<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115923</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ร่วมมือ 5 ภาคีเครือข่าย  เชื่อมฐานข้อมูลผู้ป่วยโควิดในกทม.-ปริมณฑล เข้าถึงการรักษา  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 ก.ย.64 - ที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวการลงนามบันทึกความร่วมมือการเชื่อมฐานข้อมูลโควิด 19 ในเขตกทม. และปริมณฑลร่วมกับภาคีเครือข่าย 5 โดยดร. สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า &amp;nbsp;การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ทั้ง 6 หน่วยงาน &amp;nbsp;ได้แก่ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน )สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติและภาคประชาสังคม &amp;nbsp;จะทำการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ในเขตกทม. และปริมณฑล เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่รอเตียง เพราะในสถานการณ์ที่วิกฤต ทำให้มีผู้ป่วยตกค้าง ดังนั้นในภาคส่วนต่างๆจึงได้เข้ามาช่วยเหลือ โดยการรวมข้อมูลผู้ป่วยจากทุกช่องทางมารวมที่เดียวกัน และนำข้อมูลไปสู่การช่วยเหลือ อย่างที่ผ่านมา ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เกิดการจัดการผู้ป่วยโควิด19 เช่นการทำ HI/CI รวมไปถึงการกระจายข้อมูลเพื่อจัดรถอัพเดตสถานะรับ &amp;ndash; ส่งผู้ป่วย, ติดตามอาการ / ปรึกษาแพทย์ซึ่งเป็นการทำงานด้วยระบบ Telemedicine ผ่าน API (Application Programming Interface) เดียวกันทั้งหมดสามารถรับส่งข้อมูลข้ามเซิร์ฟเวอร์ได้เพื่อให้ทำงานง่ายยิ่งขึ้นโดยมีข้อมูลผู้ป่วยอยู่ในระบบในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลจำนวน &amp;nbsp;70,000-80,000 คน ไม่รวมผู้ป่วยในรพ.สนามและผู้ป่วยที่รักษาอยู่ในโรงแรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร. สาธิต กล่าวต่อว่า ระบบดังกล่าวยังจะนำไปใช้กับโรงพยาบาลสถานพยาบาลคลินิกที่รับผิดชอบดูแลผู้ป่วยที่เข้าระบบแยกกัก Home Isolation และ Community Isolation หรือตามมาตรการการแยกกักตัวประเภทอื่น ๆ ที่สธ.ประกาศด้วยเช่นกัน &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังมีการใช้ระบบ CRM (Customer Relationship Management) ในการเข้าถึงข้อมูลสำหรับบริหารจัดการลดความซ้ำซ้อนข้อมูล ผลดีของการเชื่อมโยงระบบจะทำให้ข้อมูลผู้ป่วยโควิดที่ทุกหน่วยงานมีอยู่เข้ามาสู่ฐานข้อมูลเดียวกันง่ายต่อการบริหารจัดการนำผู้ติดเชื้อเข้าระบบการดูแลรักษาที่บ้านหรือในชุมชนลดปัญหารายชื่อซ้ำซ้อนและตกหล่นบริหารจัดการรับ-ส่งต่อผู้ที่มีอาการมากไปรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างไร้รอยต่อรวมถึงจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาตามแนวทางเวชปฏิบัติได้ทันท่วงทีช่วยลดอาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยในขณะนี้ สถานการณ์เตียงในกรุงเทพ ทั้ง รพ.สนามและโรงแรมมีอัตราว่างมากขึ้น เนื่องจากมีการจัดการระบบการรักษาแบบ HI/CI อย่างที่ศูนย์นิมิบุตร มีผู้ป่วยกำลังษาอยู่เพียง 5 คน รพ.บุษราคัม ก็เหลือเพียง 700 คน จากที่มีกว่า 3,000 คน แต่อัตราการครองเตียง ในผู้ป่วยสีแดงและเหลืองก็ยังมีมากพอสมควร ขณะเดียวกันก็สามารถหมุนเวียนเตียงรองรับผู้ป่วยได้ดีอยู่ ดังนั้นข้อมูลที่มีทำให้ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูลในการจัดการผู้ป่วย ทำให้ในขณะนี้หากติดต่อมายังเบอร์ 1668 หรือ 1330 ระบบมีความคล่องตัวมากขึ้น&amp;rdquo; ดร. สาธิต กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115923</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โควิด19, ฐานข้อมูลผู้ป่วยโควิด, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61373f031b9a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เล็งใช้มาตรการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation ) ในผู้ป่วยสีเขียวไม่มีอาการ  ใช้ระบบไฮเทคติดตามดูแล </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28 มิ.ย.64- &amp;nbsp;ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนโรงพยาบาลศรีธัญญา จ.นนทบุรี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนโควิด 19 โรงพยาบาลศรีธัญญาว่าสถานการณ์โควิด 19 ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ยังมีการระบาด ตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้จะมีการประชุมเครือข่ายกรมการแพทย์และโรงเรียนแพทย์ เพื่อแก้ไขและจัดลำดับความสำคัญ การดูแลผู้ป่วยหนักสีแดงที่มีอาการรุนแรง ให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและมีเตียงรองรับเพียงพอ ลดการเสียชีวิตให้ได้มากที่สุด โดยมีข้อเสนอการดูแลกักตัวที่บ้าน Home Isolation เน้นในผู้ป่วยโควิดสีเขียวที่ไม่มีอาการรักษาที่บ้าน เพื่อเข้าระบบ ให้มีเตียงดูแลผู้ป่วยอาการหนัก ได้มีการหารือกับภาคเอกชนพัฒนาเทคโนโลยี เช่น จัดทำระบบติดตามตัว ระบบข้อความแจ้งเตือน และระบบการรายงานผลออกซิเจนและอุณหภูมิ รายงานผลไปยังโรงพยาบาลต้นสังกัดหรือโรงพยาบาลที่ดูแล ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมทันท่วงทีและเร็วที่สุด ป้องกันกรณีที่มีอาการหนักแต่ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงเป็นการช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเดินหน้าพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่หน้างานเห็นบุคลากรทางการแพทย์ทำงานกันอย่างหนักและเต็มกำลังความสามารถ หลายท่านมีความอ่อนล้า ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านเข้มแข็ง ตั้งใจทำประโยชน์เพื่อดูแลประชาชน เพื่อผ่านพ้นวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน&amp;rdquo; ดร.สาธิต กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สาธิต กล่าวต่อว่า สำหรับในวันนี้ได้ลงมาเยี่ยมศูนย์ฉีดวัคซีนโรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดฉีดภายใต้กระทรวงสาธารณสุข ให้บริการในพื้นที่กทม. ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา สามารถรองรับประชาชนได้มากถึง 2,000 - 3,000 คนต่อวัน ให้บริการฉีดวัคซีนในกลุ่มบุคลากรด่านหน้า เช่น ทหาร ตำรวจ และบุคลากรทางการศึกษา เป็นต้น โดยจองคิวผ่านหน่วยงาน/องค์กร และลงทะเบียนออนไลน์ผ่านแอพพลิเคชัน Queq ของโรงพยาบาล พบว่าที่นี่มีการจัดระบบอย่างเหมาะสม มีความคล่องตัว ประชาชนได้รับความสะดวกทั้งสถานที่ การนัดหมายและการให้บริการ นอกจากนี้ ยังช่วยแบ่งเบาภาระงานจากศูนย์ฉีดวัคซีนสถาบันบำราศนราดูรได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม มีการเตรียมแผนรองรับนโยบายของรัฐบาลในการเร่งฉีดให้แก่ 2 กลุ่มเสี่ยงคือผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และ 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง เนื่องจากพบว่าสัดส่วนการเสียชีวิตพบมากกว่ากลุ่มอื่น หากมีวัคซีนเพียงพอ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107924</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., Home Isolation, กักตัวที่บ้าน, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, ผู้ป่วยสีเขียว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210628/image_big_60d990510fe90.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 18:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 18:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผ่อนคลายกักตัว  3พื้นที่&quot;ภูเก็ต สมุย เชียงคาน&quot;กรณีจัดงานอีเว้นต์ใหญ่ ประกวดนางงาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25มี.ค.64-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และคณะกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สาธิตกล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบการปรับรูปแบบสถานกักกันผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และการผ่อนคลายกิจกรรมในสถานกักกันตามที่ ศบค.กำหนด เพื่อรองรับการเปิดประเทศ ทั้งสถานกักกันทางเลือก (Alternative Quarantine) ที่ให้ผู้กักตัวใช้ห้องฟิตเนส ออกกำลังกายกลางแจ้ง ใช้สระว่ายน้ำ ปั่นจักรยานในพื้นที่ปิด และสถานกักกันในกิจการเพื่อสุขภาพที่ให้มีกิจกรรมในห้องจัดกิจกรรม ใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในที่พัก การประชุมทางธุรกิจ การจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ หรือประกวดนางงาม เป็นต้น โดยมอบหมายให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจัดทำหลักเกณฑ์และข้อกำหนดกลางมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติงานรองรับต่อไป รวมทั้งเห็นชอบหลักการรูปแบบการท่องเที่ยว Sand Box ในพื้นที่จังหวัดท่องเที่ยว 3 แห่ง ได้แก่ ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเชียงคาน จ.เลย ภายใต้เงื่อนไขการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวภายในพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) จากการทำประชาพิจารณ์ นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่จะต้องได้รับวัคซีนโควิด 19 แล้ว มีมาตรการควบคุมการเข้าออกพื้นที่ มีระบบติดตามตัว และมีความพร้อมด้านสาธารณสุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97281</URL_LINK>
