<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70951</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 16:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 16:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;สุวิทย์&quot;ชงโครงการ 1ตำบล 1มหา&#039;ลัย ลั่นเป็นการปฎิรูปประเทศแท้จริง จิ๊กซอว์สำคัญรวมไทยสร้างชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
9 ก.ค.63-ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น - กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดการประชุมปรึกษาหารือกรอบและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย โดยนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวถึงกรอบนโยบายการขับเคลื่อนโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย ตอนหนึ่งว่า หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 นั้น ครั้งนี้ถือเป็นอีกครั้งที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตเชิงซ้อน ทั้งเรื่องสุขภาพและเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งในวิกฤตตนมองว่ามีโอกาสเสมอ และหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศจะต้องจะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะพลังของเยาวชน ประชาชน ซึ่งตนมีความเชื่ออยู่เสมอว่านิสิต นักศึกษา บัณฑิตของพวกเรา เป็นผู้ที่กำหนดอนาคตของประเทศ จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ดังนั้นสิ่งที่สำคัญหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือ การสร้างความเข้มแข็งจากภายในประเทศ ผ่านเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงกำลังหลักในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ด้วยพลังของคณาจารย์ บุคลากร นิสิต นักศึกษา จะเป็นพลังที่ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า จากนี้ อว.จะต้องทำให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบโจทย์ประเทศและตอบโจทย์พื้นทีควบคู่กันไปในเวลาเดียวกัน ใช้พลังของมหาวิทยาลัยผ่าน พรก.เงินกู้ 4 แสนล้าน โดยโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย จะนำเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า ทั้งนี้จากการที่ตนได้รายงานให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบถึงโครงการดังกล่าว นายกฯ ก็ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะโครงการนี้เป็นการจ้างงานนิสิต นักศึกษา บัณฑิตในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้ใช้พลัง ปัญญา ศักยภาพ ให้ลงไปสู่พื้นที่และคนกลุ่มนี้จะได้ใช้ความรู้ ความสามารถที่เรียนมาพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของตนเอง และสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ เป้าหมายของตำบลควรจะเป็นอย่างไร อว.ได้มีการกำหนด 16 เป้าหมายที่จะตอบโจทย์ตำบลที่ยั่งยืนในอนาคต ว่า ควรจะมีหน้าตาอย่างไร และการที่จะสร้างตำบลให้มีความยั่งยืนได้ ก็ควรที่จะเข้าถึงปัญหาอย่าง
แท้จริงว่าคืออะไร โอกาสของชุมชนคืออะไร เพื่อที่จะสร้างแนวทางในการขับเคลื่อนชุมชน อว.จึงได้มีการระดมนักศึกษาและบัณฑิต จัดทำระบบข้อมูลพื้นฐานของชุมชน และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่ครอบคลุม 7,900 ตำบล ดังนั้นโครงการนี้จึงเป็นเหมือนการถักทอทุน 4 ทุน เข้าด้วยกัน คือ ทุนมนุษย์ คือ บัณฑิต นักศึกษาสร้างพลังติดถิ่น ทุนสังคม คือ การทำงานร่วมมือสร้างเครือข่าย ทุนกายภาพ คือ ดูข้อจำกัดและโอกาสในแต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน และทุนข้อมูล ที่จะเป็นพลังในการบ่งชี้การจัดสรรทรัพยากร ทิศทางการพัฒนาชุมชนในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย เป็นจิ๊กซอร์ตัวสำคัญของรวมไทยสร้างชาติ ที่จะขับเคลื่อนงานภายใต้ความปกติใหม่ (New Normal) ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของ อว.ที่เราต้องเชื่อในศักยภาพของบัณฑิต และดึงออกมาใช้ในตอบโจทย์กับพื้นที่บ้านเกิดอย่างเต็มกำลัง และผมต้องขอขอบคุณมหาวิทยาลัยทุกแห่ง เพราะเชื่อว่าทุกมหาวิทยาลัยต้องเหนื่อยกับการขับเคลื่อนโครงการนี้อย่างแน่นอน ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่อาจารย์จะได้ทำงานวิจัยบนโลกแห่งความเป็นจริง และจะเกิดคุณค่ามหาศาลครั้งใหญ่ของประเทศ และภารกิจของ อว.