<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>108585</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/07/2021 16:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/07/2021 16:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนุนรัฐเปลี่ยนเงินแจกเป็นซื้อวัคซีนmRNAด่วน สร้างด่านป้องกันเดลต้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.ค.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ และ อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ขอเสนอให้มีการนำเข้าวัคซีน mRNA โดยเร่งด่วนโดยรัฐบาลนอกเหนือจากการสั่งนำเข้าของโรงพยาบาลเอกชนผ่านองค์การเภสัชกรรม การนำเข้าวัคซีน mRNA นั้นให้จัดฉีดให้กับ บุคลากรทางการแพทย์และประชากรไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีก่อน สายพันธุ์เดลต้าอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ซึ่งส่วนใหญ่ฉีดวัคซีนซิโนแวคได้ รวมทั้งอาจเกิดการติดเชื้อเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อชะลอการแพร่ระบาดในระลอกสี่และหยุดยั้งการเสียชีวิตของประชาชนซึ่งเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ควรจัดเตรียมวัคซีน mRNA เพื่อเตรียมรับมือกับไวรัสกลายพันธุ์เดลต้า เดลต้าพลัสและแลมบ์ดาโดยเร่งด่วน &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า การผ่อนคลายการล็อกดาวน์กิจกรรมก่อสร้างและเปิดแคมป์คนงานบางส่วนจะช่วยบรรเทาผลเสียหายของอุตสาหกรรมก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างก่อสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐได้ระดับหนึ่ง อุตสาหกรรมก่อสร้างและกิจการต่อเนื่องคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8-9% ของจีดีพี มีการจ้างงานทั้งระบบประมาณ 4-5 ล้านคน การผ่อนคลายเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสม เพราะจะบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจลงได้ระดับหนึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากเดิมที่ประเมินความเสียหายการปิดกิจกรรมโครงการก่อสร้างต่างๆ แคมป์คนงานในกรุงเทพ ธุรกิจร้านอาหารในกรุงเทพและปริมณฑลรวมทั้งจังหวัดในพื้นที่สีแดงเข้มเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนอยู่ที่ประมาณ &amp;nbsp;40,000-50,000 ล้านบาท คิดเป็น 0.25-0.26% ของจีดีพี การผ่อนคลายจะลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ประมาณอย่างน้อย 20-30% ของฐานความเสียหายทางเศรษฐกิจเดิม การผ่อนคลายการโครงสร้างที่มีวัตถุประสงค์ทางด้านสาธารณสุขและเกี่ยวข้องกับมาตรการควบคุมโรค Covid-19 มีความสำคัญที่สุด ซี่งความจริงไม่ควรจะล็อกดาวน์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทำเพียงแค่ควบคุมการเคลื่อนย้ายแรงงานติดเชื้อให้เป็นไปตามหลักการทางด้านสาธารณสุขก็เพียงพอแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;ส่วนการผ่อนคลายโครงการก่อสร้างที่หากห้ามการก่อสร้างจะทำให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างการก่อสร้างและก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนรวมทั้งการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านการจราจรนั้นควรผ่อนคลายทันที การออกมาตรการต่างๆของ ศบค ที่มีลักษณะรวมศูนย์และเป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องย่อมทำให้ มาตรการที่ออกมา นอกจากแก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุดแล้ว ยังทำให้เกิดผลกระทบและผลเสียหายที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวในช่วงท้ายว่า การติดเชื้อในชุมชนในพื้นที่ที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมส่งออกนั้น โดยเฉพาะในพื้นที่หรือจังหวัดที่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่เดินทางไปกลับ รัฐบาลและภาคเอกชนต้องมีมาตรการที่เหมาะสมในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมการแพร่ ระบาดและผลกระทบต่อความชะงักงันในการผลิต วิธีหนึ่งที่ควรทำ คือ การจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับผู้ใช้แรงงานติดเชื้อ สำหรับผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่ติดเชื้อ ให้โรงงานหาที่พักให้ในโรงงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในชุมชน โมเดลการสร้างที่พักในโรงงานในจังหวัดที่มีการติดเชื้อในชุมชน ควรทำให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ สงขลา พระนครศรีอยุธยา ระยอง ประจวบคีรีขันธ์ นครปฐม เป็นต้น และขอให้ รัฐบาล นำเงินที่จะแจกให้ประชาชนในอนาคต เปลี่ยนมาเป็นการซื้อวัคซีน mRNA มาฉีดให้ประชาชนฟรีจะดีกว่า และจะเป็นผลบวกต่อเศรษฐกิจมากกว่าแจกเงิน ขอให้แจกวัคซีน mRNA แทนแจกเงิน เพื่อหยุดการแพร่ระบาดไวรัสกลายพันธุ์ให้ได้ .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108585</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนโควิด, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103911</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 17:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุสรณ์เสนอแนวทางกู้เงิน 7 แสนล้าน ทำใจมีความเสี่ยงการคลังเพิ่มขึ้นกระทบศก.