<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-ดีป้า-มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย-ภาคีเครือข่าย เปิดตัวเว็บไซต์ธนาคารหนังสือออนไลน์ คัดกรองหนังสือ-บทความเพื่อเด็กปฐมวัยกว่า 580 เรื่อง มุ่งให้พ่อแม่-คนใกล้ชิดเด็กเล็ก ใช้พลังการอ่าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และภาคีเครือข่าย จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียน อาจทำให้การเรียนรู้ของเด็กถดถอย สื่อออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สื่อออนไลน์จึงควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กเล็ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และชะลอความรุนแรงของปัญหาการถดถอยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนา &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีการคัดกรองหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย 464 เล่ม บทความ 121 เรื่องสามารถดาวน์โหลดอ่านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงกิจกรรมอีกกว่า 70 กิจกรรม เพื่อช่วยให้พ่อ แม่ และผู้ดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสร้างเสริมศักยภาพที่จำเป็นในวัยเด็ก มุ่งให้เกิดกระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient : DQ) และการอ่าน (Reading Literacy : RD) ที่สามารถวางรากฐานทักษะการเรียนรู้ของเด็กรอบด้าน ทั้งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และทักษะป้องกันตนเองจากโควิด-19 ทำให้เด็กมีการพัฒนาศักยภาพนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;นางสาวกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านนโยบายและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้า ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนตระหนักถึงพลังของการใช้สื่อดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล &amp;ldquo;วิทยากรตัวคูณ สูงวัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล&amp;rdquo; กิจกรรมพัฒนาทักษะยูทูบเบอร์ผู้พิการทางสายตา การร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อเป็นหนึ่งในสื่อที่ให้ความสำคัญในการวางรากฐานทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล หรือ Media Information and Digital Literacy (MIDL) ตั้งแต่ปฐมวัยซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เกิดขึ้นเพื่อจะนำไปสู่คำตอบสำคัญของการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤต พัฒนาเด็กปฐมวัยที่กำลังเผชิญภาวะพัฒนาการถดถอย ขณะเดียวกัน ได้ใช้พลังของการอ่านในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มศักยภาพให้เกิดความสมดุล ทั้งโลกดิจิทัลด้วยการวางฐานการสร้างสมรรถนะ สร้างทักษะชีวิต และทักษะเท่าทันสื่อ สร้างปรากฏการณ์ &amp;ldquo;มหัศจรรย์แห่งการอ่าน&amp;rdquo; ในการขยายพื้นที่เรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมสร้างสังคมสุขภาวะที่ปรารถนาให้เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน การร่วมมือกับ สสส. จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง 2.เคลื่อนไหว ทำกิจกรรมในครอบครัว 3.ปรับตัว เข้าสังคมกับคนรอบข้าง 4.มองตา และ 5.สัมผัสหรือกอด เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านแล้วยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ www.earlychildhoodbookbank.com เว็บไซต์แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.&amp;nbsp; www.happyreading.in.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;อ่านยกกำลังสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118822</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Intelligence Quotient : DQ, Reading Literacy : RD, กระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดีป้า, นางสาวกษมา กองสมัคร, นางสุดใจ พรหมเกิด, ภาคีเครือข่าย, มหัศจรรย์แห่งการอ่าน, มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย, สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615bf7f8ec8ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117987</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2021 14:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2021 14:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย รับรางวัล UNIATF Award ผ่านผลงานเด่น “ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล” ชี้คนไทยบริโภคเครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องลด 17.7 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัล United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases ในการประชุม side event ของการประชุมองค์การสหประชาชาติ ครั้งที่ 76 ในวันที่ 22 กันยายน 2564 ที่ผ่านมาผ่านระบบออนไลน์ (Web conference) โดยรางวัลที่ได้เป็นรางวัลขององค์การสหประชาชาติที่มอบให้แก่หน่วยงาน/องค์กรที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการควบคุมป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรังจากทั่วโลก ในการผลักดันนโยบาย และขับเคลื่อน ควบคุม และป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ตามกรอบ SDGs ในปีนี้มีหน่วยงาน/องค์กร ที่ได้รับรางวัลทั้งหมด 19 รางวัล โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรางวัลในหมวดภาครัฐด้านสาธารณสุข ที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย ซึ่งองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทยได้นำผลงานดังกล่าวของกรมอนามัยไปนำเสนอ โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ด้านผลการดำเนินนโยบาย และเป็นผู้นำในการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม ทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กล่าวว่า ผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีน้ำตาลในเครื่องดื่มเพื่อสุขภาวะคนไทยที่ผ่านมา ทำให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ในภาพรวมราคาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ผลิตในประเทศ และนำเข้ามีราคาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.7 และ 18.1 ตามลำดับ 2) เครื่องดื่มที่ผลิตในประเทศมีสัดส่วนจำนวนชนิดของเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.4 ในขณะที่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมีสัดส่วนลดลง โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม แต่ไม่เกิน&amp;nbsp;14 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร มีสัดส่วนลดลงมากที่สุด และ 3) สัดส่วนรายได้จากภาษีเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบต่อรายได้ภาษีสรรพสามิตทั้งหมด ซึ่งจากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2563 พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุด ร้อยละ 7.2 โดยเครื่องดื่มที่มีการบริโภคลดลงมากที่สุดพบว่า เครื่องดื่มผสมโซดาแบบกระป๋องมีสัดส่วน การบริโภคลดลงมากที่สุด ร้อยละ 17.7 ตามด้วยเครื่องดื่มสมุนไพร ร้อยละ 10.0 และน้ำผลไม้แบบกล่อง ร้อยละ 9.2 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า การบริโภคหวานจนเกินพอดีของคนไทยเป็น 1 ในปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs หลายโรคมาก การขับเคลื่อนมาตรการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 มีส่วนช่วยลดการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และเพิ่มทางเลือกอาหารสุขภาพที่สามารถเข้าถึงและหาซื้อได้ง่ายขึ้นให้กับผู้บริโภค นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินอยู่ให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ตั้งแต่ ปี 2552 สสส. และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน&amp;nbsp;ซึ่งก็มีบุคลากรของกรมอนามัยร่วมเป็นแกนนำ ได้ร่วมรณรงค์ขับเคลื่อนสังคมเพื่อลดการบริโภคหวานที่ล้นเกินมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม กฎกระทรวงห้ามเติมน้ำตาลในนมผงสูตรต่อเนื่อง การสื่อสารประเด็น &amp;ldquo;อ่อนหวาน&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;หวานน้อยสั่งได้&amp;rdquo; มาตรการขอความร่วมมืออุตสาหกรรม ให้ลดขนาดน้ำตาลซองไม่เกิน 4 กรัม นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับกรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสรรพสามิตอย่างเข้มข้น มีการสื่อสารสาธารณะ รวมถึงขับเคลื่อนนโยบายในระดับภาคการเมือง โดยผ่านทางสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เพื่อสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่คนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รางวัลที่ได้รับครั้งนี้ ถือเป็นกำลังใจให้กับขบวนการสร้างเสริมสุขภาพ ภาคีเครือข่ายที่ทำงานกันอย่างหนักหน่วง&amp;nbsp;เป็นหลักฐานยืนยันว่า มาตรการทางภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นนโยบายทางการเงินการคลังที่ช่วยปกป้องสุขภาพประชาชน ลดโอกาสเสี่ยงจากโรค NCDs เช่นเดียวกับการผลักดันมาตรการทางภาษีโซเดียมในประเทศไทย ที่อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านข้อมูลและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อการกำหนดกระบวนการขับเคลื่อนทางนโยบายที่เหมาะสมต่อไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117987</URL_LINK>
