมืองทั้งหมดออกมา และแสดงท่าทีที่เปิดกว้างที่จะรับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมอย่างแท้จริง โดยหลีกเลี่ยงการข่มขู่ทางกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางฝ่ายผู้ชุมนุม ควรพยายามทำความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้ที่เห็นต่างมากขึ้น และหากจะแสดงออกในการคัดค้านรัฐบาลหรือเรียกร้องในเรื่องอะไร ควรเลือกเวลา สถานที่ ถ้อยคำและสัญญลักษณ์ที่ใช้ให้เหมาะสม พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงออกหรือการใช้สัญลักษณ์ที่ท้าทาย หรือถูกตีความได้ว่าเป็นการยั่วยุ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อาจเกิดการเผชิญหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่สำคัญ ทุกฝ่ายควรช่วยกันป้องกันการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รวมทั้งการทำรัฐประหาร ลดระดับการกล่าวหากันและเลิกรุมประณามผู้ที่เห็นต่างจากตน ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงหรือดูถูกเหยีดหยาม เพราะจะทำลายบรรยากาศที่เปิดกว้างและปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้า ไม่ว่าผลสรุปจะออกมาอย่างไร ฝ่ายที่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็ไม่ควรที่จะรุกไล่จนอีกฝ่ายกลายเป็นผู้แพ้ไปทั้งหมดและรู้สึกไม่ปลอดภัย ในขณะที่ฝ่ายหลังก็ควรยอมรับข้อสรุปที่เกิดขึ้นจากกระบวนการ และหากต้องการที่จะเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของสังคมอีกในอนาคต ก็ควรใช้กระบวนการทางรัฐสภาหรือการลงประชามติเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เพื่อนๆ ครับ ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ซึ่งหากเดินก้าวพลาดไปแล้วอาจทำให้เกิดความรุนแรงตามมา จนอาจมีประชาชนได้รับบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือถูกละเมิดเสรีภาพอย่างร้ายแรง ตลอดจนเกิดความแตกแยกร้าวฉานระหว่างคนในครอบครัวและเพื่อนฝูง ในสภาวะเช่นนี้ ผมคิดว่ามีแต่ การใช้เหตุผล สติ ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรืออย่างน้อยความอดกลั้นต่อความเห็นต่างและวุฒิภาวะเท่านั้น ที่จะทำให้เราสามารถก้าวเดินไปได้อย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงความสูญเสียได้&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81718</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ทางออกประเทศ, ประธานทีดีอาร์ไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f952c3307b7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45275</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 18:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 18:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมเกียรติ” TDRI แนะอยากแก้รธน.ต้องไม่แตะ&#039;คดีแม้ว&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 กันยายน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่(อนค.) กล่าวตอนหนึ่งในงานเสวนา &amp;ldquo;จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่&amp;rdquo; ถึงคำแนะนำเกี่ยวกับกติกาทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยนายสมเกียรติกล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ผ่านกระบวนการประชามติ แม้จะมีคำถามว่าทำอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ แต่ก็มีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง ดังนั้น กระบวนการที่จะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ต้องคิดถึงประเด็นนี้ว่าจะมีอะไรที่ชอบธรรมกว่าการมีประชามติของประชาชน