ระยะยาว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 2564 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต เปิดเผยว่า การก่อหนี้สาธารณะและการกู้เงินเพิ่มเติมนั้นมีความจำเป็นในการนำมาใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเศรษฐกิจ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งชดเชยรายได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรออกเป็นพระราชกำหนด การออกเป็นพระราชกำหนดจะทำให้การพิจารณาการจัดสรรการใช้เงินกู้ซึ่งเป็นภาระภาษีประชาชนในอนาคตไม่รอบคอบ ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล และ อาจนำมาซึ่งความไม่โปร่งใสและเบี่ยงเบนไปจากยุทธศาสตร์การใช้งบประมาณ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ได้สำคัญต่อประชาชนมากนัก แต่อาจสำคัญต่อกลุ่มผลประโยชน์ทั้งในระบบราชการและนอกระบบราชการที่อยู่แวดล้อมผู้มีอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรอบการจัดสรรงบประมาณปี 2565 ที่กำลังเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ก็มีขนาดของงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติในปัจจุบันและอนาคต ไม่มียุทธศาสตร์และแผนงานชัดเจนว่าหลังจากประเทศพ้นจากวิกฤติ Covid-19 แล้วจะวางรากฐานประเทศเพื่อก้าวอย่างไรต่อไป สมมติฐานในการจัดทำงบประมาณก็มองโลกในแง่ดีเกินไปว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวและรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อย จึงควรเตรียมการวางแผนก่อหนี้ไว้ล่วงหน้าเลยจะดีกว่าจะได้ไม่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. ที่ไม่มีการกลั่นกรองตรวจสอบเช่นที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นก็มั่นใจว่าน่าจะทะลุ 60% แน่นอนในปี พ.ศ. 2565 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีขณะนี้ก็เกือบจะแตะ 60% ซึ่งเรากำหนดเพดานเอาไว้&amp;nbsp; หากเศรษฐกิจขยายได้ไม่ถึง 2% ในปีนี้ หนี้สาธารณะจะชนเพดาน หากเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้องอีก และ ต้องใช้เงินเพิ่มเติมเพื่อดูแลเศรษฐกิจและเยียวยาความยากลำบากทางเศรษฐกิจต่อไปอีกหลายปี รัฐบาลต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีและเก็บภาษีทรัพย์สินให้ได้มากพอ หรือ ต้องแก้กฎหมายเพื่อขยับเพดานการก่อหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีหลังนี้ รัฐบาลจะหลุดกรอบวินัยทางการเงินการคลังไปแล้วประเทศน่าจะมีความเสี่ยงทางการคลังในอนาคต มีงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนมากบ่งชี้ไปในทางเดียวกันว่า การก่อหนี้สาธารณะจำนวนมากและสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่สูงเกินไปมีความสัมพันธ์เชิงลบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวหรือทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงนั้นเอง การก่อหนี้สาธารณะจะไม่ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวก็ต่อเมื่อเป็นการก่อหนี้เพื่อการลงทุนที่นำมาสู่ศักยภาพในการแข่งขันโดยปัจจัยทรัพยากรมนุษย์และการลงทุนในการวิจัยนวัตกรรมสำคัญที่สุด หากการก่อหนี้เป็นเรื่องของรายจ่ายประจำที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคตย่อมทำให้การเติบโตลดลงในอนาคตอันเป็นผลจากการต้องจัดสรรเงินจำนวนมากเพื่อชำระหนี้และต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้นในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ จึงได้เสนอ แนวทางการใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาทว่าควรมีแนวทางดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง ต้องใช้ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเคร่งครัด สามารถแก้ปัญหาระยะสั้นเฉพาะหน้าและไม่สร้างภาระในระยะปานกลางหรือระยะยาว และเน้นไปที่โครงการเพื่อการลงทุนต่างๆ แนวทางที่สอง ต้องทุ่มเทงบประมาณไปที่บริการทางการแพทย์ การบริการสุขภาพและสาธารณสุข การลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมยาและวัคซีน การควบคุมการแพร่ระบาดและการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนมากกว่า 70% โดยเร็วที่สุด แนวทางที่สาม ตัดงบประมาณหรือชะลอการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และค่าใช้จ่ายทางการทหารทั้งหมด ตัดงบประมาณลับและงบปฏิบัติการทางจิตวิทยาสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชนออกทั้งหมด หรือ ชะลอโครงการก่อสร้างที่ไม่จำเป็นของหน่วยราชการบางแห่ง แนวทางที่สี่ โครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งคมนาคม ระบบสาธารณูปโภค โครงการลงทุนระบบชลประทานและโครงสร้างพื้นฐานระบบอุตสาหกรรมให้เดินหน้าลงทุนอย่างเต็มที่ แนวทางที่ห้า ตัดงบประมาณสนับสนุนหรือชดเชยรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีความจำเป็นตามวัตถุประสงค์การก่อตั้งแล้ว เพราะเอกชนสามารถให้บริการได้ดีกว่ามาก รวมทั้งรัฐวิสาหกิจที่บริหารล้มเหลว รั่วไหล มีการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นแหล่งหาผลประโยชน์ของผู้อำนาจรัฐและผู้บริหาร และไม่มีประสิทธิภาพ รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ควรถูกแปรรูปเพื่อลดภาระทางการคลังและไม่ควรใช้งบประมาณจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาทนี้ แนวทางที่หก งบประมาณที่ใช้ควรเน้นไปที่การสร้างการจ้างงาน การประคับประคองไม่ให้ธุรกิจปิดกิจการเพื่อรักษาการจ้างงานเอาไว้ มากกว่า การแจกเงินชดเชยรายได้ แนวทางที่เจ็ด ต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนหนึ่งมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนเมือง กลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงานรายวัน โดยช่วยเหลือทั้งแรงงานชาวไทยและแรงงานต่างด้าว&amp;nbsp; แนวทางที่แปด ไม่ควรใช้มาตรการหรือโครงการภายใต้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาทที่ใช้แล้วไม่มีประสิทธิผลหรือล้มเหลว ส่วนโครงการหรือมาตรการใดได้ผลควรเพิ่มเติมและขยายผลต่อ โดยรัฐบาลต้องมีระบบประเมินผลการใช้งบประมาณที่ดีและรวดเร็วจึงสามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวอีกว่า