<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>109134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วงเสวนาชี้พิรุธสัญญา 5 บริษัท ประมูลรถไฟทางคู่สายเหนือ - อีสาน 1.28 แสนล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
09ก.ค.64- องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) หรือ&amp;nbsp; ACT เปิดเวทีเสวนาออนไลน์ประเด็นร้อน การประมูลรถไฟทางคู่ความโปร่งใสที่ไม่จริงใจ เมื่อช่วงค่ำวันพฤหสบดีที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมี ดร.สุเมธ องกิตติคุณ ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค อดีตกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ , ดร.ประจักษ์ ทรัพย์มณี ผู้สังเกตการณ์โครงการรถไฟรางคู่ และ ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กร์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เข้าร่วมเสวนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดร.สุเมธ กล่าวว่า ถ้าดูจากข้อมูลที่เผยแพร่โครงการรถไฟรางคู่สายเหนือ - อีสาน นี้ต้องตอบคำถามสังคมหลายประเด็นทั้งเรื่องการประมูลและรายละเอียดของการประมูล เรื่องไม่โปร่งใสนั้นต้องมีหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีความไม่โปร่งใส แต่ผลที่ออกมาเป็นอย่างไร น่าจะมีข้อข้องใจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรต้องออกมาชี้แจงเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ข้อมูลเบื้องต้นที่ทราบกันคือราคาประมูลที่ต่ำกว่าราคากลางเพียงแค่เล็กน้อยทำให้เกิดข้อสงสัยขึ้นมา หลายคนพูดถึงข้อมูลว่าการแข่งขันด้านราคาการก่อสร้างเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความโปร่งใส การแข่งขันด้านราคาเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการของการรถไฟในอดีตการประมูลรางคู่สายใต้ มีการแข่งขันที่สูงกว่านี้แล้วราคาที่ได้คือถูกลงพอสมควร แต่พอมาเจอรางคู่สายเหนือกับสายอีสานซึ่งราคาถูกลงเพียงเล็กน้อยหลายคนก็เลยตั้งคำถาม&amp;quot;ผู้อำนวยการวิจัย TDRI กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าวว่า กฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนดให้โครงการของรัฐทุกโครงการต้องเปิดเผยข้อมูล ต้องรวมถึงข้อมูลที่ประชาชนต้องการทราบไม่ใช่ข้อมูลที่รัฐอยากให้รู้หรือตอบก็ตอบไม่ตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ความสำคัญของการประมูลคือให้ความเป็นธรรม การที่มีสัญญา 5 โครงการและมีบริษัทเข้าประมูล 5 รายพอดี คำตอบคือให้เข้ามาแล้วแต่ไม่มีใครเข้า เขาไม่มายื่นเองจะทำอย่างไร มี 5 งานยื่น 5 รายแล้วไม่มีใครได้ซ้ำ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปได้ที่จะชนะ 5 รายไม่เหมือนกัน การประมูลต้องให้มีการแข่งขัน ที่ประเทศไทยไม่ให้ต่างชาติเข้ามาก็เพราะผู้รับเหมาเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่นักประมูลชอบมากที่สุดคือการล็อคผู้เข้าแข่งขัน ล็อคกันจนเหลือ 2 รายก็มี สมัยก่อน 2 รายนั้นเป็นญาติพี่น้องกัน ที่อยู่เดียวกันเบอร์โทรศัพท์เดียวกัน แต่ปัจจุบันที่เรียกว่าฮั้วประมูลไม่มีใครเขาทำแล้ว การให้มีคนเข้าแข่งขันเยอะๆเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในฐานะที่ผมเป็นวิศวกรบริหารโครงการเราก็รู้ว่าถ้าปล่อยให้เข้ามาเสรีเป็นร้อยๆรายไม่ได้ ต้องเป็นผู้มีประสบการณ์พอ ถ้าเรายังปล่อยให้มีแค่ 5-6 บริษัท อีกกี่ปีก็ไม่เกิดความเจริญในบริษัทรับเหมาก่อสร้างในประเทศไทย การประมูลที่ไม่ยุติธรรมทำให้คนรุ่นใหม่ ตั้งใจดีมีวิชาความรู้ มีเทคนิค มีสมองไม่ได้เกิด&amp;quot; รศ.ดร.ต่อตระกูล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ ดร.