ขณะนี้คือการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ที่จับต้องได้ เป็นองค์ความรู้ในระดับชุมชนอย่างแท้จริง การสร้างนวัตกรรมต่างๆ ก็จะต้องตาบโจทย์ชุมชน การแก้จน และผมเชื่อว่าโครงการนี้เป็นการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70951</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., 1ตำบล 1มหาวิทยาลัย, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, รวมไทยสร้างชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06dd1e348c6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2020 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2020 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สุวิทย์&#039;ยันไม่ลาออก ต้องปรึกษา&#039;บิ๊กตู่-สมคิด&#039;ก่อนเพราะเป็นคนชวนมา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย.63- &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กล่าวถึงกระแสข่าวยื่นลาออกจากตำแหน่ง โดยย้อนถามว่า ใครปล่อยข่าว คลิปเก่าหรือไม่ ยืนยันยังไม่ลาออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เขาตอบว่า ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยเรื่องเนื้องานกันมากกว่า ไม่ได้คุยถึงเรื่องตำแหน่งว่าจะก็อยู่หรือไม่อยู่แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้คำปรึกษาหรือไม่ นายสุวิทย์ กล่าวว่า ต้องพูดคุยกัน 3 คนก่อน และอย่างที่เคยบอกว่านายกรัฐมนตรีและนายสมคิด เป็นคนดึงให้เราเข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรี ดังนั้นถึงอย่างไรก็ต้องปรึกษาทั้ง 2 ท่านก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจะมีทางออกในเร็วๆ นี้หรือไม่ เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐ จะมีการเลือกคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ นายสุวิทย์ ระบุว่า ขอให้แยกเรื่องการเมือง ออกจากเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี มันคนละเรื่องกัน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, ปรับครม., ลาออก.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200609/image_big_5edf02a946d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68145</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 17:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 17:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อว.&quot;ผุดโครงการ 1 ตำบล 1 มหา&#039;ลัย สร้างงาน วางเป้าจ้างให้ได้ขั้นต่ำ 6หมื่นคน  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8มิ.ย.63-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ขณะนี้ อว.ได้ดำเนินโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ หรือ โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย ครอบคลุมพื้นที่ 3,000 ตำบลทั่วประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในระดับชุมชนหลังการแพร่ราดของไวรัสโควิด &amp;ndash; 19 ระยะเวลา 1 ปี ทั้งการสร้างงาน การพัฒนาอาชีพในชุมชน เพื่อให้เกิดการจ้างงานแก่ประชาชนทั่วไป บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษาไม่น้อยกว่า 60,000 คน ทั้งยังช่วยให้เกิดการพัฒนาทักษะในการเสริมสร้างอาชีพใหม่ในชุมชน ผ่านโครงการด้านการเกษตรสมัยใหม่ ด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนโอทอป(OTOP) การส่งเสริมและสนับสนุนเอสเอ็มอี(SMEs) ในพื้นที่ ซึ่งโครงการต่างๆ เหล่านี้จะได้รับการบูรณาการอย่างเป็นระบบ ตามศักยภาพของตำบลและเพิ่มประสิทธิภาพให้ตำบลด้วยทักษะความรู้และนวัตกรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนและแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการของมหาวิทยาลัยในพื้นที่ จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานบูรณาการโครงการ รายตำบล ดูแลยกระดับเศรษฐกิจและสังคม ตามปัญหาและความต้องการของชุมชน เช่น การพัฒนาสินค้าและบริการชุมชน การพัฒนาการตลาดและสิ่งอำนวยความสะดวก เป็นต้น และที่สำคัญ มหาวิทยาลัยจะเป็นหน่วยจ้างงานในตำบลที่ทำหน้าที่ดูแล โดยจ้างงานประชาชนทั่วไป บัณฑิตจบใหม่ และนักศึกษา ไม่น้อยกว่า 20 คน ในแต่ละตำบลรวมทั้งทำหน้าที่ประสานงานและทำงานร่วมกับจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชนรายตำบล (Community Big Data) เพื่อให้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมีเป้าหมายชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ เพื่อให้การดำเนินการบูรณาการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะมีการจัดทำระบบการบูรณาการโครงการต่างๆในอีก 2 ระดับ คือ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ โดยเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 9 ภูมิภาคของ อว.