                <HASHTAG>กักตัว, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, ภูเก็ต เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และเชียงคาน จ.เลย, เมดิคัลฮับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c7376150e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97029</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 17:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อนุทิน – สาธิต&quot; ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม รับเอกสารรับรองดิจิทัล(Smart Vaccine Certificate)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 มี.ค.64-ที่สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะผู้บริหาร รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิดเข็มที่ 2 โดยนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ มารับวัคซีนเข็มที่ 2 ของบริษัทซิโนแวคตามกำหนดที่ต้องฉีดห่างกัน 3&amp;ndash;4 สัปดาห์ หลังจากได้ฉีดเข็มแรกไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังฉีดก็ไปทำงานได้ตามปกติ และต้องฉีดให้ครบทั้ง 2 เข็ม&amp;nbsp;
โดยเข็มแรกเป็นการสร้างภูมิต้านทานให้เกิดขึ้นในร่างกาย และเข็มที่ 2 จะกระตุ้นภูมิต้านทานให้อยู่ในระดับที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างต่อเนื่อง ลดความรุนแรงของโรค ลดการเจ็บป่วยที่ต้องนอนในโรงพยาบาล ลดการเสียชีวิต ขอย้ำว่า แม้จะได้รับการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ยังมีโอกาสติดเชื้อได้หากมีพฤติกรรมเสี่ยง จึงต้องเข้มมาตรการป้องกันตนเอง สวมหน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่างต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวต่อว่า ประเทศไทย ถือได้ว่าเป็นประเทศต้นๆ ของโลก ที่สามารถออกใบรับรองการรับวัคซีนในรูปแบบดิจิทัล โดยหลังจากฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์ข้อกำหนดของบริษัทผู้ผลิต เช่น วัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า จำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 2-3 เดือน, วัคซีนของบริษัทซิโนแวคจำนวน 2 เข็ม ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ กระทรวงสาธารณสุขจะออกใบรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 แบบดิจิทัล (Smart Vaccine Certificate)&amp;nbsp;ในรูปแบบคิวอาร์โค้ด ที่สร้างเฉพาะแต่ละบุคคล ไม่มีซ้ำกัน (Universally unique identifier : UUID) โดยส่งไปที่ไลน์หมอพร้อม หรือพิมพ์เป็นเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของประเทศไทย (THAILAND NATIONAL CERTIFICATE OF COVID-19 VACCINATION) จากโรงพยาบาลที่รับการฉีดได้ทันที ซึ่งจะมีคิวอาร์โค้ดเดียวกันกับระบบดิจิทัล ยืนยันความครบถ้วนของการได้รับวัคซีนประจำตัวบุคคล พร้อมรายละเอียด รวมถึงข้อมูลการได้รับวัคซีน ได้แก่ วันที่ได้รับวัคซีน ชื่อการค้าวัคซีน ชื่อบริษัทผู้ผลิตวัคซีน รุ่นการผลิต และหน่วยบริการที่ฉีดวัคซีน โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในระบบ MOPH Immunization Center กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ หน่วยงานอื่น ๆ หรือต่างประเทศสามารถตรวจสอบข้อมูลคิวอาร์โค้ดว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนตรงกับบุคคลดังกล่าวหรือไม่ ปัจจุบันสามารถใช้แสดงเพื่อเดินทางในประเทศ รวมทั้งผู้เดินทางไปต่างประเทศ สามารถนำไปขอเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ (เล่มเหลือง) ได้ และสามารถใช้ระบบดิจิทัลแสดงข้อมูลสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ขอเชิญชวนประชาชน บุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า อสม. ในพื้นที่เสี่ยงที่ได้รับการจัดสรรวัคซีน มารับการฉีดวัคซีนตามกำหนดให้ครบทั้ง 2 เข็มตามที่เจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะเสี่ยงสูงหรือมีโอกาสสัมผัสเชื้อ ขอยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดหามาให้บริการประชาชน เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และได้ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. แล้ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422&amp;rdquo; นายอนุทินกล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97029</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, Smart Vaccine Certificate, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, นายอนุทิน  ชาญวีรกูล, เอกสารรับรองฉีดวัคซีนดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059c60583c3c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95009</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/03/2021 17:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/03/2021 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบเด็กไทย อ้วนเตี้ยเพิ่ม เกินร้อยละ 10 และร้อยละ 5 สธ.