<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>97243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ซีไอเอ็มบีไทยประเมินเศรษฐกิจไตรมาส2ฟื้นลุ้นเป็นบวก 7.8% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
25 มี.ค. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา &amp;nbsp; ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ &amp;nbsp;สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ออกบทความเรื่อง &amp;nbsp;ฟ้าหลังฝน แม้ยังครึ้ม แต่สดใส รอสายรุ้ง Q3 &amp;nbsp;โดยมีเนื้อหาว่า &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 ไม่ค่อยสดใส จากการระบาดโควิดรอบใหม่เมื่อปลายปี 2563 มีผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจเดือนม.ค.-ก.พ. 64 &amp;nbsp;ยังไม่เปิดเต็มที่ คนระมัดระวังใช้จ่าย ทั้งในห้าง ท้องถนน ออฟฟิศ กระแสการทำงานที่บ้าน (WFH) กลับมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปลายไตรมาส 1 เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก คนเริ่มจับจ่าย รถเริ่มติด กิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มขยับ เห็นสัญญาณโมเมนตัมที่กำลังจะดีขึ้น เศรษฐกิจไทยกำลังจะผ่านพ้นช่วงฟื้นตัวตะกุกตะกัก ในไตรมาส 1 GDP ที่คาดว่าจะหดตัว -4.1% YoY น่าจะติดลบเป็นไตรมาสสุดท้าย และเริ่มเป็นบวกในไตรมาส 2 นี้ โดยสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะกลับมาเป็นบวก 7.8% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไตรมาส 2 ได้แก่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การส่งออกสินค้าจะเร่งตัวมากขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ จีน และโลก โดยสหรัฐกำลังใช้เม็ดเงินอัดฉีดเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ น่าจะมีผลให้เศรษฐกิจสหรัฐโตเกิน 6% เมื่อคนอเมริกันมีงานทำ มีเงินใช้ ก็จะนำเข้าสินค้าจากไทย อาเซียน จีน และตลาดอื่นๆ เพราะฉะนั้นการส่งออกของไทยไปสหรัฐ จีน อาเซียน และประเทศอื่นๆน่าจะเติบโตตามไปด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. คนใช้จ่ายมากขึ้น จากการอัดอั้นช่วงไตรมาส 1 มาในไตรมาส 2 เริ่มจับจ่ายมากขึ้น กลุ่มที่ฟื้นตัวเร็วกว่าเพื่อน คือ กลุ่มอาหารเครื่องดื่ม สินค้าเล็กๆน้อยๆ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มาตรการภาครัฐ ออกมาเร่งการจับจ่าย เร่งการลงทุน เป็นปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 2 &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเชิงลบ ที่รั้งเศรษฐกิจไตรมาส 2 ยังไม่สดใสถึงขั้นสุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;1. การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้น สืบเนื่องจากวัคซีนในประเทศที่เพิ่งเริ่มฉีด ทำให้นักท่องเที่ยวยังไม่กลับเข้ามามากนัก สิ่งที่ต้องติดตามคือ มาตรการผ่อนผันเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่น่าจะช่วยในช่วงครึ่งหลังของปี &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;2. การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัวอยู่ แม้การส่งออกสินค้าดีขึ้น การใช้จ่ายของคนในประเทศดีขึ้น แต่ยังไม่กระจายตัวออกไปในวงกว้าง ขณะเดียวกัน สต๊อกสินค้าที่ค่อนข้างสูงปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงปีนี้ยังคงเป็นปัจจัยให้เอกชนชะลอการลงทุน ชะลอซื้อเครื่องจักรใหม่ ชะลอนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการขาดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ที่เราหวังเรื่องการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้น หากการฉีดวัคซีนเริ่มแพร่หลายและเปิดรับต่างชาติเข้ามาแล้ว จะเป็นปัจจัยเชิงบวกสำหรับการลงทุนมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;3. การบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะสินค้าที่คนต้องคิดไตร่ตรองก่อนตัดสินใจซื้อ คนยังระมัดระวังอยู่ ดังนั้น การบริโภคที่กำลังฟื้นตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นกระจายตัว โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม ร้านอาหารที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ส่วนสินค้าคงทน สินค้าขนาดใหญ่ สินค้าเกี่ยวกับการลงทุน เช่น บ้าน รถใหม่ จะยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่มากในไตรมาส 2 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านค่าเงินบาทน่าจะดีกว่าที่คาด คาดว่าเงินบาทจะอ่อนค่า เพราะหลังจากสหรัฐจะกังวลเรื่องเงินเฟ้อหลังจากอัดฉีดเงินเข้ามาเต็มที่ นำไปสู่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ที่สูงขึ้น มีผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะตามมา คนเลยกังวล เงินไหลกลับไปสหรัฐมากขึ้น ทำให้ดอลลาร์แข็งค่า บาทอ่อนค่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ไตรมาสที่ 2 นี้ เราไม่ได้คิดว่าเงินบาทจะอ่อนค่าแรง เหมือนที่เราเห็นในช่วงเดือนก.พ.-มี.ค. ไตรมาส 2 แม้บาทจะอ่อนค่าได้บ้างแต่น่าจะชะลอลง และน่าจะเป็นปัจจัยที่ดี สำหรับการสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ส่งออก &amp;nbsp;
