<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 09:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 09:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขอคนไทยรู้รักษา..ดิน น้ำ ลม ไฟ  ตามพระราชปณิธานในหลวงร. 9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บนเส้นทาง 35 ปี แห่งการถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศนั้น ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ถ่ายทอดเรื่องราวว่าตลอดรัชกาล 70 ปี พระองค์ทรงสอนเรื่องความดี ประหนึ่งแสงประทีปที่นำทางชีวิต ทรงพร่ำสอนเรื่อง ดิน น้ำ ลม ไฟ อยู่เสมอ ถ้าเราไม่รักษาแผ่นดิน ไม่รักษาชาติบ้านเมือง ไม่รักษาปัจจัยแห่งชีวิต ชีวิตก็คงจะอยู่ไม่ได้ พร้อมทางรอดของชีวิตกับ 4,700 โครงการพระราชดำริ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่เปรียบเสมือนเป็นบทเรียนที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ รวมถึงภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดคือ การบริหารความเสี่ยงของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอย่างรุนแรง การใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล เว้นระยะห่างนั้น พระองค์ท่านทรงเตือนไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี พระองค์ท่านสอนเรื่องการครองแผ่นดิน ด้วยความรักความเมตตาที่มีต่อพสกนิกร พระองค์ทรงคิดค้นการบริหารน้ำ การบริหารยอดเขาและป่าไม้ และการบริหารท้องฟ้า โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้สรุปงานของพระองค์ได้ว่า จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที อย่างที่ทุกคนเรียกว่า &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo; งานชิ้นแรกของพระองค์ท่านเริ่มจากท้องฟ้า เรามองเห็นเป็นเพียงเมฆ แต่พระองค์ท่านเห็นเป็นสายน้ำ เป็นต้นกำเนิดของโครงการฝนหลวง หลักการทำงานที่จำได้ขึ้นใจ คือ การดูแลป่าต้นน้ำ 3 ส่วนตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพราะป่าไม้เปรียบเสมือนเป็นทรัพย์สมบัติทางธรรมชาติและเป็นสายใยแห่งชีวิตของเราทั้งสิ้น พระองค์ท่านได้สอนวิธีการแก้ปัญหาไว้ให้เราหมดแล้ว รวมไปถึงปรัชญาชีวิตที่พระองค์ทรงสอนไว้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่แค่การปลูกข้าวหรือขุดร่องผัก แต่แท้ที่จริงแล้ว เศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักปรัชญาและความคิดด้วยหลักธรรม 3 ประการ คือ พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เราต้องรู้จักประมาณตน ประเมินศักยภาพตัวเองเสียก่อนเพราะทุกคนมีต้นทุนไม่เหมือนกัน จะทำสิ่งใดนั้นต้องคำนึงต้นทุนที่มีอยู่ในตัว อย่างทุนของประเทศไทยคือ อู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เราพูดกันมากว่า 900 ปีแล้ว จึงสอดคล้องกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาที่ถูกวิธี ดั่งพระองค์ท่านทรงใช้เหตุผลในการนำทาง ต่อเนื่องด้วยการใช้สติปัญญา อย่าใช้อารมณ์และความอยากในการเดินตามผู้อื่น ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดคือ การบริหารความเสี่ยงของบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่คาดคิดว่าจะเกิดสภาพแบบนี้ทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอย่างรุนแรง การใช้ชีวิตแบบนิวนอร์มอล เว้นระยะห่าง ความเสี่ยงแบบ distancing&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระองค์ท่านทรงเตือนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2541 ให้ระวังการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นดังเช่นปัจจุบัน พร้อมที่จะเผชิญหากมีภูมิคุ้มกันที่ดี ทางเลือก 3 ทางที่จะชนะความเปลี่ยนแปลงได้คือ ประการที่ 1) เราจะสู้กับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากจะสู้เราต้องเปลี่ยนจากตัวเราก่อน ให้เป็นผู้นำก้าวกระโดดทางนวัตกรรม ประการที่ 2) แก้ไขเป็นวัน ๆ แบบเสมอตัว และประการที่ 3) หนีความเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า Disruption นี่คือสิ่งที่พระองค์ทรงสอนว่าอย่ามองข้ามปัญหาที่กำลังเผชิญ พร้อมรับมือกับปัญหา ไม่ต้องรอการพึ่งพาจากผู้อื่น หากเรารอคอยความช่วยเหลือ ชีวิตเราจะแขวนอยู่กับความไม่แน่นอน ซึ่งพระองค์ท่านทรงหลักการทำงานด้วยธรรมะ 3 ข้อ คือ ความรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง โดยเราต้องรอบรู้ว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ต้องมีความฉลาด เพราะความโลภจะทำให้เกิดความพินาศ อย่าคดโกง ตั้งมั่นบนความซื่อสัตย์สุจริต รู้จักแบ่งปันผู้อื่น เพราะถ้าสังคมอยู่ไม่ได้ ตัวเราก็อยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน &amp;nbsp;สุดท้ายสังคมและประเทศชาติจะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางด้วย 3 คำ คือ มั่นคง สมดุล และยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; UN SDGs หรือ Sustainable Development Goals 17 ข้อ ที่สหประชาชาติได้กำหนดออกมานั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านได้กำหนดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่คนไทยไม่ใส่ใจ ซึ่งนั่นคือ เศรษฐกิจพอเพียงที่พระองค์ท่านกำหนดไว้อย่างเหนือชั้นด้วยวิธีคิดเป็นหมวกครอบทั้งหมด แต่เป็นที่น่าเสียดายแทนคนไทย ดังเช่นสุภาษิตที่ว่า ใกล้เกลือกินด่าง ผิดกับชาวต่างชาติที่เข้ามาศึกษาเรียนรู้ แต่คนไทยนั้นอยู่ใกล้ปราชญ์เสียเปล่า แต่ไม่ค่อยเอาธรรมะ มัวแต่ไปไคว้ขว้าความฝันของผู้อื่น จนเกิดเป็นความแตกแยกอย่างเช่นทุกวันนี้ ซึ่งการรู้จักประมาณตนและพอประมาณจะนำพาทุกคนก้าวไปข้างหน้า และสุดท้ายความฝันของพระองค์ท่านก็จะสำเร็จ เพราะได้เห็นทุกคนได้ประโยชน์และมีความสุขชั่วลูกชั่วหลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สุเมธ ให้แง่คิดแก่ผู้เข้าอบรมในโครงการอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม Sustainability c Moral&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ตามรอยพระราชา&amp;rdquo; ว่าคุณธรรมไม่ใช่สิ่งที่ปรุงแต่ง ไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคในการถ่ายทอด แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากภายใน จากการเห็นคุณค่าและการลงมือทำ จนเกิดผลเป็นรูปธรรม และสื่อสารจากประสบการณ์ตรง ต้องยอมรับกันว่า คุณธรรมเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างมากในสังคมไทย และเป็นรากฐานที่สำคัญและมั่นคงสำหรับประโยชน์สุขของทุกคนในสังคม เปรียบเสมือนเสาเข็มที่มองไม่เห็น แต่ยิ่งวางเสาเข็มให้แข็งแรงมั่นคงเท่าไร ย่อมสามารถต่อเติมอาคารบ้านเรือนให้สวยงามแข็งแรงตลอดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความตอนหนึ่งจากการแสดงปาฐกถาเปิดโครงการอบรมวิทยากรส่งเสริมคุณธรรม Sustainability c Moral &amp;ldquo;ตามรอยพระราชา&amp;rdquo; สร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากศาสตร์พระราชา เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2564 จัดขึ้นโดย ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิธรรมดี โดยมี รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตรี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ดร.