ตั้งเกณฑ์ใหม่ต้องสูงเพิ่ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 มี.ค.64- ดร.สาธิต &amp;nbsp;ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)เปิดเผยภายหลัง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นประธานงานแถลงข่าวเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 6-19 ปี ว่า &amp;nbsp;สธ. มีนโยบายมุ่งเน้นส่งเสริมให้เด็กได้เติบโตเต็มศักยภาพ การเฝ้าระวังและติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้เด็กเติบโตได้ดี คณะกรรมการพัฒนาเกณฑ์อ้างอิง &amp;nbsp; การเจริญเติบโตของเด็กแรกเกิดถึง 18 ปี และสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ได้พัฒนาเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 6-19 ปี ชุดใหม่ ที่สามารถสะท้อนภาวะโภชนาการสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งภาคีเครือข่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 6-19 ปี ชุดใหม่ เพื่อเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่ใช้ในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก การประเมินภาวะการเจริญเติบโตโดยการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เมื่อเทียบกับกราฟการเจริญเติบโต จะทำให้ทราบว่าเด็กคนหนึ่งมีภาวะโภชนาการเป็นอย่างไร อ้วน ผอมหรือเตี้ย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;ldquo;ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เด็กมีการเจริญเติบโตได้ดีขึ้น การใช้เกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโต ปี 2538 ที่ใช้อยู่เดิม &amp;nbsp;จะทำให้วิเคราะห์สภาพปัญหาต่ำกว่าความเป็นจริง เด็กสูงตามเกณฑ์มากเกินจริง เด็กเตี้ยน้อยกว่าความเป็นจริง เด็กอ้วนมากเกินจริง และเนื่องจากเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็กอายุ 5-19 ปี ขององค์การอนามัยโลก พ.ศ. 2550 เก็บข้อมูลจากเด็กอเมริกัน จึงไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ในปี 2558 คณะกรรมการฯ จึงมีมติให้จัดทำเกณฑ์อ้างอิง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียนวัยรุ่น ชุดใหม่ขึ้น เพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตและประเมินขนาดปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับภาวะโภชนาการในประเทศไทย&amp;rdquo; รมช.สธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้าน นพ. สุวรรณชัย &amp;nbsp;วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัยโดย สำนักโภชนาการ ได้ร่วมมือกับศูนย์อนามัย สถาบันพัฒนาสุขภาวะเขตเมือง และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จำนวน 16 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของประเทศ ทำการเก็บข้อมูลน้ำหนัก ส่วนสูงและรอบเอว ของเด็กอายุ 4 ปี 6 เดือน ถึง 19 ปี จำนวน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;46,587 คน ระหว่าง พ.ศ. 2558 - 2562 จากสถานศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงระดับอุดมศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน จัดทำเป็นเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโตของเด็กอายุ 6 - 19 ปี ชุดใหม่ และส่งมอบข้อมูลชุดดังกล่าวให้กับภาคีเครือข่ายที่ดูแลสุขภาพของเด็กไทย เพื่อร่วมกันลดปัญหาเด็กอ้วน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกินร้อยละ 10 ซึ่งสูงกว่าค่าเป้าหมาย และเด็กเตี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เกินร้อยละ 5 สูงกว่าค่าเป้าหมาย โดยเด็กอ้วน &amp;nbsp; มีโอกาสที่จะเป็นผู้ใหญ่อ้วน เสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในอนาคตได้ รวมทั้งเด็กที่มีภาวะเตี้ย อาจเนื่องมาจากมีการขาดอาหารเรื้อรังหรือมีการเจ็บป่วยบ่อย ส่งผลต่อการเรียนรู้ได้ไม่เต็มศักยภาพ และเด็กซีดหมายถึงร่างกายขาดธาตุเหล็ก ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง เปราะง่าย อาจตัวเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน และสมองทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้เรียนรู้ช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ทั้งนี้ กรมอนามัยจึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเกณฑ์การเจริญเติบโตของเด็กอายุ 6-19 ปี ชุดใหม่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; เพื่อดูแลติดตามการเจริญเติบโตของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กเติบโตเต็มศักยภาพ ให้ถึงเป้าหมายส่วนสูงเฉลี่ยของคนไทยที่อายุ 19 ปี ผู้ชายสูง 175 เซนติเมตร ผู้หญิง 162 เซนติเมตร ในปี 2569 และให้ถึงเป้าหมายท้าทายในอีก 15 ปี ข้างหน้า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปี 2579 &amp;nbsp;ผู้ชายสูง 180 เซนติเมตร ผู้หญิง 170 เซนติเมตร เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติต่อไป&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อธิบดีกรมอนามัย กล่าว​​​​ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95009</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, การเจริญเติบโตเด็กไทย, ดร.