นโยบายการเงิน แบงก์ชาติจะคงดอกเบี้ยที่ 0.50% ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ดี แบงก์ชาติน่าจะเลือกใช้นโยบายการเงินอื่น นอกจากดอกเบี้ย อัดฉีด เงินช่วยเหลือกลุ่ม SME มาตรการอื่นๆเร่งปรับโครงสร้างหนี้ต่างๆของครัวเรือน ขณะที่นโยบายการเงินเป็นกองหลังรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ เราคงต้องหวังให้นโยบายการคลังขับเคลื่อนมากกว่านี้ นอกจากมาตรการโอนเงินกระตุ้นการบริโภคแล้ว เราอาจเห็นมาตรการจ้างงานหรือสนับสนุนการสร้างสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อุตสาหกรรมเด่น ที่น่าจะฟื้นตัวไตรมาส 2 &amp;nbsp;รถมือสอง น่าจะฟื้นเร็วกว่ารถป้ายแดง คนประหยัด เลือกซื้อรถมือสองคุณภาพดี &amp;nbsp; มอเตอร์ไซค์ เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าภาคเกษตร รายได้ภาคเกษตร ปีนี้แม้ยังเผชิญปัญหาภัยแล้งอยู่ แต่ปัญหาภัยแรงไม่รุนเรงเท่าปีที่แล้ว กำลังซื้อภาคเกษตรที่ดีขึ้น คนจะหันไปซื้อมอเตอร์ไซค์มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. อุตสาหกรรมเกี่ยวข้องกับค้าปลีกค้าส่ง น่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ดีขึ้น มาตรการภาครัฐยังคงสนับสนุน ในการกระตุ้นการบริโภค เป็นปัจจัยบวกต่อกลุ่มค้าปลีกค้าส่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อุตสาหกรรมยางรถยนต์ กลุ่มนี้พึ่งพากำลังซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ แม้สหรัฐเองจะมีมาตรการตอบโต้ หรือขึ้นภาษี แต่เราคงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง เรายังคงมีความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ดี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกทั้งหลาย เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ คอมพิวเตอร์ส่วนประกอบ บรรจุภัณฑ์ หรือพลาสติก กลุ่มพวกนี้ฟื้นตัวได้ดี เป็นสัญญาณต่อเนื่องได้ช่วงไตรมาสที่ 2 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ถัดมาเกี่ยวข้องกับในประเทศ เรื่องของ โรงพยาบาล เป็นโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับ คนไข้ในประเทศเพราะคนไข้ต่างประเทศยังเข้ามาไม่เต็มที่ คาดว่าจะมาไตรมาส 3 &amp;nbsp;
ภาพรวม วัคซีนจะเริ่มฉีดมากขึ้นไตรมาส 2 สร้างความเชื่อมั่นได้ดีขึ้น กิจกรรมเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเชิงบวกเศรษฐกิจไทย เราน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว ภาพรวมคาดการณ์ที่ 2.6% ในปี 2564 ที่ยังไม่เด่นมากนัก เพราะยังขาดการท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่เมื่อเราฉีดวัคซีนได้เต็มที่ ต่างชาติกลับมามากขึ้น ก็น่าจะเป็นปัจจัยเชิงบวกให้เศรษฐกิจไทยสดใสมากขึ้น เหมือนสายรุ้งที่กำลังมาเยือนในช่วงไตรมาสที่สาม ขอให้เราอดทนรอในสภาวะฟ้าคลื้มในไตรมาสสอง แต่เชื่อว่าดีกว่าช่วงพายุฝนที่ผ่านมาแน่นอน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97243</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.อมรเทพ จาวะลา, สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย, เศรษฐกิจไตรมาส 2, ไตรมาส2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210325/image_big_605c19583bb55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67124</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คำพยากรณ์ก่อนจะเจอ &#039;มนต์ขลังโควิด&#039; หรือเศรษฐกิจไทย ต้องเวทมนตร์?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลายสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของทางการ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติพยากรณ์ว่าตัวเลขจีดีพีสำหรับทั้งปีนี้อาจจะติดลบ 5-6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ให้ไทยติดลบ 6.7%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ใส่ข้อมูลชุดล่าสุดเข้าไปในสมการวิเคราะห์แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ได้ตัวเลข -8.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมเองเห็นตัวเลขแล้วยังตกใจเลยครับ&amp;rdquo; ดร.อมรเทพบอกผมระหว่างการสนทนาวันก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกบอกว่าหลังจากประเมินตัวเลขล่าสุดแล้วก็ต้องปรับลดมุมมอง GDP เศรษฐกิจไทย 2563 ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเฉพาะ GDP ไตรมาส 2 มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบคือวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2541 ที่เศรษฐกิจ -7.63% (ไตรมาส 2 หดตัวลึก 12.53%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่มีความน่าสนใจตรงที่ว่า ดร.อมรเทพบอกว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนกำลัง &amp;ldquo;ต้องเวทมนตร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักเศรษฐศาสตร์ดูเหมือนมองโลกในแง่ลบ มองเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย เพราะมองจากสถานการณ์ปัจจุบัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่สำหรับนักลงทุน กลับมองโลกในด้านบวก เพราะมองไปอนาคต และเห็นว่าเป็นราคาที่น่าลงทุน จากเศรษฐกิจกำลังจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ แต่สถานการณ์กำลังคลี่คลายไปด้วยดี ทั้งการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อ จึงกลับเข้ามาลงทุน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เชื่ออย่างนี้เพราะสะท้อนจากราคาหุ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทะยานกลับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วหลังดิ่งลงมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์รายงานตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกไว้ที่ -1.