                <HASHTAG>United Nations Inter-Agency Task Force, United Nations Inter-Agency Task Force (UNIATF Award) on the Prevention and Control of Non-communicable Diseases, กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทพญ. ปิยะดา ประเสริฐสม, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย, นโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ผลักดันนโยบายภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล, ภาคีเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน, รางวัล UNIATF Award, ลดการบริโภคน้ำตาลในประชากรไทย, สสส., องค์การสหประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210927/image_big_61516bfc45fe4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115584</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 11:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 11:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 เรียกร้องรัฐบาลไทย 17 ข้อ พาสังคมไร้ยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4ก.ย.64-ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ(ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ (NATFT)สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และอีก 12องค์กรพันธมิตร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัด ประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หรือ 13 th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13 th APACT 2021 Bangkok) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-4กันยายน 2564 เป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์สตรีมมิ่งโดยมีภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบทั้งจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและทั่วโลก สนใจเข้าร่วมมากกว่า 4,000 คน จาก 37 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ &amp;nbsp;ผู้อำนวยการศจย.คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะประธานจัดงานประชุม13 th APACT 2021 Bangkok กล่าวว่า ในการประชุม 13 th APACT2021 Bangkok ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือการประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association ofThailand 1921 &amp;ndash; 2021 โดยแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯและการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19หัวข้อขับเคลื่อนนโยบายควบคุมยาสูบด้วยองค์ความรู้ (TRCINTERNATIONAL CONFERENCE 2021 &amp;ldquo;Empowering PolicyImplementation on Tobacco Control&amp;rdquo;) ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกันโดยในงานประชุม 13 th APACT 2021ครอบคลุมทั้งเรื่องการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บทเรียนการทำงานด้านควบคุมยาสูบของประเทศ ต่างๆ การจัดการภาษี การรณรงค์การทำความเข้าใจกับนวัตกรรมยาสูบแบบใหม่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอื่นๆการรวมเครือข่ายนานาชาติทั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน และเครือข่ายเยาวชนผ่านผู้บรรยายนานาชาติมากถึง 66 คน และผู้บรรยายจากประเทศไทย 28คน พร้อมด้วยเอกสารคัดย่อ ทางวิชาการ งานวิจัยมากกว่า 300 ชิ้นซึ่งการประชุมนี้จะได้ข้อสรุปที่ใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนงานควบคุมบริโภคยาสูบระดับนานาชาติและของประเทศไทยเพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนงานร่วมกัน ในภูมิภาคและประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ &amp;nbsp;ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส.มีความมุ่งมั่นที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุมยาสูบสู่ Smoke FreeThailand เพื่อนำไปสู่ฉากทัศน์ของอนาคต Tobacco Endgame และSmoke Free Generation เพื่อลดปริมาณการบริโภคยาสูบให้เป็นศูนย์สถานการณ์การสูบบุหรี่ของคนไทยมีแนวโน้มดีขึ้นโดยมีคนสูบบุหรี่ลดลงมาตลอดผลสำรวจเบื้องต้นจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี&amp;nbsp;2564พบอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปลดเหลือ ร้อยละ17.4&amp;nbsp;ลดลงจาก ร้อยละ 19.1 ในปี 2560ขณะที่ผลการดำเนินงานควบคุมยาสูบของไทยตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2554-2560&amp;nbsp;ทำให้มีคนสูบบุหรี่ ลดลง&amp;nbsp;72,319&amp;nbsp;คนต่อปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยสูบบุหรี่ลดลงคือ การมีนโยบายควบคุมยาสูบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยที่ทันสมัยทันสถานการณ์ ทั้งนี้ สสส.ขับเคลื่อนมาตรการสังคมไทยปลอดควันบุหรี่มาตลอดเกือบ&amp;nbsp;20&amp;nbsp;ปีมุ่งให้ความสำคัญการพัฒนางานวิจัยสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการพัฒนานโยบายการวางแผนขับเคลื่อนงานร่วมกับกลุ่มต่างๆ ในสังคมทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดและการสื่อสารรณรงค์สังคม&amp;nbsp;ที่ให้ความสำคัญการป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในฐานะรองประธานเครือข่ายวิชาชีพแพทย์ในการควบคุม การบริโภคยาสูบแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่าภาคีเครือข่ายเพื่อการควบคุมยาสูบของไทยได้ร่วมกันประกาศปฏิญญาเพื่อการควบคุมยาสูบโดยมุ่งเป้าไปที่การหยุดยาสูบเพื่อหยุดการระบาดใหญ่ ของโควิด 19โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินตาม 17 มาตรการ เพื่อเร่งกระบวนการTobacco Endgame พร้อมข้อแนะนำการลดอุปสงค์อุปทานยาสูบ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.การระดมการรณรงค์สื่อสารมวลชนทั่วประเทศเพื่อช่วยเน้นย้ำเรื่องความเสี่ยงโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นกับการสูบบุหรี่และผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภท2.ควรจัดประเภทผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมดรวมทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นและเป็นอันตรายในช่วงการระบาดใหญ่ 3.ควรจัดให้มีบริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์ให้แก่ผู้สูบบุหรี่ที่ติดเชื้อโควิด-19 ให้สามารถเข้าถึงบริการได้ทั้งกลุ่มที่กักตัวที่บ้านหรือรักษาตัวที่โรงพยาบาล4.จัดตั้งเครือข่ายวิชาชีพด้านสุขภาพในระดับภูมิภาคเพื่อเสริมสร้างการควบคุมยาสูบในภูมิภาคให้เข้มแข็ง 5.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลหน่วยงานองค์กร และภาคส่วนต่างๆ เพื่อสร้างสังคมปลอดควันบุหรี่(Smoke free Society) โดยพุ่งเป้าไปที่การกำหนดให้ Tobacco Endgame ถูกบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นวาระ แห่งชาติเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมกันสร้างสังคม ปลอดบุหรี่ และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุวินัย จิระบุญศรี นักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนเยาวชนไทยเข้าร่วมประชุม YouthProgram of APACT 2021 กล่าวว่ากลุ่มเครือข่ายเยาวชนไทยและเยาวชนนานาชาติขอประกาศปฏิญญาขอเรียกร้องให้มีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่เป้าหมายสร้างสังคมปลอดบุหรี่อย่างยั่งยืน 5 ประการ เช่นสร้างพื้นที่ปลอดภัยสร้างค่านิยมและให้ความรู้แก่เยาวชนอย่างถูกต้องในเรื่องพิษภัยของบุหรี่เพื่อรู้เท่าทันอุตสาหกรรมยาสูบขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบายดำเนินการระงับการขายบุหรี่ไฟฟ้าออนไลน์ การโฆษณาออนไลน์อย่าง โปร่งใสตรงไปตรงมาปรับปรุงกฎหมายกำกับและระงับการจำหน่าย ผลิตภัณฑ์ยาสูบผ่านสื่อSocial media ทุกช่องทางและสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายเป็นหนึ่งในกรรมการของกิจกรรมการควบคุมการบริโภค ยาสูบและในฐานะที่เยาวชนคือ &amp;ldquo;เหยื่อ&amp;rdquo; คนสำคัญของอุตสาหกรรมยาสูบจึงขอให้ทุกท่านได้โปรดรับฟังเสียงของพวกเราด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115584</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 th APACT 2021 Bangkok), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, รศ.นพ.สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา หั, ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์, ศจย.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_6132f133be4cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 20:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผนึกพลังจัดทำ“คู่มือวัคซีนสู้โควิดฉบับประชาชน”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส. สธ. IHPP สช. WHO UNICEF&amp;nbsp; สถาบันวัคซีนแห่งชาติหลอมรวมผลักดัน &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เป็นแนวปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีน 7 มิ.ย.นี้ คนไทยควรอ่านเพื่อเข้าใจข้อมูลถูกต้อง แนะเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งก่อน-หลังฉีด ลดกังวล คลายทุกปม เข้าใจอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นได้ ผู้ป่วยเสี่ยง 7 กลุ่มโรค พึงระวังไขทุกปัญหามีคำตอบแนวปฏิบัติ ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.) กล่าวว่า สสส.ได้จัดทำ &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องวัคซีนด้วยข้อมูลที่ถูกต้องทางการแพทย์&amp;nbsp; และมีความรู้ที่เพียงพอในการตัดสินที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีน โดยคู่มือฉบับนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สสส.&amp;nbsp; กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การอนามัยโลก&amp;nbsp; (WHO) องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ (UNICEF) สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวบรวมแหล่งข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน เพื่อให้รู้และเข้าใจวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ทั้งก่อนและหลังฉีดวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามแผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มฉีดวัคซีนระยะที่ 2 ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป (ผู้ที่เกิดก่อนปี&amp;nbsp; 2504) และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรค ประกอบด้วย 1.โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง 2.โรคหัวใจและหลอดเลือด 3.โรคหลอดเลือดสมอง 4.โรคไตเรื้อรัง 5.โรคมะเร็งทุกชนิด 6.โรคเบาหวาน และ 7.โรคอ้วน โดยเริ่มฉีดวัคซีนในวันที่ 7 มิ.ย. - 31 ก.ค. 2564 ส่วนการฉีดวัคซีนระยะที่ 3 เริ่มฉีดเดือน ส.ค. 2564 ให้กับประชาชนทั่วไปช่วงอายุตั้งแต่ 18-59 ปี การฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 และสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) ให้กับสังคมไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่ผ่านมามีคำถามเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างมาก ทั้งในเชิงวิชาการ วัคซีนทำงานอย่างไร เชิงทางการแพทย์ วัคซีนกับการจัดการโรคระบาด รับวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อ หรือแพร่เชื้ออีกหรือไม่ ก่อน&amp;nbsp; ระหว่าง หลัง การรับวัคซีนโควิดควรทำตัวอย่างไร เมื่อเกิดอาการไม่พึงประสงค์จัดการอย่างไร ป่วยเป็นโรคอะไรบ้างที่รับวัคซีนได้ หรือกลุ่มไหนที่รับวัคซีนไม่ได้ และลงทะเบียนรับวัคซีนได้ที่ไหน คำถามเหล่านี้จะมีคำตอบในคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ที่เข้าใจง่าย คลายข้อสงสัย และความวิตกกังวล ซึ่ง สสส.จัดทำในรูปแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้คนในสังคมไทยได้เข้าถึงมากที่สุด และสามารถดาวน์โหลดได้แล้วในรูปแบบดิจิทัล ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป&amp;rdquo; ดร.