ดนัย จันทร์เจ้าฉาย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิศูนย์คุณธรรม และประธานมูลนิธิธรรมดี อาจารย์อดุลย์ ดาราธรรม นายกสมาคมนักเรียนเก่า AFS ประเทศไทย ร่วมเป็นวิทยากรในหลักสูตร เพื่อส่งเสริมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ และปราชญ์ชาวบ้านในแหล่งเรียนรู้ทั่วประเทศ ให้เกิดการบูรณาการพัฒนานวัตกรรมศาสตร์พระราชา จาก 9 เส้นทาง 81 แหล่งเรียนรู้ สู่การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมสืบไป ติดตามข้อมูลได้ทาง Facebook: ตามรอยพระราชา The King&amp;rsquo;s Journey &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119597</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ในหลวง ร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_61345063c801a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/12/2020 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/12/2020 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พระราชินี เสด็จฯ ทอดพระเนตรสวนสมเด็จย่าจ.เพชรบุรี ทรงร่วมยิงหนังสติ๊กปลูกป่าทางไกล-แปรรูปสมุนไพร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 ธ.ค.63 - ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงตั้งมั่นในพระราชหฤทัยที่ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด แนวพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ดั่งความตอนหนึ่งในพระพระราชดำรัสวันสตรีไทย ประจำปี 2562 ความว่า &amp;quot;ข้าพเจ้ามีความตั้งมั่นที่จะสนองพระเดชพระคุณ พระมหากรุณาธิคุณ ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เหมือนดั่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระราชปณิธานที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด และแผ่ขยายพระบารมีแห่งสมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 24 ธ.ค.63 เวลา 18.10 น.สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฎิบัติพระราชกรณียกิจ เป็นการส่วนพระองค์ ในโครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนาย นายภัคพงษ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนเฝ้าฯรับเสด็จ การนี้ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และพระบรมรูปพระบาทสมด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ณ ค่ายนเรศวร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงโครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี&amp;nbsp; ทรงวางพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายสักการะพระบรมรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสร็จประทับรถรางพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ทอดพระเนตร และทรงรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานพระราชดำริในการดำเนินโครงการฯ และทรงรับฟังการบรรยายการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4อย่าง และการปลูกป่าโดยวิธีปลูกป่าทางไกล และทรงปลูกป่าทางไกลด้วยการยิงหนังสติ๊ก เมล็ดมะขาม เมล็ดมะกำตัน เมล็ดต้นคูณ&amp;nbsp; การนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงนำหนังสติ๊กส่วนพระองค์ที่ทรงทำจากยางพลาสติกของแท้มาทรงยิงเมล็ดมะขาม เมล็ดมะกำตัน เมล็ดต้นคูณ ไปทางหุบเขาป่าหัวโล้นด้วยความสนพระทัย พร้อมทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมผู้ที่คิดค้นวิธีการปลูกป่าด้วยวิธีนี้นอกจากจะทำให้ป่าไม้มีความสมบูรณ์แล้ว ยังช่วยทำให้คนเพลิดเพลินในการยิงหนังสติ๊กอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาประทับรถรางพระที่นั่งไปยังสระเก็บน้ำ A และสระเก็บน้ำ B ทรงรับฟังการบรรยายสรุปเรื่องการบริหารจัดการน้ำภายในพื้นที่โครงการฯ และทอดพระเนตรพืชสมุนไพรสวนนานาพฤกษสมุนไพร โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงร่วมกิจกรรมการแปรรูปสมุนไพรในรูปแบบต่างๆ อาทิ ทรงทดลองทำลูกประคบสมุนไพร ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นผสมสมุนไพร กระทั่งการมัดลูกประคบด้วยพระองค์เอง ทรงปรุงยาหม่องน้ำมันไพล น้ำมันไพล และสเปรย์กันยุงจากมะกรูด และตะไคร้หอม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้เวลาอันสมควร เสด็จฯ เข้าภายในอาคารสำนักงานโครงการฯ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กราบบังคมทูลถวายรายงาน ความเป็นมาและการบริหารจัดการโครงการ สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี&amp;nbsp; ทอดพระเนตรวีดิทัศน์ภาพรวมโครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ด้วยความสนพระราชหฤทัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์จากโครงการชัยพัฒนา,โครงการชั่งหัวมัน และชมผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน จาก 8 อำเภอ ในจังหวัดเพชรบุรี อาทิผลิตภัณฑ์กระเป๋าศรนารายณ์ทรงโมเดร์น จากกลุ่มอาชีพสตรีจักสานป่าศรนารายณ์ อ.ชะอำ ผลิตภัณฑ์กล้วยหอมทองแปรรูป ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน ,กระเป๋าผ้า อ.หนองหญ้าปล้อง ,ผลิตภัณฑ์เกลือทะเลแปรรูปที่นำมาเป็นผลิตภัณฑ์สปา จาก อ.บ้านแหลม, ผลิตภัณฑ์ผ้าทอกระเหรี่ยงโปว์ บ้านสองพี่น้อง อ.เมืองเพชรบุรี และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลูกตาลเป็นขนมหวายและสบู่บำรุงผิว จาก อ.ท่ายาง เป็นต้น ทั้งนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ได้พระราชทานกำลังใจให้แก่ตัวแทนร้านต่างในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพ อีกทั้งทรงอุดหนุนสินค้าจากชาวบ้านทั้ง 8 อำเภอ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ร้านต่างๆ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งอยู่ที่ หมู่ 6 ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงกับโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรพื้นที่ห้วยทราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2526 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่า พื้นที่พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน และบริเวณใกล้เคียง เคยมีความอุดมสมบูรณ์มาก มีน้ำตกและลำธารไหลหล่อเลี้ยงพื้นที่ตลอดปี แต่ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวกลับเสื่อมโทรมลง ปริมาณน้ำฝนลดน้อยลงทุกปี และไม่ตกต้องตามฤดูกาลเกรงว่าพื้นที่นี้จะแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย จึงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่บริเวณดังกล่าว ประมาณ 15,880 ไร่ ให้เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนา ด้านการเกษตรกรรม โดยเน้นการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูสภาพป่าไม้ให้กลับอุดมสมบูรณ์ดังเดิม สามารถทำการปลูกพืชต่าง ๆ ควบคู่ไปกับการปลูกป่า จัดหาแหล่งน้ำสนับสนุนการปลูกป่า และการเพาะปลูกพืช จัดระเบียบราษฎรให้ราษฎรในพื้นที่โครงการเข้าอยู่อาศัย และทำกินอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับธรรมชาติ ให้ราษฎรเข้าร่วมดูแลรักษา ตลอดจนได้อาศัยผลผลิตจากป่า และการปลูกพืชต่าง ๆ โดยไม่ต้องเข้าบุกรุกทำลายป่าไม้อีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;nbsp; ทรงมีพระราชประสงค์จะดำเนินการทดลองการฟื้นฟูพื้นที่ ในพื้นที่ขนาดเล็ก เพราะศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีพื้นที่ใหญ่เกินไป และพบว่าได้พื้นที่บริเวณบ้านอ่างหิน ม.6 ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ที่อยู่ใกล้เคียงกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ มีสภาพพื้นที่เสื่อมโทรมเช่นเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวมีจำนวน 3 แปลง ติดต่อกันรวม 340 ไร่ แปลงที่ 1 เป็นชื่อในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แปลงที่ 2 เป็นชื่อหม่อมเจ้าหญิงลุอิสาณ์ดิสกุล แปลงที่ 3 ชื่อท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ซึ่งในเวลาต่อมาหม่อมเจ้าหญิงลุอิสาณ์ ดิสกุลและท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้ทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรจึงได้เริ่มดำเนินงานตามแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ พระราชทาน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 ว่า&amp;ldquo;พื้นที่ของสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พัฒนาเป็นศูนย์ศึกษา ประกอบด้วยการชลประทาน สร้างเรือนเพาะชำกล้าไม้ และกิจกรรมอื่นๆตามความจำเป็น เพื่อเป็นศูนย์กลางทางวิชาการ จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ศึกษารูปแบบการเกษตรที่เหมาะสม และถ่ายทอดสู่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป&amp;rdquo; ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 โดยมีศูนย์โครงการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบในการสนองต่อพระราชดำริ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่ดินผืนนี้ให้แก่มูลนิธิชัยพัฒนา ดังนั้นมูลนิธิชัยพัฒนาจึงได้เข้ามารับผิดชอบ ดำเนินงานต่อตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2548 โดยใช้งบประมาณดำเนินการทั้งหมดของมูลนิธิฯ แต่ยังคงรูปแบบการดำเนินงานตามที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานไว้ ภายใต้ชื่อ &amp;ldquo;โครงการสวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลการดำเนินงาน เพื่อพื้นฟูสภาพพื้นที่ และการจัดการด้านการเกษตรกรรมในสวนสมเด็จฯ ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นฟูสภาพพื้นที่ การเพิ่มพื้นที่ป่า โดยการปลูกป่าในรูปแบบ ปลูกไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างไม้ 3 อย่าง ได้แก่ ไม้โตเร็ว เช่น ไม้สะเดา ไม้กระถิน ไว้ใช้ทำฟืนหรือเผาถ่านได้ อย่างที่ 2 คือ ไม้กินได้ ไม้อาหาร ไม้ผล รวมทั้งพืชสมุนไพร และอย่างที่ 3 คือไม้ใช้สอย ไม้เศรษฐกิจ ไว้สร้างบ้านเรือน คอกสัตว์ เป็นต้น ส่วนประโยชน์อย่างที่ 4 คือการอนุรักษ์ดินและน้ำ จัดทำแปลงวนเกษตร เป็นการทำการเกษตรในพื้นที่ป่า มีการปลูกป่าแล้วแซมด้วยพืชผลต่าง ๆ เช่น ไม้ผล พืชไร่ พืชผัก รวมทั้งพืชสมุนไพรการจัดทำแปลงรวบรวมพันธุ์ไม้ประเภทต่าง ๆ เช่น รวบรวมพันธุ์ไม้ย้อมสี รวบรวมพันธุ์ไม้พื้นเมือง รวบรวมพันธุ์ไม้หอม เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการด้านเกษตรกรรม เป็นการจัดการพื้นที่เพาะปลูกพืชในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรนำไปใช้ หรือปรับใช้ การจัดระบบปลูกพืช และการทำฟาร์มแบบผสมผสาน การปลูกพืชโดยมีไม้ผล เช่นมะม่วง เป็นหลัก และปลูกแซมด้วยพืชอายุเก็บเกี่ยวสั้น เช่น พืชไร่ พืชผัก หรือไม้ผลขนาดเล็ก เพื่อให้มีรายได้ตลอดปี การปลูกพืชหมุนเวียนชนิดต่าง ๆ ให้มีรายได้ตลอดปี เช่น ในที่ลุ่มมีการทำนา โดยปลูกพืชไร่ก่อน และหลังนา หรือการปลูกพืชผักหลังทำนา ส่วนที่ดอนจะมีการปลูกพืชไร่ชนิดต่าง ๆ หมุนเวียนไป เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วลิสง การจัดทำแปลงสาธิต แปลงเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ทั้งแบบที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว และแบบที่สามารถเติมน้ำในสระได้ การเพาะเห็ดจากวัสดุเหลือทางการเกษตร การใช้ประโยชน์จากหญ้าแฝกในระบบการปลูกพืช โดยทดลองปลูกร่วมกับไม้ผล พืชผัก ไม้ดอก พืชไร่ เพื่อช่วยป้องกันการชะล้าหน้าดินบริเวณแปลงปลูกพืช พร้อมกับมีการตัดใบมาใช้คลุมแปลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การใช้ประโยชน์ของพืชสมุนไพรโดยร่วมกับคณะเภสัช มหาวิทยาลัยมหิดล ปลูกพืชสมุนไพรโดยจัดเป็นหมวดหมู่ เพื่อใช้ประโยชน์ในการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นในชุมชน เช่น กลุ่มแก้อาการท้องผูก ถ่ายพยาธิ กลุ่มแก้ท้องเสีย แก้บิด กลุ่มขับปัสสาวะ กลุ่มแก้ไข้ กลุ่มที่มีฤทธิ์ต่อระบบหายใจ เป็นต้น นอกจากนี้ยังได้แปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น ทำลูกประคบ ทำยาหม่องสมุนไพรสูตรต่าง ๆ และชาสมุนไพร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งน้ำภายในโครงการสวนสมเด็จย่า การจัดหาแหล่งน้ำเป็นพระราชดำริลำดับแรกที่ต้องจัดทำ เพื่อสนับสนุนการปลูกป่า และการเพาะปลูกพืช พื้นที่ภายในโครงการสวนสมเด็จฯ ได้มีการพัฒนาแหล่งน้ำมาเป็นลำดับจนปัจจุบัน สามารถบริหารจัดการน้ำได้ในระบบอ่างพวง ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ ที่พระองค์ท่าน พระราชทานไว้ให้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี, สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201225/image_big_5fe545c96e3d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>75830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2020 17:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2020 17:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดร.สุเมธ&quot;ปาฐกถา &quot;ชุมชนอยู่รอด ประเทศชาติอยู่ได้ &quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
28 ส.ค.63- &amp;nbsp;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานในพิธีให้เกียรติกล่าวปาฐกถาหัวข้อ &amp;ldquo;ชุมชนเข้มแข็ง สังคมก้าวหน้า ร่วมพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นอกจากนี้ภายในงานมีการสรุปผลงานโครงการ &amp;ldquo;ผนึกกำลัง Big Brothers&amp;hellip;นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4&amp;rdquo; โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรทั้งหน่วยงานราชการและภาคเอกชนเข้าร่วมงาน ณ ห้อง Auditorium อาคาร ท.103 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ &amp;nbsp; กล่าวปาฐกถาว่า ชุมชนเปรียบเหมือนรากแก้วที่คอยหล่อเลี้ยงต้นไม้ให้เติบโต ทุกองค์กรจึงต้องดูแลและช่วยเหลือชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ประเทศชาติจะอยู่ได้เติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นการพัฒนาชุมชนในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) จึงไม่ใช่เพียงแค่มารยาทในการทำธุรกิจ แต่เป็นความรับผิดชอบทางสังคม (Social Responsibility) ที่ทุกองค์กรต้องทำเพื่อให้ชุมชนอยู่ดีมีสุข เพราะประเทศชาติจะอยู่ได้ถ้าชุมชนอยู่รอด ซึ่งสุดท้ายแล้วผลพลอยได้จะเป็นความก้าวหน้าทางธุรกิจของตนเอง จึงขอเชิญชวนให้องค์กรต่างๆ มาร่วมเป็นสมาชิก Big Brothers จาก 11 องค์กร ให้เป็น 110 และ 1,100 องค์กร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ซึ่งเป็นรากแก้วของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรรวม 11 องค์กร จากภาครัฐและเอกชน นำโดย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และ วช. ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;ผนึกกำลัง Big Brothers&amp;hellip;นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม&amp;rdquo; เข้าสู่ปีที่ 4 เพื่อผลักดันและขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนในรูปแบบ SE ด้วยการเป็นพี่เลี้ยงช่วยเหลือชุมชนให้มีกิจการที่สร้างรายได้จากการผลิตหรือจัดจำหน่ายสินค้าและบริการของชุมชน โดยในปีนี้เครือข่ายพันธมิตรได้เตรียมเปิด &amp;ldquo;ตลาดปันสุข&amp;rdquo; จัดจำหน่ายสินค้า จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1จัดระหว่างวันที่ 21 &amp;ndash; 24 กันยายน 2563 และครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11 &amp;ndash; 16 พฤศจิกายน 2563 ณ เซ็นทรัลพลาซา ระยอง ส่วนครั้งที่ 3 จัดระหว่างวันที่ 24 &amp;ndash; 29 พฤศจิกายน 2563 ณ เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา บีช &amp;nbsp;ซึ่งหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ และสามารถยกระดับชุมชนให้มีความยั่งยืน สอดคล้องกับการดำเนินโครงการของ กฟผ. กับชุมชนทั่วประเทศ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าฯ &amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับการดูแลสังคมและชุมชนให้อยู่ดีมีสุข เป็นหนึ่งในภารกิจของ กฟผ. ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร ทั้งในมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของรัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวปฏิบัติ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณรอบโรงไฟฟ้าและเขื่อนของ กฟผ. ได้เข้าอบรมและศึกษาดูงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และทำการตลาดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองจนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และสามารถต่อยอดการดำเนินงานโดยจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนหลายแห่งทั่วประเทศ อาทิ วิสาหกิจชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ชุมชนร่วมกันเฟ้นหาจุดเด่นของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ และนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย เช่น &amp;lsquo;เค้กชะคราม&amp;rsquo; ทำจากสมุนไพรทรงคุณค่าในป่าชายเลน และ &amp;lsquo;ปลากะพงขาวเลี้ยงกระชัง&amp;rsquo; จากโครงการส่งเสริมการเลี้ยงปลากะพงแบบเศรษฐกิจพอเพียงปากแม่น้ำบางปะกง รวมถึงผลิตภัณฑ์จากชุมชนรอบโรงไฟฟ้าพระนครใต้ จังหวัดสมุทรปราการ เช่น &amp;lsquo;ผ้าพันคอ&amp;rsquo; ผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมสีเปลือกจาก และเห็ดนางฟ้าภูฐาน ซึ่งล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม สามารถสนับสนุนให้ก้าวสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม นอกจากนี้ กฟผ. ได้เพิ่มช่องทางการขายผลิตภัณฑ์ชุมชนในรูปแบบออนไลน์ โดยผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ทาง Facebook Fanpage &amp;ldquo;ตลาดนัดเอนจี้ ของดีทั่วไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฟผ. พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยชุมชนที่แข็งแรงแล้วยังสามารถเป็นพี่เลี้ยงช่วยให้ชุมชนอื่นเติบโตอย่างมั่นคง และขอเชิญชวนหน่วยงานหรือภาคเอกชนอื่น ๆ ร่วมเป็นเครือข่ายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและสร้างสรรค์สังคมไทยให้ยั่งยืน มุ่งสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; นายพัฒนา กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75830</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, นายพัฒนา แสงศรีโรจน์, “ผนึกกำลัง Big Brothers…นำชุมชนสู่กิจการเพื่อสังคม ปีที่ 4</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200828/image_big_5f48de3c78687.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72526</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/07/2020 12:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2020 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ความสำเร็จ “ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง”108ชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดการน้ำชุมชนด้วยคลองดักน้ำหลาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาภัยแล้ง และน้ำท่วม เป็นสิ่งที่วนเวียนเกิดขึ้นในประเทศไทยมายาวนาน จนเมื่อกว่า &amp;nbsp;13 ปีแล้ว ที่เอสซีจี และพันธมิตร ประกอบด้วยกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;เอสซีจี มูลนิธิบัวหลวง และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; ได้ทำโครงการจัดการน้ำ &amp;nbsp; ก่อเกิดผลสำเร็จ และปีนี้ผลสำเร็จได้เกิดขึ้นอย่างเป็นที่เป็นรูปธรรม &amp;nbsp;มีฝายชะลอน้ำที่ได้สร้างไปแล้ว ซึ่งจะครบ 100,000 ฝาย ในปลายปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเถลงความสำเร็จ ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยเเล้ง&amp;nbsp; 108&amp;nbsp; ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การแถลงความสำเร็จ &amp;ldquo;ร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ได้มีนายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ &amp;nbsp;มาเป็นองปฐกถาบรรยายพิเศษหัวข้อ &amp;nbsp;&amp;ldquo;จัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร&amp;rdquo; กล่าาตอนหนึ่งว่า &amp;nbsp; สภาพฝนปัจจุบันที่เปลี่ยนไปจากในอดีตมาก ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะปีนี้ ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปี &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ทุกปีประเทศไทย มีคำวนเวียนอยู่ คือ ฝนแล้ง น้ำท่วม น้ำแล้ง สลับกันอยู่อย่างนี้ ซึ่งเมื่อมากลั่นกรองดีๆ จะพบว่ามีความขัดแย้งกันอยู่ เพราะว่าก่อนที่น้ำจะแล้ง น้ำมักจะท่วมก่อน นั้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำ แต่จะสิ้นสุดทันทีทันใดที่น้ำหายไป ก็จะเกิดภาวะน้ำแล้งทันที ประเด็นก็คือเราไม่มีการบริหารจัดการน้ำเลย ในหลวง รัชกาลที่ 9 ตลอดระยเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงสนพระทัยในเรื่องนี้ เพราะเรื่องน้ำเป็นเรื่องใหญ่และโครงการในพระราชดำริ ร้อยละ 90 เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำทั้งสิ้น เนื่องจาก น้ำเป็นต้นตอของทุกสิ่ง มีดินแต่ไม่มีน้ำ มีปลาแต่ไม่มีน้ำก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หลักการของพระองค์ท่านเริ่มจากการสร้างองค์ความรู้ เก็บข้อมูล รู้ต้นเหตุ รู้ปลายเหตุ รู้ทางแก้ และจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ประเด็นสำคัญจากที่ตนได้ถวายงานมาเป็นระยะเวลา 35 ปี พบว่า ตัวเลขการกักเก็บน้ำของประเทศมีเพียง 7-8 จุดเท่านั้น และเมื่อยามน้ำมา ก็ต้องถูกสูบทิ้งลงทะเล ไม่ได้มีการบริหารจัดการโดยการกักเก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ดังนั้นพระองค์ท่านทรงสอน ว่า เมื่อยามน้ำมาก็ควรบริหารจัดการน้ำโดนการกักเก็บเหมือนกับการบริหารเงินเดือน ต้องมีการฝากธนาคารไว้ไม่ใช่ใช้จนหมด ทุกๆ ปี มีฝน 3 เดือน แต่อีก 9 เดือนไม่มีฝนก็ต้องหาแนวทางบริหารจัดการเก็บกักน้ำให้พอเพียง สำหรับ 9 เดือนที่เหลือ และขั้นตอนต่อไปต้องรู้จักประเมินตน ประมาณตนว่าเราทำกิจกรรมอะไร ใช้น้ำอย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระองค์ท่านแนะนำคือการคิดและการวางแผนตลอดเวลา สิ่งที่เราทำในวันนี้เป็นเรื่องที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ได้รับสั่งให้พวกเราไปทำ ทำจนกระทั่งสามารถประมวลผลความสำเร็จได้ ซึ่งความสำเร็จนี้อยู่ที่ชาวบ้านสามารถทำตามได้จนกระทั่ง เขามีน้ำเพียงพอกับการใช้ ทำให้เกิดความสมดุลเรื่องน้ำขึ้นและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด นอกจากนี้พระองค์ท่านยังเคยรับสั่งกับตนว่าหากชาวบ้านรู้จักที่จะช่วยตัวเอง เช่น ขุดบ่อ ขุดสระ เป็นต้น ไม่ใช่เพียงแต่จะรอน้ำจากเขื่อน ซึ่งหากสามารถบริหารแบบนี้ได้ความพอเพียงเรื่องการใช้น้ำก็จะเกิดขึ้น และเมื่อชาวบ้านลงมือทำก็จะมีความพอเพียงเกิดขึ้น บริหารชีวิตได้ ผลิตและแปรรูปสินค้าได้ก็เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งขณะนี้มีชุมชนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ จำนวน 21 แห่ง ที่บริหารน้ำตามโครงการราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 และเมื่อเอสซีจีมาปรึกษาตนว่าจะทำอะไร เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตนก็ได้แนะนำเรื่องการบริหารน้ำในชุมชน แก้ภัยแล้ง อีกทั้งนักวิชาการได้ระบุว่า ปีหน้าเป็นปีแห่งความหิวโหย การผลิตอาหารจะหยุดไปขณะหนึ่ง ซึ่งบ้านเรามีความพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้ว ขอให้ทุกคนมีใจและลงมือทำ