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน หรือหดตัว 2.2% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าหลังปรับฤดูกาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเช่นนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้คนระมัดระวังการเดินทางและการเข้าไปในพื้นที่สาธารณะต่างๆ รัฐบาลในหลายประเทศได้ออกมาตรการจำกัดการใช้พื้นที่ต่างๆ รวมทั้งการปิดกิจการห้างร้านเพื่อลดการแพร่ระบาด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีทางสาธารณสุข แต่ในทางเศรษฐกิจก็ทำให้คนว่างงานและขาดรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในไตรมาสแรกจำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวถึง 38% ซึ่งกระทบธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวอย่างแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมเข้ามาก็คือ อุปสงค์ภาคต่างประเทศที่ชะลอตัวและกระทบภาคการส่งออกของไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้คนระมัดระวังในการจับจ่ายซื้อของ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อส่งออกไม่ได้ ภาคการผลิตก็มีปัญหา เพราะผลิตไปก็ขายลำบาก กำลังการผลิตก็เหลือ สต๊อกสินค้าก็ล้น บริษัทและโรงงานต่างพากันลดคนงานหรือให้ลาพักโดยไม่รับเงินเดือนในช่วงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลที่ตามมาก็คือ การบริโภคในประเทศอ่อนแอลงเพราะขาดกำลังซื้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่เพียงกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวเท่านั้นที่หายไป แต่กำลังซื้อคนในประเทศก็อ่อนแอจากรายได้ที่หดหาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มิหนำซ้ำ ผู้คนในภาคเกษตรก็ยากลำบากจากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงกระทบผลผลิตให้น้อยลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ซ้ำเติมลงมาคือ ภาครัฐเองที่มีความล่าช้าในการออกงบประมาณรายจ่าย มีผลให้การบริโภคและการลงทุนของรัฐบาลหดตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า &amp;ldquo;แต่ภาครัฐก็ได้ออกมาตรการทางการคลังในการประคองเศรษฐกิจขนานใหญ่ที่เรียกว่า Bazooka...ซึ่งเราหวังว่าภาครัฐจะเป็นพระเอกในรอบนี้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วไตรมาสสองจะเป็นอย่างไร?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นั้น แม้รัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการออกมาตรการชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อีกทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกมาตรการลดภาระผู้กู้ในการชะลอการชำระหนี้ชั่วคราว และได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย พร้อมอัดฉีดเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพตลาดตราสารหนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ปัจจัยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงขึ้น 0
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การส่งออกสินค้ามีโอกาสหดตัวได้ถึง 20% และจำนวนนักท่องเที่ยวมีโอกาสหดตัวได้ถึง 90%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อมรเทพบอกว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทางสำนักวิจัยของเขาได้คาดว่า GDP ไตรมาสที่สองนี้มีโอกาสหดตัวได้ถึง 14% และน่าจะลดการหดตัวลงในช่วงที่เหลือของปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดการณ์ต่อว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลังอาจหดตัวราว 10%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;และเนื่องจากการหดตัวที่ลึกและลากยาวของเศรษฐกิจที่มากกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่จะฟื้นตัวช้า ทางเราจึงได้ปรับลดมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงจาก -6.4% เป็น -8.9%&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นแปลว่าวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้อาจเลวร้ายที่สุดที่ประเทศไทยเคยเผชิญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะมันรุนแรงกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งที่เศรษฐกิจไทยในปี 2541 หดตัว 7.63%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะไตรมาสที่สองปีนั้นหดตัวลึกถึง 12.53% แต่รอบนี้อาจได้เห็นเศรษฐกิจหดตัวเลขสองหลักอีกครั้งและลากยาวกว่าเดิม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้ : เวทมนตร์นั้นคืออะไร?)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67124</URL_LINK>
                <HASHTAG>GDP, IMF, กาแฟดำ, ดร.อมรเทพ จาวะลา, ธนาคารซีไอเอ็มบี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