สุปรีดา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนรับวัคซีนควรศึกษาข้อมูล เมื่อฉีดวัคซีนแล้วยังต้องเว้นระยะห่าง ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องล้างมือให้บ่อย ฉีดวัคซีนเป็นการสร้างภูมิให้ร่างกาย ฉีดวัคซีนแล้วยังต้องสวมหน้ากากเพื่อเป็นการป้องกันด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อม ก่อน ระหว่าง&amp;nbsp; และหลังการฉีดวัคซีน มีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1.ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนและขั้นตอนการรับบริการให้เข้าใจ 2.สำรวจตนเองหากมีไข้สูงในวันนัดหมายฉีดวัคซีนควรแจ้งขอเลื่อนการฉีดออกไปก่อน 3.เมื่อถึงวันนัดหมาย ควรไปถึงสถานที่ฉีดก่อนเวลาอย่างน้อย 30 นาที 4.ตรวจสอบข้อมูลยืนยันตัวบุคคลลงทะเบียนผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; ในโทรศัพท์มือถือให้เรียบร้อย 5.ให้ข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียดและถูกต้อง เช่น ประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ 6.หลังได้รับวัคซีนควรเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างน้อย 30 นาที 7.เมื่อได้รับวัคซีนเข็มแรกควรเตรียมตัวสำหรับการนัดหมายฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 และ&amp;nbsp; 8.ทุกคนต้องสวมหน้ากาก รักษาระยะห่าง และล้างมือทั้งก่อน ระหว่าง หลังการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นพ.นคร เปรมศรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นพ.นคร กล่าวต่อว่า สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นได้กับการฉีดวัคซีนทุกชนิด ถือเป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่เป็นสัญญาณแสดงว่า ร่างกายกำลังถูกกระตุ้นให้วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกัน คือ 1.อาการไม่พึงประสงค์ทั่วไป&amp;nbsp; ได้แก่ ปวด บวม มีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่หายได้เองใน 24-28 ชั่วโมง บรรเทาได้ด้วยการกินยาลดไข้ แก้ปวด พักผ่อน ดื่มน้ำ และ 2.อาการไม่พึงประสงค์ที่ควรพบแพทย์ เป็นปฏิกิริยาของร่างกายที่ตอบสนองวัคซีนมากเกินไป มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมากอาจเกิดกับผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีน มักเกิดภายใน 30 นาทีหลังการฉีด&amp;nbsp; อาการที่พบ ได้แก่ ไข้สูง กินยาก็ไม่ลด หน้ามืดเป็นลม&amp;nbsp; ความดันเลือดต่ำ แน่นหน้าอก หายใจขัด รักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม วัคซีนที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนแล้ว ถือว่าผ่านการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษ และไม่ก่อผลข้างเคียงรุนแรง&amp;nbsp; หรือพบในอัตราที่ต่ำมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อรับคู่มือวัคซีนสู้โควิดฯ ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ หรือดาวน์โหลดได้ที่&amp;nbsp; http://ssss.network/2uq08 และติดตามข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.thaihealth.or.th/ไทยรู้สู้โควิด. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;คนไทยควรอ่านก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงที่ผ่านมามีคำถามมากมายเกี่ยวกับวัคซีนเกิดขึ้นในสังคมไทย &amp;ldquo;คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน&amp;rdquo; ได้รวบรวมข้อมูลที่ครบทุกเรื่องเกี่ยวกับวัคซีนที่ประชาชนควรได้อ่านก่อนเข้ารับการฉีด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รู้จักวัคซีนโควิด วัคซีนทำงานอย่างไร วัคซีนต่างชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่างกันหรือไม่ ฉีดวัคซีนแล้วยังมีโอกาสติดเชื้อและแพร่เชื้อหรือไม่ การรับรองประสิทธิภาพคุณภาพและความปลอดภัยของวัคซีน&amp;nbsp; ใครควรได้รับวัคซีน ใครไม่สามารถรับวัคซีนได้ อาการไม่พึงประสงค์หลังการฉีดวัคซีน การให้บริการวัคซีน ข้อปฏิบัติก่อนการรับและหลังการรับวัคซีน คลายความสงสัยเรื่องวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ แพร่เชื้อได้ทั้งทางตรงทางอ้อม&amp;nbsp; จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น&amp;nbsp; น้ำมูก น้ำตา น้ำลาย หรือผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่ จากทางเดินหายใจที่เกิดจากการไอ จาม การพูดคุย โดยเข้าสู่ร่างกายได้ทางเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ติดเชื้อพบได้ในทุกเพศทุกวัย ผู้ได้รับเชื้อส่วนใหญ่มีอาการได้ตั้งแต่ ไม่มีอาการ อาการเล็กน้อยไม่รุนแรง จนถึงอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต อาการที่พบบ่อยคือ มีไข้ ไอแห้งๆ จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ผื่น&amp;nbsp; ท้องเสีย ตาแดง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ เราอาจติดเชื้อหรือไม่ติดเชื้อก็ได้ ขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของเชื้อ (สายพันธุ์)&amp;nbsp; ปริมาณเชื้อ และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เมื่อมีการติดเชื้อเกิดขึ้น เราอาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการ มีอาการน้อย หรือมีอาการรุนแรงจนเสียชีวิตก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้อาจแบ่งความเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 ได้เป็น 2&amp;nbsp; กลุ่ม คือ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ คือประชาชนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อได้มาก เช่น บุคคลที่เดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง&amp;nbsp; บุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรด่านหน้าในการควบคุมโรค บุคคลที่มีอาชีพที่มีโอกาสสัมผัสคนจำนวนมากหรืออยู่ในพื้นที่แออัด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;2.กลุ่มที่มักมีอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อโควิด-19&amp;nbsp; ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำอื่นๆ เหล่านี้มักมีอาการรุนแรงและมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่ง ในการขับเคลื่อนพาสังคมไทยออกจากวิกฤติโควิด-19 โดยวัคซีนคือสารชีววัตถุที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคโดยทำงานเสมือนเป็น &amp;ldquo;คู่ซ้อม&amp;rdquo; ให้ร่างกายได้ฝึกฝนกลไกการป้องกันโรคตามธรรมชาติ ให้ร่างกายได้รู้จักและมีความพร้อมในการต่อสู้กับเชื้อโรคจริง โดยที่วัคซีนทุกชนิดไม่สามารถก่อโรคได้ ซึ่งวัคซีนอาจผลิตมาจาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ หรือเชื้อโรคที่ตายแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.บางส่วนของเชื้อโรคหรือโปรตีนสังเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;3.สารพันธุกรรมบางส่วนของเชื้อโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.การตัดต่อพันธุกรรมของเชื้อก่อโรคเข้าไปในไวรัสชนิดอื่น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกเหนือจากสารชีววัตถุที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ในวัคซีนยังมีสารประกอบอื่นเพื่อเพิ่มความคงตัว หรือเพิ่มประสิทธิภาพของวัคซีน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วัคซีนโควิด-19 ส่วนใหญ่ต้องฉีด 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้เพียงพอและอยู่นาน โดยเว้นระยะระหว่างเข็มแตกต่างกัน ซึ่งมักเป็นระยะเวลาตั้งแต่ 2&amp;nbsp; สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน 2 เข็ม ในระยะเวลาห่างที่เหมาะสม จึงจะมั่นใจได้ว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันเพียงพอต่อการป้องกันโรคได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าวัคซีนจะถูกฉีดเป็นรายคน แต่ก็มีประโยชน์ปกป้องคนใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงต่อการป่วยรุนแรงได้อีกด้วย ในภาพรวม วัคซีนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการปัญหาโควิด-19 ทั้งช่วยลดความสูญเสียจากการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต ลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และในอนาคตอันใกล้มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อมูลมากที่จะแสดงให้เห็นว่า การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะช่วยลดการติดเชื้อและแพร่กระจายโรคในสังคมได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับวัคซีนที่นำมาใช้ในประเทศไทย เป็นวัคซีนที่มีข้อมูลความปลอดภัยที่ดี อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เป็นอาการเฉพาะที่และหายได้เอง ปัจจุบันยังไม่มีรายงานอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงในอัตราที่สูงกว่าวัคซีนชนิดอื่นที่ใช้อยู่ทั่วไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตามหลักการควบคุมโรค วัคซีนที่สามารถป้องกันความสูญเสียทางสุขภาพ จากการติดเชื้อตั้งแต่ลดโอกาสติดเชื้อ การเจ็บป่วย การเสียชีวิตของผู้ได้รับวัคซีน และลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อจากผู้ได้รับวัคซีนไปยังบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามผู้ได้รับวัคซีนยังมีโอกาสรับเชื้อ มีโอกาสป่วย และมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังคนอื่นๆ ได้ ขณะที่ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งในสังคมที่ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ทุกคนไม่ว่าจะได้รับวัคซีนแล้วหรือไม่ จะยังต้องคงมาตรการป้องกันโรคโควิค-19 ต่อไป ทั้งการสวมหน้ากาก รักษาระยะห่างและหมั่นล้างมือ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเดินหายใจอื่นๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่&amp;nbsp; วัณโรค ฯลฯ ได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คนไทยทุกคนมีสิทธิ์ได้รับบริการวัคซีนโควิด-19 ตามความสมัครใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี 8 ขั้นตอนในการดูแลความปลอดภัยผู้เข้ารับบริการฉีดวัคซีนดังต่อไปนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ลงทะเบียนรับบริการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.คัดกรอง ซักประวัติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;4.รอฉีดวัคซีน ซึ่งจะมีการให้ความรู้ความเข้าใจอีกครั้งก่อนรับวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;5.รับการฉีดวัคซีน โดยเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;6.