สาธิต ปิตุเดชะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210304/image_big_6040b024a55eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กุมารแพทย์ฟันธงวัยรุ่นลิ้มยาเสพติดไอคิว EFต่ำสมองพัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รมช.ดร.สาธิตไขปมเคนมผงยาเสพติดชนิดใหม่มาแรง &amp;nbsp;เด็กวัยรุ่นอยากรู้อยากลอง เตือนอยู่ในขอบเขต บุหรี่เหล้าเป็นต้นทางยาเสพติดชนิดอื่น เน้นครอบครัวมีบทบาทสำคัญยุติปัญหา กุมารแพทย์จี้จุดวัยรุ่นแค่ลิ้มลองยาเสพติด ส่งผลต่อสมองความคิดระดับสูงพังพินาศ ไอคิวต่ำลงทุกปี พัฒนา EF ต่ำ คบมิตรที่ดีนำสู่กัลยาณมิตร มิตรชั่วดิ่งลงนรก&amp;nbsp; แพทย์ สบยช.ปรึกษายาเสพติดสายด่วน 1165 ยาเคนมผงอันตรายยิ่งกว่าโควิด วันเดียวเสพถึงตาย 7 ศพและยังมีต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; งานแถลงข่าวและเสวนาออนไลน์เรื่องพฤติกรรมวัยรุ่นกับสารเสพติด &amp;ldquo;บุหรี่ต้นทางสู่ยาเสพติดกับกรณีเคนมผง&amp;rdquo; ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ณ ห้องรัตนโกสินทร์ชั้น 1 โรงแรมเดอะสุโกศล ดำเนินรายการโดย พชรพารษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน), นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแถลงข่าวออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) และเฟซบุ๊กสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ว่า จากกรณีที่พบผู้เสียชีวิต 9 ราย จากการรวมกลุ่มเสพเคนมผงซึ่งมีเด็กและเยาวชนรวมอยู่ด้วยนั้น สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่มีการเฝ้าระวังการรวมกลุ่มหรือจัดกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลทำให้บุคลากรสาธารณสุขต้องมีภาระเพิ่มขึ้นในการรักษาโรคจากการเสพยาเสพติดของเด็กและเยาวชน จากข้อมูลการบำบัดรักษาผู้ป่วยยาเสพติดของสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561 ถึงวันที่ 31 พ.ค.2562 พบผู้ป่วยทั้งหมด 3,803 คน เป็นเพศชาย 3,256 คน และเพศหญิง 547 คน กลุ่มผู้ป่วยที่มากที่สุดอยู่ในช่วงวัยรุ่น อายุระหว่าง 20-24 ปี 726 คน รองลงมาได้แก่ช่วงอายุระหว่าง 25-29 ปี 692 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รมช.กระทรวงสาธารณสุข และรองประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า เรื่องธุรกิจสีเทานั้นช่วยกันทำให้ดีขึ้น แต่คงไม่หมดไปจากสังคมไทย เราต้องชี้ให้เห็นถึงโทษและผลกระทบที่เกิดขึ้น ยาเสพติดชนิดใหม่รุนแรงถึงกับเสียชีวิต มีผลกระทบมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ยิ่งมีการลงลึกในเรื่องตัวเลขที่จะต้องรวบรวมประเด็นปัญหานำไปสู่การแก้ไข ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ การพึ่งพาตัวเอง ยาเสพติดส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ ครอบครัว ทุกคนทราบดีว่ายาเสพติดเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าวัยรุ่นที่เสพยาเขาคิดอย่างไร ครอบครัวแตกแยก หาที่พึ่งไม่ได้ เราต้องช่วยกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เรื่องสิ่งแวดล้อมสำคัญมาก มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละฝ่าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;เด็กและเยาวชนเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากทดลองยาเสพติด แต่จะทำอย่างไรให้การอยากรู้อยากลองเป็นอยู่ในขอบเขตของความถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ส่วนราชการมีนโยบายการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มีการจับกุมดำเนินกับผู้จำหน่าย และการให้ความรู้ผ่านสถานศึกษาหรือกิจกรรมต่างๆ สำคัญที่สุดคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบดูแลบุตรหลาน ซึ่งอาจเริ่มต้นได้จากการสร้างความตระหนักรู้จากการไม่สูบบุหรี่ เพราะบุหรี่เป็นต้นทางสู่ยาเสพติดชนิดอื่นๆ ของวัยรุ่นไทย เห็นได้จากรายงานการสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ ปี 2547 พบว่า นักเรียนที่สูบบุหรี่ กว่า 100 คน จะมีพฤติกรรมเสี่ยงใช้ยาเสพติดสูงถึง 10 คน&amp;rdquo; ดร.สาธิตกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คนที่ติดยาเสพติดเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่อยากทดลองของใหม่ ในสภาพจิตใจของคนที่ใช้ยาเสพติดทดลองสิ่งที่เป็นโทษ บ้าน โรงเรียน วัด สังคม เป็นเกราะป้องกันสิ่งแวดล้อม คนใกล้ชิดที่สุดคือคนในครอบครัว ที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหา ครอบครัวแตกแยกเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันบำบัดให้บังเกิดผล เราต้องสร้างรั้วให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันคนเข้าไปทดลองยาเสพติด ทำงานด้วยความซื่อตรง โปร่งใส ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหา ช่วยเหลือ สร้างฝันให้เขาเป็นจริงได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เราต้องช่วยกันทุกภาคส่วน การบังคับใช้ กม. ผมเชื่อมั่นว่าครอบครัว จิตใจ แก้ไขจะนำไปสู่ความยั่งยืน สังคมมีความหลากหลาย จึงมีความจำเป็นยิ่งในสถานการณ์โควิดมีผลกระทบ ขอให้ติดตามข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโควิด ในสังคมโลกเป็นโอกาสของสังคมในโลกนี้ที่ประชาชนในโลกต้องศึกษาข้อมูล การฉีดวัคซีนป้องกันโควิดไม่ใช่เป็นไม้เท้ากายสิทธิ์แล้วทุกอย่างจะสิ้นสภาพไป เราไม่สามารถหยุดล้างมือได้ กระทรวงสาธารณสุขต้องเดินหน้าควบคุมโรค การควบคุมโรครวดเร็วกว่านี้ แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย เท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหา ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดวันละ 200 ลดลงมา 100 กว่า แต่ยังไว้ใจไม่ได้ ยังมีความเปราะบางอยู่ เราเดินตามหลัง Time Line ผู้ติดเชื้อ เดินไล่หลังผู้สอบสวนโรค การพูดทุกอย่างต้องมีข้อมูล เมื่อหมดรอบ 2 ผมเชื่อว่ามีรอบ 3 จะมา เพราะเป็นธรรมชาติของโรคระบาด เราทำได้สำเร็จคือการป้องกันตัวเอง เป็นเรื่องง่ายที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ชีวิตไม่ได้มีอะไรง่ายๆ ปวดหัวกินยาแก้ปวดหัว กินยาพาราฯ ก็สะสมอยู่ที่ไต มีเอฟเฟ็กต์ต่อร่างกาย เราต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง โควิดช่วยทำให้เราเปรียบเทียบข้อมูลในการใช้ดุลพินิจในการคิด แทนที่จะฉีดวัคซีน 2 โดสเป็นเงิน 10 ล้าน เราหาวัคซีนให้ประชากรครึ่งหนึ่ง ให้ 30 ล้านคน ฉีดโดสครั้งเดียวให้หมด ฉีดอีกโดส มีการเปรียบเทียบกันด้วยเหตุผลนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง วัคซีน sinovac ที่จีนเป็นผู้พัฒนาสูตรเมื่อทดลองฉีดแล้วมีประสิทธิภาพ 50% วัคซีนแอสตราเซเนกาก็ต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ และ ผอ.ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) กล่าวว่า วัยรุ่นมีพลัง แต่ถ้าข้องแวะยาเสพติด สมองมีจุดเปลี่ยน Big Cleaning ปฐมวัยภาครัฐลงทุนเต็มที่ วัยรุ่นเป็นจุดเปลี่ยนในแง่สมอง ถ้าเราทำความรู้สึกวัยรุ่นให้เขามีคุณภาพจะเป็นที่ 1 แต่เมื่อใดที่วัยรุ่นข้องแวะยาเสพติด ไอคิวต่ำ อารมณ์ระเบิด ขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ กล้าได้ไม่กลัวเสีย วงจรสมองชอร์ตจุดไฟติด สมองพังพินาศ พฤติกรรมเสพติดที่อุบัติใหม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของวัยรุ่นและเยาวชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าเราตัดภาพขวางของสมอง เรามี 5 นิ้ว ใช้ 4 นิ้วโอบเสมือนเป็นสมองของคนเรา นิ้วโป้งเสมือนหนึ่งเป็นคันเร่ง 4 นิ้วเสมือนเป็นเบรก เมื่อสิบปีก่อนได้มีการประชุมแพทย์เฉพาะทางหมอวัยรุ่นทั่วโลกที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ องค์การอนามัยโลก (WHO) วินิจฉัยให้แพทย์ทั่วโลก โรคเสพติดเกม มีพฤติกรรมเสพติดปรากฏการณ์ให้วัยรุ่นและเยาวชน ถ้าไม่ปลูกเมล็ดพันธุ์ให้เจริญเติบโตงอกงาม เมื่อถึงขั้นปฐมวัยให้ต้นไม้แผ่กิ่งก้านสาขาเจริญงอกงาม ต้องคิดถึงเพื่อให้ต้นไม้สวยงามมากยิ่งขึ้น ถ้าระบบสมองจัดการ Big Cleaning เกิดขึ้นในช่วงปฐมวัย เด็กก้าวสู่วัยรุ่น 12-14 ปี เจริญงอกงามเต็มที่ จากนั้นจะลดลง 10% ทุกปี ถ้าสมองวัยรุ่นเข้าไปข้องแวะกับยาเสพติด ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ใช้ ความคิดวิเคราะห์ไม่ได้ใช้เสมือนหนึ่งต้นไม้ไม่มีกิ่งก้าน กิ่งก้านที่ควรจะมีการพัฒนาถูกตัดออกเมื่อลดลง 1% ทุกปี ไอคิวจะต่ำลงทุกปี EFต่ำลงพัฒนาการเรียนรู้ก็ต่ำลงไปเรื่อยๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเด็กเล็กเบรกเกอร์ทำงานไม่ได้ดี วัยรุ่นมีจุดอ่อน เด็กก้าวสู่วัยรุ่นมีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมา คันเร่งมีประสิทธิภาพแรงม้าเยอะขึ้น ใครมองหน้านิดเดียวยกพวกตีกันได้เลย เด็กเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นอยู่คนเดียวไม่มีความเสี่ยง ถ้าอยู่กันเป็นกลุ่มจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และจะค่อยๆ ลดลงตามวุฒิภาวะ จนในที่สุดเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เด็กวัยรุ่นเมื่ออยู่คนเดียวใช้สมองส่วนความคิด&amp;nbsp; วัยรุ่นอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใช้สมองส่วนอารมณ์ มิตรที่ดีคือกัลยาณมิตร พาไปสู่เส้นทางที่ดี ถ้ามิตรไม่ดีย่อมพาไปลงนรก ปรากฏการณ์นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ เราพัฒนาเด็กให้มีวุฒิภาวะสูงขึ้นหรือแย่ลง &amp;ldquo;กล้าได้ไม่กลัวเสีย&amp;rdquo; เบรกนิ้วโป้งไม่ให้บ้ามุทะลุออกมา มีเพื่อนฝูงเป็นเพื่อนคอยช่วยเหลือกัน เวลาเด็ก-ผู้ใหญ่เล่นการพนัน เล่นได้เล่นเสียใครจะออกอาการมากกว่ากัน เมื่อเล่นแล้วเสียผู้ใหญ่จะออกอาการมากกว่า แต่ถ้าเล่นแล้วได้เด็กจะออกอาการ เพื่อนเฮให้เป็นฮีโร่ สมองวัยรุ่นมีวุฒิภาวะอ่อนแอ มีสารออกซิเดชัน อารมณ์กล้าได้ไม่กลัวเสีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้นไม้ของสมองและประสาทกำลังเจริญเติบโตในวัยรุ่น ตัดวงจรที่ใช่ไม่ใช่วงจรที่มีประสิทธิภาพไว้ สมองฝึกจิตสำนึกในการคิดวิเคราะห์รู้จักการแยกแยะ แต่ถ้าวัยรุ่นเข้าสู่สารเสพติด วงจรนี้ก็จะพังสูญเสียทั้งชีวิต ส่งผลกระทบต่อสมองตลอดชั่วชีวิต&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคนมผง-บุหรี่สารนิโคตินสารเสพติดทุกประเภท สารเคมีในสมอง ถ้ามีสารเสพติดเข้าไปสมองมีวงจรแห่งการเสพติด วงจรหาความสุข นิโคตินระดับอ่อนๆ น้อยมาก เมื่อทดลองสารพวกนี้ไม่ถึง 10 วินาทีถึง 0 วินาที ทำให้ระดับโดปามีนเพิ่มขึ้น กดสมองคิดชั้นสูง ปรากฏการณ์ธรรมชาติวัยรุ่นมีฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ทะเลาะกับวัยรุ่นได้ตลอดเวลา สารเสพติด 3 ปรากฏการณ์ สมองคิดชั้นสูงจะถูกกดไว้ กระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ตอบสนองไวต่อสิ่งเร้า วัยรุ่นปกติที่ไม่ได้ข้องแวะกับยาเสพติดก็หัวร้อนอยู่แล้ว เมื่อถูก Short Cercuit วงจรสุกงอมขึ้นมาประตูบานแรกสู่สารเสพติดทุกประเภท วงจรสมองชอร์ตจุดติดได้ง่าย สารเสพติดทุกประเภท ยาเคนมผงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น ยังส่งผลต่อไอคิว EQ ขาดวุฒิภาวะ กล้าได้ จุดติดได้ง่าย ในที่สุดสมองพังพินาศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;หมอไม่อยากให้วัยรุ่นข้องแวะกับยาเสพติด ครอบครัวที่เด็กไว้วางใจปู่ย่าตายายพ่อแม่ ช่วยกันดูแลเด็กเยียวยาสภาพจิตใจ เพราะการใช้ยาเสพติดเป็นการทำลายสมอง จากงานวิจัยร่วมกับ ป.ป.ส. เด็กในสถานพินิจส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดทั่วประเทศ เมื่อเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ ช่วยกันป้องกันให้ห่างไกลยาเสพติด ยึดหลัก 4 ต้อง ถอดรหัสแต่ละโครงการ เด็กต้องมีสัมมาอาชีพ เด็กวัยรุ่นพลาดแล้วต้องออกไปเรียนนอกระบบ ต้อง drop out ทำให้ไม่มีอนาคต. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;(ล้อมกรอบ) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ยาเคนมผงอันตรายและมีผลกระทบยิ่งกว่าการตายจากโควิดเสียอีก วันเดียววัยรุ่นที่เสพก็เสียชีวิตถึง 7 ราย ในเมืองไทยมีการใช้ยาเค ยาบ้า เหล้า สุรา ปัญหาใหญ่ของเมืองไทยสังคมไทย 80-90% มียาเคอยู่ด้วย ออกฤทธิ์หลอนประสาท ยาม้าออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ทั้งหมดออกฤทธิ์ต่อสมอง ประสาทส่วนกลาง บิดเบือนการรับรู้ รู้คิดต่างๆ เห็นภาพหลอน ประสาทหลอน หลงทิศ หูแว่ว เคลิบเคลิ้ม ล่องลอยเหมือนหนึ่งวิญญาณหลุดออกจากร่าง หลุดไปอยู่กับโลกแห่งความฝัน มีความสุขความสบายใจ ยาเคออกฤทธิ์หลอนประสาทระดับสารเคมีมีความคลาดเคลื่อนจากการทำงานปกติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บุหรี่เป็นต้นทางสู่ยาเสพติด และเคนมผง ผงสีขาว เป็นเรื่อง demand supply ยาเคหาได้ยาก ทำให้ขาดตลาดตลอด ส่งผลให้ราคาสูงขึ้น มีวิธีทำการตลาดด้วยการเอาสารอื่นๆ มาผสม สารมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน บดมาแล้วเป็นสีขาว โรเช (ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท ยาเสียสาว) กดระบบประสาทส่วนกลางเหมือนกับเหล้าและเฮโรอีน แอมเฟดจริงๆ ไม่ใช่สีขาว ยาไอซ์เป็นคริสตรัลสีใสๆ เอาสารมาบดกันจะทำให้เพิ่มปริมาณสารมากขึ้น ลูกค้าบอกว่าไม่เคจริงนะ ต้องให้กลไกกดฤทธิ์ประสาทมากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การที่ผู้เสพเคนมผงแล้วเสียชีวิต ส่วนผสมของเคนมผงนั้นไม่มีสูตรตายตัว ผสมจากวัตถุดิบที่มีอยู่ ทำให้ผู้เสพเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย บางคนมุ่งหวังให้กดประสาทผ่อนคลายค่อยๆ ล่องลอย ให้ยาออกฤทธิ์หลากหลายตอบสนองต่อความต้องการ ไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ไม่มีกลไก เมื่อดูข้อมูลของการระบาด ผลของการชันสูตร คนไข้ที่ไม่ตายเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลมีตั้งแต่อายุ 15-30 ปี คนที่เสียชีวิตเมื่อตรวจปัสสาวะและร่างกาย เสียชีวิตจากการเสพยาหัวใจหยุดเต้นเนื่องจากยานอนหลับที่เพิ่มมากขึ้น บางรายเสพร่วมกับสุรา ใช้ยาเสพติดหลายๆ อย่าง วัตถุออกฤทธิ์ สารเสพติดเคตามีน ยานอนหลับร่วมกันเป็นปาร์ตี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอแนะนำวัยรุ่น ต้องไม่อยากรู้ และอย่าทดลองเด็ดขาด ปฏิกิริยาของเด็ก 2 คนต่อสิ่งเสพติดมีผลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน เด็กสองคนเสพติดเท่ากัน แต่คนหนึ่งเสียชีวิต เป็นเพราะพักผ่อนน้อย ร่างกายไม่แข็งแรง ในขณะที่เด็กอีกคนไม่มีอาการใดๆ ขณะนี้ สบยช.