ซึ่งก็คือการริเริ่มโดยภาคประชาชนเองให้มากที่สุด ประชาชนต้องเป็นฝ่ายเสนอแก้กฎหมาย เพื่อทำให้เป็นรัฐธรรมนูญเป็นของทุกฝ่าย และต้องเลือกแก้เฉพาะเรื่องที่สำคัญจริงๆ เป็นเรื่องที่คนมีความเห็นพ้องต้องกันสูง เพื่อหาวิธีประสานความแตกต่าง และอย่าเลือกประเด็นที่มีความอ่อนไหว โดยเฉพาะการเช็คบิลย้อนหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรียนตามตรง ผมไม่ค่อยสบายใจเวลาคุณธนาธรพูดว่าจะไปรื้อฟื้นคดีคุณทักษิณ ชินวัตร แน่นอนว่ามันถกเถียงกันได้ว่ากระบวนการเล่นงานคุณทักษิณนั้นมีปัญหาหรือไม่ แต่ในสังคมไทยมีคนจำนวนมากไม่ชอบคุณทักษิณอยู่ ถ้าคนเข้าใจว่าประเด็นแบบนี้อยู่ในแพ็คเก็จการแก้รัฐธรรมนูญด้วย จะมีคนเกือบครึ่งหนึ่งคัดค้าน ทำให้มันตกตั้งแต่แรก จึงอยากให้เลือกประเด็นให้ดี ต้องเป็นประเด็นที่ประสานคน ไม่ใช่แบ่งแยกคน&amp;rdquo; นายสมเกียรติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมเกียรติกล่าวว่า นอกจากนี้ ต้องระวังเรื่องท่าที อย่าให้คนหมั่นไส้ และต้องใช้วิธีการสื่อสารที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตนไม่ค่อยสบายใจเวลาถกเถียงทางการเมือง และคิดว่ายังมีการแบ่งแยกขัดแย้งทางการเมืองคล้ายๆเดิม ใช้คำพูดที่ดูถูกซึ่งกันและกัน เช่น ฝั่งหนึ่งเรียกอีกฝั่งว่าสลิ่มหรือควายแดง ซึ่งตนคิดว่าถ้าจะทำเรื่องใหญ่และร้อยเรียงคนในสังคมเข้าด้วยกันได้ ต้องหลีกเลี่ยงการใช้วาจาเช่นนี้ ต้องมีมธุรสวาจา ที่สำคัญ ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยนั้นต้องใจกว้าง &amp;nbsp;เพราะประชาธิปไตยคือเวทีที่เปิดให้คนมามีส่วนร่วม แม้คนคนนั้นจะคิดไม่เหมือนตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นายธนาธรชี้แจงว่า เกี่ยวกับการดึงนายทักษิณ ชินวัตร กลับมานั้น ความจริงตนไม่ได้พูดว่าจะดึงเขากลับมาสู่กระบวนการพิจารณาในระบบยุติธรรมในลักษณะนั้น แค่จะสื่อสารว่า ในรอบ 10 กว่าปี มีคนมากมายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้เจาะจงว่าชื่ออะไร นามสกุลอะไร ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝักฝ่ายไหน คนหลายคนต้องติดคุก หรือโดนคดีในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ตนคิดว่าอาจจะต้องเกิดคำสั่งที่คล้ายกับคำสั่งที่ 66/2523 เพื่อเยียวยาคนที่ถูกกระทำทั้งหมด เพื่อดึงคนในสังคมกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45275</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190419/image_big_5cb9cc248864f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแผนแก้ &#039;ขยะทะเล’   งัดไม้แข็งลดใช้ &#039;พลาสติก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวพะยูนมาเรียมเสียชีวิต และเมื่อผ่าหาสาเหตุก็พบว่า ในตัวของพะยูนน้อยมีขยะพลาสติกที่ระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดปัญหาลำไส้อุดตันและลุกลามไปจนทำให้มันเสียชีวิตในที่สุด และยังตามมาด้วย &amp;quot;ยามีล&amp;quot; พะยูนอีกตัวที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุคล้ายกัน ไม่นับก่อนหน้านี้มีวาฬตั้งท้องตายเกยตื้น เมื่อผ่าซากเจอขยะพลาสติกกว่า 20&amp;nbsp; กิโลกรัม เรื่องเศร้าที่เกิดกับสัตว์ทะเลพวกนี้ เป็นผลจากขยะในทะเลที่มีปริมาณมาก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในแชมป์ขยะทะเล ซึ่งไม่ใช่สถิติที่ควรภูมิใจ ขยะพลาสติกกลายเป็นมหันตภัยใหญ่ของประเทศ ซึ่งเวลานี้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ศึกษาที่มาของขยะทะเลและมาตรการจัดการปัญหาขยะทะเลเพื่อใช้กำหนดแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะพลาสติกและขยะอาหารแบบบูรณาการโดยจะใช้เครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 1.2 แสนรายขับเคลื่อนลดขยะอีกทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้ TDRI สรุปผลการศึกษาที่มาขยะทะเลแล้ว มีการนำเสนอสู่สาธารณะ ส่วนหอการค้าไทยฯ ประกาศแนวทางเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนปี 2562-2563 ที่หอการค้าไทยฯ เมื่อวันก่อน โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานคณะกรรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ&amp;nbsp;รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมแสดงจุดยืนผลักดันแก้ปัญหาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวว่า ปัญหาขยะทะเลมีแนวโน้มส่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลปี 2553&amp;nbsp; ปริมาณขยะทะเล 4 แสนตัน แต่ในปี 2562 ขยะทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ รายการขยะทะเลไทย 7 อันดับต้นๆ พบว่าเป็นพลาสติกถึง 12% กล่องโฟม 10% ห่ออาหาร 8% ถุงก๊อบแก๊บ 8% ขวดแก้ว 7%&amp;nbsp; ขวดพลาสติก 7% หลอดดูด 5% เห็นได้ว่าขยะทะเลเกี่ยวข้องกับสินค้าและการบริโภค ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเป็นแนวทางหนึ่งช่วยลดขยะทะเลได้&amp;nbsp; แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ขยะทะเลจำนวนมากสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยว ธุรกิจประมง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอันตรายใหม่อย่างไมโครพลาสติก ถือเป็นมลพิษชีวภาพและโลหะ กระทบระบบนิเวศสัตว์น้ำและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการศึกษาที่มาขยะทะเลนั้น ประธาน TDRI เผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; แหล่งที่มาขยะทะเลไทยมาจากบนบก อันดับหนึ่งเป็นการท่องเที่ยวริมชายหาด ชุมชน หรือร้านค้าที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำและริมชายฝั่ง และขยะจากหลุมฝังกลบที่จัดการไม่ถูกต้อง ขยะถูกชะล้างลงแม่น้ำและออกสู่ทะเล นอกจากนั้นขยะยังมาจากเรือประมง เรือขนส่งสินค้า และข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแชมป์ขยะทะเล ขยะส่วนใหญ่เป็นพลาสติกในรูปแบบต่างๆ การป้องกันและแก้ไขต้องเป็นวาระแห่งชาติรัฐ กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่ที่ผ่านมามาตรการที่ใช้ยังไม่มีประสิทธิผล เป็นไม้อ่อน ซึ่งในต่างประเทศจากผลศึกษาพบว่า การใช้มาตรการเชิงสมัครใจลดขยะพลาสติกมีประโยชน์จริงแต่ขาดประสิทธิภาพ กลับมาที่ไทย ภาคเอกชนในสาขาค้าปลีกรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน เป็นสัดส่วนที่น้อยเกินไป และมีไม่กี่รายกล้าเก็บเงินจากผู้บริโภค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะกลัวผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปใช้ผู้บริการผู้ค้าปลีกรายอื่นบางรายแถมแต้ม ฉะนั้น มาตรการสมัครใจทำแล้วประชาชนตื่นตัวมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อไป รัฐควรออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาขยะหนุนเสริม&amp;quot; ดร.