พักรอสังเกตอาการ 30 นาที ซึ่งจะมีการจัดห้องปฐมพยาบาล โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตพร้อมดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;7.ตรวจสอบอาการก่อนกลับบ้าน รับคำแนะนำและเอกสารให้ความรู้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 8.ติดตามข้อมูลและทำการสื่อสารผ่านไลน์ &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;สานพลังคลายทุกข์&amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พม.-สสส.สานพลังวิถีชีวิตใหม่คลายทุกข์ พัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาร &amp;ldquo;@linefamilyเพื่อนครอบครัว&amp;rdquo; ให้คำปรึกษาปัญหาครอบครัวแบบลับเฉพาะตลอด 24 ชั่วโมง&amp;nbsp; เผยช่วงโควิด-19 ประชาชนแห่ปรึกษากฎหมายครอบครัว พบปมปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ชวนแอดไลน์และบอกต่อเพื่อเป็นตัวช่วยทุกครอบครัวฝ่าวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;จินตนา จันทร์บำรุง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนา จันทร์บำรุง อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อปัญหาครอบครัวหลายรูปแบบ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนักวิชาการด้านครอบครัว พัฒนาแพลตฟอร์ม @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ เพื่อช่วยแก้ปัญหาครอบครัวที่เป็นความลับเฉพาะบุคคล โดย@linefamilyเพื่อนครอบครัว คือช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่จะแยกหมวดหมู่ในการสนทนาหรือรับคำปรึกษาแบบพิเศษได้แบบตัวต่อตัว ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาภายใน 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จินตนากล่าวต่อว่า แพลตฟอร์มนี้มีการแบ่งบทสนทนาเป็นหมวดหมู่ เพื่อสะดวกในการให้คำปรึกษา เช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว การสร้างความสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว การเลี้ยงลูกหรือการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในภาวะวิกฤติ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายครอบครัว และให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการครอบครัว เช่น เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การคุกคามทางเพศ การถูกเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศและอื่นๆ โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพมาให้คำปรึกษา ได้แก่ นักกฎหมาย นักสังคมสงเคราะห์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยพร้อมให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับหน่วยงานหลัก&amp;nbsp; ทั้งกรมสุขภาพจิต กรมอนามัย และศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 คอยให้ความรู้หรือคลายข้อสงสัยที่ต้องการค้นหาได้อย่างสะดวก โดยแพลตฟอร์มนี้เปิดตัวตั้งแต่วันที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ตรงกับวันแห่งครอบครัว และสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 พบว่ามีประชาชนร้อยละ 36 สอบถามเรื่องกฎหมายครอบครัว รองลงมาร้อยละ 27 ปรึกษาปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เรื่องสวัสดิการสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว และสัมพันธภาพในครอบครัว ทั้งนี้ @linefamily&amp;nbsp; และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ จะช่วยสร้างความอบอุ่น ช่วยให้ครอบครัวเข้มแข็งได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ณัฐยา บุญภักดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า ครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างคนที่มีสุขภาวะ ซึ่งจะต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ โดยเน้นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพผ่านการสนับสนุนและทำงานเชิงรุก สสส.ทำงานร่วมกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการสร้างความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้ครอบครัวเข้มแข็ง โดยในปีนี้ สสส.ได้สนับสนุนการพัฒนาและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับครอบครัว นำไปสื่อสารให้เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ @linefamily และ www.เพื่อนครอบครัว http://xn--43c.com/ ที่ช่วยให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น&amp;nbsp; เพราะสถานการณ์โควิด-19 ทำให้บางครอบครัวต้องเผชิญกับความเครียด กดดัน จากการว่างงาน การมีรายได้น้อยลง&amp;nbsp; รวมถึงการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จุดเด่นของ Line เพื่อนครอบครัว คือ 1.ข้อมูลเชื่อถือได้ มีเมนูเข้าสู่เว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ สามารถเข้ามาดูเมื่อไหร่ก็ได้ 2.มีระบบเก็บข้อมูลที่คำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลที่เป็นความลับ เช่น การให้คำปรึกษาจะส่งรหัส OTP ยืนยันตัวตนมาที่มือถือเพื่อให้ใช้เข้าระบบแบบส่วนตัว และ 3.การเชื่อมบริการกับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว&amp;nbsp; กรมอนามัยและกรมสุขภาพจิต โดยจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญจาก&amp;nbsp; 3 หน่วยงานตอบคำถามและให้ข้อแนะนำ และส่งต่อเข้ารับความช่วยเหลือ ผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่สนใจได้ เพียงแค่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หรือไลน์เพื่อนครอบครัว ยืนยันว่าทุกถ้อยคำจะถูกเก็บเป็นความลับเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยให้เกิดความมั่นใจ เป็นส่วนตัว และกล้าเปิดใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณัฐยากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา สสส.ส่งเสริมความเข้มแข็งในครอบครัวผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ทำพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่สาธิต&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้ว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถลดปัญหาในครอบครัวได้ด้วยพลังของชุมชนเอง รวมถึงชักชวนผู้ประกอบการ-สถานประกอบการมาเป็นเครือข่ายสถานประกอบการที่เป็นมิตรกับครอบครัว (family-friendly&amp;nbsp; workplace) จากนั้นจะถอดบทเรียนเพื่อขับเคลื่อนเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ขยายผลสู่ทุกครอบครัวในสังคมไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สิ่งสำคัญเบื้องต้นที่ทำให้ครอบครัวอบอุ่นเข้มแข็งอยู่ที่การสื่อสาร เพราะการพูดคุยและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน&amp;nbsp; จะทำให้คนในบ้านเข้าใจกันมากขึ้น ลดความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มต้นจากการจัดการอารมณ์ของตนเอง ให้ใจเย็นลง เพิ่มการรับฟัง ให้อภัยกันเพราะเป็นช่วงที่ทุกคนรู้สึกกดดันไม่ต่างกัน แต่เข้าใจว่าบางทีก็ต้องการตัวช่วย สสส.หวังว่าช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่ร่วมพัฒนากับกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวจะสามารถเป็นแหล่งช่วยเหลืออีกทางหนึ่งของครอบครัว อยากให้ลองใช้และช่วยกันบอกต่อ&amp;rdquo; ณัฐยากล่าว.&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102946</URL_LINK>
                <HASHTAG>@linefamily, @linefamilyเพื่อนครอบครัว, herd immunity, IHPP, UNICEF, WHO, กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คู่มือวัคซีนสู้โควิด ฉบับประชาชน, จินตนา จันทร์บำรุง, ณัฐยา บุญภักดี, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, นพ.นคร เปรมศรี, พม., สช., สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, สธ., สร้างภูมิคุ้มกันหมู่, สสส., สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609e79d03baae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100414</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2021 10:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“เกษียณคลาส” เตรียมพร้อมผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.-Young Happy เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; หาความรู้ตลอด 24 ชั่วโมง หลังพบผู้สูงอายุมีปัญหาสุขภาพเกือบ 100% ประกอบด้วย 15 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่พัฒนา 15 บทเรียน เพื่อวางแผนชีวิต 4 มิติ สุขภาพ-เศรษฐกิจ-สังคม-สภาพแวดล้อม เพื่อเตรียมพร้อมชีวิตสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ มีนักเรียนวัยเกษียณเข้าร่วมเรียนรู้ตลอดชีวิต ชวนคนชั้นกลางในเขตเมืองเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เปิดตัวหลักสูตรออนไลน์ (E-learning) ชื่อว่า &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ร่วมกับเครือข่าย Young Happy เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2564 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะตั้งเป้า สร้างเสริมสุขภาวะ พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุยุคดิจิทัล เรียนรู้ระบบออนไลน์เว็บไซต์ learn.younghappy.com 24 ชั่วโมง เพิ่มศักยภาพโซเชียลมีเดีย รับมือ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์&amp;rdquo; ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในนามของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และทีมงาน young Happy ยินดีในงานเปิดตัว &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; หลักสูตรผู้สูงวัยยุคดิจิทัล และเป็นโอกาสดีงามที่ สสส.จะมอบของขวัญชิ้นนี้เนื่องในวันผู้สูงอายุแห่งชาติด้วยการมอบความรู้ให้ผู้สูงอายุรู้สึกสนุก มีคุณค่า พึ่งพาตนเองได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดย 1 ใน 10 ของประชากรไทยมีอายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไป ขณะที่ในปี 2562 พบว่ามีประชากรผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คาดการณ์ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2565 และอีก 12 ปีข้างหน้าจะมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น โดยในปี พ.ศ.2560 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียวตามลำพังในครัวเรือนร้อยละ 10.8 และอยู่ลำพังกับคู่สมรสร้อยละ 23.3 ทั้ง 2 กลุ่มจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความเปราะบางต่อปัญหาต่างๆ หากไม่มีการวางแผนชีวิตในช่วงสูงวัย สสส.พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 95 มีปัญหาเรื่องสุขภาพ และมีแนวโน้มเกิดภาวะสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีผลมาจากการใช้ชีวิตประจำวัน และมีการวางแผนชีวิตในช่วงวัยก่อนสูงอายุไม่เพียงพอ จึงเกิดแนวคิดพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; เพื่อช่วยเติมความรู้และทักษะให้ผู้สูงอายุได้ตระหนักว่าการมีสุขภาพที่ดีคือจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกมิติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ยังได้สานพลังกับ Young Happy ปรับโฉมเนื้อหา &amp;ldquo;โรงเรียนผู้สูงอายุ&amp;rdquo; ในรูปแบบหลักสูตรออนไลน์ เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเปราะบาง เสี่ยงต่อการรับเชื้อที่รุนแรงกว่าในช่วงวัยอื่น ช่องทางการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเพิ่มทางเลือกการเข้าถึงกิจกรรมของผู้สูงอายุในช่วงที่มีความเสี่ยงของการระบาด รวมถึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาช่องทางเรียนรู้ให้ทันสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; หลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; มีทั้งหมด 15 บทเรียน เนื้อหาครอบคลุม 4 มิติ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต การสร้างเสริมสุขภาพ การออกกำลังกาย โภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ กิจกรรมทางสังคม การวางแผนทางการเงิน กม.ที่ควรรู้ การปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกในบ้านพัก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล หรือ Digital Disruption ท้าทายสำหรับ &amp;ldquo;ผู้สูงอายุ&amp;rdquo; อย่างยิ่ง เพราะรูปแบบการใช้ชีวิตต้องอาศัยเทคโนโลยีมากขึ้น สสส.จึงใช้โอกาสนี้ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ขึ้นมา เพื่อเพิ่มทักษะผู้สูงอายุให้รู้จักวิธีการใช้โซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน เพื่อลดภาระการพึ่งพาลูกหลาน ผ่านการเตรียมพร้อมในชีวิต 4 มิติ คือ 1.การดูแลสุขภาพ 2.การเก็บออมเงิน 3.การมีสังคม และ 4.การมีสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิต เพราะ สสส.เชื่อว่าการทำให้ผู้สูงอายุมีพลังกาย พลังใจ จะเป็นพลังยิ่งใหญ่สร้างสังคมสูงวัยสู่การมีสุขภาวะดีรอบด้านในชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในระยะต่อไปหากสามารถเป็นแกนนำที่มีทักษะด้านไอทีแล้ว จะเป็นหมุดหมายที่ดีในการต่อยอด เชิญชวนผู้สูงอายุในครอบครัว เพื่อนผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงระบบเรียนรู้ออนไลน์นี้ได้ จะเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของทั้งตัวผู้สูงอายุเองและภาคี สสส.ที่ร่วมกันพัฒนาผลงานนี้ ทั้งนี้ จะพัฒนาระบบการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์ และ offline สำหรับการเรียนรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุที่มีเนื้อหา รูปแบบที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุทั้งกลุ่มที่อยู่ในเมือง หรืออยู่ในชุมชนท้องถิ่น ให้เข้าถึงระบบเนื้อหาที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอเชิญชวนคนชั้นกลางในเขตเมืองมาเป็นจิตอาสาสอนผู้สูงวัย ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งยังแข็งแรงพึ่งพาตัวเองได้ เป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ กลุ่มที่สองติดบ้าน กลุ่มที่สามติดเตียง ที่ผ่านมามีผู้สูงวัยกว่า 3,000 คน เข้าร่วมโครงการเกษียณคลาส และจะเพิ่มจำนวนต่อยอดขึ้นไปอีก คนกลุ่มนี้แต่เดิมนั่งรวมกลุ่มกันที่ Food Court แต่เมื่อมีสถานการณ์โควิดก็ได้เรียนออนไลน์ แสวงหาความรู้เพิ่มขึ้น&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ธนากร พรหมยศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ธนากร พรหมยศ ผู้ร่วมก่อตั้ง Young Happy กล่าวว่า อีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ โดยจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และอีก 12 ปี จะเพิ่มสูงขึ้นอีกร้อยละ 28 จึงเกิดแนวคิดพัฒนาหลักสูตร E-learning &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; มีเนื้อหา 15 บทเรียน ที่เสริมทักษะเรื่องดูแลสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคม เช่น ทักษะการรู้เท่าทันเทคโนโลยี การออกแบบสภาพแวดล้อมเพื่อความปลอดภัย การกินและออกกำลังกายที่เหมาะสม มีเป้าหมายทำให้ผู้สูงอายุสนุก มีคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้ เพราะกิจกรรมต่างๆ ถูกออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และสามารถเป็นพื้นที่การเรียนรู้ได้ตลอดเวลา รวมถึงมอบความรู้ใหม่ๆ ให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทันโลกดิจิทัล Young Happy ขอเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสร้างเสริมสุขภาวะ จุดประกายสังคมและคนรุ่นใหม่ร่วมกับ สสส.ด้วยการปลุกพลังให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มากกว่ามองว่าเกษียณแล้วเป็นภาระของลูกหลาน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ก &amp;ldquo;ยังแฮปปี้ YoungHappy&amp;rdquo; หรือลงทะเบียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ในเว็บไซต์ learn.younghappy.com&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า เป็นเวลา 2 ปีก่อนที่จะเกิดโควิด-19 สสส.ได้สร้างหลักสูตร platform เพื่อสอนผู้สูงวัยที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป สำหรับผู้สูงอายุที่มีเวลาว่างให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ smart Phone การใช้ระบบออนไลน์อย่างช้าๆ เพื่อเข้าใจง่าย เมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ ผจก.กองทุน สสส.ได้เชิญวิทยากรที่เป็นข้าราชการเข้ามาช่วยกันจัดทำหลักสูตรความรู้ที่หลากหลายอาชีพ หลายคนเป็นจิตอาสามาสอน และมีใบ certificate รับรองความรู้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำหรับเอกสารประกอบการเรียนจะมีเรื่องการรับมือการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย จิตใจและสังคม ให้ผู้สูงอายุทุกคนได้ศึกษาอย่างเข้าใจ อาทิ ผศ.พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน์ : การเปลี่ยนแปลงของสมองเรียนรู้สิ่งใหม่ช้าลง ความจำระยะสั้นช้าลง ความจำระยะยาวจำได้ดีเกี่ยวกับเรื่องทางใจ ใช้เวลาเข้าสู่การหลับนานขึ้น การหลับลึกหายไป การเปลี่ยนแปลงของการได้ยินและการมองเห็น หูรับเสียงสูงได้น้อยลง สายตายาวขึ้น ลานสายตาแคบลง การเปลี่ยนแปลงของหัวใจ : หลอดเลือดแดงแข็งตัว กล้ามเนื้อหัวใจโต หัวใจเต้นผิดปกติมากขึ้น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเปลี่ยนแปลงของไตที่มีผลมาจากอาหารรสเค็มและยาบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง กล้ามเนื้อกระดูก : ต่อมไขมันลดลง ผิวหนังแห้ง มีอาการคันตามผิว กล้ามเนื้อฝ่อและลีบลง กระดูกค่อยๆ เสื่อมสลาย ข้อเสื่อม เหงือกไม่ดี ฟันร่วง ฟันผุ เสียฟันกรามคู่แรก สิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ สารเคมีในสมองเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมตัวเรา เรื่องราวกระทบกระเทือนจิตใจทำให้เศร้า เหงาซึม (Depression)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน ดูแลสุขภาพกายใจหัวใจเป็นสุข มีผู้ให้ความรู้คือ : ป้าจิ๊-อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ เนื้อหาจะเป็นเรื่องการฝึกโยคะกับการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกาย : กล้ามเนื้อให้มีความยืดหยุ่น และทำให้สัดส่วนเล็กลง ควบคู่ไปกับการดูแลด้านจิตใจ อย่างมีสุขภาพดี ด้านจิตใจ ให้สงบอยู่กับตัวเองได้นานขึ้น สามารถจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น การดูแลตัวเองในรูปแบบต่างๆ ออกกำลังกาย วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ช่วยให้การทรงตัวดีขึ้น ทำให้ช่วงขาแข็งแรงขึ้น การกินมังสวิรัติ ช่วยลดภาระในการย่อยของระบบย่อยอาหาร ดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี ท้องไม่ผูก ผิวพรรณดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว : อ.สง่า ดามาพงษ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน ดูแลสุขภาพใจให้แฮปปี้ในทุกวัน : ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน จัดบ้านให้อยู่ดีมีสุข : รศ.ไตรรัตน์ จารุทัศน์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เอกสารประกอบการเรียน เรียนรู้วิธีเป็นจิตอาสา เมื่อเห็นคุณค่าของทุกชีวิต : ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล จิตอาสาคือการก้าวพ้นตนเองออกไปช่วยผู้อื่น ได้ออกไปช่วยเหลือสังคม ชีวิตไม่เหงา ทุกวันมีความหมาย ไม่ใช่แค่อยากทำดีแล้วออกไปทำ แต่ต้องระมัดระวังงานที่ทำสร้างผลกระทบให้ใครบ้าง การทำงานจิตอาสาให้เหมาะสม ทำแล้วเก่ง ทำแล้วชอบ ทำแล้วถนัด ประโยชน์ของธนาคารเวลา ช่วยให้สังคมไทยมีระบบการช่วยเหลือผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ตัวคุณเป็นคนดี สังคมต้องตอบแทนบุญคุณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง ผู้เข้าร่วมอบรม 2 คนเล่าประสบการณ์ที่ดีจากการเข้าอบรมครั้งนี้ว่า ได้เพื่อนใหม่ที่ทำงานต่างสาขา เธอเคยเป็นพนักงานขายเครื่องเสียงย่านบ้านหม้อ และเป็นแม่บ้านในครอบครัว ไม่มีความรู้เรื่องการใช้สมาร์ทโฟน การเล่นไลน์ อินเทอร์เน็ตก็ได้รับความรู้จากการเข้าเรียนหลักสูตรเกษียณคลาส และยังได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่เคยทำงานธนาคารไทยทนุมาก่อนแล้วเกษียณอายุอยู่บ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;หลักสูตรเกษียณคลาสออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;15 เรื่อง 15 กิจกรรมสร้างสุข&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;ความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต วิทยากรหลักสูตรเกษียณคลาสออนไลน์ 15 เรื่อง 15 กิจกรรม อ.สง่า ดามาพงษ์ 49 ปีในแวดวงโภชนาการถ่ายทอดเคล็ดลับกินอาหารดีปลอดโรค NCDs อายุยืนยาว ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ นักวิ่งมาราธอนกรุงเทพฯ-ดอยตุง 900 กม. ปั้น Park Run Thailand ใช้เหงื่อล้างใจ วรฤทัย ภักดีวิจิตร ครูสอนร้องเพลง ยืนยันทุกคนร้องเพลงได้ เสียงเพลงทำให้อิ่มเอมใจ มีความสุข คลายเศร้าได้ &lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;อ.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อ.