จะทำหน้าที่ในการบูรณาการโครงการต่างๆระหว่างชุมชนหรือตำบลในพื้นที่ ทั้งด้านการใช้ทรัพยากรโครงการร่วมกัน การแบ่งปันองค์ความรู้และเทคโนโลยีร่วมกัน รวมถึงการเชื่อมต่อกันในโซ่คุณค่าของสินค้าและบริการ เช่นการผลิตวัตถุดิบ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ การบริโภคสินค้าและบริการ การท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อกันระหว่างพื้นที่ เป็นต้น และในระดับประเทศ อว.จะร่วมกับ สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่บูรณาการโครงการและข้อมูลต่างๆในภาพรวม การประเมินผลกระทบ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ของชุมชน เพื่อใช้ในการจัดทำนโยบายและกลยุทธ์ในการลดปัญหาความยากจนแบบมีเป้าหมายชัดเจน&amp;rdquo;รมว.อว. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68145</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., 1ตำบล1มหา&#039;ลัย สร้างงาน, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f8fbd7835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67808</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 15:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.เตรียมเสนอของบฯจ้างงานบัณฑิต 2แสนตำแหน่ง 1 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4มิ.ย.63- นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่าตามที่ อว. ได้ดำเนินโครงการ อว.สร้างงานระยะที่ 1 และได้จ้างงานไปแล้วรวมทั้งสิ้น 9,710 อัตรา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เป็นระยะเวลาการทำงาน 4 เดือน ซึ่งตนได้มอบนโยบายให้หน่วยจ้างงานทุกหน่วย ดูแลผู้ได้รับการจ้างงานทุกคนเป็นอย่างดี โดยจัดให้มีการแนะนำหน่วยงานและภารกิจการทำงานเพื่อเชื่อมโยงโอกาสในอนาคต ตลอดจนเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะของผู้ได้รับการจ้างงาน ทั้งทักษะการทำงาน และทักษะเพิ่มเติม เช่น ทักษะภาษาอังกฤษ ทักษะการเงิน ทักษะด้านดิจิทัล ทักษะสุขภาพ และทักษะทางสังคม เป็นต้น ทั้งยังขอให้ทุกคนที่ทำงานใช้เวลาที่ทำงานกับหน่วยงานใน อว. รวบรวมองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ให้สามารถไปต่อยอดอาชีพอื่นได้ในอนาคต หรือสามารถสร้างช่องทางการทำธุรกิจของตัวเองได้ ตามนโยบายของ อว. ในการเป็นกระทรวงแห่งโอกาส กระทรวงแห่งปัญญา และกระทรวงแห่งอนาคต ของคนไทยทุกคนนอกจากนั้น ตนยังขอให้ทุกหน่วยจ้างงานเตรียมขยายผลโครงการจ้างงาน ในระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะรับสมัครผู้สนใจได้อีกไม่น้อยกว่า 40,000 อัตรา ภายในเดือนกรกฏาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อว.จะเสนอขอใช้งบประมาณจาก พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำมาจ้างงานบัณฑิตจบใหม่และบัณฑิตที่ตกค้างรวมถึงบัณฑิตที่ว่างงานจากโควิด &amp;ndash; 19 อีก 2 แสนตำแหน่ง เป็นระยะเวลา 1 ปีและจะจ้างงานนักศึกษาอีก 1 แสนอัตรา เพื่อทำงานกับชุมชน พัฒนาชุมชน เป็นเวลา 1 ภาคเรียนและจะมีรายได้ติดปลายนวมเพื่อทดแทนรายได้จากการทำงานนอกเวลาด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67808</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., จ้างงานบัณฑิต, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200330/image_big_5e81f8fbd7835.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท่าที-การตัดสินใจ &quot;สมคิด&quot; กระทบ &quot;พปชร.-ประยุทธ์ 2/2&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้ยังเหลืออีกหลายโค้งการเมือง ก่อนถึงวันประชุมใหญ่พรรคพลังประชารัฐ ที่ยังต้องให้ที่ประชุมพรรคโหวตเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทว่าชั่วโมงนี้ แวดวงการเมืองและคนพลังประชารัฐมองข้ามช็อตไปแล้วว่า หมดเวลา ของกลุ่มคีย์แมนพลังประชารัฐ สายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ทั้งอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค-รมว.คลัง, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค-รมว.พลังงาน, สุวิทย์ เมษินทรีย์ รองหัวหน้าพรรค-รมว.