ประจักษ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้สังเกตการณ์ต้องตอบว่าโปร่งใสภายใต้กรอบนโยบายที่ทางกระทรวงจัดทำมาให้การรถไฟแห่งประเทศไทยทำ แต่การกำหนดกรอบมีปัญหาทำให้เกิดการตัดไม่ให้มีผู้เข้าร่วมประมูลรายย่อยเข้ามาได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คณะผู้สังเกตการณ์ได้แจ้งว่าไม่เห็นพ้องด้วยกับเหตุผลที่ รฟท.เปลี่ยนกติกาการประมูล คือยกเลิกกติกาที่ทางซูเปอร์บอร์ดของการจัดซื้อจัดจ้างทำไว้ตั้งแต่ปี 2560 ว่าให้แยกงานออกเป็นงานย่อยๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กขนาดกลางเข้าร่วมได้ แต่ TORนี้ไปรวบงานโยธา ระบบราง และระบบอาณัติสัญญาณเข้าด้วยกันทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางหรือแม้แต่รายใหญ่ก็เข้าร่วมไม่ได้ต้องเฉพาะผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งก็มีอยู่เพียง 5 รายเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยถูกผูกขาดอยู่เพียง 5-6 บริษัทใหญ่ๆเท่านั้นเอง อย่างที่ 2 คือที่กระทรวงกำหนดเลยว่า Thai First เพราะเป็นโครงการที่ใช้เงินกู้ภายในประเทศต้องให้บริษัทไทยเท่านั้นเข้าประมูล เราไม่เห็นด้วย กับการกีดกันบริษัทต่างชาติเข้ามาทำให้ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยน TOR รวบระบบราง ทำให้มีผู้ประมูลเพียง 5 สัญญา&amp;quot; ดร.ประจักษ์ กล่าวและว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดราคากลางส่วนใหญ่ในโครงการรัฐจะสำรวจเส้นทางและโหวตราคาเพิ่มกำหนดงบประมาณให้สูง โดยไม่มีใครไปดูว่าตรงตามสัญญาที่ระบุหรือไม่ เช่น ระบุว่าบริเวณนี้มีสะพานแต่ถ้าไปดู กลับไม่มีแม่น้ำ เมื่อปฏิบัติจริงๆแล้วเงินจะเหลือ โดยหลักก็คือจะต้องคืนรัฐบาล แต่วิธีการคือมีการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง เช่น บอกว่าประชาชนร้องขอให้ทำสะพาน ทำถนนลอด บางโครงการใช้เงิน 400 ล้านบาทก็มี แค่ทำแบบมาขออนุมัติจากรถไฟ สามารถก่อสร้างได้เลย ปัญหาคือมันคุ้มค่าหรือไม่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.มานะ กล่าวว่า โครงการนี้ดูเหมือนจะโปร่งใสแต่อยู่ภายใต้กรอบของนักการเมือง กรอบกระทรวงคมนาคม แล้วหน่วยงานต้องปฏิบัติ เมื่อการรถไฟทำก็บอกว่าเป็นไปตามกรอบกระทรวง โปร่งใส ถูกต้อง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาโครงการนี้เป็นโครงการที่อื้อฉาวและถูกตั้งคำถามมากที่สุดของการรถไฟ ทำไมสังคมจึงตั้งคำถามมาก กติกาในการประมูล ข้อมูลที่ให้สังคมรับรู้เกิดอะไรขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่รัฐบาล &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกว่าจะทำให้ประเทศไทยปลอดคอร์รัปชัน ทำให้การปลอดคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น การจัดซื้อจัดจ้าง ให้สิทธิสัมปทาน ต้องใช้ข้อตกลงคุณธรรม เดือนที่แล้วยังเห็นรัฐบาลถอดร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หลังจากที่ภาคประชาชนชี้ว่าไม่ถูกต้องหลายๆอย่างและขัดต่อการปฏิรูปประเทศที่วางแผนไว้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรรมนูญมาตรา 144 และ 185 นี่เป็นการหยุดการคอร์รัปชันที่จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นหากยังเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมคลางแคลงใจ คนข้องใจว่ายังไม่เปิดเผย ไม่ทำอะไรตรงไปมา อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าไม่มีการโกง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่แค่คนไทยเห็น ต่างชาติก็เห็น ถ้าคอร์รัปชันขนาดใหญ่ เสียงประชาชนทักท้วงกันมากมาย สื่อมวลชนทักท้วง นักวิชาการทักท้วงใครๆก็พูดแล้วยังปล่อยเลยตามเลยให้ออกไปได้ มันจะทำให้ต่างชาติหรือนักลงทุนใหญ่เขาตั้งข้อสงสัยว่ามีประเทศไทยมีมาตรฐานการลงทุนอย่างไร ถ้าเข้ามาจะเชื่อมั่นเรื่องความโปร่งใสตรงไปตรงมาได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่ตามมาคือเสียภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อจัดอันดับประเทศที่คอร์รัปชันระดับโลกแล้วอันดับตกก็อย่าไปร้องแรกแหกกระเชอเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐกระทำ เราไม่อยากให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อรัฐบาล เพราะประชาชนคาดหวังตลอดว่ารัฐบาลที่เข้ามาจะปราบปรามคอร์รัปชัน อยากให้รัฐบาลทั้งคณะได้ฟังแล้วใช้อำนาจในการควบคุมทำให้เป็นที่ยอมรับของสังคม&amp;quot; &amp;nbsp;เลขาธิการองค์กร์ต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109134</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร. มานะ นิมิตรมงคล, ดร.สุเมธ องกิตติกุล, ต่อตระกูล ยมนาค, ประมูลรถไฟทางคู่, องค์กรต้านคอร์รัปชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7d398708aa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41658</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลดค่ารถไฟฟ้าชดเชยอ่วม TDRIเคาะ30บาทต่อเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตีปี๊บค่ารถไฟฟ้า 15 บาทตลอดสายส่อฝันค้าง &amp;quot;ศักดิ์สยาม&amp;quot; สั่งทุกหน่วยงานไปศึกษาใน 1 &amp;nbsp;เดือน รฟม.เผยได้ชดเชยเอกชนกันอานแน่ ขณะที่ TDRI ประเมิน 30 บาทต่อเที่ยวเป็นราคาที่เหมาะสม &amp;quot;อุตตม&amp;quot; ลุยถกบิ๊กคลัง มอบการบ้าน สศค.ศึกษาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% สรรพากรขานรับแต่ชงเพิ่ม VAT 8% ชดเชย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวว่ากระทรวงคมนาคมจะปรับลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าเหลือ 15 บาทตลอดสายว่า หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะเรียกประชุม 23 หน่วยงานในสังกัดเพื่อมอบนโยบาย โดยจะมอบหมายให้แต่ละหน่วยงานกลับไปพิจารณาหาแนวทางและมาตรการปรับลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางให้แก่ประชาชนเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ละหน่วยงานต้องกลับไปศึกษาและพิจารณาดูภาระขององค์กรว่าปัจจุบันมีภาระมากน้อยแค่ไหน และยังพอมีช่องว่างเหลือพอที่จะออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพหรือลดค่าโดยสารได้หรือไม่อย่างไร โดยแต่ละหน่วยงานจะต้องนำเสนอผลการศึกษาและมาตรการส่งกลับมาให้พิจารณาภายใน 1 &amp;nbsp;เดือน จึงจะรู้ว่าสามารถปรับลดค่าโดยสารอะไรได้บ้างหรือไม่อย่างไร&amp;quot; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยามเปิดเผยภายหลังเรียกหน่วยงานของกระทรวงคมนาคมเข้าพบว่า เรื่องงบประมาณปี 2563 ของกระทรวงคมนาคม วงเงิน 4.2 แสนล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุน 2.1 แสนล้านบาท และงบประจำ 2.1 แสนล้านบาทนั้น จะขอดึงกลับมาทบทวนอีกครั้งว่าแผนของบประมาณที่เสนอไปยังรัฐบาลนั้นเหมาะสมหรือไม่ และมีแผนไหนที่ต้องปรับแก้ให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ส่วนการพัฒนาโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (TER 2) วงเงินลงทุน 4.2 หมื่นล้านบาท ตามแผนแม่บทใหม่ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ แม้จะยึดแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (TER 2) ใกล้กับอาคารผู้โดยสารหลังเดิม เนื่องจากปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิประสบปัญหาผู้โดยสารล้นสนามบินหรือเกินขีดการรองรับมากกว่า 15 ล้านคนต่อปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ประกอบกับตัวเลขการเติบโตของผู้โดยสารในอนาคตมีแนวโน้มขยายตัวเร็วมาก โดย ทอท.