<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/11/2019 16:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/11/2019 16:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา”  ประสานนานาชาติ ผลักดันการศึกษาแบบบูรณาการตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา&amp;ndash; เมื่อเวลา 13.30 น. รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ได้เป็นประธานในพิธีเปิด &amp;ldquo;ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;rdquo; (MUSC Centre of Excellence in STEM Education) เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานกับเครือข่ายฯ ในการนำศาสตร์ด้านสะเต็มศึกษา (Science Technology Engineering and Mathematics Education: STEM Education) ไปต่อยอดกระบวนการจัดการศึกษา ที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี กระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ไปใช้ในการเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในชีวิตจริงและการประกอบอาชีพในอนาคต รวมทั้งมีการพัฒนากระบวนการหรือผลผลิตใหม่ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในงานดังกล่าว ได้มีการเปิดตัว &amp;ldquo;ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;rdquo; เป็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยมหิดล ประกอบด้วยศูนย์ประสานงานฯ และห้องเรียนสะเต็ม ตั้งอยู่ ณ ชั้น 1 อาคารวิทยาศาสตร์ 4 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. วรรณพงษ์ เตรียมโพธิ์ ประธานกรรมการศูนย์ฯ ได้ให้ข้อมูลว่า ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา หรือที่รู้จักกันในนาม ศูนย์ MUSC-STEM จัดตั้งขึ้นภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ Euro-Asia Collaboration for Enhancing STEM Education (EASTEM) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนงบจาก Erusmus+ Programme ประกอบด้วยเครือข่ายความร่วมมือจาก 15 สถาบันที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในด้านสะเต็มศึกษา ทั้งในยุโรป (สวีเดน ลิทัวเนีย ฝรั่งเศส) และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย) โดยมีมหาวิทยาลัย Uppsala ประเทศสวีเดนเป็นสถาบันหลักของเครือข่าย สำหรับประเทศไทยเรามีเครือข่ายที่เข้มแข็งจาก 3 มหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกัน คือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ศูนย์ภาคเหนือ) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ศูนย์ภาคใต้) และ มหาวิทยาลัยมหิดล (ศูนย์ภาคกลาง) โดยที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้สนับสนุนให้คณะวิทยาศาสตร์ เป็นผู้ประสานงานหลักในนามของมหาวิทยาลัย ซึ่งในงานเปิดตัวศูนย์ฯ ครั้งนี้ ได้มีผู้แทนจากสถาบันเครือข่ายฯ ในโครงการ EASTEM จาก 4 ประเทศ รวม 11 สถาบัน ได้ให้เกียรติมาร่วมชมการเปิดตัวศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาในครั้งนี้ด้วย โดยผู้แทนจากสถาบันเครือข่ายฯ ในโครงการดังกล่าว ยังมีกำหนดการมาเข้าร่วมการประชุมวิชาการด้านสะเต็มศึกษา ในระหว่างวันที่ 14-16 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งมีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเจ้าภาพ เช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษาคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล&amp;rdquo; จัดตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมด้านสะเต็มศึกษา และมีหน้าที่ประสานงานกับสถาบันเครือข่ายฯ ศูนย์ MUSC-STEM นี้ ประสานงานโดยกลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ ของคณะฯ โดยมุ่งเป้าหมายให้เป็นการทำงานแบบสหสาขาที่ร่วมกันหลายหน่วยงาน ทั้งบุคลากรของคณะวิทยาศาสตร์เอง รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ทั้งและนอกในมหาวิทยาลัยมหิดล มีคณะกรรมการดำเนินงานที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา ทั้งชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ไอที และวิศวกรรมศาสตร์ ที่มีประสบการณ์ด้านสะเต็มศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยตระหนักว่า &amp;ldquo;องค์ความรู้&amp;rdquo; นั้นต้องมีอย่างเชี่ยวชาญ และต้องสามารถสื่อสารเข้าไปในทุกส่วนได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชนและภาคประชาชน เพื่อสามารถยกระดับของกระบวนการผลิตทรัพยากรบุคคล ที่มีศักยภาพความรู้ความสามารถสูงและมีทักษะทางอาชีพและสังคม