อุดมศึกษาฯ เรียบร้อยแล้ว ทั้งตำแหน่งใหญ่ในพรรคและเก้าอี้รัฐมนตรีในรัฐบาล เพียงแต่การต่อรองในช่วงโค้งสุดท้ายของกลุ่มสมคิด ก่อนบิ๊กป้อม-พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะออกมาแบบไหน เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาพลักษณ์รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะเห็นได้ชัดว่า กระแสสังคมจำนวนไม่น้อยมองว่า การที่กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐร่อนใบลาออก 18 คน เพื่อทำให้กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐทั้งหมดสิ้นสภาพ ต้องมีการเลือกกันใหม่ยกแผง มาเกิดขึ้นในช่วงที่คนมองว่ายังไม่ใช่เวลานี้ที่รัฐบาลกำลังกรำศึกสู้สงครามโควิดฯ แม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงแล้ว แต่วิกฤติอีกหลายลูกยังรออยู่ ยังเป็นศึกระยะยาวที่รัฐบาลต้องตั้งหลักให้ดี ห้ามเสียขบวน รัฐบาลควรทุ่มทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและสภาพเศรษฐกิจที่หลายภาคส่วนได้รับความเดือดร้อนไปตามๆ กัน ไม่ใช่เอาเวลาแบบนี้มาเล่นการเมือง ชิงอำนาจกันในพรรคและในรัฐบาล แม้ต่อให้สิงหาคมนี้ รัฐบาลประยุทธ์ 2/1 จะทำงานครบ 1 ปี จึงเป็นช่วงที่สมควรแก่การปรับ ครม.-เปลี่ยนถ่ายอำนาจในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล แต่ประชาชนจำนวนมากก็มองว่า ก็ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมอยู่ดี ควรรอไปก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อีกทั้ง ยิ่งมาเกิดในช่วงที่กำลังจะมีการกดปุ่มใช้เงินกู้ที่รัฐบาลเตรียมหน้าตักไว้ขั้นต่ำร่วม 4 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ของกระทรวงการคลัง 1 ล้านล้านบาท ที่ทำผ่านกลไกอำนาจรัฐ ทั้งในระดับพื้นที่ ผ่านคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ ก.บ.จ.ที่ยึดโยงกับฝ่ายการเมืองในส่วนกลางและระดับจังหวัด และอนุมัติการใช้เงินผ่านคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองการใช้เงินกู้ ที่มีข้าราชการประจำเป็นกรรมการเสียส่วนใหญ่ สังคมเลยเป็นห่วง อาจทำให้เกิดการแทรกแซง-แบ่งเค้ก หาผลประโยชน์กันได้ กับจำนวนมากขนาดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ การแตกหัก-ชิงเหลี่ยมชิงอำนาจ กันในพรรคพลังประชารัฐในช่วงนี้ แม้ลึกๆ จะเป็นที่รู้กันดีว่า มีความพยายามเจรจาระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ในพลังประชารัฐ ที่ต้องการให้มีการปรับ ครม.-ลดบทบาทกลุ่มสมคิดและดันบิ๊กป้อมขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค ได้มีการต่อรองกับกลุ่มสมคิด-อุตตม-สนธิรัตน์มานานแล้ว เพื่อให้กลุ่มอุตตมถอยแบบมีเชิง จะได้ไม่ถูกมองว่าเกิดความแตกแยกในพลังประชารัฐ แต่เมื่อไม่มีการขานรับ กลุ่มตรงข้ามอุตตมจึงต้องใช้วิธีการแตกหัก บีบให้อุตตม-สนธิรัตน์หลุดจากแผงอำนาจในพรรคและรัฐบาลอย่างที่เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่แม้จะเป็นเรื่องปกติของการเมือง ที่ต้องช่วงชิงการนำภายในพรรคและในรัฐบาล แต่วิธีการที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล ที่คนจำนวนมากเลือกผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคนี้ เพราะสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ให้กลับมาเป็นนายกฯ และมาเกิดในช่วงนี้ เลยส่งผลทำให้กองเชียร์พลเอกประยุทธ์และพลังประชารัฐดูจะผิดหวังพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มองความเคลื่อนไหวเฉพาะหน้าในพลังประชารัฐต่อจากนี้ จุดสำคัญเรื่องหนึ่งก็คือ การจับตาดูท่าทีของ กลุ่มสมคิด ทั้งในพรรคพลังประชารัฐและในรัฐบาล หลังถูกมองว่ากำลังถูกคนในพรรคสารพัดกลุ่มจับมือกัน เขี่ยทิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการมองกันว่า หากกลุ่มสมคิดมีการต่อรองบางอย่างกับผู้มีอำนาจตัวจริงในพลังประชารัฐ ที่ทุกคนก็รู้ว่าเป็นใคร แล้วพอยอมรับกันได้ อันเป็นจุดลงตัวที่พอทำให้กลุ่มสมคิดไม่เสียหน้าทางการเมืองมากเกินไป เช่น แม้อุตตมจะหลุดจากหัวหน้าพรรคและ รมว.คลัง แต่ถ้าถูกโยกสลับไปบางกระทรวง เช่น กลับไปอยู่กระทรวงอุตสาหกรรมตามเดิมสมัยก่อนเลือกตั้ง หรือไปนั่งเป็น รมว.