รัฐบาลต้องนำ พรก 7 แสนล้านบาทเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎรโดยด่วนพร้อมงบประมาณปี 2565 การดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ประชาชนผู้เสียภาษีสบายใจระดับหนึ่งเนื่องจากรัฐบาลได้ก่อหนี้จำนวนมาก ขณะนี้รัฐบาลควรเปิดเผยรายละเอียดมาตรการและโครงการในการใช้งบประมาณจากเงินกู้ 7 แสนล้านบาททันที หากรัฐบาลอ้างว่ายังไม่มีรายละเอียดและยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ย่อมแสดงถึงการบริหารจัดการงบประมาณที่ล้มเหลวไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ประชาชนย่อมมีสิทธิจะรู้ว่าเอาเงินของพวกเราไปทำอะไรบ้าง และ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องเปิดเผยรายละเอียด เนื่องจากเวลานี้ มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และ ทุกคนในประเทศนี้ต้องการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การบริการทางการแพทย์ และ การฉีดวัคซีน รัฐบาลได้ยึดหลักการอะไรในการดำเนินการ การรวบอำนาจและรวมศูนย์ในการตัดสินใจในบางเรื่องนั้นมีความจำเป็นในภาวะวิกฤติ แต่บางเรื่องต้องกระจายอำนาจกระจายการตัดสินใจกระจายงบประมาณจะมีประสิทธิภาพมากกว่า บางเรื่องต้องอาศัยการแทรกแซงและควบคุมโดยรัฐ บางเรื่องต้องใช้กลไกตลาดและกลไกราคา การตัดสินใจในการใช้งบประมาณในโครงการและมาตรการต่างๆต้องอยู่บนผลประโยชน์สาธารณะ ยึดหลักความเป็นธรรม และต้องเรียงลำดับความสำคัญให้ดี หากรัฐบาลอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์และลัทธิพวกพ้อง รวมทั้งไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง เราจะไม่สามารถฝ่าวิกฤติครั้งนี้ไปได้ ความมีเอกภาพของสังคมเป็นปัจจัยพื้นฐานเบื้องต้นการฝ่าวิกฤติครั้งนี้&amp;nbsp;  &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า การระบาดระลอกใหม่ในอนาคตอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และโรคระบาดอุบัติใหม่ก็สามารถเกิดขึ้นได้อีก การปฏิรูปการใช้จ่ายงบประมาณทางด้านสาธารณสุขและบริการสุขภาพใหม่มีความจำเป็น การปฏิรูประบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพนี้ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคเสียใหม่ เพราะระบบแบบเดิมต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นและตอบสนองต่อสภาวะทางการคลังที่ย่ำแย่ลง ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเราต้องใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมากในการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด Covid-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การปฏิรูปนี้ต้องมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณทางด้านสาธารณสุขและการบริการสุขภาพโดยไม่ไปลดความเสมอภาคในการเข้าถึงการใช้บริการ และ สามารถตอบสนองต่อความจำเป็นของประชาชนภายใต้การแพร่ระบาดของ Covid-19 และ Covid กลายพันธุ์ใหม่ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกหลายระลอก วิธีการปฏิรูปที่เป็นรูปธรรม คือ การแบ่งแยกผู้ซื้อและผู้ขายบริการสุขภาพออกจากกัน การจ่ายเงินแบบเหมาจ่ายต่อหัว (Capitation) มากขึ้น การกำหนดให้มี GP Budgetholders การ Contracting-out การทำ self-governing hospital เป็นต้น การปฏิรูปแนวทางนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพการใช้งบประมาณผ่านตลาดภายในของบริการสุขภาพเอง อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดการลดลงของคุณภาพในการให้บริการโดยการกำหนดธรรมาภิบาลในทางคลินิคเพื่อให้ได้คุณภาพที่เป็นมาตรฐาน คุณภาพที่เป็นมาตรฐานหมายถึง รักษาและบริการสุขภาพอย่างถูกต้องให้กับผู้ป่วยที่สมควรได้รับในเวลาที่เหมาะสมและต้องพยายามทำทั้งหมดนี้ให้ได้ในครั้งแรกสำหรับผู้ใช้บริการหรือผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างของการปฏิรูปโครงการ Medicaid ในรัฐโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ที่ประเทศไทยสามารถนำมาเป็นบทเรียนได้ในการแก้ปัญหาความไม่เพียงพอของงบประมาณ โดยเฉพาะดูแลผู้มีรายได้น้อยและคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ ด้วยการทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ซื้อประกันสุขภาพเพื่อให้องค์กรของผู้ใช้บริการมีอำนาจในการต่อรองกับผู้ให้บริการโรงพยาบาลเอกชนเพื่อให้ได้ราคาบริการสุขภาพที่เหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้อ้างข้อเสนอของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า หมอสงวนเคยเสนอเรื่องการปฏิรูปการจัดการและระบบการเงินการคลังสำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเอาไว้ หลายอย่างมีการดำเนินการ มีความคืบหน้า บางอย่างยังไม่เกิดขึ้นและอาจต้องปรับเปลี่ยนจากปัญหาฐานะทางการคลังที่เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เริ่มต้นจากการปรับระบบสวัสดิการและการประกันสุขภาพของรัฐทุกระบบให้มีความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนของสิทธิประโยชน์ เน้นนโยบายและมาตรการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพิ่มการลงทุนทางด้านสุขภาพสำหรับกลุ่มคนที่ยังไม่มีหลักประกันสุขภาพ การปฏิรูประบบกำลังคนทางการแพทย์และบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า รัฐจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อปิดจุดอ่อนของระบบสาธารณสุขและการบริการสุขภาพไทย ดังนี้ การลดความซ้ำซ้อนการบริหารจัดการสุขภาพในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ลงทุนทางด้านระบบข้อมูลสารสนเทศทางด้านสุขภาพทั้งระบบโดยเฉพาะข้อมูลด้านอุปสงค์ ขณะเดียวกัน ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นทางด้านการเงินการคลังว่า จะหาเงินและงบประมาณมาจากไหนเนื่องจากรายจ่ายทางด้านสาธารณสุขและบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากสังคมผู้สูงอายุและผลกระทบของโรคระบาด เราจะเก็บภาษีผ่านกรมสรรพากร หรือ เก็บเงินสมทบผ่านสำนักงานประกันสุขภาพ ซึ่งผลของการสนับสนุนทางการเงินอาจแตกต่างกันได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การแพร่ระบาดของ Covid-19 ในโรงงานการผลิต แคมป์คนงานก่อสร้างก็ดี จำนวนมากสะท้อนถึงปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูลที่เป็นผลมาจากความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการ ลูกจ้างหรือแรงงานโดยเฉพาะแรงงานรายวัน อาจปกปิดการติดเชื้อ Covid เพราะเกรงผลกระทบต่อรายได้และการมีงานทำ การป้องกันการติดเชื้อในโรงงาน ในแคมป์คนงาน และ ในชุมชนแอดัดที่มีแรงงานอิสระรับจ้างรายวันอาศัยจึงล้มเหลว&amp;nbsp; เพราะความด้อยประสิทธิภาพของกลไกของตลาด กลไกตลาดทำงานไม่ปรกติ มีความไม่สมมาตรของข้อมูล (asymmetric Information) จึงเกิดพฤติกรรมเสี่ยงภัยทางศีลธรรม (Moral Hazard) เกิดปัญหาการเลือกรับภัยที่ขัดประโยชน์หรือการเลือกที่ก่อให้เกิดผลเสีย (Adverse Selection) ขึ้นอันเป็นผลจากการล้มเหลวของกลไกตลาด รัฐจึงต้องเข้าแทรกแซงด้วยการประกันรายได้ให้กับแรงงานติดเชื้อและประคับประคองสถานประกอบการที่ต้อง Lockdown เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าควรต้องจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานเพิ่มขึ้นโดยจัดสรรงบประมาณให้โรงพยาบาลของรัฐตามความเสี่ยงของประชากรที่ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลต่างๆ นั่นคือ ผู้ให้บริการทื่ต้องดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงสูงควรจะเหมาจ่ายต่อหัวสูงกว่าผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลที่ดูแลประชากรที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า ไม่ควรกำหนดการเหมาจ่ายแบบคงที่ทั่วทั้งประเทศ และ แนวทางตามที่ผมเสนอนี้ควรจะนำมาใช้ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลต่างๆมีภาระในการดูแลรักษาผู้ป่วย Covid ฉีดวัคซีน และป้องกันการแพร่ระบาดแตกต่างกันด้วย ฉะนั้นงบประมาณต้องจัดสรรไปตามภาระและแผนงานกิจกรรมที่ต้องทำ และ ไม่ควรรวมศูนย์การตัดสินใจเพราะจะทำให้แก้ปัญหาล่าช้าและไม่ทันกาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103911</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, พรก.กู้เงิน 7 แสนล้าน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60aa2f95dde14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99165</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้โควิดรอบ3อาจกระทบศก.ไตรมาสสองถึงขั้นติดลบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 เม.ย.64-นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองอาจทรุดหนักถึงขั้นติดลบได้เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกจากการแพร่ระบาดระลอกสามและทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีไม่น่าจะถึง 2% ต้องดำเนินมาตรการไม่ให้เกิดการตื่นกลัวเกินกว่าเหตุจนเกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจรุนแรง การกระจายอำนาจตัดสินใจไปยังจังหวัดเป็นเรื่องที่เหมาะสม การเปิดเสรีนำเข้าวัคซีนและให้เอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการวัคซีนจะทำให้สถานการณ์การเข้าถึงวัคซีนดีขึ้น รวดเร็วขึ้น แนวโน้มเงินบาทอ่อนตัวต่อเนื่องจากเงินทุนระยะสั้นทยอยไหลออก ขณะที่เงินไหลเข้าจากรายได้ท่องเที่ยวจากต่างชาติและการส่งออกอาจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์กล่าวว่า การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวไตรมาสสามอาจไม่เกิดขึ้นหากการแพร่ระบาดระลอกสามไม่สามารถควบคุมได้ภายในเดือนพฤษภาคม กระแสเงินทุนจะไหลไปยังประเทศที่เศรษฐกิจมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนและเป็นประเทศที่สามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่า 70% และเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ อย่างสหรัฐอเมริกาสามารถระดมฉีดวัคซีนได้ 3,033,045 โดสต่อวัน ทำให้ใช้เวลาสามเดือนจากนี้จะสามารถทำให้ประชาชนประมาณ 75% ได้รับภูมิคุ้มกัน ทำให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปรกติและกิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปรกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การหยุดการแพร่ระบาดของ Covid-19 นั้นเป็นการร่วมมือในการฉีดวัคซีนกันทั่วโลกในลักษณะ Global Vaccination Campaign แต่มีความเหลื่อมล้ำอย่างมากของประเทศต่างๆในการเข้าถึงวัคซีน ขณะนี้มีวัคซีนที่พร้อมฉีดให้ประชาชนทั่วโลกในประเทศต่างๆ 748 ล้านโดสใน 154 ประเทศซึ่งครอบคลุมเพียงแค่ 5% ของประชากรโลก ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ Bloomberg ยังพบว่า กลุ่มประเทศร่ำรวย 27 ประเทศ ครอบครองวัคซีนกว่า 39.3% แต่มีประชากร 11.1% การเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ทั่วโลกจึงเกิดขึ้นได้ยากและแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยภายในระยะเวลาสองสามปีข้างหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ค่อนข้างชัดเจนว่า การระบาดระลอกสามและการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดสะท้อนปัญหาการบังคับใช้กฎหมายในไทยและความเหลื่อมล้ำในเกือบทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำทางด้านโอกาส สิทธิและเพศสภาพ ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมายและการเข้าถึงความยุติธรรมรวมทั้งสะท้อนถึงโครงสร้างสังคมไทยที่มีปัญหาต้องเยียวยาโดยด่วน ปัญหาการติดเชื้อและเกิดการแพร่กระจายเป็นกลุ่มก้อน ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นระลอกแรก ระลอกสอง ระลอกสาม ล้วนสะท้อนปัญหาในเชิงโครงสร้างของการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทยอีกด้วย ทุกๆครั้งจะเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย และ มีกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่มักจะก่อปัญหา และ ทำให้คนทั้งสังคมและเศรษฐกิจทั้งหมดเดือดร้อน การกระทำเหล่านี้เป็นการแสดงถึงความไม่รับผิดชอบต่อสังคม สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99165</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, ระบาดระลอก3, เศรษฐกิจ, โควิด-19, ไตรมาสสอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_6072a5d143bde.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98280</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2021 14:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2021 14:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชี้กองทัพ-รัฐบาลไทยชูธงปลดล็อคนองเลือดเมียนมา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 เม.ย.64- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ ได้ให้ความเห็นถึงสถานการณ์ในเมียนมาระหว่างจัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์ &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก &amp;rdquo; อำนวยการสร้างโดย ท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ เป็นภาพยนตร์เพื่อสันติภาพและขันติธรรม โดยระบุว่า สถานการณ์ในพม่าหรือเมียนมา ได้เข้าสู่ภาวะรัฐล้มเหลวแล้วและเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอย่างแน่นอน ประเทศไทยควรเตรียมรับมือคลื่นผู้อพยพจำนวนมากตามแนวชายแดน ฝ่ายความมั่นคงไม่ควรผลักดันผู้อพยพหนีภัยสงครามและถูกคุกคามต่อชีวิตจากเผด็จการทหารพม่ากลับไปยังภูมิลำเนาที่มีความเสี่ยงภัยต่อชีวิตและการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การกระทำดังกล่าวจะทำให้ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ประเทศ เสียหายในเวทีประชาคมระหว่างประเทศและยังแสดงถึงความไม่มีมนุษยธรรม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า กองทัพไทยและผู้นำรัฐบาลไทยที่มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มผู้นำคณะรัฐประหารในพม่าควรใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันดีนั้นในทางสร้างสรรค์เพื่อสร้างสันติภาพผ่านการเจรจาหารือ ฟื้นฟูประชาธิปไตย หยุดยั้งความรุนแรงนองเลือด การเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง การมีบทบาทเชิงรุกและการบริหารความสัมพันธ์ในทางที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทย ภูมิภาคอาเซียน เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าตามแนวชายแดน รวมทั้งสามารถหยุดยั้งการพังทลายของเศรษฐกิจเมียนมาที่จะส่งกระทบต่อกลุ่มทุนไทยจำนวนไม่น้อย ไทยและเมียนมามีมูลค่าการค้าต่อกันประมาณ 6.6-7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ มีมูลค่าโครงการลงทุนต่างๆในพม่าเป็นอันดับสามรองจากสิงคโปร์ และ จีน ผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยที่เข้าไปลงทุนในเมียนมา ได้แก่ ซีพี กรุ๊ป เครือปูนซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจี กลุ่ม ปตท โดยเฉพาะ ปตท สผ กลุ่มไทยเบฟเวอเรจ กลุ่มค้าปลีกและเครื่องดื่มโดยเฉพาะกลุ่มโอสถสภามีสัดส่วนรายได้จากตลาดพม่าประมาณ 10% กลุ่มสถาบันการเงินการเงิน กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลโดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลบำรุงราษฎรมีสัดส่วนรายได้จากพม่าประมาณ &amp;nbsp;8% กลุ่มธุรกิจก่อสร้างและนิคมอุตสาหกรรม ภาวะอัตราเงินเฟ้อสูงรุนแรงพร้อมกับการขาดแคลนสินค้าจำเป็นบางประเภท อาจทำให้มีความต้องการสินค้าจากฝั่งไทยมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า แต่การค้าและการส่งมอบสินค้าจะกระทำด้วยความยากลำบาก หน่วยงานทางด้านความมั่นคงจึงต้องอำนวยความสะดวกเพื่อให้การค้าและการส่งมอบสินค้าจำเป็นสามารถดำเนินต่อไปได้ใกล้เคียงภาวะปรกติ &amp;nbsp;เศรษฐกิจพม่าจะหดตัวติดลบรุนแรงในปีนี้ ระบบและกลไกทางเศรษฐกิจไม่สามารถดำเนินการได้ตามปรกติ ประสบการขาดแคลนเงินตรา เศรษฐกิจโดยภาพรวมอาจถอยหลังไปไม่ต่ำกว่า 20-30 ปีเป็นอย่างน้อยหากไม่รีบแก้ไขและเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นโดยการคืนอำนาจให้กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในฐานะผู้ชนะการเลือกตั้ง จะมีการถอนการลงทุนออกจากพม่าครั้งใหญ่โดยเฉพาะกลุ่มทุนตะวันตก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เป็นต้น สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อการค้าและสินค้าส่งออกของไทยไปพม่า ส่วนโครงการลงทุนของกลุ่มทุนไทยที่ลงทุนในเมียนมาคงจะชะลอตัวหรือหยุดลง และ บางส่วนอาจถอนการลงทุน ออก หากไม่มีการเจรจาเพื่อยุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองและความรุนแรงนองเลือด พม่าจะอยู่ในภาวะรัฐล้มเหลวและสงครามกลางเมืองไปอีกอย่างน้อย 5-10 ปี &amp;nbsp;ขณะนี้ มีรายงานข่าวว่า ชาวบ้านในเมียนมาได้ประดิษฐ์อาวุธขึ้นเองเพื่อสู้กับเผด็จการพม่าแล้ว สถานการณ์นี้จะลุกลามสู่สงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อหากมหาอำนาจนอกภูมิภาคเข้าแทรกแซง