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ที่อยู่ในวงการโภชนาการมา 49 ปี ทำงานรับราชการอยู่ในแวดวงโภชนาการมาแล้ว 38 ปี เมื่อเกษียณอายุแล้วก็ยังทำงานด้านโภชนาการอีก 11 ปี เป็นวิทยากร 1 ใน 15 ของเกษียณคลาส เปิดประเด็น เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว การกินสารอาหารครบ 5 หมู่ คือ การกินที่มีคุณภาพ หมู่ที่ 1 โปรตีน : เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว หมู่ที่ 2 : คาร์โบไฮเดรต ข้าว แป้ง มัน เผือก น้ำตาล หมู่ที่ 3 เกลือแร่ แร่ธาตุ : พืชผัก หมู่ที่ 4 : วิตามิน แร่ธาตุ : ผลไม้ หมู่ที่ 5 ไขมัน ได้จากสัตว์และพืช เคล็ดลับป้องกันการเกิดโรค NCDs 1.ลดการกินแป้งและข้าว กินข้าวไม่เกิน 1-2 ทัพพี/วัน 2.ออกกำลังกาย 3.พักผ่อนให้เพียงพอ 4.งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เคล็ดลับ 1 กินตามสูตรสุขภาพ 6 : 6 : 1 ในแต่ละวันห้ามเกิน น้ำตาล 6 ช้อน (ชา) น้ำมัน 6 ช้อน (ชา) เกลือ 1 ช้อน (ชา) ใน 1 วัน เคล็ดลับ 2 ดื่มนมเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน เพราะในนมเป็นแหล่งของแคลเซียม ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ลดการสูญเสียมวลกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุน เคล็ดลับ 3 แก้อาการเบื่ออาหารด้วยความเข้าใจ หลีกเลี่ยงความเครียด พยายามเปลี่ยนให้เมนูอาหารไม่ซ้ำมากเกินไป โรคหรือยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้ไม่อยากอาหาร เคล็ดลับ 4 แก้อาการเบื่ออาหารด้วยความเข้าใจ ผัก 2 ส่วน ข้าวไม่ขัดสี 1 ส่วน เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน 1 ส่วน 2 : 1 : 1&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สูตรลับสุขภาพแข็งแรง 3 อ. 2 ส. อ.1 เลือกกินอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ อ.2 ออกกำลังการหรือเคลื่อนไหวร่างกาย อ.3 ควบคุมอารมณ์ ส.1 งดสูบบุหรี่ ส.2 งดดื่มสุรา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;หลักสูตรเกษียณคลาส 15 เรื่อง 15 กิจกรรม แต่ละหลักสูตรมีความสำคัญในการเรียน การกินอาหาร ออกกำลังกาย การควบคุมอารมณ์ เพื่อให้ผู้เรียนรู้ถึงแก่นนำองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน ในฐานะที่ผมเป็นนักโภชนาการเรื่องอาหารการกินของผู้สูงอายุเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการกินไม่เป็นทำให้เกิดโรคได้ โรคหลายโรคเกิดจากการกิน กินก่อสุขกินอย่างไรเป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่กินหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด การเรียนไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียน อยู่ที่บ้านก็เรียนได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์ หรือฉายานาม &amp;ldquo;พี่นง&amp;rdquo; ดารานักแสดงที่ผันตัวมาเป็นนักวิ่งมาราธอน วิทยากรในหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; ได้มาเล่าประสบการณ์จากการวิ่งตั้งแต่เด็ก เมื่อภริยาป่วย (ด้วยโรคมะเร็ง) ก็ศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการวิ่ง จัดงานวิ่งเที่ยวไปในย่านชุมชน ภายใต้ชื่อโครงการ &amp;ldquo;We Run Sunday&amp;rdquo; ต่อยอดเป็น &amp;ldquo;Park Run THAILAND&amp;rdquo; เป็นโครงการใหญ่ ออกไปวิ่งทุกวันเสาร์ 7 โมงเช้าพร้อมกัน ทำงานกับ สสส.ขยายองค์ความรู้วิ่งอย่างไรไม่ให้เกิดการบาดเจ็บ การวิ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและจิต การสร้างจิตอาสาสู่สังคมเป็นการแบ่งปัน เอื้ออาทรด้วยจิตสาธารณะ &amp;ldquo;ผมเคยวิ่งจาก กทม.ถึงดอยตุง ระยะทาง 900 กม. เมื่อวันที่ 26 กพ.2549 เป็นเวลา 1 เดือนเต็มถึงเส้นชัย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหมู่บ้านมีการสร้างชุมชน มีการทำละครกว่า 10 เรื่อง หยิบประเด็นเรื่องในชุมชน สมาชิกออกกำลังกายทุกวันเสาร์ 7 โมงเช้า มีสมาชิก 30 คน กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันแบ่งปันกันในหมู่บ้าน มีคุณยายแมรี วัย 89 ปี มาทำโครงการเป็นอาสาสมัคร ใช้วอล์กเกอร์เดินทุกเช้า มีสุนัขมาเดินด้วย 1 กม. ใช้เวลา 35 นาที บางคนเดินได้ 5 กม. การเดินทำให้รู้จักทุกบ้าน ใช้ QR code สร้างสถิติของตัวเอง เมื่อคนในหมู่บ้านเห็นคุณยายทำก็เกิดแรงบันดาลใจว่าคุณยายยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี คุณยายกลายเป็นคนดัง ทำให้คนทุกกลุ่มได้มารู้จักกัน สังคมผ่อนคลายด้วยการวิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;เราควรเลือกการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเรา การบริหารร่างกายภายในบ้าน เพราะแต่ละคนต้นทุนไม่เท่ากัน บางคนออกกำลังกายไม่นาน แต่ก็ทำได้ดี เราต้องเห็นคุณค่า ตัวเราคือเมล็ดพันธุ์ที่ดี ผมเชื่อในศักยภาพของพวกเราทุกคน เหงื่อออกล้างใจได้ แม้แต่การล้างรถ ล้างห้องน้ำในช่วงเวลาที่เรากำลังโกรธก็เป็นสิ่งที่ดี ทำให้เราหายโกรธได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;วรฤทัย ภักดีวิจิตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฤทัย ภักดีวิจิตร วิทยากรพิเศษทางการใช้เสียงร้องเพลงและครูสอนร้องเพลงรุ่นใหญ่ และวิทยากรในหลักสูตรออนไลน์ &amp;ldquo;เกษียณคลาส&amp;rdquo; เล่าว่า มีนักเรียนชายวัย 80 ปี มาเรียนร้องเพลงด้วยเหตุผลที่ว่า เป็นนักตีกอล์ฟ แต่ไม่เคยร้องเพลง แอบหนีภริยามาเรียนร้องเพลง เรียนยังไม่ถึงคอร์สก็เรียนรู้การร้องเพลงได้ง่ายๆ วันหนึ่งก็ขึ้นไปร้องเพลง บรรดาเพื่อนๆ ตีกอล์ฟแปลกใจว่า ร้องเพลงได้ดีใจกันยกใหญ่ ครูดีใจมากกว่าที่สามารถสอนลูกศิษย์ที่ไม่เคยร้องเพลงให้ร้องเพลงได้ เรื่องการเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัดแต่อย่างใด ไม่ว่าจะมีอายุเท่าไหร่ก็เรียนได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วรฤทัยก็ฝากเสียงเพลง &amp;ldquo;วิมานดิน&amp;rdquo; พร้อมกับให้ข้อมูลว่าทุกคนมีเสียงที่ไพเราะ ทุกครั้งที่เรารับโทรศัพท์บุคคลที่เราไม่รู้ว่าเป็นใคร เราจะใช้เสียงเพราะนั้นมาใช้ร้องเพลง แต่อย่าใช้การดัดเสียงเพื่อร้องเพลง ใช้เสียงธรรมชาติ เสียงดนตรีช่วยบำบัดความเศร้า เราฟังเพลงคลาสสิกใน you tube ขัดเกลาความรู้สึกเหงาได้ ด้วยทักษะการร้องเพลงขั้นพื้นฐาน ฝึกฟังหลายๆ ครั้ง และซ้อมร้องเพลงด้วยคีย์เสียงของเราเอง ถ้าไม่ถนัดทำนองลูกทุ่งก็ร้องเพลงอย่างที่เราเป็นตามธรรมชาติ เพลงที่ชอบร้องแล้วใช่ แต่บางครั้งคีย์ไม่ใช่ การดูหนังฟังเพลงเป็นเรื่องสร้างสรรค์ ทำให้เราอิ่มเอมใจ. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100414</URL_LINK>
                <HASHTAG>3 อ. 2 ส. อ.1, digital disruption, learn.younghappy.com, We Run Sunday, Young Happy, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, การเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัล, กิจกรรมสร้างสุข, ครูสอนร้องเพลงรุ่นใหญ่, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ทนงศักดิ์ ศุภทรัพย์, ธนากร พรหมยศ, ผู้สูงอายุยุคดิจิทัล, พี่นง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, ยังแฮปปี้ YoungHappy, วรฤทัย ภักดีวิจิตร, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, สูตรลับสุขภาพแข็งแรง, หลักสูตรออนไลน์, อ.สง่า ดามาพงษ์, เกษียณคลาส, เลือกกินดี สุขภาพดี อายุยืนยาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823849b5dd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย-สสส.ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก &amp;ldquo;รางวัลเนลสัน แมนเดลา&amp;rdquo; ครั้งแรกของไทยมีสถานะสมเกียรติ ยกให้เป็น &amp;ldquo;ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก คนไทยทั้งชาติภาคภูมิใจรางวัลเกียรติยศ พร้อมกระตุ้นนานาชาติก่อตั้ง &amp;ldquo;กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; ขยายสาขาให้มากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.สุวจี กู๊ด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้านการสร้างเสริมสุขภาพและปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก หรือ WHO South-East Asia / World Health Organization : WHO-SEARO กล่าวแสดงความยินดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว suvajee ว่า ขอแสดงความยินดีกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลา ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2564 หรือ Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ซึ่งประกาศในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ รางวัลนี้คู่ควรกับ สสส.เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงยินดีกับคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ทำให้ฝันของการก่อตั้ง สสส.มีผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกและเป็นต้นแบบการทำงานให้หลายๆ ประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ สสส.ภาคีเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เครือข่ายชุมชนสุขภาพดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และบุคลากรทางสุขภาพทั้งหมด ที่ให้คุณค่าต่องานสร้างเสริมสุขภาพและการจัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพต่างๆ ทำให้งานส่งเสริมสุขภาพของไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก แม้ตนเองจะเป็นคนไทยคนเดียวที่เหลืออยู่ในองค์การอนามัยโลกที่ทำงานด้านนี้ ก็จะขอผลักดันต่อไป และขยายผลดีๆ จากเมืองไทยไปสู่นานาชาติ&amp;rdquo; ดร.สุวจีระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมืองไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ อสม.หมอประจำบ้าน ทำงานช่วยลดโรคและปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ลดความแออัดของโรงพยาบาล ในเมืองไทยมี อสม. 1,040,000 คน เป็นตัวแทนประชาชนผู้มีจิตอาสา เสียสละ เข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัวและชุมชน ทำหน้าที่เป็นแนวร่วมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมสุขภาพ เฝ้าระวังป้องกันและคัดกรองภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ และอดีตเลขาธิการเครือข่ายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพนานาชาติ (เครือข่าย สสส.โลก) ปี 2554-2556 กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ สสส.และผลงานสร้างเสริมสุขภาพที่สั่งสมมาตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้องค์การอนามัยโลกภาคพื้นต่างๆ เห็นถึงความสำคัญของการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ จึงมุ่งสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศสมาชิกก่อตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตามอย่าง สสส.ไทย โดยให้ สสส.