&amp;ldquo; วันนี้ความไม่แน่นอนเรื่องน้ำเกิดขึ้น ปริมาณน้ำมีการลดลง ร้อยละ 5-10 และน้ำจะมาในช่วงไหนก็ไม่รู้ คำนวณไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องใช้หลักการตกตรงไหนเก็บน้ำตรงนั้น เชื่อมโยงแหล่งน้ำทั่วประเทศ วางแผนการใช้น้ำ เพื่อให้คำว่าแล้งทุเลาลง อีกทั้งผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ภาคเอกชนและภาคส่วนต่างๆ เริ่มที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และช่วยกันสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เมื่อชุมชนเข้มแข็งเราก็สำเร็จ&amp;rdquo;ดร.สุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การใช้แผนที่เพื่อสำรวจเพื่อนที่ในการจัดการน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการ Enterprise Brand Management Office &amp;ndash; SCG แถลงผลความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า เอสซีจีได้เริ่มโครงการที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์และการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่. 2550 ซึ่งเริ่มจากพื้นที่ จ. ลำปาง เกิดไฟไหม้ป่า และอาจจะกระทบกับหน่วยงานของเอสซีจี ดังนั้น เราจึงได้หาวิธีที่จะนำมาใช้ในการหยุดไฟไหม้ป่าที่ยั่งยืน โดยได้ไปเรียนรู้โครงการพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ และได้จัดทำฝายชะลอน้ำ กว่า 300 ฝาย ผลปรากฎว่า ปัญหาเรื่องไฟไหม้ป่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น เอสซีจีจึงต้องการที่จะขยายโครงการนี้ โดยเชิญชวนชุมชน ชาวบ้าน มาร่วมกันบริหารจัดการน้ำจัดทำแผนที่ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย จนขยายผลการจัดทำฝายไปยังพื้นที่ที่มีโรงงานของเอสซีจีตั้งอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 90,000 กว่าฝาย และตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2563 จะจัดทำฝายให้ครบ 100,000 ฝายทั่วประเทศ นอกจากนี้ เอสซีจียังได้จัดทำโครงการยริหารจัดการน้ำอื่นๆ เช่น สระบัว แก้มลิง เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;จากเดิมที่เราจะต้องใช้งบประมาณไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องปัญหาภัยแล้ง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ปัจจุบันเราจะทำให้ชุมชนได้ลุกขึ้นมาบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง เริ่มจากการให้ความรู้ ให้ประชาชนรู้จักการประเมินการใช้น้ำของตนเอง และเชื่อมแหล่งน้ำบริเวณใกล้เคียง หรือขุดบ่อเพื่อใช้สำหรับกักเก็บน้ำ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นจากความต้องการของชาวบ้านและชุมชน จากนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการแบ่งปันความรู้ ทั้งในเรื่องการอ่านแผนที่ เรียนรู้เรื่องพื้นที่สูง พื้นที่ต่ำ พื้นที่ที่ควรเป็นที่กักเก็บน้ำ หรือการเชื่อมแหล่งน้ำ การขุดคลอง ตลอดจนไปถึงการทำโซล่าเซลล์เพื่อใช้น้ำให้เกิดพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เราได้เรียนและขับเคลื่อนมาตลอดระยะเวลา 13 ปี&amp;rdquo;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนผังที่ดินจัดสรรที่ดินของชุมชน เพื่อการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วีนัส กล่าวต่อว่า สำหรับความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้น ขณะนี้เราสามารถเชิญชวนชุมชนและกักเก็บน้ำได้ในปริมาณ 26 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถช่วยพื้นที่ทางการเกษตรได้ประมาณ 45,000 ไร่ &amp;nbsp;มีครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 16,200 ครัวเรือน ส่งผลให้ 4-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ต่างๆ มีความชุ่มชื้นมากขึ้น และยังทำให้ป่าในหลายพื้นที่ มีพืชพันธุ์ต่างๆ เกิดมากขึ้นด้วย &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนรอบข้าง และยังทำให้คนในพื้นที่สามารถทำการเกษตร รู้จักการแปรรูป สร้างสินค้าทางการเกษตร ไม่ต้องเข้าไปหางานในเมืองอีกต่อไป นอกจากนี้เอสซีจียังให้ความรู้เรื่องการขายของผ่านระบบออนไลน์ เพิ่มช่องทางการหารายได้ให้กับชาวบ้าน รวมถึงการให้ความรู้เรื่องการทำโฮมสเตย์ สร้างแหล่งท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้ เป็นสิ่งที่เรามองว่าจะเป็นการสร้างความยั่งยืนในเรื่องของน้ำ ก็คือ คน ที่จะต้องมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดต้นทุนในการใช้ไฟสูบน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
อาสา สารสิน ประธานกรรมการมูลนิธิบัวหลวง กล่าวถึง ความสำเร็จโครงการ &amp;ldquo;บัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้ง&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในหลวง ร. 9 ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อ ปี.2529 สรุปความได้ว่า น้ำคือชีวิต หมายความว่าน้ำมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตทั้งเพื่ออุปโภค บริโภค และเพาะปลูก แต่ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับภัยแล้งมาตั้งแต่ช่วงหมดฤดูฝน ปี.2562 และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ คาดว่าฝนจะตกมากในช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงพฤศจิกายน และเราก็หวังว่าฝนจะตกในพื้นที่เหนือเขื่อน &amp;nbsp;จะได้กักเก็บน้ำได้ &amp;nbsp;ซึ่งปัญหาภัยแล้ง เป็นเรื่องที่สำคัญประการหนึ่งของประเทศไทย มูลนิธิบัวหลวงธนาคารกรุงเทพ จึงร่วมดำเนินโครงการแก้ภัยแล้ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน จนสามารถพึงพาตนเองได้ การดำเนินการจัดทำใน 22 ชุมชน แบ่งเป็น 17 ชุมชน แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค บริโภคและ 5 ชุมชน แก้ปัญหาเรื่องน้ำเพื่อการเกษตร &amp;nbsp;เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดน้ำให้แก่ชุมชน ทั้งเชื่อมแหล่งน้ำ และกระจายน้ำให้กับชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การสร้างระบบประปาภูเขา วางท่อส่งน้ำ มาเก็บในถังเก็บน้ำสำหรับใช้อุปโภคในครัวเรือน ติดตั้งระบบกรองน้ำดื่มสะอาดไว้ใช้ทั้งชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;ldquo;มูลนิธิบัวหลวง ธนาคารกรุงเทพ เชื่อมั่นว่าโครงการร่วมชุมแก้ภัยแล้ง ทั้ง 22 ชุมชน และโครงการของเอสซีจี 56 ชุมชน จะเป็นต้นแบบที่ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ ให้ชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;ผมหวังว่ารัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนหลายองค์กร เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้แก้ชุมชนในประเทศอย่างยั่งยืนถาวร&amp;rdquo;อาสา กล่าว