บทบาทองค์กรในภูมิภาคและกองทัพไทยจึงมีความสำคัญต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและการแก้ปัญหาความรุนแรงนองเลือดในพม่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เนื่องจากในอนาคต บางประเทศในภูมิภาคอาเซียนอาจเกิดปัญหาภาวะรัฐล้มเหลว มีปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของรัฐ มีปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมอย่างแพร่หลายอย่างที่เกิดขึ้นในพม่า เกิดปัญหาความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากวิกฤติความรุนแรง สงครามกลางเมือง เกิดคลื่นอพยพของผู้ลี้ภัย เกิดการปกครองของรัฐที่ไร้ความเป็นธรรมและความไม่มีนิติรัฐนิติธรรม การใช้ความรุนแรงและสังหารประชาชนฝ่ายตรงข้ามผู้มีอำนาจรัฐ อาเซียน และ องค์กรสหประชาชาติ ควรร่วมมือกันในการสร้างเครือข่ายในภูมิภาคทั้งในระดับองค์กรของรัฐ ระดับองค์กรธุรกิจ ระดับองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคม และ ระดับประชาชน เพื่อก่อให้เกิดการส่งเสริม พัฒนาและปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสรีภาพ ประชาธิปไตย ความยุติธรรมและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ทำให้เกิดสันติภาพถาวรในภูมิภาคด้วยพลังของเครือข่ายภาคประชาสังคมในภูมิภาค.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98280</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93768</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อนุสรณ์ชี้พิษโควิดทำเศรษฐกิจไทยกระเตื้องปลายไตรมาสสาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.พ.64 - นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต ระบุว่า &amp;nbsp;คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสองในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3-4% โดยเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปีนี้น่าจะยังหดตัวและติดลบประมาณ (-0.50) &amp;ndash; (-1.0)% หากสามารถทยอยเปิดประเทศภายใต้การควบคุมตามมาตรฐานทางด้านสาธารณสุขและมาตรฐานองค์การอนามัยโลก การเปิดประเทศพร้อมกับการได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงของคนในประเทศจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสองจะขยายตัวเป็นบวกได้เป็นครั้งแรกในรอบห้าไตรมาส จากตัวเลขของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพบว่า เศรษฐกิจไตรมาสสี่ของปีที่แล้วหดตัวหรือติดลบน้อยกว่าคาดการณ์ คือ มีอัตราการขยายตัวติดลบ -4.2% เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว ทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2563 ติดลบประมาณ 6.1% การลงทุนภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนเริ่มขยายเป็นบวกเล็กน้อยอันเป็นผลจากการเร่งรัดการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการโอนเงินชดเชยรายได้ประชาชนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ภาคส่งออกทั้งสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมจะปรับตัวทิศทางดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปลายไตรมาสหนึ่ง เศรษฐกิจโลกในไตรมาสแรกโดยเฉพาะประเทศที่เป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทยฟื้นตัวชัดเจนหลังจากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายประเทศทั้งการผลิต การบริโภค ยอดค้าปลีกกระเตื้องขึ้นจากการลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์จากไตรมาสสองปีที่แล้ว โดยประเทศที่มีฟื้นตัวเร็วที่สุด ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ ไต้หวัน เป็นต้น การฟื้นตัวของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่และมีความสำคัญต่อตลาดโลกจะทำให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกน่าจะเติบโตได้มากกว่า 5% และ ปริมาณการค้าโลกน่าจะขยายตัวได้อย่างน้อย 6% ในปีนี้หลังจากที่ติดลบสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่แล้วที่ -11%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า ในปีนี้ โจทย์ของเศรษฐกิจไทย คือ ทำอย่างไรให้การลงทุนภาคเอกชนกลับมาเป็นบวกเพื่อรักษาการจ้างงาน รักษาระดับรายได้ของลูกจ้าง ซึ่งจะทำให้รักษาแรงเหวี่ยงโมเมนตันของภาคการบริโภคหลังจากมีกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านมาตรการการคลัง การเร่งฟื้นฟูการลงทุนและการจ้างงานมีความเร่งด่วนในการต้องทำให้เกิดผลก่อนเงินชดเชยรายได้หมดลงในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า การปล่อยเงินเข้ามาในระบบอย่างเต็มที่เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ตามความจำเป็นเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นการลงทุนและรักษาการจ้างงานเอาไว้ได้ ส่วนการท่องเที่ยวของไทยนั้นเคยเป็นแหล่งรายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 1.82-1.85 ล้านล้านบาทนั้น หากสามารถทยอยเปิดประเทศได้ในไตรมาสสองและสามเป็นต้นมา จะมีรายได้ได้จากการท่องเที่ยวต่างชาติไม่เกิน 200,000-300,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นเพียง 10-11% ของรายได้เดิมที่เคยได้รับ ฉะนั้น กิจการการท่องเที่ยวต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปรกติ การท่องเที่ยวระหว่างประเทศจะไม่เติบโตเท่าในอดีตเนื่องจากกำลังซื้อของผู้คนทั่วโลกลดลง การท่องเที่ยวต่างประเทศยังมีความไม่สะดวก ต้องมีการกักกันตัวเพื่อตรวจสอบโรค การเดินทางไม่สะดวกเหมือนเดิม ต้นทุนสูงขึ้น จึงกลายเป็นกิจกรรมของผู้มีรายได้สูง ที่ท่องเที่ยวแบบ New Normal หรือ เป็นแบบ Villa Quarantine ได้ ผู้มีรายได้ระดับปานกลางหรือรายได้น้อยนั้นหมดสิทธิ์ในระยะปีสองปีนับจากนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้นชัดเจนปลายไตรมาสสาม