รพ.หลายแห่งให้คำปรึกษา มีสายด่วนทุกปัญหาเรื่องยาเสพติด 1165 ไม่มีค่าใช้จ่าย โทร.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ได้ทั่วประเทศ&amp;rdquo; นพ.สรายุทธ์ให้ข้อคิดปิดท้าย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;(ล้อมกรอบ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แพทย์หญิงปองขวัญ ยิ้มสะอาด นักวิชาการสำรวจประชากรศาสตร์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;จากการสำรวจปี 2562 ประชากรไทยอายุ 12-65 ปีจำนวน 50 ล้านคน ใช้สารเสพติดในรอบ 1 ปี จำนวน 1.9 ล้านคน จำนวน 3.9% ของประชากรที่สำรวจเฝ้าระวัง กลุ่มใช้บ่อย 5วัน : สัปดาห์ 4.5 แสนคน สารที่ใช้มากที่สุด กัญชา ยาบ้า กระท่อม การแก้ไขปัญหา จากสถิติภาคสำรวจ 10 ปี มีการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นในทุกสาร ยาไอซ์เพิ่มมากขึ้น ยาเค ปี 2562 ขึ้นมาเป็นลำดับ 1 ใน 10 การใช้สารเสพติดก็มี Trend เมื่อ 10 ปีก่อนการใช้ยาเคยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมกัน แต่ 10 ปีต่อมา เป็นที่นิยมในอันดับต้นๆ มีการผสมสาร น้ำมันกัญชา ยกเว้นในบุหรี่ไฟฟ้า ยาแก้ปวด ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ ทำให้เกิดปัญหาในการรักษา คนไข้มาหาเราเพราะใช้ยาตัวนี้ แต่เมื่อกลับไปแล้วไม่ได้ใช้ยาตัวนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เราต้องให้ความรู้กับกลุ่มที่มีความเสี่ยง การให้ความรู้พัฒนาทักษะ เข้าไปในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้วย เพื่อให้เข้าถึงการบำบัดรักษา ลดการตีตราของสังคม เราต้องช่วยกันปลูกฝังว่าการใช้ยาเสพติดนั้นเป็น Moral ที่ไม่ดี เพื่อให้คนเริ่มต้นทดลองใช้ยา ไม่กล้ามาเปิดเผยตัว ทำให้ยากแก่การรักษา เราต้องมีความเข้าใจในวัยรุ่นมีพัฒนาการทางสมองที่มีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการเรียนรู้พัฒนาโปรแกรมคำนึงถึงพัฒนาการด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การแก้ไขปัญหายาเสพติดแก้ไขได้ด้วยการสร้างครอบครัวที่มีความอบอุ่น พ่อแม่เป็น role model เมื่อเด็กเห็นพ่อแม่สูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติของครอบครัว เด็กก็จะทำตามอย่างพ่อแม่ในการสูบบุหรี่ด้วย บาง รร.เมื่อเด็กพัวพันกับยาเสพติดทาง รร.จะไล่ออกจึงเป็นเรื่องพลาดโอกาสสำคัญๆ ในชีวิต แต่ถ้า รร.รักษาเด็กกลุ่มนี้ให้เรียนอยู่ในระบบ ก็จะเป็นการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้นด้วย เราต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีปัญหา ต้องเปิดใจคุยกับลูก เปิดโอกาสให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;เด็กต้องมีอนาคต ต้องมีสัมมาอาชีพ โครงการมูลนิธิพระดาบสสร้างจิตอาสาในการพัฒนา เพื่อให้เด็กคิดดี เด็กจำนวนไม่น้อยเรียนในระบบไม่ได้ ไม่สามารถทำมาหากินได้ การศึกษานอกระบบทำให้เด็ก Drop out เข้าถึงสัมมาอาชีพได้ หมอเป็นหมอวัยรุ่น เด็กดมกาวข้างถนนเข้าคุก ศิลปินฝึกให้เขาละเลงภาพบนกำแพงจนได้สตางค์ คุณค่าทางศิลปะแปรรูปเป็นเม็ดเงิน ไม่ต้องเข้าสู่วงการมิจฉาชีพ เด็กต้องการมีคุณค่าในชีวิต เด็กทุกคนล้วนมีค่าทั้งสิ้น รู้จักตัวตนรู้จักคุณค่ามีจิตอาสา มีน้ำใจแบ่งปัน อาชีวะสร้างบ้าน ให้ใจมีพลังและเขาไม่ใช่เศษขยะของแผ่นดิน เขากลายเป็นคนที่มีคุณค่า&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กต้องการมีทักษะ มีแบบฝึกหัดชีวิตที่สำคัญ พ่อแม่ลูกคุยกันรู้ทักษะไม่ถูกล่อลวง คุยกับลูกใช้คำถามปลายเปิด ถ้าลูกเกิดปัญหานี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร ไม่ใช้คำถามในเชิงสั่งสอนลูก เด็กต้องมีแบบอย่างที่ดี ครอบครัวที่บ้านแตกจะต้องมีผู้ใหญ่ใจดีเป็นเจ้าภาพ เป็นโมเดลเพื่อจะฝากชีวิตไว้ด้วย ในโมเดลต้นแบบต่อให้ชุมชนติดยาเสพติดก็ต้องมีผู้ใหญ่ใจดีสร้างความอบอุ่น สร้างอนาคต สร้างทักษะให้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90681</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สาธิต ปิตุเดชะ, นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา, รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210122/image_big_600ab09bb282f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
