<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>104805</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 16:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกษตรกรหม่อนไหมขายรังไหมไลฟ์สดออนไลน์ยุค New Normal  3 วัน สร้างรายได้มากกว่า 5 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เกษตรกรหม่อนไหม New Normal ขายรังไหมแก่บริษัทจุลไหมไทย ซึ่งถ่ายทอดสดการคัดเกรดและตีราคารังไหมผ่านเฟซบุ๊ค โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย มีรายได้ต่อเนื่องในยุคโควิด-19&amp;nbsp; ช่วง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 สร้างรายได้ถึง 5.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในระบบเกษตรพันธสัญญา หรือการซื้อขายผลผลิตล่วงหน้า ตามนโยบายตลาดนำการผลิต ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมมีรายได้มากขึ้น และมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ปัจจุบันได้ประสานให้มีการทำสัญญาซื้อขายระหว่างเกษตรกรกับ บริษัท จุลไหมไทย จำกัด ซึ่งรับซื้อรังไหมตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ขยายวงกว้างไปทั่วประเทศ ทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการของรัฐบาล บริษัทจุลไหมไทยได้ปรับกระบวนการรับซื้อรังไหมในรูปแบบ New Normal คือเปลี่ยนจากการรับซื้อ ตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมในพื้นที่ เป็นการรับรังไหมกลับมาที่บริษัทซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แล้วถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพและตีราคารังไหมให้เกษตรกรชม ในเฟซบุ๊ค กลุ่ม &amp;ldquo;เกษตรกรจุลไหมไทย&amp;rdquo; ทำให้เกษตรกรสามารถเห็นกระบวนการรับซื้อรังไหมได้เหมือนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในระหว่างวันที่ 1 - 3 พฤษภาคม 2564&amp;nbsp; มีการรับซื้อรังไหม แบบไลฟ์สด 11 พื้นที่ จากเกษตรกร&amp;nbsp; 483 ราย รังไหม 24 ตัน รวมรายได้ 4.08 ล้านบาท&amp;nbsp; การรับซื้อรังไหม ที่บริษัท 4 พื้นที่ เกษตรกร 109 ราย รังไหม 7.3&amp;nbsp; ตัน รวมรายได้ 1.27&amp;nbsp; ล้านบาท&amp;nbsp; รวมรับซื้อรังไหมในระหว่าง 1 - 3 พฤษภาคม 2564 ใน 15 พื้นที่ เกษตรกร 592 ราย รังไหม 31.1 ตัน &amp;nbsp;สามารถสร้างรายได้รวมให้แก่เกษตรกร 5.35&amp;nbsp; ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นว่า ถึงแม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบใหม่ ซึ่งส่งกระทบเป็นวงกว้างให้กับประชาชนหลายอาชีพ แต่สำหรับเกษตรกรหม่อนไหมที่ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทจุลไหมไทยนั้น ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด บริษัทยังคงรับซื้อรังไหมของเกษตรกรตามปกติ โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนการรับซื้อรังไหมแบบถ่ายทอดสดออนไลน์ทางเฟซบุ๊คนี้ ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563&amp;nbsp; ซึ่งในช่วงแรกแม้จะมีเกษตรกรบางรายไม่เข้าใจกับการรับซื้อในรูปแบบดังกล่าว แต่ในปัจจุบันนี้เกษตรกรเข้าใจแล้วว่า การปรับเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และมีข้อดี นั่นคือ เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาขายรังนาน รีบขาย รีบกลับ มีเวลากลับไปดูแลสวนหม่อน และการถ่ายทอดสดดังกล่าวก็ถูกบันทึกไว้เป็นวิดีโอ เกษตรกรสามารถตรวจสอบย้อนกลับกระบวนการรับซื้อรังไหมได้ตลอดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การพลิกวิกฤติเป็นโอกาสดังกล่าวนี้ ส่งผลให้อาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอาชีพที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกให้เกษตรกรเลือกเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างต่อเนื่องและอย่างยั่งยืน&amp;quot; อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104805</URL_LINK>
                <HASHTAG>New Normal, กรมหม่อนไหม, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ถ่ายทอดสดการตรวจคุณภาพ, นายปราโมทย์ ยาใจ, บริษัทจุลไหมไทย, รังไหม, เกษตรกรจุลไหมไทย, เกษตรกรหม่อนไหม, โปร่งใส เป็นธรรม และปลอดภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b4ae0897090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100631</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 10:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 10:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปชป. เปิดศูนย์ประสานงาน โควิด-19  แก้ปัญหาผู้ป่วยตกค้าง ไม่มีเตียง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เมษายน 2564 &amp;nbsp;ที่ พรรคประชาธิปัตย์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน &amp;nbsp;รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ เลขาธิการพรรค พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค กรุงเทพมหานคร นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรค &amp;nbsp; ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรค ร่วมกันแถลงข่าวเปิดศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 &amp;nbsp;เพื่อช่วยประสานคลี่คลายปัญหาผู้ป่วยติดเชื้อตกค้างได้ให้เข้ารับการรักษาโดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย กล่าวว่าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง ที่เข้ามารับใช้ดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน นอกจากบทบาทในการเป็นสถาบันการเมืองระบอบประชาธิปไตยแล้ว ยังมีบทบาทในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ต่อสังคมไทยร่วมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งพบว่าสถิติตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนสถานพยาบาลที่ใช้รองรับผู้ป่วยทั้งสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน ผู้ป่วยที่ตรวจพบว่ามีการติดเชื้อ หลายรายยังไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ และเข้าไปอยู่ในความดูแลของแพทย์ในสถานพยาบาลได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ของโรค ทั้งในส่วนของโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม รวมถึง Hospitel พรรคจึงเห็นควรได้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน &amp;nbsp;ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการทำงานของภาครัฐอีกทางหนึ่ง โดยเปิดศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19 (ศปฉ.ปชป.) ขึ้น จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะเข้าไปรับข้อมูล และประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ในการช่วยประสานส่งต่อผู้ติดเชื้อให้เข้ารับการรักษาได้โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้ทุกฝ่ายต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้ประเทศชาติก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้โดยเร็ว ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ติดเชื้อ ครอบครัว และผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกคน และที่สำคัญอยากขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่เสียสละ อดทน ทำงานกันอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์เช่นนี้&amp;rdquo; นายเฉลิมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือเพื่อช่วยผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เข้ารับการดูแลรักษายังสถานพยาบาลต่าง ๆ โดยเร็วที่สุด เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อ Covid-19 ในการดูแลตนเองและการป้องกันการแพร่กระจายของโรคในขณะที่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาในสถานพยาบาล และรับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการเข้าถึงระบบสาธารณสุขในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ Covid-19 ผ่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ของพรรคประชาธิปัตย์ และใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ของพรรค เพื่อส่งข้อมูลต่อไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในฐานะที่ตนรับผิดชอบพื้นที่ กทม. พบว่ากรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดของประเทศไทย สถิติล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เม.ย พบมีผู้ป่วยรายใหม่ 1,582 ราย รวมสะสมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. เป็นต้นมารวม &amp;nbsp;7,097 ราย ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนสถานพยาบาลที่จะใช้รองรับผู้ป่วย รวมไปถึงรถที่จะใช้รับส่งผู้ติดเชื้อด้วยเช่นกัน ภาคกทม. จึงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนผ่านกลไกของอดีต ส.ส. อดีต ส.