สมเกียรติ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายประเทศใช้ไม้แข็งลดขยะพลาสติก ประธาน TDRI ยกผลศึกษามาคุยต่อว่า ประเทศอังกฤษเก็บเงินค่าใช้ถุงพลาสติกใบละ 2 บาท นิวซีแลนด์ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง และหลายประเทศทดลองห้ามใช้ หรือเก็บเงิน โดยท้องถิ่นห้ามใช้ ถือเป็นมาตรการรุนแรง ถือเป็นไม้แข็ง ถ้าฝืนใจใช้แล้วสำเร็จเพราะการแก้ปัญหาต้นทาง ไม่สร้างขยะใหม่เพิ่ม และหาทางกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิลแยกส่วน หรือนำมาเผาผลิตพลังงาน และทำการฝังกลบจะช่วยจัดการขยะครบวงจร แต่สำคัญที่สุดไม่สร้างขยะ ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาจากการลดการผลิตขยะต่างๆ ไม่ใช่สร้างเตาเผาหรือบ่อฝังกลบกำจัดขยะ หรือลดขยะแต่ต้นทาง ไม่ทำให้เกิดขยะเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; กรณีไทยต้องมีหลายมาตรการผสมกัน ไม้แข็ง เสนอเลิกใช้กล่องโฟมใส่อาหารโดยเร็ว เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก โฟมย่อยสลายยาก เสี่ยงต่อสุขภาพ สารเคมีปนเปื้อนสู่ร่างกายผู้บริโภค ส่วนกรณีถุงพลาสติก ต้องเก็บเงินใช้ถุงพลาสติก เริ่มในราคา 1.50-2 บาท เป็นราคาเหมาะสมที่กรมควบคุมมลพิษศึกษาไว้ เริ่มจากโมเดิร์นเทรดหรือการค้าปลีกสมัยใหม่ก่อน เช่น ห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท เพราะมีปริมาณการใช้ถุงพลาสติกมากกว่าตลาดสดหรือร้านค้าทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะแรกเพื่อให้ประชาชนปรับตัว เริ่มในราคา 1 บาทก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่อยๆ ปรับจะช้าเร็วพิจารณาได้และมีกลไกให้มัดจำค่าขวด&amp;quot; ดร.สมเกียรติกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธาน TDRI ย้ำว่า มาตรการจากรัฐอย่างเดียวไม่เป็นผลหากไม่มีการรณรงค์ลดขยะตั้งแต่ต้นทางกับประชาชนคัดแยกขยะ ซึ่งกลไกแยกขยะของท้องถิ่นต้องมีประสิทธิผล มีธนาคารขยะกรณีที่ผู้บริโภคเก็บของรีไซเคิลมีรางวัลจูงใจ รวมถึงรณรงค์กับภาคธุรกิจ ลดบรรจุภัณฑ์ที่มากเกินไป นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและนักวิจัยต้องร่วมกันหาวัสดุใหม่แทนถุงพลาสติก เบื้องต้นอาจเป็นต้นทุน แต่เมื่อเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เป็นโอกาสทางธุรกิจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาร้ายแรงของประเทศไทย ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง เพื่อให้สิ่งที่รัฐประกาศว่าขยะเป็นวาระแห่งชาติมีผลอย่างแท้จริง งานวิจัยที่มาของขยะทะเลเสร็จสิ้นแล้ว แต่แผนของ TDRI จะศึกษาลงลึกในพื้นที่อีอีซี เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในอีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการพัฒนาประเทศต้องไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม &amp;quot; ดร.สมเกียรติ&amp;nbsp;กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รศ.ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี ม.หอการค้าไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี ม.หอการค้าไทยและกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการและเครือข่ายร่วมกัน กำหนดจุดยืนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและเป็นความยั่งยืนของประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานในการขับเคลื่อน 4 แผน ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 120,000 ราย เน้นหวังผลในเชิงปฏิบัติและบูรณาการครอบคลุมทั้งประเทศ เราเลือกโฟกัสขยะพลาสติก ขยะอาหารและอาหารเหลือ ซึ่งแหล่งกำเนิดขยะอาหาร ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาด โรงแรม ร้านอาหาร ครัวฟู้ดคอร์ด วัด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแผนงานในปี 62-63 กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนกล่าวว่า มีการรณรงค์ให้ความรู้เปลี่ยนความคิดเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการคัดแยกขยะการจัดการแยกขยะ การลดขยะอาหารและการนำอาหารเหลือไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลน โดยรณรงค์เน้น 2 กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนและนักศึกษา เช่น บรรจุในบทเรียนชุดความรู้ในหลักสูตร ซึ่งจะมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไป นอกจากนี้จัดทำ Board Game และนำโมเดลโรงเรียนต้นแบบมาเผยแพร่สร้างโครงการนำร่อง เป็นต้นแบบสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าจากขยะพลาสติกสู่โรงเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้จะรณรงค์ให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวโดยใช้โซเชียลมีเดีย, ผู้ทรงอิทธิพล, ยูทูบเบอร์นำเสนอเนื้อหาการแยกขยะ รวมถึงใช้พระสงฆ์และวัดให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขยายโมเดล เช่น วัดจากแดงเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้สู่ชุมชนอื่น รวมถึงกำหนดนโยบายและแนวทางเป้าหมายในทิศทางเดียวกันลดใช้ถุงพลาสติก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแผนดังกล่าวยังมีการจัดการแยกขยะ เช่น การลงมือแยกขยะลดภาระโลก แยกขยะอย่างจริงจังในภาคเอกชน และชุมชนจัดตั้งถังแยกขยะในจุดที่เหมาะสม กำหนดเวลาการจัดเก็บขยะแต่ละประเภทโดยร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ แผนนี้จะเนรมิตชีวิตใหม่ให้ขยะพลาสติก หรือ Upcycling โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จัดทำตัวอย่างเพื่อนำไปสู่การเผยแพร่ ลงมือทำอย่างจริงจัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส่วนการลดขยะอาหารในภาคการค้าและบริการ เช่น ให้ความรู้ด้านข้อเสียต้นทุนสูงของขยะอาหารและวิธีการจัดการผ่านสื่อต่างๆ โซเชียลมีเดีย และหลักสูตรการเรียนการสอนนักเรียนนักศึกษาด้านโรงแรม มีการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขององค์กรที่มีการบริหารจัดการขยะอาหารที่มีประสิทธิภาพ ให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ทุกบริษัทร่วมมือกันเป็นตัวอย่างให้มีเป้าหมายที่จะได้ร่วมกัน&amp;quot; รศ.ดร.เสาวนีย์ เผย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยะอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ข้อมูลเพิ่มว่า แผนนี้จะมีการนำอาหารเหลือที่สามารถบริโภคได้มาจัดการ โดยด้านขนส่งให้องค์กรหรือภาครัฐอุดหนุนบริษัทขนอาหารไปบริจาคผู้ขาดแคลน โดยสนับสนุนค่าขนส่ง เรียกว่า &amp;ldquo;รถส่งต่อสุข&amp;quot; หารถไปรับอาหารบริจาคที่องค์กรต่างๆ แจ้งแล้วนำไปส่งต่อสถานสงเคราะห์ นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้มีตู้เย็นชุมชนเพื่อแบ่งปันอาหารเหลือที่มีคุณภาพและบริโภคได้&amp;nbsp; แนวทางนี้จะช่วยลดปริมาณขยะอาหารอีกทางหนึ่ง เพราะหากจัดการขยะอาหารไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อการจัดการขยะโดยรวม แผนดังกล่าวจะนำเข้าสู่การสัมมนาใหญ่หอการค้าไทยทั่วประเทศปลายปีนี้ เป้าหมายใช้ขับเคลื่อนอย่างจริงจังช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและขยะอาหารอย่างยั่งยืน รวมถึงแก้วิกฤติขยะพลาสติกในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44732</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, ขยะทะเล, ขยะพลาสติก, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ม.หอการค้าไทย, มาเรียม, หอการค้าไทย, เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์, แผนจัดการขยะพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6b41f683d38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