แต่ผลกระทบของการหดตัวอย่างรุนแรงปีที่แล้ว และ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาด Covid-19 ส่งผลต่อเกิดการปรับเปลี่ยนของโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ยังคงมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่ไปต่อไม่ได้ตัดสินใจหยุดกิจการและเลิกจ้างพนักงานภาวะดังกล่าวจะยังเป็นแนวโน้มระยะปานกลางและระยะยาวต่อไปจนกว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยสามารถปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่การผลิตข้ามชาติแบบใหม่ (New Global Supply Chain) อันเป็นผลจาก &amp;nbsp;การปรับเปลี่ยนให้เป็นดิจิทัล การผลิตโดยหุ่นยนต์อัตโนมัติและสมองกลอัจฉริยะ อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดภาวะโลกร้อน และ New Normal อันเกิดจากโรคอุบัติใหม่ต่างๆ เป็นต้น ธุรกิจอุตสาหกรรมไทยต้องพยายามก้าวข้ามการเป็นเพียง ผู้รับเหมาซัพพลายเออร์ (Turn-Key Supplier) ยกระดับตัวเองในห่วงโซ่การผลิต ยกระดับผลิตภัณฑ์ ยกระดับกระบวนการผลิต ลงทุนทางด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและทักษะแรงงาน จัดการทรัพย์สินทางปัญญาทั้งตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า การที่เรามีงบการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยรวมไม่ถึง 2% ของจีดีพีเป็นอุปสรรคสำคัญ นอกจากนี้ สัดส่วนในการทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&amp;amp;D) นั้นมาจาก SMEs ไม่ใช่รายใหญ่ มีรายใหญ่บางรายเท่านั้นที่ลงทุนใน R&amp;amp;D.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93768</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, #โควิด-19, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92276</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2021 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/02/2021 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;กระตุกอาเซียนไม่นิ่งเฉยรัฐประหารเมียนมา ป้องกันซ้ำรอย 8-8-88 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.พ.64- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม. รังสิต กล่าวว่า หากกลุ่มผู้นำอาเซียนไม่ได้มีการหารือในเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาให้ชัดเจน มีโอกาสที่รัฐบาลแต่ละประเทศจะมีจุดยืนที่แตกต่างหลากหลายตามผลประโยชน์ของแต่ละประเทศต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าชุดใหม่ แม้นอาเซียนจะยึดถือแนวทางการไม่ยุ่งเกี่ยวกิจการภายในต่อประเทศสมาชิก แต่อาเซียนเองก็เคยดำเนินนโยบายพัวพันอย่างสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้พม่าจัดให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรมและพัฒนาสู่ประชาธิปไตย และ เป็นเงื่อนไขสำคัญของอาเซียนในการรับประเทศเมียนมาเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า &amp;nbsp;การไม่หารือกันให้ชัดเจนโดยเร็วอาจก่อให้ความแตกแยกในกลุ่มสมาชิกประชาคมอาเซียนจากจุดยืนที่แตกต่างกันต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ขอให้ &amp;ldquo;รัฐบาลไทย&amp;rdquo; แสดงจุดยืนและบทบาทต่อการแก้ไขปัญหาในพม่าด้วยแนวทางสันติวิธี เคารพระบบนิติรัฐและหลักการประชาธิปไตยด้วยการเสนอให้สำนักเลขาธิการอาเซียนจัดการประชุมวาระพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการล้มล้างอำนาจของประชาชน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการจับกุมสมาชิกรัฐสภา แกนนำฝ่ายค้าน นักวิชาการ สื่อมวลชน กลุ่มนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยจำนวนมาก การชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยและต่อต้านการรัฐประหารอาจถูกปราบปรามด้วยความรุนแรงและอาวุธสงคราม หากอาเซียนนิ่งเฉย อาเซียนควรออกมาปกป้องสิทธิพื้นฐานดังกล่าวของประชาชนชาวเมียนมาและให้หลักประกันประชาชน จะไม่ถูกปราบปรามด้วยอาวุธเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นในหลายครั้งจากผู้นำเผด็จการทหารพม่ามือเปื้อนเลือดในอดีต หากผู้นำอาเซียนทำงานเชิงรุกและกระตือรือร้นต่อปัญหาประชาธิปไตยและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา&amp;nbsp; เหตุการณ์นองเลือดจากการปราบปรามของรัฐทหารพม่าอย่างเหตุการณ์ 8-8-88 และ ปราบปรามผู้ชุมนุมในเหตุการณ์การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์ (Saffron Revolution) ต้องไม่เกิดขึ้นอีก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92276</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, รัฐประหารพม่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90841</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อนุสรณ์&#039;ชงเพิ่มงบฯกิจการสาธารณสุขครบวงจร ทำวัคซีนโควิดเป็นสินค้าสาธารณะ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค.64- นายอนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า สังคมไทย ประกอบไปด้วย รัฐบาล ภาคเอกชนและปัจเจกชนต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนทางด้านสุขภาพ รัฐบาลควรปรับเปลี่ยนงบประมาณโดยตัดลดงบที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนนำมาใช้เพื่อลงทุนวิจัยทางด้านยาและสุขภาพเพิ่มขึ้น และ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยา กิจการทางด้านสาธารณสุขและการบริการทางด้านสุขภาพ เนื่องจากไทยมีศักยภาพและมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนได้ ขณะเดียวกันเพื่อเตรียมรับมือโรคอุบัติใหม่และการกลายพันธุ์ของ Covid-19 