ก. ในพื้นที่ และโซเชียลมีเดียของพรรค เพื่อใช้เป็นช่องทางในการรับเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เพื่อนำมาประสานต่อไปยังกระทรวงสาธารณสุขให้ดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราได้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดตั้งแต่ที่มีการระบาดในระลอกแรก โดยลงพื้นที่สนับสนุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ ทั้งหน้ากากอนามัย เจล แอลกอฮอล์ล้างมือ รวมถึงข้าวปลาอาหาร สำหรับช่วยเหลือผู้เดือดร้อน และได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงขณะนี้ทีมงานของพรรคก็ได้ลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายหน้ากากอนามัยเพิ่มเติม&amp;rdquo; นายองอาจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร รองเลขาธิการพรรค ในฐานะผู้รับผิดชอบโซเชียลมีเดียพรรคระบุว่า โครงการนี้พรรคประชาธิปัตย์ อยากให้พี่น้องประชาชนได้มีช่องทางเพิ่มเติมในการแจ้งข้อมูลขอเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลที่เหมาะสมกับสภาวะของโรค เราจะไม่ทอดทิ้งให้พี่น้องประชาชนต้องต่อสู้ดิ้นรนกันเองโดยลำพัง &amp;nbsp;ไม่อยากให้ผู้ใด หรือครอบครัวไหน ๆ ต้องตกอยู่ในสภาพสิ้นหวัง จึงจัดให้มีกลไกการประสานงานช่วยเหลือ โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 รับผิดชอบเปิดช่องการรับข้อมูลหรือเรื่องราวร้องทุกข์ผ่านทางทีมบุคลากรของพรรคในพื้นที่ (Offline) และสื่อสังคมออนไลน์ (Online)ของพรรคจากผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อตกค้างที่ยังไม่สามารถเข้าระบบสาธารณสุขได้เพื่อส่งให้ส่วนที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบการประสานข้อมูลผู้ติดเชื้อเพื่อการส่งต่อและส่งข้อมูลต่อไป ในส่วนที่ 3 คือตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุขที่จะมาช่วยอำนวยความสะดวกและประสานงาน โดยช่องทางโซเชียลมีเดียของพรรคจะใช้ 2 ช่องทางหลักคือ Facebook : facebook.com/DemocratPartyTH และ Twitter : twitter.com/democratTH โดยการประสานงานจะเน้นการทำงานเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ภาครัฐกำหนด เพื่อส่งผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลที่เหมาะสม หรือนัดหมายและส่งตัวผู้ป่วยหรือผู้ติดเชื้อไปยังสถานพยาบาลได้อย่างปลอดภัย &amp;nbsp;โดยศูนย์ดังกล่าวไม่มีรถรับส่งผู้ป่วยแต่ได้มีการประสานระหว่าง นายสาธิต ปิตุเตะชะ รมช.สาธารณสุข และ นายจุติ ไกรฤกษ์ &amp;nbsp;รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อจะใช้รถของกระทรวง พม.ส่วนหนึ่งมารับส่งผู้ติดเชื้อโควิด เพื่อไปส่งสถานพยาบาลต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่นางดรุณวรรณ ในฐานะผู้รับผิดชอบประสานข้อมูลผู้ติดเชื้อเพื่อการส่งต่อ ได้กล่าวเสริมว่า พรรคมีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับประเทศในยามวิกฤติ ขณะนี้ตนได้รวบรวมแกนนำหลักที่จะมาช่วยเป็นจิตอาสาเพื่อประสานข้อมูลกับผู้ติดเชื้อ หรือครอบครัวของผู้ติดเชื้อ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งอดีต ส.ส. อดีตผู้สมัคร ส.ส. อดีต ส.ก. รวมถึงกลุ่มยุวประชาธิปัตย์ และพร้อมปฏิบัติงานทันทีภายใต้ความตั้งใจที่จะมาช่วยรับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่จะส่งมาผ่านช่องทางทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เพื่อส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการตั้ง &amp;nbsp;ศบฉ.ปชป. จะไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานรัฐ และ จะไม่มีเรื่องดราม่าถูกป่วยตกหล่นที่ติดเชื้อโควิดและรักษาที่บ้านเองใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า &amp;nbsp;ไม่ซ้ำซ้อนเป็นการตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางเพิ่มช่องทางหรือตัวเลือกให้ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด สามารถประสานขอความช่วยเหลือได้อีกทางหนึ่ง &amp;nbsp; ซึ่งตนเชื่อมั่นในระบอบสาธารณสุขประเทศไทยว่าดีไม่แพ้ที่ใดในโลก และยืนยันว่าเตียงที่รองรับผู้ป่วยติดเชื้อยังเพียงพอและ รัฐบาลสั่งให้มีการตั้งโรงพยาบาลสนาม และ โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขกว่า 2หมื่นเตียง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าแต่ปัญหาอยู่ที่การรับส่งผู้ป่วยไปถึงโรงพยาบาล &amp;nbsp;พรรคปชป. จะทำหน้าที่ดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า นี่คือเหตุผลที่เราตั้งศูนย์ขึ้นเพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึง เพื่อประชาชนได้รักษาได้ทันท่วงที โดยเราไม่มีหน้าที่ไปรับส่งผู้ป่วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าขณะนี้ฝ่ายการเมืองโจมตีการทำงานของรัฐบาลแก้ปัญหาโควิด &amp;nbsp;จนฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายในช่วงพิจารณางบประมาณปี 65 ในช่วงต้นเดือนมิย.