ที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในสภาวะที่เศรษฐกิจการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพแบบเดิม ถูกทำให้หยุดชะงักในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลพัฒนาอย่างรวดเร็ว (Technology Disruption)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่ง รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ ประธานในพิธีเปิดฯ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา จะช่วยผลักดันการเรียนการสอนและกิจกรรมการจัดฝึกอบรมด้านสะเต็มศึกษา มุ่งสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศในทุกระดับ ตั้งแต่การศึกษาภาคบังคับไปจนถึงระดับอุดมศึกษารวมถึงบุคลากรที่อยู่ในสายอาชีพต่างๆ เพื่อให้สามารถบูรณาการความรู้อย่างเข้าใจและเข้าถึงศาสตร์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาตนเอง สามารถเชื่อมโยงและแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้ โดยศูนย์ MUSC-STEM จะมีการประสานการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทั้งกับสถาบันเครือข่ายฯ และภาคส่วนต่างๆ ทั้งรัฐเอกชน รวมทั้งองค์กรอิสระทั้งในและนอกประเทศ เพื่อเป้าหมายในการยกระดับการเรียนการสอนแบบบูรณาการของประเทศให้ทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และสามารถผลิตบัณฑิตที่มีทักษะความสามารถที่จำเป็นอันเป็นที่ต้องการของตลาดงานในยุคปัจจุบัน มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ให้กับเศรษฐกิจและสังคมโดยรวมอย่างเป็นรูปธรรม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50278</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณบดีคณะวิทยาศาสตร์, ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ, มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ความเป็นเลิศเพื่อสะเต็มศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191114/image_big_5dcd1fd24c2e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31018</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะวิทย์ ม.มหิดล พัฒนาห้องเรียนอาจารย์ใหญ่ไร้กลิ่นฟอร์มาลิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยมหิดล ได้สนับสนุนการจัดตั้ง &amp;ldquo;หน่วยพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางทางกายวิภาคศาสตร์ฯ&amp;rdquo; อีกทั้งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2561 ยังได้รับการจัดสรรงบประมาณจากมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นมูลค่ารวมแล้วกว่า 25 ล้านบาท เพื่อมุ่งเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานและเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอนภาคปฏิบัติทางกายวิภาคศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ไปสู่ความเป็นเลิศและได้มาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;หน่วยพัฒนาการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศทางกายวิภาคศาสตร์ฯ ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 อาคารวิทยาศาสตร์ 3 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 1,100 ตร.ม. แต่ละห้องมีความน่าสนใจ เริ่มจากห้องแรก ที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนด้านกายวิภาคศาสตร์พื้นฐาน (Basic Anatomy) เป็นห้องปฏิบัติการกายวิภาคศาสตร์ที่มีการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างและอุปกรณ์ระบบมัลติมีเดียที่ทันสมัย ด้วยระบบฉายภาพและเสียงที่ได้มาตรฐาน เพื่อช่วยพัฒนาทักษะและกระบวนการเรียนรู้ในระหว่างการเรียนการสอน ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้สะดวกมากขึ้นจากเทคโนโลยีสื่อการสอนที่ถูกถ่ายทอดผ่านผู้สอน ซึ่งสามารถรองรับนักศึกษารวมแล้วปีละกว่า 1,200 คน ภายในห้องปฏิบัติการยังถูกจัดเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้โดยใช้ร่างอาจารย์ใหญ่และหุ่นสอนแสดงเพื่อประกอบความเข้าใจได้มากขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ใน​ส่วนต่อมาเป็นห้องที่ใช้สำหรับการเรียนวิชาปฏิบัติการมหกายวิภาคศาสตร์ (Biomedical Anatomy) ซึ่งเป็นส่วนที่จัดไว้ให้นักศึกษาผ่าชำแหละร่างอาจารย์ใหญ่ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของโครงสร้างและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย การเรียงตัวของแต่ละโครงสร้างจากชั้นตื้นไปยังชั้นลึก การวางตัวของหลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อ อวัยวะภายใน