คาดว่าในปี 2567 จะมีผู้โดยสารมากถึง 170 ล้านคน จึงเห็นว่าต้องรีบดำเนินการให้แล้วเสร็จ เพราะแผนก่อสร้างไม่ได้ทำแค่วันเดียว แต่ต้องใช้เวลาหลายปีในการดำเนินการ อย่างไรก็ตาม ตนไม่ติดใจกับการพัฒนาพื้นที่ TER 2 ในจุดดังกล่าว แม้จะไม่ได้ทำตามแผนแม่บทเดิมที่วางไว้คือการก่อสร้าง TER 2 &amp;nbsp;ทางทิศใต้ของสนามบิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ตนได้สั่งการให้ ทอท.ไปเร่งแผนงานพัฒนาโครงการสนามบินภูเก็ตแห่งที่ 2 วงเงินลงทุน 7.5 หมื่นล้านบาท รองรับ 10 ล้านคน/ปี โครงการสนามบินเชียงใหม่แห่งที่ 2 วงเงิน 5.5 หมื่นล้านบาท รองรับ 10 ล้านคน/ปี เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารล้นสนามบิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยถึงนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคา 15 บาทว่า รฟม.จะรอความชัดเจนนโยบายของกระทรวงคมนาคมเพื่อเป็นกรอบการดำเนินการ เนื่องจากสัญญาสัมปทานในอดีต เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน หัวลำโพง-เตาปูน มีบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เป็นผู้ถือสัมปทาน รวมถึงอยู่ระหว่างก่อสร้างซึ่งลงนามไปแล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู มีนบุรี-แคราย และสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง หากภาครัฐมีนโยบายกำหนดกรอบเก็บค่าโดยสารไม่เกินราคาที่กำหนด 15 บาท หรือเท่าใดก็แล้วแต่ ก็ต้องนำไปเป็นประเด็นที่ต้องเจรจากับเอกชนคู่สัมปทาน เพราะเป็นเรื่องปกติที่เมื่อรายได้เอกชนลดลง จะต้องมีการถามหาแนวทางที่ภาครัฐต้องชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการแน่นอน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าการ รฟม.ยอมรับว่า เมื่อกระทรวงคมนาคมให้นโยบายชัดแล้วก็พร้อมเจรจากับผู้ประกอบการ &amp;nbsp;ส่วนจะได้ข้อสรุปอย่างไรคงต้องพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการที่จะเสนอมาด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ในส่วนของทีดีอาร์ไอเห็นว่าการกำหนดราคาค่าโดยสารเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม จำเป็นต้องศึกษาจากองค์ประกอบรอบด้าน เช่น ฐานรายได้ต่อเดือนของผู้ใช้บริการ, รายละเอียดของโครงข่ายเส้นทาง และอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลในต่างประเทศ ต้นทุนค่าเดินทางในระบบรถไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายต่อเดือน สิงคโปร์ค่าเดินทางจะอยู่ที่ 4-5%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคนไทยนั้นข้อมูลเบื้องต้นค่าโดยสารเดินทางไปกลับต่อวันของรถไฟฟ้าไม่ควรเกิน 100 บาท เมื่อวางเป็นโจทย์แล้วมาคิดต่อว่า ถ้าค่าเฉลี่ยของรถไฟฟ้าเดินทางต่อเที่ยวอยู่ที่ &amp;nbsp;30 บาท หรือไปกลับวันละไม่เกิน 60 บาท ประชาชนที่มีฐานเงินเดือนประมาณเดือนละ 18,000 บาท มีต้นทุนค่าโดยสารต่อเดือนประมาณ 1,200 บาท ถือเป็นต้นทุนที่ผู้ใช้บริการจะพอแบกรับไหว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเมินเบื้องต้นว่าค่าเดินทางระบบรถไฟฟ้าทั้งโครงข่าย 30 บาทต่อเที่ยว ถือเป็นราคาที่เหมาะสม&amp;quot; นายสุเมธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ยอมรับว่าการกำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ต้องนำไปสู่การชดเชยให้เอกชนผู้ถือสัมปทานนั้น ต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบอยู่ในพื้นฐานที่ไม่เป็นภาระมากเกินไป ส่วนประเด็นว่าหากมีการกำหนดกรอบค่าโดยสารไม่ว่าจะเป็น 15 