อุดมศึกษาฯ แทนสุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่อุตตมก็ถนัดในฐานะอดีตนักวิชาการ-ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ส่วนตำแหน่งในพรรคก็อาจถูกดันไปเป็น ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ที่ก็คือตำแหน่งปัจจุบันของพลเอกประวิตรในเวลานี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าการเจรจาต่อรองออกมาแบบนี้ หากกลุ่มสมคิด-อุตตม แม้อาจไม่พอใจ แต่หากยอมรับสภาพกันได้ ดีกว่า ขาลอยยกทีม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก็จะทำให้การแย่งชิงอำนาจในพลังประชารัฐก็อาจจบเร็วแบบมีรอยร้าว ไม่ถึงขั้นแตกหักทันที เพราะสถานการณ์ยังไม่เอื้ออำนวยให้กับกลุ่มสมคิดคิดทำการใดๆ แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องกลุ่มสมคิดวางแผนตั้งพรรคการเมืองใหม่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หยั่งสถานการณ์ไว้ว่า ทิศทาง-ท่าทีของกลุ่มสมคิด ในพรรคพลังประชารัฐและในรัฐบาลจะไปทางไหน ก็อยู่ที่ ดร.สมคิด เป็นหลัก ว่าจะเอาอย่างไร หลังก่อนหน้านี้ออกมาบ่นเสียงดังๆ ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในพลังประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;น่าเสียดายน่าจะเอาพลังไปช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองมากกว่า และอยากให้พูดคุยกันมากกว่า ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรกันนัก เบื่อไหม ผมถามสื่อว่าเบื่อไหม&amp;quot; (สมคิด รองนายกฯ-2 มิ.ย.)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเบื่อของสมคิด สุดท้ายจะแปรเปลี่ยนออกมาเป็นการตัดสินใจแบบไหน ก็เชื่อว่าการตัดสินใจของสมคิดจะมีผลทำให้ ทั้งอุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์ รวมถึงคนอื่นๆ ในพลังประชารัฐ และในรัฐบาลที่อยู่สายสมคิด-อุตตม อย่าง กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกฯ (สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) และอดีตโฆษกพรรคพลังประชารัฐ, พรชัย ตระกูลวรานนท์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ-เหรัญญิกพรรค อดีตรองอธิการบดีธรรมศาสตร์, สันติ กีระนันทน์ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ อดีตรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ, สุรพร ดนัยตั้งตระกูล กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน, ชาญกฤช เดชวิทักษ์ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท ที เอส ฟลาวมิลล์ จำกัด (มหาชน) ก็คงเอาด้วย แม้มีกระแสข่าวบางคนในกลุ่มนี้อาจแตกแถวเพื่อไปอิงกับขั้วอำนาจใหญ่ในพลังประชารัฐ หากกลุ่มสมคิดโดนลดบทบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยเหตุนี้ การเคลื่อนไหวต่างๆ ในพลังประชารัฐ ก่อนการประชุมใหญ่พรรค การเทน้ำหนักไปที่การจับตามองท่าทีของ ดร.สมคิด จึงน่าสนใจไม่น้อย เพราะจะมีผลอย่างยิ่งต่อทิศทางของพรรคพลังประชารัฐ ยามเมื่อบิ๊กป้อมขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคและต่อการปรับ ครม.ประยุทธ์ ที่จะเป็นการมาถึงของประยุทธ์ 2/2 ที่คาดกันว่าพอเสร็จจากการจัดทัพในพลังประชารัฐเสร็จเรียบร้อย การปรับ ครม.ก็คงเกิดขึ้นตามมาจากนั้นทันที เว้นเสียแต่หากสถานการณ์ในพลังประชารัฐมีแรงกระเพื่อมอีกหลายระลอก เช่น การปรับ ครม. หากเกิดความไม่ลงตัวในการปรับ ครม.บางตำแหน่ง เช่น รมว.คลัง-รมว.พลังงาน-รมว.มหาดไทย-รมว.อุตสาหกรรม เพราะกลุ่มก๊วนในพลังประชารัฐแย่งกันอีก การเกิดขึ้นของประยุทธ์ 2/2 ก็อาจลากยาวไปเรื่อยๆ จนกว่าทุกอย่างจะลงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ท่ามกลางกระแสข่าวว่า สำหรับแรงหนุนจากหลายกลุ่มการเมืองในพลังประชารัฐ ที่พร้อมใจกัน หามบิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐแล้ว ในส่วนของคนที่จะมาเป็น มือขวาบิ๊กป้อม คือ เลขาธิการพรรค ที่ก่อนหน้านี้แวดวงการเมืองมองกันว่า ตัวเต็งที่บิ๊กป้อมจะเลือกมาใช้งาน คอยดูแลบริหารจัดการงานในพรรค น่าจะมี 3 ชื่อ คือ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ, สันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง, อนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท คีย์แมนกลุ่มสามมิตร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยามนี้กระแสเสียง ส.ส.พลังประชารัฐ ทั้งสายปาร์ตี้ลิสต์และ ส.ส.เขต ดูเหมือนเสียงเชียร์ เสี่ยแฮงค์-อนุชา นาคาศัย เริ่มนำคนอื่นๆ เพราะมีแรงหนุนทั้งจากกลุ่มสามมิตร สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รวมถึงสัญญาใจที่บิ๊กป้อมเคยรับปากกับอนุชาตอนวืด เป็น รมช.