และเยื่อบุต่างๆ รวมถึงความแปรผันของบางโครงสร้างและอวัยวะ ซึ่งยังไม่มีเทคโนโลยีใดมาทดแทนได้สมบูรณ์เมื่อเทียบกับการศึกษาโดยตรงจากร่างอาจารย์ใหญ่ ในส่วนของห้องปฏิบัติการนี้ได้ออกแบบโดยอาศัยระบบจัดการหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร หรือที่เรียกว่าระบบ HAVAC (Heating, Ventilation and Air Conditioning) เป็นระบบการจัดการภายในอาคาร ที่อาศัยการหมุนเวียนและแทนที่ของอากาศตามหลักการทำงานทางกลศาสตร์ของไหลทางวิศวกรรม มีระบบระบบระบายอากาศที่ติดตั้งโดยรอบห้องปฏิบัติการ เพื่อดูดไอสารระเหยฟอร์มาลีนและขับอากาศเสียในห้องปฏิบัติการออกจากระบบ อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีดักจับสารดังกล่าวก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ด้วยระบบดักกรองสารพิษที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยอีกด้วย ซึ่งนเรื่องนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.สิทธิวัฒน์ ได้อธิบายต่อว่า การศึกษาร่างอาจารย์ใหญ่ที่ผ่านการรักษาสภาพด้วยน้ำยารักษาสภาพที่มีส่วนผสมของสารฟอร์มาลีนเป็นระยะเวลานานนั้น จะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจทั้งของนักศึกษาและผู้ปฏิบัติงาน อีกทั้งมีความเสี่ยงต่อการก่อโรคมะเร็งได้ จึงมีความจำเป็นและต้องปฏิบัติโดยคำนึงถึงหลักชีวอนามัยที่ได้มาตรฐาน ดังนั้น คณะฯ จึงให้ความสำคัญต่อการใช้ระบบที่สามารถกำจัดสารฟอร์มาลีนในห้องปฏิบัติการดังกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในส่วนของจุดเยี่ยมชมต่อไป เป็นห้อง &amp;ldquo;สื่อการสอน 3 มิติและนิทรรศการงานวิจัยทางกายวิภาคศาสตร์&amp;rdquo; ที่มีการใช้สื่อการสอนด้วยเทคโนโลยีเสมือนจริงในรูปแบบ 3 มิติ เพื่อสร้างความเข้าใจในโครงสร้างของระบบร่างกายมนุษย์ที่มีความละเอียดซับซ้อน สามารถกระตุ้นนักศึกษาให้เกิดความสนใจ และส่วนร่วมแบบ interactive learning มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้จากกล้องจุลทรรศน์ควบกับสไลด์สแกนเนอร์ หรือภาพจากเครื่องเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT-SCAN) หรือ เอ็กซ์เรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ร่วมกับการปรับปรุงกายภาพห้องให้เหมาะสมในการแสดงภาพ 3 มิติ โดยได้ร่วมมือกับหลักสูตรวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมนาโน (นานาชาติ) ในการพัฒนาสื่อการพิมพ์ 3 มิติจากวัสดุที่ทันสมัย ซึ่งสามารถหล่อแบบ 3 มิติ ที่ได้คิดวิเคราะห์และเลือกแบบ 3 มิติ ให้สอดคล้องกับโจทย์ปัญหาคลินิกในอนาคตได้ นับเป็นการต่อยอดองค์ความรู้โดยนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติอมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนเป็นลำดับต้น ๆ ของประเทศไทย ซึ่งนับเป็นนวัตกรรมต้นแบบที่จะสามารถขยายผลต่อไปในการผลิตสื่อการสอน 3 มิติ ไม่เพียงเฉพาะเพื่อใช้ในมหาวิทยาลัยมหิดลเท่านั้น แต่จะยังส่งผลต่อเนื่องไปยังสถาบันการแพทย์อื่นทั่วประเทศอีกด้วย นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการงานวิจัยทางกายวิภาคศาสตร์ ซึ่งแสดงการค้นพบโครงสร้างทางกายวิภาคที่มีความผันแปรแตกต่างจากปกติ ที่ได้จากการศึกษาร่างอาจารย์ใหญ่ จนเป็นที่ยอมรับและได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.สิทธิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า &amp;ldquo;การบริจาคร่างกายเป็นกายวิทยาทานมีคุณูปการยิ่งใหญ่ต่อการศึกษาทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์&amp;rdquo; โดยในแต่ละปีคณะฯ ต้องใช้ร่างอาจารย์ใหญ่เพื่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีต่าง ๆ ทั้งในวิทยาเขตพญาไท และวิทยาเขตศาลายา รวมประมาณ 80 ร่าง ทั้งนี้ ผู้ประสงค์บริจาคร่างกายเพื่อเป็นกายวิทยาทาน สามารถแจ้งความประสงค์สำหรับดำเนินการอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาได้ที่ หน่วยบริจาคร่างกาย ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล &amp;nbsp;โทรศัพท์ 0 2201 5400 หรือรับหนังสือขอบริจาคร่างเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ ได้ที่เว็บไซด์ http://www.sc.mahidol.ac.th/scan/thai/bodydonation.html &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm; margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31018</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ, มหิดล, วิทยาศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c85d1eba7361.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