บาทต่อเที่ยวหรือ 30 บาทต่อเที่ยว ในส่วนสัมปทานเดินรถไฟฟ้าที่ภาครัฐกับเอกชนมีในปัจจุบันจะต้องจ่ายชดเชยมากแค่ไหนนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่างกรณีกำหนดค่าโดยสารต่อเที่ยว 15 บาทนั้น คิดง่ายๆ ว่าหากคำนวณจากผู้โดยสาร เช่น &amp;nbsp;รถไฟฟ้าบีทีเอสวันละ 800,000 คน รถไฟฟ้าใต้ดิน 300,000 คน รถไฟฟ้าสีม่วงอีก 100,000 คน &amp;nbsp;แอร์พอร์ตลิงก์ 100,000 คน ไปคำนวณกับค่าโดยสารเฉลี่ยของผู้โดยสารปัจจุบันคนละ 30 บาท เห็นชัดเจนว่าจะต้องไปชดเชยให้แก่การเดินทางของประชาชนเฉลี่ยคนละ 15 บาทต่อวัน ส่วนนี้ถือว่าเป็นภาระค่อนข้างหนัก&amp;quot; นายสุเมธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลังทุกหน่วยงาน โดยก่อนหน้านี้ทีมงานของนายอุตตมได้ระบุว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาการประชุมดังกล่าวจะไม่มีขึ้นจนกว่ารัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยนายอุตตมเปิดเผยว่า การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ตามที่รัฐบาลหาเสียงไว้จะมีการดำเนินการ แต่จะทำแบบเป็นขั้นตอนและต้องดูทั้งระบบ ซึ่งได้สั่งผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปแล้ว ให้ศึกษาเรื่องนี้ทั้งระบบว่าฐานภาษีและรายได้หายไปมากน้อยขนาดไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี รมว.การคลังได้ชี้แจงกรณีที่ถูกถามว่าจำเป็นจะต้องมีการขึ้นภาษีตัวอื่นเพื่อชดเชยการปรับลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ โดยนายอุตตมระบุว่า &amp;quot;ผมไม่ได้บอกเลยว่าจะต้องขึ้นภาษีตัวอื่น เพื่อมาชดเชยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ตามที่รัฐบาลหาเสียงไว้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวว่า การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% จะต้องไม่เป็นภาระทางการคลัง ถ้าจำเป็นต้องทำจะทำลักษณะไหน ซึ่ง สศค.เพิ่งได้การบ้านมาเมื่อวานนี้เอง ต้องดูว่าหากรายได้หายไปจากการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และจะได้รายได้เพิ่มมาจากตัวไหน&amp;quot; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หากมีการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 10% ตามที่รัฐบาลหาเสียงไว้จริง จะทำให้ฐานภาษีหายไป 3 ล้านราย และสูญเงินภาษีต่อปี 1.8 แสนล้านบาท ทำให้ต้องหาวิธีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่ให้ได้เพื่อไม่ให้รัฐบาลผิดสัญญาที่หาเสียงไว้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องการลดภาษีเงินได้บุคคล อยู่ระหว่างให้ สศค.ทำการศึกษาปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ทั้งหมดในภาพรวม ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรกรมสรรพากรคงตอบไม่ได้ ส่วนจะให้สรรพากรพิจารณาขึ้นภาษีชนิดอื่น โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เป็น 8% มาชดเชยรายได้หรือไม่ ขณะนี้ยังไม่ได้ยินว่ามีการสั่งนโยบายนี้ออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงถึงนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงานว่า เบื้องต้นได้เตรียมประสานงานไปยังบริษัท &amp;nbsp;ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อขยายเวลามาตรการอุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) สำหรับหาบเร่แผงลอย ในส่วนลดราคา 37.50 บาทไปอีก 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย.62) รวมถึงการหยุดปรับราคาส่วนลดก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ในรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถตู้ หรือรถแท็กซี่ จากเดิมที่จะขึ้นอีกวันที่ 16 ก.ย.