ว่า ไม่เป็นกังวลเลยเพราะรัฐบาลทำงานอย่างเต็มที่อยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมอยากให้ทุกฝ่ายทุกกลุ่มร่วมกันปัญหาและวิกฤติที่เกิดขึ้น มากกว่าที่จะนำประเด็นต่างๆไปสู่วัตถุประสงค์อื่นๆ วันนี้ถ้าคุณไม่รักประเทศไทย ก็ขอให้รักคนไทยบ้าง &amp;nbsp; และช่วยกันแก้ไขวิกฤติตรงนี้ให้ผ่านไปก่อน&amp;quot;นายเฉลิมชัย กล่าว พร้อมทั้งปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ประเด็นอื่นๆทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100631</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, พรรคประชาธิปัตย์, ศูนย์ประสานงานสถานการณ์ฉุกเฉิน โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_6084e7af8dd40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71643</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 15:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 15:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;พาณิชย์-เกษตร&#039; จับมือดันอาหารไทยตีตลาดโลก มั่นใจส่งออกได้เพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค. 2563นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการเปิดงาน &amp;ldquo;อาหารไทย อาหารโลก&amp;rdquo; ภายใต้วิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; ว่า ปัจจุบันการส่งออกสินค้าอาหารของไทยขึ้นไปอยู่ลำดับที่ 11 ของโลกแล้ว โอกาสที่จะขึ้นสู่อันดับต่อไป ก็มีความเป็นไปได้ เพราะภายใต้สถานการณ์โลกที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ที่ไทยต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็ง และล่าสุดสถานการณ์โควิด-19 แต่การส่งออกอาหารของไทยยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักยภาพ ซึ่งหากจะถามว่าอาหารไทยจะพัฒนาขึ้นไปเป็นอาหารโลก มีความเป็นไปได้หรือไม่ ก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่าเป็นไปได้

&amp;ldquo;ขณะนี้ การส่งออกอาหารของประเทศไทย ยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ อาหารทะเลแช่แข็ง ไก่สดแช่แข็ง ทูน่ากระป๋อง กุ้งสดแช่แข็ง แปรรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส หรืออาหารสัตว์เลี้ยง ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นลำดับที่จะเป็นอันดับ 4 ของโลก&amp;quot;นายจุรินทร์กล่าว

&amp;nbsp;นายจุรินทร์กล่าวว่า ปัจจัยที่จะสนับสนุนให้อาหารไทย เป็นอาหารโลก มีเหตุผลหลายประการ โดยไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัตถุดิบ การแปรรูป และการตลาดไม่แพ้ประเทศใด อาหารไทยเป็นที่ยอมรับในคุณภาพมาตรฐาน มีอัตลักษณ์และมีความหลากหลาย มีการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกสมัยใหม่อย่างเช่นมีสมุนไพรเป็นส่วนผสม ผู้ประกอบการมีศักยภาพ และมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในการผลิต&amp;nbsp;&amp;nbsp;

สำหรับแนวทางการทำงานต่อไป จะผลักดันให้มีการเพิ่มมูลค่าอาหารไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม จะเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกด้วยการรักษาตลาดเดิม เพิ่มตลาดใหม่ และฟื้นฟูตลาดเก่าที่มีอยู่ โดยการทำตลาดจะมีพาณิชย์จังหวัดเป็นเซลส์แมนของจังหวัด และระดับประเทศมีทูตพาณิชย์เป็นเซลส์แมนของประเทศ ที่จะร่วมมือกันทำตลาดร่วมกับภาคเอกชนทั้งออฟไลน์และออนไลน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;

นอกจากนี้ จะเร่งส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนและใช้ระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมการตลาดในประเทศและส่งออก รวมทั้งจะเร่งปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค และเดินหน้าการทำข้อตกลงการค้าทั้งพหุภาคี ทวิภาคี และรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้ไทยมีความได้เปรียบทางการค้า ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมความพร้อมในการผลักดันอาหารไทย หลังเข้าสู่ยุคหลังวิกฤตโควิด-19 เพื่อผลักดันให้อาหารไทยไปเป็นอาหารโลกต่อไปในอนาคต