ควรใช้งบประมาณเพิ่มเติมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการวิจัยในอุตสาหกรรมยาและกิจการบริการสุขภาพและสาธารณสุขไม่ต่ำกว่า 3,000-5,000 ล้านบาทในแต่ละปี อุปสงค์ต่อบริการสุขภาพในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ อุปทานของบริการสุขภาพไม่สามารถเติบโตเพื่อตอบสนองได้ทัน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนโดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อุปทานของการบริการสุขภาพจำเป็นต้องมีการกำกับควบคุมให้ได้คุณภาพเนื่องจากเป็นกิจกรรมการให้บริการที่เกี่ยวพันกับชีวิตมนุษย์โดยตรง จรรยาบรรณทางการแพทย์และการบริการสุขภาพไม่เป็นเพียงการควบคุมภายใน &amp;nbsp;พฤติกรรมของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ผลิตบริการสุขภาพ แต่ยังเป็นการรับผิดชอบของแพทย์ พยาบาลต่อการกำหนดกระบวนการบริโภคและกระบวนการผลิตบริการสุขภาพที่โอนจากผู้ซื้อบริการมาสู่ผู้ผลิตบริการสุขภาพ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำหลักการทุนมนุษย์ &amp;nbsp;มาพิจารณาแนวทางในการลงทุนในอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพ โดยเปรียบเทียบระหว่างผลได้ที่อยู่ในรูปของมูลค่าปัจจุบันของกระแสรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น หรือ กระแสค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลที่ประหยัด ได้ กับ ต้นทุนในการจัดหายาวัคซีน Covid ให้คนในประเทศได้รับการฉีดให้ได้อย่างน้อย 70% ขึ้นไป และ ต้นทุนผลกระทบจากการ Lockdown รวมทั้ง การต้นทุนค่าเสียโอกาสต่างๆทางเศรษฐกิจและสังคม การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อจัดการเรื่องวัคซีน Covid การลงทุนในอุตสาหกรรมยาและบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุว่า หากรัฐบาลสามารถทำให้ วัคซีน กลายเป็นสินค้าสาธารณะสำหรับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย (รวมแรงงานต่างด้าว) จะทำให้เรามั่นใจต่อการควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างชัดเจนและมีความพร้อมในการเปิดประเทศให้ได้ในไตรมาสสามปีนี้ วัคซีน Covid-19 เมื่อเป็นสินค้าสาธารณะย่อมหมายความว่า เป็นสินค้าทางด้านสาธารณสุขที่ไม่ต้องแข่งขันระหว่างประชาชนเพื่อให้ได้มา&amp;nbsp;และ ไม่สามารถกีดกันประชาชนคนอื่นเข้ามาใช้บริการได้ &amp;nbsp;ต้องทำให้การฉีดวัคซีน Covid-19 เป็นบริการสุขภาพที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ไม่ว่าประชาชนคนนั้นจะมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร จะมีความคิดทางการเมืองอย่างไร หรือ ประกอบอาชีพอะไร หรือ มีอายุเท่าไหร่ ทุกคนต้องเข้าถึงหมด เราก็จะสามารถฟื้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ระบุด้วยว่า เราต้องลดอำนาจผูกขาดในอุตสาหกรรมยาและโรงพยาบาล การนำเข้าวัคซีนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการผลิตวัคซีนต้องไม่ถูกจำกัดให้เอกชนรายใดรายหนึ่งดำเนินการแต่ต้องเปิดโอกาสให้เอกชนทุกรายที่มีศักยภาพและมีความสามารถทำงานได้อย่างมีมาตรฐานดำเนินการได้อย่างเสมอภาค กรณีที่ใช้เงินงบประมาณอุดหนุนอันเป็นเงินภาษีประชาชนต้องมีการเปิดเผยสัญญาร่วมดำเนินการอย่างโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประโยชน์สาธารณะ หากมีการผูกขาดหรือไม่เปิดเสรีเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมยาและการให้บริการทางด้านสาธารณสุข จะทำให้การพัฒนาและนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างล่าช้า ส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาว กรณีการบริหารจัดการการเข้าถึงวัคซีน Covid-19 จะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า เราบริหารจัดการด้วยแนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดหรือไม่ ประสิทธิผลสูงสุดหรือไม่ และ การแข่งขันที่เหมาะสมที่นำมาสู่การเข้าถึงวัคซีนในราคาที่ถูกหรือไม่ อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวอีกว่า เนื่องจากการบริการสุขภาพซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีน Covid-19 จะเผชิญภาวะความไม่แน่นอนมากกว่าการให้บริการโดยทั่วไป รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีการปรับแผนและงบประมาณได้ตลอดเวลาและต้องกันเม็ดเงินเผื่อไว้ด้วย การบริการสุขภาพและการฉีดวัคซีนเกี่ยวข้องกับผลกระทบภายนอก และ เป็นผลกระทบภายนอกที่เป็นทางบวกสูงมาก เพราะผู้ที่ได้รับวัคซีนนอกจากเกิดประโยชน์กับตัวเอง กับครอบครัวและหน่วยงานที่ทำงานแล้ว ยังส่งผลดีต่อสังคมไทยโดยรวมและโลกด้วย เนื่องจากกิจกรรมการฉีดวัคซีนมีลักษณะเป็นกิจกรรมเชิงกุศลเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติร่วมโลกและ ไม่ควรหวังผลกำไร &amp;nbsp;มีผลกระทบภายนอกที่เป็นบวกและเอื้ออาทร จึงควรเพิ่มช่องทางในการส่งเสริมให้มีการบริจาคและช่วยเหลือซึ่งกันและกันผ่านมาตรการทางภาษี ให้คนที่บริจาคเงินจ่ายค่าวัคซีนให้ผู้อื่นสามารถนำเงินบริจาคมาหักลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ปิดกั้นกลไกตลาดเปิดให้โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการสุขภาพในเชิงพาณิชย์ได้ร่วมในการจัดวัคซีนสำหรับผู้มีรายได้สูงหรือผู้มีฐานะ แต่วัคซีนที่ได้รับในล็อตแรกที่มีอย่างจำกัด รัฐจำเป็นต้องจัดสรรเอง โดยให้กับผู้จำเป็นและมีความเสี่ยงในการติดเชื้อก่อน .&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90841</URL_LINK>
                <HASHTAG>#งบประมาณ, กิจการสาธารณสุข, ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201129/image_big_5fc3335ff203d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