อีก 1 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นการดูแลภาระค่าครองชีพของประชาชนระหว่างนี้ &amp;nbsp;และรอพิจารณานำนโยบายการช่วยเหลือประชาชนครั้งนี้ไปเชื่อมโยงกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีสำหรับครัวเรือนที่กำหนดไว้ไม่เกิน 363 บาทต่อถัง 15 กก.นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้ดูต้องรอให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งการพิจารณาน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 จากมาตรการเดิมลดราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 5 บาท ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ก.ค.ก็ยังไม่มีการพิจารณาเช่นกัน เนื่องจากต้องรอพิจารณาภาพรวมทั้งหมดทั้ง เกรด B7, B10 และ B20 ว่าจะบริหารอย่างไรให้เป็นมาตรการระยะยาว ช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง คงไม่ดูเป็นประเภทๆ ไป คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในสัปดาห์หน้า.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41658</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุเมธ องกิตติกุล, ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ, ศักดิ์สยาม ชิดชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190722/image_big_5d35cbbd8a27d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38691</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/06/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พัฒนาเมืองรับสังคมสูงวัย ต้องมีพื้นที่สาธารณะรองรับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การพัฒนาเมืองสำหรับคนสูงอายุ&amp;rdquo; เป็นเรื่องสำคัญ เพราะปัจจุบันคนที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองกรุงย่อมมีมากขึ้น ซึ่งคิดเป็นประชากรราว 10 ล้านคน และในจำนวนนั้นรวมถึงคนสูงอายุที่พักอาศัยในกรุงเทพมหานครเช่นเดียวกัน ประกอบกับเมื่อเข้าสู่สังคมเอจจิ้งโซไซตี้ การพัฒนาเมืองให้สามารถรองรับความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ จึงนับเป็นโจทย์ที่สำคัญ ส่วนหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้วัยเก๋าใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีพลัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในงานสัมมนาสาธารณะทีดีอาร์ไอประจำปี 2562 &amp;ldquo;สังคมอายุยืน:แข่งขันได้ และอยู่ดีมีสุขได้อย่างไร?&amp;rdquo; ในหัวข้อ &amp;ldquo;พัฒนาเมือง สำหรับคนอย่างไรในสังคมอายุยืน&amp;rdquo; ดร.สุเมธ องกิตติกุล และ ณิชมน ทองพัฒน์ จากสถาบันทีดีอาร์ไอ และ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) ได้สะท้อนข้อมูลร่วมกันอย่างน่าสนใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ดร.สุเมธ องกิตติกุล)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สุเมธ องกิตติกุล บอกว่า&amp;nbsp; สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อบ้านเราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยในอีกไม่กี่ปีนั้น การที่คนสูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างมีพลังถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก แต่การที่คนกลุ่มนี้จะใช้ชีวิตได้อย่างมีพลัง อันดับแรกต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีการรวมตัวกันทำกิจกรรม รวมถึงต้องมีพื้นที่สาธารณะสำหรับคนสูงวัยด้วย เป็นต้นว่ามีทางเดินที่เอื้อต่อการเดินทางของผู้สูงอายุ อีกทั้งมีระบบขนส่งสาธารณะที่เอื้อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้สะดวก เช่น