ไทยและหน่วยงานสุขภาพของไทย เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการก่อตั้งองค์กร ให้คำแนะนำในการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงาน และแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่สำคัญ เช่น มาตรการทางภาษี กฎหมายคุ้มครองสุขภาพจากบุหรี่ การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา การสร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้มีประเทศที่สามารถก่อตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพสำเร็จจากความช่วยเหลือของ สสส.ไทยแล้วคือ มาเลเซีย ตองกา มองโกเลีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และ สปป.ลาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สสส.อยู่ในความสนใจของแวดวงสุขภาพทั่วโลกมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา การได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลาจากองค์การอนามัยโลก ในฐานะผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้รับรางวัล ที่สำคัญไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของ สสส. แต่เป็นรางวัลเกียรติยศของคนทั้งประเทศ ที่ร่วมกันสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพให้แตกหน่อ ออกผลกระจายทั่วประเทศ ลงลึกถึงระดับชุมชนท้องถิ่นให้มีโอกาสเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งผลความสำเร็จของการทำงานของ สสส.จะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงระดับนานาชาติ สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ผลักดันให้เกิดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้มากประเทศขึ้น&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สสส.คว้ารางวัลองค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโล &amp;ldquo;Nelson Mandela Award&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.คว้ารางวัลระดับโลก &amp;ldquo;Nelson Mandela Award for Health Promotion&amp;rdquo; องค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโลก อนุทิน รองนายกฯ รมว.สาธารณสุข แจกแจง WHO ชื่นชมตลอด 20 ปี สสส.เป็นหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและระดับโลก &amp;ldquo;ดร.สุปรีดา&amp;rdquo; ยืนยัน สสส.เป็นองค์กรเปิดกว้าง ขอบคุณภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพที่ทุ่มเททำงานจนนานาชาติยอมรับ ย้ำรางวัลเป็นของทุกคนและพันธมิตรเครือข่าย เผย 5 เหตุผลสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมไทย ที่ กก.มีมติเอกฉันท์มอบรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก้าวสู่ปีที่ 20 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดผลงาน &amp;ldquo;องค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; พร้อมตั้ง &amp;ldquo;ThaiHealth Academy&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;SOOK Enterprise&amp;rdquo; เครื่องมือเสริมสุขภาพคนไทย เดินหน้าสู้ PM 2.5-NCDs ผลงานเข้าตาชาวโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เสนอชื่อ &amp;ldquo;สสส.&amp;rdquo; เข้าร่วมการคัดเลือก&amp;nbsp;เพื่อรับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลหรือองค์กรที่อุทิศการทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ จากการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 มีการประกาศรับรองให้ สสส.ได้รับรางวัลนี้ โดยจะมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือน พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ลดการเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข และ สสส.มีการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ องค์การอนามัยโลกกล่าวชื่นชม สสส.ว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและในระดับโลก มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัล Nelson Mandela Award for Heath Promotion เป็นข้อคิดริเริ่มจากกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ โดยองค์การอนามัยโลกมีการมอบรางวัลนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพคนไทยมาตลอด 20 ปี มีการรณรงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ การพัฒนาศักยภาพชุมชนและองค์กรทุกภาคส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยการศึกษาและวิจัยพัฒนาความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยสนับสนุนแผนงานโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 2,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย การควบคุมการบริโภคยาสูบและแอลกอฮอล์ การจัดการด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการด้านอาหารเพื่อสุขภาพ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในช่วงปี 2562-2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการระบาดของโควิด-19 สสส.ต้องปรับแผนการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเสริมสุขภาพวิถีใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ การทำงานเชิงรุก ออกแบบและพัฒนา การเฝ้าระวัง ป้องกัน ค้นหาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งระดับชุมชน เขตเมือง ร่วมสนับสนุนพัฒนาระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เพื่อสอบสวนโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราใช้ศักยภาพที่มีเป็นตัวกลางของรัฐสนับสนุนพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลสุขภาพระดับชาติ &amp;ldquo;ไทยรู้สู้โควิด&amp;rdquo; และ สสส.ยังให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยสร้างสุขภาพอย่างเข้มข้น พบว่าอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงจาก 32.7% ในปี 2547 เป็น 28.4% ในปี 2560 จำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้นจาก 66.3% ในปี 2555 เป็น 74.6% ในปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า ในปี 2564 เป็นปีที่ สสส.ครบรอบ 20 ปีสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ จะเปิดตัว 2 หน่วยงานภายใต้การกำกับคือ ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ทำหน้าที่ขยายผลองค์ความรู้ ข้อมูลทางวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาวะให้เข้าถึงประชาชน ผ่านกิจกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาวะที่สร้างสรรค์ และสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) เพื่อพัฒนาศักยภาพและให้คำปรึกษาภาคีเครือข่าย ยกระดับนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ และเดินหน้างานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงการผลักดัน &amp;ldquo;กฎหมายอากาศสะอาด&amp;rdquo; จากปัญหา PM 2.5 การนำระบบฐานข้อมูล &amp;ldquo;บิ๊กดาต้า&amp;rdquo; (Big Data) มาใช้ป้องกันดูแลสุขภาพ และสานต่อเรื่องโควิด-19 การจ้างงานคนพิการ และสนับสนุนมาตรการทางราคาและภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน ลดเสี่ยงโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การทำงานตลอดระยะเวลา 20 ปี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยในหลายด้าน เกิดโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 3,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย มีภาคีเครือข่ายมากกว่า 20,000 ราย เข้าร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพกับ สสส. อีกทั้งองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ประกาศให้ สสส.ได้รับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ประเภทองค์กรสร้างผลงานสำคัญด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ด้วยมติเอกฉันท์จากคณะกรรมการ ซึ่งเป็นการยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย รางวัลที่ได้รับคือหมุดหมายสำคัญของความสำเร็จของภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่อุทิศตนทำงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของประเทศไทย โดยมีภาคียุทธศาสตร์สำคัญอย่างกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอชื่อ สสส.เข้าร่วมคัดเลือกต่อองค์การอนามัยโลกจนได้รับรางวัล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฐานะผู้แทนขององค์กร ขอประกาศถึงผู้ที่ร่วมกันสร้างผลงานที่ได้รับการยอมรับครั้งนี้ ตั้งแต่ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร คณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านทั้งที่เคยผลักดันงานร่วมกันในอดีตจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญคือ ภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่ทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ว่าทุกท่านจะได้มาร่วมงานกับ สสส. เป็นระยะเวลาสั้นหรือยาว รางวัลนี้เป็นของทุกท่าน เพราะ สสส.ตั้งใจออกแบบให้เป็นองค์กรที่มีลักษณะเปิดกว้าง มีกลไกทำงานที่เอื้อต่อการเข้ามาร่วมของบุคคลและองค์กรที่กว้างขวางและหลากหลาย ทั้งการมาร่วมกันของการจุดประกายพลังความคิด จิตสาธารณะ และการรวมพลังการลงมือทำ มาร่วมขบวนการสร้างสุขภาวะให้ผู้คนในสังคม ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่คล่องตัวแต่โปร่งใส&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ไม่ได้เป็นเพียงกองทุนที่ใช้เงินภาษียาสูบและสุรามาทำงาน หรือเป็นเพียงหน่วยงานที่รณรงค์สื่อสารตามสื่อต่างๆ หรือเป็นเพียงกลไกรัฐย่อยหนึ่งที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทำนองเดียวกับกรม กองในราชการ แต่ สสส.เป็นกลไกนวัตกรรมทางการเงินการคลังของประเทศ เพื่อจุดประกาย กระตุ้นประสานและเสริมพลังบุคคล ชุมชน องค์กรทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพที่ตอบโจทย์สุขภาวะสำคัญในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่บริการทางการแพทย์และยาเป็นหลักเช่นในอดีต แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม วิถีชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จัดการ สสส.กล่าวอีกว่า สสส.เป็น 1 ใน 8 องค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะทำงานสุขภาพแห่งชาติของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก เหตุผลที่คณะกรรมการระบุถึงการได้รับรางวัลมาจากความสำเร็จ 5 ข้อ 1.การสนับสนุนพัฒนาและผลักดันให้เกิดกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การออก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.สนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะและเท่าเทียม เช่น การรณรงค์งานบุญปลอดเหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา การสนับสนุนเตรียมความพร้อมและการจ้างงานคนพิการที่เป็นลูกจ้างอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.