ด้านทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ &amp;nbsp;กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า นอกจากโครงการบัวหลวงร่วมชุมชนแก้ภัยแล้งแล้ว มูลนิธิฯยังขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ เช่น โครงการจัดทำโครงสร้างชลศาสตร์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วม, โครงการเทิดด้วยทำ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่ายินดีที่เราจะแก้ปัญหาภัยแล้งได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็สามารถทำการเกษตรได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับแนวทางขยายผลความสำเร็จ &amp;ldquo;ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคง เศรษฐกิจของชุมชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&amp;rdquo; &amp;nbsp;นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ขณะที่ยังดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ปีนี้ถือว่าภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วน และการทำงานในทุกภาคส่วนจะต้องมีการบูรณาการ เพื่อให้การแก้ไข &amp;nbsp;การบริหารจัดการน้ำเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตนขอชื่นชมกับผลสำเร็จของโครงการร่วมมือ ร้อยใจ รอดภัยแล้ง ที่ทำให้เห็นในเชิงประจักษ์และเป็นตัวอย่างที่ดีในการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน เป็นกลไกที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะมีการใช้พื้นที่ชุมชน เป็นตัวตั้งและนำหลักคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาถอดรหัสและทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ก่อให้เกิดความเป็นปกติสุขของประชาชน ทั้งนี้ตนคิดว่าการขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการตอบโจทย์การบริหารจัดการน้ำ แต่เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งการดำเนินการต่างๆ เหล่านี้เป็นเหมือนรากฐานสำคัญที่จะนำใช้ต่อยอดนโยบายของรัฐบาล เช่น โครงการวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต หรือ BCG เป็นต้น

&amp;ldquo;ผมได้รับรายงานว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังมีชุมชนที่ขาดแคลนน้ำอยู่ประมาณ 3,500 ชุมชน ดังนั้นสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ จะร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 ภาคเอกชนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เดินหน้าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งบประมาณจากพรก.เงินกู้ และจะเริ่มใน 2,000 ชุมชนก่อน เพื่อสร้างแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ดีพอ ทั้งนี้ผมคาดว่า การขับเคลื่อนครั้งนี้จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะนอกจากเราจะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกอจด้วยการจ้างงานแล้ว ยังจะทำให้คนกลุ่มนี้มีองค์ความรู้ เป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้จะไม่ใช่การทดลองทดสอบอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องการขยายผล เพื่อที่จะทำให้สิ่งดีๆ เหล่านี้ ครอบคลุมในทุกชุมชนในประเทศไทย และโจทย์ต่อไปเราอาจจะต้องกลับมาดูแลเรื่องน้ำในส่วนของชุมชนเมืองด้วย&amp;rdquo;นายสุวิทย์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เมื่อมีน้ำ ก็ต่อยอดสู่การทำวิสาหกิจชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72526</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, มูลนิธิบัวหลวง, มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ, ร่วมมือร่วมใจรอดภัยแล้ง 108 ชุมชน, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.), เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200726/image_big_5f1d16ab39196.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63224</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 17:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลนิธิชัยพัฒนา รับมอบหุ่นยนต์ปิ่นโต และหุ่นยนต์กระจก อย่างละ 75 ตัว จากจุฬาฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ด้วยพระองค์เอง จำนวน 2 ตัว ที่รพ.น่าน และรพ.สันทราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.63 - กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ ) มูลนิธิชัยพัฒนา รับมอบหุ่นยนต์ปิ่นโต และหุ่นยนต์กระจก &amp;nbsp;อย่างละ 75 ตัว จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกรมสมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ด้วยพระองค์เอง จำนวน 2 ตัว ที่โรงพยาบาลน่าน จ.น่าน และ โรงพยาบาลสันทราย จ.เชียงใหม่ และมอบให้ทางมูลนิธิฯ กระจายต่อให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดอีก 73 แห่ง และเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโควิด &amp;ndash; 19 ที่จะทยอยจัดส่งให้ภายในสองสัปดาห์นี้ ทั้งนี้จุฬาฯ ยังได้มอบ Chula Covid-19 Rapid Test Pandemic Control (Hospital) &amp;nbsp;หรือ Test Kit จำนวน 5,000 ชุด แก่มูลนิธิชัยพัฒนา เพื่อส่งมอบแก่โรงพยาบาลที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนา จัดตั้ง กองทุนชัยพัฒนาสู้ภัยโควิด 19 (และโรคระบาดต่างๆ ) เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 6 เมษายน 2563 &amp;nbsp;ในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการรักษาผู้ป่วย โควิด &amp;ndash; 19 ซึ่งตั้งวันแรกที่ก่อตั้งก็มีผู้ร่วมสนับสนุนจำนวน 75 ล้านบาท &amp;nbsp; และยังมีผู้ร่วมสนับสนุนอีกเรื่อยๆ เพื่อนำมาช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด-18 ซึ่งก็ได้มองปัญหาอย่างครบถ้วนเพื่อช่วยเหลือ โดยกลุ่มแรก ก็คือโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ซึ่งก็ได้สำรวจอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น อย่าง หน้ากาก N95 ชุด PPE &amp;nbsp;พบว่าขาดตลาด หากมีจำหน่ายก็อาจจะไม่ได้คุณภาพ แต่ก็ได้จัดหามาได้ตามลำดับ และทำการจัดหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังได้รับมอบห้องตรวจโควิด-19 ที่มีความปลอดภัย &amp;nbsp;ให้แก่ 4โรงพยาบาลในแต่ละภาค ซึ่งการได้อุปกรณ์ทางนวัตกรรมอย่างหุ่นยนต์ปิ่นโต และหุ่นย์กระจก ถือว่าจะช่วยเหลือแพทย์และพยาบาล ในการช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ต่อมาคือกลุ่มที่ 2 คนตกงานหรือหยุดงาน ที่ไม่มีรายได้ ก็ได้ให้ศูนย์ฝึกอาชีพ ของมูลนิธิชัยพัฒนา จ.นครปฐม นำความรู้ของอาชีพที่ทำได้และง่าย มาฝึกสอนในระยะเวลาสั้นผ่านเฟซบุ๊ค โครงการอุทยานการอาชีพชัยพัฒนา จ.นครปฐม &amp;nbsp;อย่างการฝึกทำน้ำเต้าหูที่มีผู้สนใจกว่า 200 คน และกลุ่มที่ 3 คนกลับบ้าน ในต่างจังหวัด ที่อาจจะมีผลกระทบด้านอาหาร ก็ได้ร่วมกับโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งให้ทหารได้นำเมล็ดพืชพันธุ์มาปลูกภายในค่าย เพื่อจำหน่ายพืชผักในราคาถูกให้แก่ประชาชน ทั้งรอบบริเวณค่ายหรือรถนำไปจ่ายในชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รองศาสตร์จารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรม เครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ดูแลโครงการ CU Robo Covid กล่าวว่า เพื่อพัฒนานวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สำหรับใช้ในโรงพยาบาล เล็งเห็นว่า การขนส่งอาหารหรือการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยเป็นสิ่งที่จำเป็น และสามารถช่วยลดการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ จึงได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาหุ่นยนต์ปิ่นโตและกระจก ที่เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มาตั้งวันที่ 13 มีนาคม โดยหุ่นยนต์ &amp;ldquo;ปิ่นโต&amp;rdquo;(PINTO) เป็นหุ่นยนต์ ขนส่งอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับผู้ป่วยระยะไกล(Quarantine Delivery Robot) ติดตั้งพร้อมระบบภาพสื่อสารทางไกลผ่านหน้าจอท่ีติดอยู่ท่ีรถเข็นควบคุมทางไกล ใช้งานง่ายช่วยลดความเสี่ยงและระยะเวลาท่ีบุคลากรทางการแพทย์ต้องใกลช้ิดผู้ติดเชื้อสามารถดูแล คนไข้ได้อย่างใกล้ชิด