คลังปีที่แล้ว ที่ยอมหลบให้กับกลุ่มเพชรบูรณ์ของ สันติ พร้อมพัฒน์ ว่า จะดันให้มีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลและในพรรค สัญญาใจดังกล่าวเลยน่าจะได้เห็นในเร็วๆ นี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขณะที่ความเห็นแกนนำพรรคพลังประชารัฐ พบว่าต่างพยายามจะกลบร่องรอย ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเอาไว้ เพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายจนกระทบกับรัฐบาล แต่ก็เป็นงานยากในการทำให้ประชาชนไม่มองว่า เกิดการชิงอำนาจกันในพรรคพลังประชารัฐ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อได้ว่า แกนนำพลังประชารัฐก็คงต้องการให้เรื่องนี้จบโดยเร็วที่สุด ผ่านการประชุมใหญ่ของพรรค ที่คงหาวิธีการทำให้เกิดการนัดประชุมให้เร็วที่สุด และเลือกหัวหน้าพรรค-กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แบบม้วนเดียวจบ เรื่องจะได้ยุติโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งแกนนำพลังประชารัฐก็มีการออกมาสำทับเรื่องนี้กันหลายคน อาทิเช่น สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม แกนนำกลุ่มสามมิตร ที่พูดถึงปัญหาในพรรคพลังประชารัฐ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อที่ร้านอาหารของครอบครัวตัวเองย่านสนามบินน้ำ เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า การปรับปรุงองค์ประกอบของพรรค คือการปรับพื้นฐานของพรรคให้มีความหนักแน่น มั่นคงมากขึ้น เพราะจะได้นำพาพรรคไปสู่การเป็นเสาหลักที่มั่นคงของประเทศต่อไป โดยความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลงเป็นคุณสมบัติของพรรคการเมืองที่ดี ดังนั้นการปรับปรุงพรรคจะเกิดขึ้นไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของพรรคที่มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ ดังตัวอย่างของพรรคการเมืองในอังกฤษไม่ว่าจะเป็นพรรคอนุรักษนิยมหรือพรรคแรงงาน ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารพรรคอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;การปรับโครงสร้างทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารเดิมจะไม่สามารถกลับมาได้อีก บุคคลที่เข้าใจชาวบ้าน เข้าใจชาวชนบท เข้าใจ ส.ส. ย่อมได้รับคะแนนนิยมในพรรค ทั้งท่านหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค หรือท่านประธานยุทธศาสตร์ของพรรค ก็สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้บริหารสูงสุดของพรรคได้อีกเช่นกัน การลาออกของกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้มีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ เปรียบเสมือนแก้วที่ตกผลึกแล้ว และกำลังจะถูกเจียระไนให้มีมูลค่าสูงขึ้น&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกความเคลื่อนไหวของพรรคพลังประชารัฐต่อจากนี้ จึงน่าติดตามยิ่งในทางการเมือง แม้พอจะเห็นปลายทางสุดท้ายว่า อาจมีความพยายามเก็บปัญหาเอาไว้ในพรรคและในรัฐบาล แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นรอยร้าวในพรรคที่ยากจะซ่อนเร้นความจริงเรื่องนี้ไว้ได้ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67753</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, อนุชา นาคาศัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200603/image_big_5ed7ab2c7439a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/05/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/05/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อว.เตรียมเสนอครม.จ้างงานเพิ่มเป็น 2แสนอัตรา เผยมีบัณฑิตตกงานสะสมในช่วง2-3ปี ถึง 5 แสนคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 พ.ค.63 &amp;nbsp;-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้า &amp;ldquo;โครงการ อว.สร้างงาน&amp;rdquo; ที่ได้ดำเนินการจ้างคนตกงานจากโควิด-19 ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 1 ใน 42 หน่วยงานของ อว. ที่ร่วมโครงการฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า สำหรับโครงการ อว.จ้างงาน ในส่วนของ วว. จะเป็นหน่วยที่สนับสนุนด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและโอท็อป เน้นการส่งเสริมและเพิ่มพูนทักษะต่างๆ ครอบคลุมในด้านการวางแผนการผลิต การใช้เครื่องมือในการผลิต การควบคุมการผลิต การตรวจสอบมาตรฐานและคุณภาพผลิตภัณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนการผลิต โดยคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะได้รับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จากผู้เชี่ยวชาญและมีการฝึกปฏิบัติงาน เช่น เทคโนโลยีการแปรรูปอาหารและผลไม้ เทคโนโลยีการจัดเก็บและยืดอายุผลไม้สด เทคโนโลยีด้านการสกัดสมุนไพร เป็นต้น &amp;nbsp;ซึ่งผลจากการดำเนินงานนี้จะก่อให้เกิดผลในระยะสั้น คือ การสร้างงาน สร้างรายได้ ให้แก่ผู้ประสบภาวะวิกฤตโควิด-19 ส่วนผลในระยะยาว เป็นการตอบโจทย์ประเทศ สร้างและเสริมทักษะแรงงานสมัยใหม่ ให้มีความพร้อมเพื่อสร้างธุรกิจ เป็นผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่หรือเป็นผู้ประกอบการรายใหม่หลังจบวิกฤตโควิด-19 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว.กล่าวอีกว่า ในการนำร่องจ้างงานในช่วงวิกฤติโควิด-19 จำนวน 10,000 คน ซึ่งยังถือว่าน้อย สำหรับความต้องการเข้าทำงานในพื้นที่ทั้ง 42 แห่งที่กำหนดที่มากถึง 3-4 เท่า อย่างพื้นที่ของ วว. ที่มีการเปิดรับ 130 คน แต่มีผู้สมัครเข้ามาถึง 10,000 คน ซึ่งก็จะมีการขยายรับเพิ่มขึ้นในส่วนของวว. แต่หลังจากนี้โครงการในเฟสต่อไปก็มีการวางแผนที่จะขยายจำนวนจ้างคนตกงานเพิ่มเป็น 50,000 คน โดยเตรียมที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายนนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.อว. เยี่ยมชมพื้นที่การทำงาน เพาะเชื้อเห็ด ภายในศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายสุวิทย์กล่าวอีกว่า ในส่วนบัณฑิตและนักศึกษาโดยเฉพาะในกลุ่ม 1.บัณฑิตค้างสะสม คือหลังจากจบการศึกษาแล้วภายใน 2-3 ปี ประมาณ 5 แสนคน ที่ยังไม่มีงานทำ 2.บัณฑิตที่มีโอกาสทำงานแต่โดนเลิกจ้างงาน 3.บัณฑิตใหม่ที่จะจบการศึกษาในปี 2563 ซึ่งอาจจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการดำเนินการในการช่วยเหลือจากที่วางแผนในเดือนตุลาคม 2562 สำหรับการจ้างงานจาก 50,000 คน ซึ่งกำลังพิจารณาในการนำเสนอต่อรัฐบาลจ้างงานเพิ่มเป็น 200,000 คน &amp;nbsp;จำนวนอาจจะไม่ได้มาก &amp;nbsp;แต่ด้วยด้วยแนวคิดที่ทุกคนที่เข้ามาทำงานต้องได้ความรู้และทักษะ นำประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการสร้างอาชีพ หรือ เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างสตาร์ทอัพในอนาคตได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เยี่ยมชมพื้นที่การทำงานภายใน ICPIM&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;​ด้าน ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กล่าวเสริม หลังจากที่ได้รับมอบนโยบายและสนับสนุนการดำเนินงานโครงการ อว.สร้างงาน โดยได้เปิดรับบุคลากร รวมจำนวน 130 คน แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (ปลายเดือนเมษายน 2563) และระยะที่ 2 (ต้นเดือนพฤษภาคม 2563) &amp;nbsp; ขณะนี้ได้ทำการคัดเลือกบุคลากรแล้ว &amp;nbsp;และบางส่วนได้เริ่มเข้ามาปฏิบัติงาน ณ โครงสร้างพื้นฐาน วว. 7 แห่งทั่วภูมิภาค ที่โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร (FISP), ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM), ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ &amp;nbsp;จ.ปทุมธานี, ศูนย์การถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตภาพและมูลค่าพืชไร่ชุมชน (สับปะรด) จ.ประจวบคีรีขันธ์, ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการยืดอายุลำไยเพื่อการส่งออก จ.ลำพูน, ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหาร จ.แพร่, &amp;nbsp;โรงงานสกัดระดับชุมชนและระบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จ.น่าน, &amp;nbsp;โรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร จ.ระยอง และโรงงานบริการนวัตกรรมอาหาร จ.สงขลา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยแต่ละพื้นที่ได้มอบหมายให้นักวิจัยที่มีประสบการณ์ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลให้ความช่วยเหลือ และให้คำปรึกษาตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้จะมีการขยายจำนวนเพิ่มเป็น 200 คน และขยายไปยังพื้นที่ของ วว.ลำตะคอง จ.นครราชสีมา และเพิ่มส่วนงานในจ.ปทุมธานี ด้วย โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ และคาดว่าจะเริ่มทำงานในเดือนกรกฎาคม 2563 ทั้งนี้ อาจจะมีการพิจารณาเปิดที่พัก สำหรับบุคคลที่มีความจำเป็นและการเดินทางลำบากในลำดับต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ศุภรัตน์ บัวบาน บัณทิตปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้เข้ามาทำงานใน ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM) &amp;nbsp;เล่าว่า &amp;nbsp;หลังจากจบการศึกษาในระดับปริญญาโทมาได้ 2 ปี ก็เป็นช่วงที่ยังหางานทำ และประจวบกับสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ยิ่งหางานยากมากขึ้น พอได้เห็นโครงการนี้เปิดรับสมัครก็สนใจและอยากเข้ามาหาประสบการณ์ อีกทั้งที่พักตนอยู่ใกล้กับที่ทำงาน เทียบกับเงินเดือน 9,000 บาท ก็ถือว่าคุ้มมากๆ ซึ่งส่วนงานที่ได้รับผิดชอบจะเป็นการวัดความเข้มข้น การนับเซลล์ของจุลินทรีย์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยสอนงานตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมจากที่เรียนมา อีกทั้งยังเป็นใบเบิกทางในการทำงานต่อยอดในส่วนของอุตสาหกรรมอาหารที่ตนสนใจอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางวารุณี ไชยนาพงษ์ &amp;nbsp;ครูสอนวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่คลอง 6 ที่ได้รับผลกระทบจากการหางานในช่วงโควิด-19 ได้เข้ามาทำงานที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ เล่าว่า ก่อนหน้าสถานการณ์โควิด-19 ทางโรงเรียนที่สอนได้ประสบกับปัญหาของเศรษฐกิจ ทำให้นักเรียนมีจำนวนลดลง โรงเรียนจึงต้องลดขนาดลง เป็นผลให้จำนวนครูลดลงด้วย ต่อมาทางโรงเรียนก็มีนโยบายในการจ้างออก ซึ่งตนก็คือหนึ่งในนั้น ซึ่งเป็นช่วงเดือนมีนาคม ตรงกับสถานการณ์โควิด-19 พอดี ทำให้การหายากขึ้น แต่ยังดีที่ได้ไปเจอกับโครงการ อว.สร้างงาน ซึ่งตนก็ได้เข้ามาทำงานในส่วนของการเพาะเชื้อเห็ดในเมล็ดข้าวฟ้าง ก็มีเจ้าหน้าคอยสอนและอธิบายความรู้ต่างๆให้เข้าใจ และที่บ้านแฟนก็ทำงานเกี่ยวกับเห็ด ซึ่งอาจตะไปต่อยอดเป็นอาชีพ และความรู้ตรงนี้ยังต่อยอดนำไปสอนเด็กๆได้ ทำให้ตนยังมีรายได้อาจจะไม่เท่าเมื่อก่อน แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำงาน เพราะก็มีรายจ่ายที่ต้องรับชอบ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66022</URL_LINK>
                <HASHTAG>#อว., ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, โครงการจ้่างงานของอว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200515/image_big_5ebe66f07e920.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;อว.&quot; ถก ผอ.รร.สาธิต 96 แห่ง การเรียนออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17เม.ย.63-นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ อว.เรียกประชุมผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตในสังกัด อว. จำนวน 96 แห่งทั่วประเทศ เพื่อหารือถึงแนวทางในการปรับแผนการเรียนการสอนหากโรงเรียนสาธิตจำเป็นต้องเลื่อนเปิดเทอม เหมือนโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ และการเตรียมความพร้อมในการเรียนการสอนออนไลน์ อันเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์วิกฤตโควิด-19 หากเหตุการณ์ยังยืดเยื้อต่อไป ล่าสุด กระทรวง อว. ร่วมกับบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ในการนำ นวัตกรรมการเรียนการสอนออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน ไมโครซอฟท์ ทีมส์ กับบริการไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ 365 เอ 1 (Microsoft Office 365 A1) สู่โรงเรียนสาธิตจำนวน 96 แห่ง ภายใต้สังกัดของมหาวิทยาลัย 66 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งมีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 65,990 คน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ซอฟต์แวร์ หลังจากที่ได้ใช้ในระดับมหาวิทยาลัยมีผลลัพท์ที่น่าพอใจอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราจะเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเทอมต่อไปอย่างไร เพื่อให้เด็กยังสามารถได้เรียนรู้ตามวัยและศักยภาพถึงแม้ประเทศจะยังมีวิกฤตก็ตาม โดยประเด็นสำคัญ คือ การใช้วิกฤตเป็นโอกาส โรงเรียนสาธิตต้องเป็นต้นแบบ หลังจากมีการเตรียมความพร้อม รับมือกับการเปิดเทอมที่จะถึงนี้ ด้วยการนำหลักสูตรต่างๆ ในสาระวิชาต่างๆ ช่วยกันสร้างในบริบทของ ออนไลน์ที่ไม่ติดกับดักอยู่กับการเรียน การสอนในระบบปกติเท่านั้น มีการวิจัย พัฒนากระบวนการเรียนรู้ นวัตกรรมต่างๆ ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ การใช้ AI เป็นตัวช่วยของครูและนักเรียน และถ่ายทอดออกไปยัง โรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั่วๆไป โดย อว.พร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ และแพล็ตฟอร์มต่างๆ&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63460</URL_LINK>
                <HASHTAG>#รงเรียนสาธิ9, #อว., #โควิด-19, ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200417/image_big_5e99857b45830.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