แสดงบทบาทนำในการเผยแพร่ประสิทธิภาพของกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การช่วยเหลือทางวิชาการแก่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ เช่น ประเทศมองโกเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม สปป.ลาว 4.ส่งมอบคุณค่าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วต่อสังคมไทย และยังมีความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดใหม่ เช่น การช่วยเตรียมสังคมไทยสู่ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ทั้งสื่อสารรณรงค์ การริเริ่มโครงการใหม่ การปรับแผนงาน/โครงการเดิมให้ตอบสนองต่อภาวะโควิด-19 5.มีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของตัวชี้วัดทางสุขภาพและผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่น อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือจำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า รางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion เป็นการรำลึกถึง นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ รางวัลดังกล่าวมีขึ้นครั้งแรกในปี 2020 องค์กรที่ได้รับรางวัล คือ &amp;ldquo;Equi-Sastipen-Rroma Network&amp;rdquo; ประเทศสเปน ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายร่วมระหว่าง 21 หน่วยงาน ทำงานร่วมกับรัฐบาลสเปนในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างเสริมความเท่าเทียมให้แก่กลุ่มประชากรชาวโรมานี สำหรับพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือนพฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ในสมัยที่ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 ร่วมลงนามขยายระยะเวลาความร่วมมือว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพปี 2561-2563 ระหว่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้ ดร.เท็ดรอสแสดงความชื่นชมในความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและ สสส.เห็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายสุขภาพทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก ไทยได้ขับเคลื่อนงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก หรือ WHO-CCS เป็นความร่วมมือในรูปแบบนวัตกรรม มุ่งเน้นการระดมทุนทางสังคม และทุนทางปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานว่า องค์กร Global COVID 19 หรือ GCI พัฒนาโดย PEMADU Associates โดยความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และกลุ่ม sunway ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จัดคะแนนดัชนีและจัดอันดับ 184 ประเทศ ว่าแต่ละประเทศได้รับมือกับโรคระบาด COVID-19 ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศออสเตรเลีย (20 อันดับแรกคือ 1.ออสเตรเลีย 2.ไทย 3.เดนมาร์ก 4.ฮ่องกง 5.ไต้หวัน 6.นิวซีแลนด์ 7.เกาหลีใต้ 8.ลิโทเนีย 9.ไอซ์แลนด์ 10.สโลวาเนีย 11.ลัตเวีย 12.สวิตเซอร์แลนด์ 13.เวียดนาม 14.มาเลเซีย 15.นอร์เวย์ 16.สโลวาเกีย 17.เยอรมนี 18.ออสเตรีย 19.ลักเซมเบิร์ก 20.ฟินแลนด์ และอันดับ 1 ของเอเชีย รองลงมา ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;รู้จักรางวัล เนลสัน แมนเดลา&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัลเนลสัน แมนเดลา ด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Nelson Mandela Award for Health Promotion) เป็นรางวัลที่ได้รับการก่อตั้งโดยองค์การอนามัยโลก ในปี 2562 (ผ่านข้อตัดสินของคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (EB144 (9) ด้วยความคิดริเริ่มของกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงมนุษยธรรมของเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รางวัลนี้มอบให้กับบุคคล หรือองค์กรที่สร้างผลงานสำคัญโดดเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลกมอบโล่รางวัลนี้เป็นครั้งแรกในปี 2563 ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 28 พ.ค.2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;องค์การอนามัยโลกยินดีที่ได้ร่วมงานกับ สสส.เราทำงานภายใต้แนวคิดเดียวกันที่ว่า การสร้างเสริมสุขภาพคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสาธารณสุข&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98112</URL_LINK>
                <HASHTAG>Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021, WHO-SEARO, กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดร.สุวจี กู๊ด, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ, มูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่, รางวัลเนลสัน แมนเดลา, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, สสส., องค์การอนามัยโลก, องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066cedc46bdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95108</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส. ประกาศรางวัลนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ปี 3 “ThaiHealth Inno Awards” FIFO light</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สสส. ประกาศรางวัลนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ปี 3 &amp;ldquo;ThaiHealth Inno Awards&amp;rdquo; FIFO light นวัตกรรมในซอยแคบลดอุบัติเหตุ ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยาสงขลา และนวัตกรรมเพิ่มกิจกรรมทางกาย จากทีมรร.ชลกันยานุกูล หนุนต่อยอดนวัตกรรุ่นใหม่ ลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ส่งเสริมคนไทยมีสุขภาพดีหลากมิติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันที่ 4 มีนาคม 2564 ที่ห้องประชุม 201 อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิวายไอวาย และภาคีเครือข่าย จัดพิธีประกาศผลรางวัลโครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ: THAIHEALTH INNO AWARDS ครั้งที่ 3 โดย ในปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดทั้งสิ้น 319 ทีม ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 20 ทีม และได้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างนวัตกรรุ่นใหม่ที่ใส่ใจด้านการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาผลงาน โดย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า นวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพโดยฝีมือเยาวชนทั้ง 20 ทีม เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการแก้ไขปัญหาทุกขภาวะของพื้นที่ใกล้ตัว โดยในปีนี้ สสส. ได้กำหนดแนวคิดการประกวด &amp;ldquo;ชีวิตดีเริ่มที่เรา&amp;rdquo; ส่งเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในหัวข้อ ลด ละ เลิก การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่, ลดอุบัติเหตุทางถนน, เพิ่มการบริโภคผักผลไม้และอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ, เพิ่มกิจกรรมทางกายหรือลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง, การสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เช่น การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) โดยแบ่งการประกวดออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. ซึ่งในปีนี้พบว่าเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพมากขึ้น นับเป็นเรื่องที่ดีที่ประเด็นการสร้างเสริมสุขภาพเข้ามาอยู่ในความสนใจของเยาวชนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า ทิศทางการทำงานของ สสส. ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา มุ่งสู่การเป็น &amp;ldquo;องค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; โดยเราได้คิดค้นนวัตกรรมเชิงนโยบาย เพื่อจัดสรร ออกแบบสิ่งแวดล้อมรอบตัวประชาชนให้เอื้อต่อการมีสุขภาวะ 4 มิติ คือ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางสังคม และสุขภาวะทางปัญญา โครงการ ThaiHealth Inno Awards จึงเป็นเสมือนกระจกที่สะท้อนวิธีการทำงานของ สสส. โดยเยาวชนจะต้องรู้จักสำรวจปัญหาหรือความต้องการของสังคม เพื่อนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสังคม อีกทั้งโครงการนี้ยังเกิดการสานพลังจากหลายภาคส่วน ในการร่วมกันออกแบบกระบวนการพัฒนาทักษะด้านการสร้างเสริมสุขภาพให้กับเยาวชน ภายหลังสิ้นสุดการประกวดแล้ว สสส. ยังมีกระบวนการติดตามให้คำปรึกษาแก่เยาวชน เพื่อดึงความร่วมมือจากภาคีภาครัฐและเอกชนมาร่วมสนับสนุนต่อยอดและขยายผลงานนวัตกรรมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;สำหรับทีมที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ &amp;ldquo;รางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา&amp;rdquo; ได้แก่ Real Time Exercise Game by Instagram Filter จากทีม 16 ยังแจ๋ว โรงเรียนชลกันยานุกูล รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ อุปกรณ์เตือนภัยขาตั้งสำหรับรถจักรยานยนต์ 1 ได้ถึง 3 (ขาตั้งสติแตก) จากทีม IF โรงเรียนวังโพรงพิทยาคม รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ ตุ๊กตาช่วยเตือนจุดเสี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการขับรถ ทีม Mito Team โรงเรียนศรีตระกูลวิทยา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ &amp;ldquo;รางวัลชนะเลิศระดับอาชีวศึกษา&amp;rdquo; ได้แก่ FIFO light นวัตกรรมในซอยแคบ ทีม R-lu-mi-right วิทยาลัยอาชีวศึกษาบริหารธุรกิจวิทยาสงขลา รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ เกมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการเคลื่อนไหว สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะความดันโลหิตสูง &amp;ldquo;น้องจุกผจญภัย&amp;rdquo; &amp;nbsp;ทีมน้องจุก จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ได้แก่ เครื่องผลิตปุ๋ยจากเศษอาหารสําหรับครัวเรือน ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ จากทีม SRPC Save the world วิทยาลัยสารพัดช่างสุราษฎร์ธานี และมีรางวัลพิเศษ Rising star ที่มีความคิดสร้างสรรค์ ที่มีโอกาสพัฒนาต่อในอนาคตได้ 2 รางวัลได้แก่ ระดับมัธยมศึกษา Water scrubber system face mask หน้ากากจากระบบบำบัดอากาศแบบเปียก (D-mask ดีม๊ากกก) ทีมวุยก๊กจะเฟื่องฟูศัตรูจะแพ้พ่าย โรงเรียนชลราษฎรอำรุง ได้แก่ ระดับอาชีวศึกษา ได้แก่ BizcomPN (SEX EDUBOT) ทีม BizcomPN วิทยาลัยการอาชีพปัตตานี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95108</URL_LINK>
                <HASHTAG>ThaiHealth Inno Awards, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041f7a39cc33.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