ช่วยแบ่งเบาภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าท่ีให้แพทย์และ พยาบาลสามารถทำงานได้ง่ายขึ้นโดยมีการทดลองระบบจริงจากโรงพยาบาล ทำให้หุ่นยนต์ตรงกบัความต้องการของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีราคาประหยด ทำความสะอาดง่าย ทนต่อการฆ่าเชื้อ และสามารถผลิตได้ง่ายในระยะเวลาสั้น ซึ่งใช้งบประมาณในการสร้างอยู่ที่ตัวละ 50,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ส่วนหุ่นยนต์ &amp;ldquo;กระจก&amp;rdquo; เป็นหุ่นยนต์ แท็บเลตท่ีติดตั้ง ภายในห้องพัก ผู้ป่วย ที่ติดตั้งง่ายสามารถใช้งานได้ทันที เพื่อสื่อสารทางไกลระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยทำหน้าที่สอดส่องดูแลและพูดคุยกับผู้ป่วยได้ตลอดเวลา เปรียบเสมือนกระจกท่ีแสดงภาพและเสียงของบคุคลในการสื่อสารกับแพทย์ละพยาบาลผู้ป่วย สามารถเรียกพยาบาลได้เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อและยังช่วยลดการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย อีกทั้งยังกันน้ำ ทนการฆ่าเชื้อ ซึ่งใช้งบประมาณในการสร้างอยู่ที่ตัวละ 20,000 บาท ขณะนี้ได้มีการส่งมอบนำไปใช้แล้วที่โรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต โดยจำนวนการส่งมอบขึ้นอยู่กับเคสผู้ป่วยของแต่ละโรงพยาบาล และได้ติดตั้งแล้วเสร็จที่โรงพยาบาลน่านและโรงพยาบาลสันทราย คาดว่าภายใน 3-4 สัปดาห์พร้อมส่งมอบให้แก่มูลนิธิขัยพัฒนาครบตามจำนวน&amp;rdquo; &amp;nbsp;ผู้ดูแลโครงการ CU Robo Covid กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63224</URL_LINK>
                <HASHTAG>#จุฬาฯ, #โควิด-19, กรมสมเด็จพระเทพ, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, มูลนิธิชัยพัฒนา, หุ่นยนต์ปิ่นโต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200415/image_big_5e96d9db41750.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58035</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2020 14:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2020 14:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดร.สุเมธ&quot; ปาฐกถา &quot;ความดี &quot;กับ &quot;ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
สืบเนื่องจาก &amp;nbsp;มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) ร่วมกับ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย &amp;nbsp;และสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จัดงานมอบรางวัล &amp;ldquo;คนดีประเทศไทย ปีที่ 11 ประจำปี 2562&amp;rdquo; เพื่อเชิดชูบุคคลที่ลงมือทำความดี ด้วยความทุ่มเท เสียสละเพื่อสังคม ส่วนสาขาใส่ใจส่งเสริมสิ่งแวดล้อม เป็นสื่อสารมวลชน และศิลปินดารา โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เป็นประธานมอบรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในโอกาสนี้ ดร.สุเมธ ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงานว่า รู้สึกเป็นเกียรติ ที่มาเป็นประธานเปิดงานมอบรางวัลคนดีในแบบที่สังคมต้องการ พอพูดถึงคนดีเป็นสิ่งที่พวกเราต้องการทุกคน แต่พอพูดถึงการทำความดี หลายคนอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย ซึ่งในหลวงร.9 ทรงรับสั่งว่า การทำความดีเป็นเรื่อง น่าเบื่อ เหน็ดเหนื่อย แต่เราต้องทำความดี ถ้าไม่ทำความดีความเลว จะมาแทนที่ แล้วพอกพูนขึ้นทุกวันๆ ในที่สุดความดีก็จะไม่เหลืออยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;การทำความดี จะทำให้เศรษฐกิจ สังคม การเมือง อยู่ในสภาพที่สงบ สันติ มั่นคง ความดี จึงเป็นนามธรรม ไม่รู้หน้าตาเป็นอย่างไร แต่รู้สึกได้ ถ้ามีความดีเกิดขึ้น จะรู้สึกถึงความสงบสุข มั่นคง &amp;nbsp;ตนได้รับเชิญไปพูดตลอด เรื่องเศรษฐกิจ สังคมการเมือง ซึ่งจะบอกตลอดว่า &amp;nbsp;ทุกอย่างต้องมีคุณธรรม ความดี รองรับ &amp;nbsp;เหมือนอาคารถ้าไม่มีฐานรากมารองรับ ก็จะโค่นลงมา ไม่สามารถอยู่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เมื่อครั้งเศรษฐกิจประเทศไทยล่มเมื่อปี 40 เกิดฟองสบู่ ต้มยำกุ้ง &amp;nbsp;หลังจากนั้น ก็มีการพูดคำว่า good governance &amp;nbsp; หรือธรรมาภิบาล &amp;nbsp;หรือ Accountability ความน่าเชื่อถือ กันมาก ตนรู้สึกสังเวช รู้สึกโกรธ ทำไมคนไทยต้องให้ฝรั่งมาบอก ว่าต้องทำความดีอย่างโน้น อย่างนี้ ทั้งที่เราอยู่กันมา 900ปี ถ้าคนไทยไม่มีธรรมะ เราคงไม่อยู่กันมาได้ 900 ปี การที่ฝรั่งมาบอกว่าเราต้องมีความน่าเชื่อถือ มีธรรมาภิบาล เหมือนเราลืมรากเหง้าแห่งความดีไป &amp;nbsp;ที่เป็นอย่างนี้ ก็เพราะสภาพแวดล้อม ไม่เอื้อให้เราปฎิบัติความดี ดังที่พระพุทธเจ้า สอนให้เราเอาชนะกิเลศในตัว ไม่ใช่การตัดกิเลส ถ้าควบคุมกิเลสตัณหาไม่ได้ เราก็จะเป็นทาสมัน เกิดความอลเวง ดังที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีการไล่ฆ่าทำลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ตนโชคดีที่เกิดมาในครอบครัวเก่าแก่โบราณ ที่จ.เพชรบุรี ถูกสอนให้ตักบาตรทุกเช้าตอน7ขวบ ต้องถูกปลุกขึ้นมาให้ตักบาตร สมัยนั้นก็ไม่อยากลุก ไม่รู้เหตุผลว่าต้องทำทำไม ง่วงเหงาหาวนอน พอมาทำงานถวายในหลวงร.9 เป็นเวลา 35ปี ได้เห็นแบบอย่างของจริง ที่ทำความดี อย่างไม่มีอะไรเจือปน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;วันแรกที่ถวายการรับใช้ ผมก็ได้รับบทเรียน ทรงเรียกไปเข้าเฝ้า รับสั่งประโยคแรกว่า ขอบใจนะมาช่วยฉันทำงาน แต่ฉันไม่มีอะไรจะให้หรอนะ นอกจากความสุขที่มีร่วมกัน ในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น&amp;quot;
ดร.สุเมธ เล่าอีกว่า ตลอดการรับใช้เดินตามในหลวงร.9 &amp;nbsp;ทำให้เห็นว่า ท่านได้ครองแผ่นดิน ไม่ใช่ปกครองแผ่นดิน เหมือนครองชีวิตครอบครัว มอบความรัก ความเมตตา ความรับผิดชอบ เหมือนผู้ครองสมณเพศ ทรงศีล 227 ข้อ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ถึงเราทำความดีแค่ไหน แต่ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี เราก็อยู่ไม่ได้ การครองแผ่นดิน ก็เหมือนการทำให้ ดิน น้ำ ลม ไฟ &amp;nbsp;ซึ่งคือชีวิตของมนุษย์เรา &amp;nbsp; อยู่ได้ &amp;nbsp;เพราะทุกลมหายใจที่เราสูดออกเข้าไป การคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา น้ำที่ดื่ม ข้าวทุกจาน ถ้ามองลึกลงไป &amp;nbsp;ทั้งข้าว อาหาร เนื้อ ผัก &amp;nbsp;จะสำนึกได้ว่า ถ้าไม่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ จะมีข้าว มีเนื้อ มีผัก ในจาน หรือไม่ แต่จริงๆแล้ว คนยุคใหม่ มักจะไม่แยแส ว่าข้าว ปลา อาหารจะมาจากไหน ทั้งๆที่ปาก ก็พูดแต่คำว่า &amp;quot;ยั่งยืน&amp;quot; และมีแต่คำว่า&amp;quot;การพัฒนา&amp;quot;ตลออด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มนุษย์ทุกวันนี้ มีแต่การเป็นนักล่า ทำลายตลอด &amp;nbsp;ถ้าตัวเองไม่กิน ก็ควรเก็บไว้ให้คนรุ่นลูกหลาน ไม่ใช่ปากก็พูดแต่คำว่ายั่งยืน &amp;nbsp;แต่กลับบริโภค ดิน น้ำ ไฟ ไม่บันยะบันยัง &amp;nbsp;ทั้งๆที่มีคนรอใช้ทรัพยากรนี้ต่อ ก็คือ คนรุ่น ลูกหลานของเรา &amp;nbsp;ซึ่งในหลวงร.9 รับสั่งเรื่องความพอเพียง การบันยะบันยัง แต่มีการนำไปปฎิบัติหรือไม่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้ &amp;nbsp;ต้องการพลังชักจูง ต้องการแรงบันดาลใจ &amp;nbsp;อนาคต ถ้าเราไม่บันยะบันยังใช้ทรัพยากร &amp;nbsp;ก็คงมีแต่ความตาย ซึ่งมิใช่ที่ประเทศไทยเท่านั้น ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แต่ไทยอาจจะโชคดี ที่เป็น1 ใน 10 ประเทศ ที่มีทรัพยากรอาหารเหลือกิน เหลือใช้ แต่เราก็ต้องคุมกิเลส อย่าให้ความอยากเป็นนาย เพื่อทรัพยากรเหล่านี้จะได้เหลือมาถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน
สื่อมวลชนด้านสิ่งแวดล้อม ถือว่าเป็นผู้ทำความดี เหมือนปิดทองหลังพระ เพราะข่าวสิ่งแวดล้อม มักไม่ได้อยู่ในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ แต่ไปอยู่หน้าหลังๆ แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องช่วยกันรักษาจรรโลงแผ่นดินนี้ และส่งต่อความยั่งยืนนี้ต่อไป.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58035</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนดีประเทศไทย ปีที่ 11, ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, บมจ.ซีพี ออลล์, มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200224/image_big_5e537dbadc253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48600</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2019 15:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2019 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ไทยจัดประชุมวันสิ่งแวดล้อมศึกษาโลก&quot;ครั้งแรกในเอเชีย ชูเศรษฐกิจพอเพียงในหลวงร.9 ช่วยโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
22 ต.ค.62- ที่มูลนิธิชัยพัฒนาถนนอรุณอมรินทร์ มูลนิธิชัยพัฒนาโดยโครงการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อมไทย จัดแถลงข่าวการจัดงานประชุมสิ่งแวดล้อมศึกษาโลก ครั้งที่10 (WEEC 2019) ระหว่างวันที่ 3-7 พ.ย. 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ดร.สุเมธ กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมสาหัสขึ้นทุกวัน สาเหตุจากมนุษย์รบกวนธรรมชาติในหลวง รัชกาลที่9 รับสั่งเราชอบรังแกธรรมชาติ ธรรมชาติจะกลับมาทำร้าย ปัจจุบันมนุษย์ได้รับผลกระทบแล้วจากการพัฒนาที่มุ่งตัวเงิน ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดลง ป่าไม้ถูกทำลาย แม่น้ำคุณภาพเสื่อมโทรม &amp;nbsp;ปัจจัยทางธรรมชาติร่อยหรอ ขณะที่ปริมาณคนเพิ่มขึ้น 5 เท่า ความยั่งยืน จึงไม่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)ทูลเกล้าถวายรางวัลในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนามากมาย รวมด้านสิ่งแวดล้อมเช่น โครงการศึกษาวิจัยสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีการดำเนินงานที่ก้าวหน้าและยังมีบทเรียนอีกกว่า 4,700 กว่า โครงการพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี องค์นายกกิตติมศักดิ์และองค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนาได้พระราชทานพระราชานุมัติให้มูลนิธิชัยพัฒนาร่วมจัดการประชุมครั้งที่10 เพื่อเผยแพร่พระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่9 และมีหน่วยงาน 9 หน่วยงานร่วมจัดอาทิคณะสิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สถาบันโลกร้อนศึกษา &amp;nbsp;บริษัทไทยเบฟเวอเรจจำกัด(มหาชน) ซีอาเซียนฯลฯร่วมกันแลกเปลี่ยนความรู้รวมถึงมีบทสรุปหรือสร้างแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมจากการประชุมครั้งนี้เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโอกาสนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดงานวันที่ 4 พ.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ในหลวงรัชกาลที่9 พระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหัวใจสำคัญมุ่งสู่สมดุลมั่นคงและยั่งยืนซึ่งจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมปัจจัยสำคัญดำรงชีวิตเป็นแนวทางพัฒนาอย่างยั่งยืนการประชุมWEEC 2019 หยิบยกโครงการพระราชดำริมาเผยแพร่ ซึ่งต่างประเทศสนใจ &amp;nbsp;พระองค์ทำทุกมิติทั้งพัฒนาอาชีพ &amp;nbsp;บริหารดินจัดการน้ำและฟื้นฟูป่าไม่ได้มีตำราเฉยๆแต่มีของจริงให้ไปเรียนรู้ได้ &amp;nbsp;นอกจากประชุมวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้รู้เขารู้เราแล้วจะพาผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลกไปเยี่ยมชมโครงการปรับปรุงพื้นที่บางกระเจ้าจ.สมุทรปราการมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียวการพัฒนาพื้นที่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอีกเส้นทางจะไปโครงการแหลมผักเบี้ยจ.เพชรบุรีและโครงการอัมพวาชัยพัฒนาอนุรักษ์ จ.สมุทรสงครามเพื่อจะได้เห็นงานของในหลวงรัชกาลที่9 &amp;ldquo; ดร.สุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน ผศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม ม.เกษตรศาสตร์ ประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดประชุมWEEC 2019 กล่าวว่า ที่ผ่านมาการจัดประชุมเกิดขึ้นในทวีปยุโรปและสหรัฐถือเป็นครั้งแรกในไทยและเอเชียที่เป็นเจ้าภาพโดยไทยได้รับคัดเลือกจัดประชุมเพราะชูการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับโลกด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง &amp;nbsp;ภายใต้หัวข้อ&amp;rdquo; Local Knowledge,Communication and Global Connectivity &amp;ldquo; นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงที่รัชกาลที่9 ใช้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมมาให้ผู้เข้าประชุมได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนร่วมงาน450 คน เป็นคนไทย 150 คนที่เหลือเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งสนใจคำว่า&amp;ldquo;เศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo; มาก &amp;nbsp;การประชุมจะนำไปสู่ความร่วมมือมีการขยายผลระดับสากล นอกจากนี้เวทีกลางจะนำเสนอผลสำเร็จของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆในไทยเป็นการประชุมที่มีชีวิตชีวา นอกจากนี้ ยังมีปาฐกถาพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและระดับสากล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ซีอีโอมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ผู้ดูแลแบรนด์&amp;rdquo;ดอยตุง&amp;rdquo; เผยถึงความร่วมมือจัดประชุมนานาชาติว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกปัจจุบันเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำการใช้กับการอนุรักษ์ทรัพยากรเรายืมทรัพยากรของคนรุ่นหลังมาใช้ในการประชุมจะชวนช่วยกันคิดและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดอยตุงมีปัญหาขยะก็เรียนรู้หาแนวทางแก้ในที่สุดยึดหลักการไม่สร้างขยะจัดการขยะตั้งแต่ต้นทางกลางทางและปลายทางเราจะชูโมเดลดอยตุงธุรกิจกับการพัฒนาที่ยั่งยืนรักษาสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผลิตภัณฑ์ดอยตุงมีฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์มีส่วนช่วยลดพลังงานลดขยะพลาสติกลดโลกร้อนจะเผยแพร่การทำงานผ่านเวทีและนิทรรศการตนตั้งตารอการประชุมครั้งนี้เพราะอยากเผยแพร่การพัฒนาที่ยั่งยืนขณะเดียวกันต้องการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาปรับใช้เวทีนี้เป็นแพลตฟอร์มในการเรียนลัดสิ่งแวดล้อมศึกษามีแนวทางจัดการที่ดีให้กับผู้สนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมนำเสนอผลงานสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้มีอัตราค่าสมัครลงทะเบียนศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมwww.weec2019.org ส่วนประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการไม่มีค่าใช้จ่ายไปเรียนรู้กันได้ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48600</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ประชุมวันสิ่งแวดล้อมศึกษาโลก, มูลนิธิชัยพัฒนา, ในหลวงร.9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191022/image_big_5daebae99c541.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