การไปโรงพยาบาลเพื่อพบแพทย์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับการพัฒนาชุมชนในเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร สิ่งสำคัญคือการที่จัดให้พื้นที่สาธารณะที่เหมาะสม เพื่อใช้ทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น ต้องมีสวนสาธารณะเพื่อให้คนได้ออกกำลังกาย ได้วิ่ง ได้เดิน หรือใช้พื้นที่สวนสาธารณะทำกิจกรรมเชิงสังคมและวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้นับเป็นตัวอย่างการช่วยส่งเสริมให้เมืองกรุงมีพื้นที่สาธารณะเพิ่ม ทั้งนี้ ขอยกตัวอย่างเมืองบราซิเลีย เมืองหลวงของประเทศบราซิล ซึ่งมีลักษณะคล้ายนกอินทรี ที่ออกตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 ซึ่งเมืองนี้ถูกแบบให้มีลักษณะการผลักคนออกจากเมือง หมายความว่าสถานที่สำคัญต่างๆ นั้นอยู่ห่างไกลหรืออยู่นอกเมือง ทำให้คนต้องขับรถและใช้บริการสาธารณะเพื่อออกไปทำธุระนอกเมือง กระทั่งประเทศฝรั่งเศสที่นำพื้นที่สาธารณะมาทำเป็นถนนให้รถวิ่ง จึงทำให้มีพื้นที่ทางเดินเท้าที่น้อยลง สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า เมืองชื่อดังต่างๆ ในโลกมีพื้นที่เยอะ ดังนั้นการนำมาทำพื้นที่สาธารณะให้คนมีความสุข โดยเฉพาะคนสูงวัยที่อาศัยอยู่ในเมืองได้มีความสุข จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้จากตัวอย่างที่ดีจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่รื้อทางด่วนเพื่อนำมาสร้างที่พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนหนึ่งเพื่อกระตุ้นให้คนเห็นความสำคัญกับการเดินให้มากขึ้น และเปลี่ยนทางด่วนโดยการขุดคลองสาธารณะ เพื่อให้คนทำกิจกรรมร่วมกัน อย่างการเดินไปแช่เท้าในคลอง ซึ่งในแต่ละวันจะมีคนไปใช้บริการบริเวณพื้นที่สาธารณะดังกล่าวประมาณ 64,000 คนต่อวัน เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ณิชมน ทองพัฒน์)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ณิชมน ทองพัฒน์ บอกว่า &amp;ldquo;สิ่งที่สำคัญนอกจากส่งเสริมให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับคนสูงวัยที่เพิ่มขึ้นแล้ว การกำหนดให้สวนสาธารณะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น เครื่องเล่นสำหรับออกกำลังกายต่างๆ ที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ การส่งเสริมให้พื้นที่เขตเมืองมี &amp;ldquo;ทางเท้า&amp;rdquo; เพื่อให้คนสูงอายุสามารถเดินได้อย่างปลอดภัยก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เช่น ประเทศสิงคโปร์ที่มีการออกแบบทางเท้าที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ อีกทั้งบริเวณ 4 แยกจะมีป้ายเตือนให้รถยนต์ชะลอความเร็วลง อีกทั้งมีการติดตั้งอุปกรณ์ชะลอความเร็วของรถยนต์ ซึ่งช่วยลดอุบัติเหตุให้กับคนสิงคโปร์ได้ร้อยละ 75% อีกทั้งมีการสร้างถนนให้มีเกาะกลางที่กว้าง เพื่อให้ผู้สูงอายุพักจังหวะขณะข้ามถนน ที่สำคัญสามารถจอดรถวีลแชร์ได้ 2 คัน อีกทั้งมีระบบขนส่งสาธารณะอย่างเช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน ที่เชื่อมต่อไปยังจุดต่างๆ ได้ง่ายขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หรือแม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรวดเร็วกว่าบ้านเราก็ให้ความสำคัญ อย่างการสร้างระบบสาธารณะให้เข้าถึงได้ง่าย เช่น รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนงบประมาณเพื่อจัดให้มีทางเชื่อม เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงอาคารได้ง่าย หรือสร้างลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุและรถเข็น กระทั่งสร้างบันไดเลื่อนเพื่อให้คนวัยเก๋าสามารถเดินทางเข้าสู่ตัวอาคารได้อย่างง่ายขึ้น และสามารถอาศัยอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างมีพลัง นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นยังมีบริการจัดส่งผู้สูงอายุให้กลับถึงบ้านปลอดภัย เช่น มีรถแท็กซี่ให้บริการผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งรถคนดังกล่าวสามารถเดินได้หลายคนพร้อมกัน โดยแวะส่งผู้ใช้บริการแต่ละท่านให้ลงตามจุดที่ต้องการ ส่วนหนึ่งเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือทางเดียวกันไปด้วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณิชมน ทองพัฒน์ บอกอีกว่า ปัจจุบันทางเท้าในบ้านเราร้อยละ 70 เปอร์เซ็นต์ ค่อนข้างแคบและมีสิ่งกีดขวาง อีกทั้งมีรถจักรยานยนต์ขึ้นไปวิ่งบนทางเท้า อีกทั้งบริการสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าก็ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่เมืองหลวง ทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการรถไฟฟ้าได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งทางเข้าและทางออกรถไฟฟ้าบางสถานีไม่มีลิฟต์ หรือมีการล็อกลิฟต์ และไม่มีทางลาดที่เอื้อต่อการใช้บริการของผู้สูงอายุและผู้พิการ หรือแม้แต่การใช้รถเมล์ประจำทางที่มีชานชาลาต่ำ เพื่อให้ผู้สูงอายุเดินทางได้ทางสะดวกมากยิ่งขึ้น ก็ยังค่อนข้างมีน้อย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm; text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายกันที่ ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ บอกว่า การออกแบบเพื่อคนเมืองที่สำคัญ ไม่ใช่การออกแบบเพื่อผู้สูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อให้คนที่ยังไม่แก่ได้เตรียมตัวและใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นเมืองต้องได้รับการออกแบบเพื่อสร้างวัฒนธรรมในการส่งเสริมสุขภาพตอนแก่นั่นเอง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 17 เขต ซึ่งร้อยละ 60 สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้รถยนต์ แต่ทว่าผู้สูงอายุที่อยู่ในเมืองไม่สามารถเดินได้อย่างมีคุณภาพ หรือพื้นที่ทางเดินส่วนใหญ่นั้นเดินไม่สะดวกหรือยังเดินได้ไม่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;การออกแบบเมืองที่ดีเพื่อให้ผู้สูงวัยอยู่ได้อย่างมีพลังนั้น ต้องเอื้อให้คนกลุ่มนี้ออกจากบ้านได้โดยไม่เสี่ยงต่ออันตราย นอกจากนี้ การนำสินทรัพย์ของ กทม.ที่มีอยู่เยอะ เช่น สะพานด้วน หรือสะพานที่อยู่กึ่งกลางสะพานพระปกเกล้า ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างของภาครัฐมาทำเป็นสะพานสีเขียว เพื่อให้ผู้สูงอายุที่อาศัยฝั่งธนบุรี หรืออยู่หลังวัดบริเวณดังกล่าวได้มีพื้นที่เดินออกกำลังกาย ก็เป็นตัวอย่างที่สำคัญมาก นอกจากนี้ การเปลี่ยนสภาพอากาศที่ร้อนระอุของเมืองไทย โดยการเฉพาะปลูกต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวให้เขตพื้นที่เมืองชั้นใน โดยเฉพาะทางเดิน ให้เป็นพื้นที่สีเขียวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอย่างที่บอกว่า กทม.นั้น ผู้สูงอายุร้อยละ 60 สามารถใช้ชีวิตในเมืองได้ เนื่องจากอาคารสำนักงานที่สามารถติดต่อได้สะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องของอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดิน นอกเหนือจากเรื่องของทางเท้าที่มีสิ่งกีดขวางแล้ว. &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38691</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุณภาพชีวิต, ณิชมน ทองพัฒน์, ดร.สุเมธ องกิตติกุล, ผศ.ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190616/image_big_5d06409fe1164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