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือ การรักษาคุณภาพ และผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งที่ผ่านมา ได้เข้าไปช่วยปฏิรูปภาคการเกษตร ผลักดันให้เกษตรกรก้าวผ่านวิถีชีวิตแบบเดิมๆ เข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ให้ก้าวไปสู่เกษตรกรทันสมัย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต และยังได้เน้นนโยบายเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอาหาร และยังจะเดินหน้าต่อ เพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ได้ประกาศวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo; ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต โดยมีเป้าหมาย 1 สร้าง 3 เพิ่ม คือ สร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก และ 3 เพิ่ม คือ 1.เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 2.เพิ่มจีดีพีให้กับประเทศ 3.เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการทุกระดับ โดยมี 4 พันธกิจ ที่จะทำร่วมกัน คือ 1.สร้าง&amp;nbsp;Single Big Data&amp;nbsp;เพื่อใช้ข้อมูลเดียวกัน 2.สร้างแพลตฟอร์มกลาง &amp;ldquo;เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด&amp;rdquo;เพื่อใช้ร่วมกัน 3.สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับสินค้าเกษตรและอาหารไทย และ 4.การพัฒนาบุคลากรและผลิตภัณฑ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71643</URL_LINK>
                <HASHTAG>การส่งออก, จุรินทร์  ลักษณวิศิษฎ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, อาหารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef3045d0d345.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2020 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2020 18:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฉลิมชัยสั่งกรมประมง เดินหน้าโครงการ “สร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน นำร่อง ปล่อยกุ้งก้ามกราม  ไปแล้วกว่า 1 ล้านตัว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ กรมประมง จัดโครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน&amp;rdquo; ตั้งเป้าปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามจำนวน 287,200,000 ตัว ลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แห่ง ในเขตพื้นที่ 19 จังหวัด หวังพลิกวิถีเกษตรกรสร้างรายได้ให้ชุมชนหลังได้รับผลกระทบจากวิกฤติฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 62&amp;nbsp; นำร่องปล่อยกุ้งก้ามกรามจำนวน 1 ล้านตัวลงแหล่งน้ำชุมชนไปแล้ว 5 จังหวัด&amp;nbsp; ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว เกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้กรมประมง ได้เร่งดำเนินโครงการสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรในภาคประมง ซึ่ง จะมี2 โครงการหลักๆ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง: การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินวงเงิน 221 ล้านบาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายจำนวน 44,311 ราย และ 2.โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมงในแหล่งน้ำชุมชน วงเงินงบประมาณ 430,800,000 บาท โดยโครงการฯ จะสนับสนุนพันธุ์กุ้งก้ามกรามปล่อยลงแหล่งน้ำชุมชนจำนวน 1,436 แหล่ง เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรโดยรอบแหล่งน้ำหันมาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลและมีศักยภาพในการเจริญเติบโตให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วเพียงแค่ 4-6 เดือนเท่านั้น เหมาะสมต่อการส่งเสริมให้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการฯ มีเป้าหมายดำเนินการในแหล่งน้ำชุมชน จำนวน 1,436 แห่ง ในพื้นที่ 129 อำเภอ 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ขอนแก่น ตราด นครพนม บุรีรัมย์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย อำนาจเจริญ อุดรธานี และ อุบลราชธานี ซึ่งจะดำเนินการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามทั้งหมด 287,200,000 ตัว โดยจะทยอยปล่อยกุ้งก้ามกรามขนาด 5 &amp;ndash; 7 ซม.ขึ้นไป ซึ่งเป็นขนาดที่มีอัตราการรอดสูงลงในแหล่งน้ำเป้าหมายแห่งละ 200,000 ตัวพร้อมกับอาหารกุ้งที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย จำนวน 1,436 กระสอบ ซึ่งจะมอบให้เป็นเป็นต้นทุนอาหารสัตว์น้ำแหล่งน้ำละ 1 กระสอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านการปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามภายใต้โครงการฯ อันดับแรกทุกแหล่งน้ำจะต้องมีการจัดตั้งกรรมการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนเพื่อประสานความร่วมมือในระดับท้องถิ่น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมขับเคลื่อนโครงการในทุกขั้นตอนร่วมไปกับเจ้าหน้าที่กรมประมง ทั้งด้านการเตรียมความพร้อมให้กับแหล่งน้ำ ได้แก่ การลดจำนวนปลาขนาดใหญ่และกินเนื้อ การสร้างที่หลบซ่อนรวมทั้งการสร้างอาหารธรรมชาติในแหล่งน้ำ การกำหนดกติกาการจับสัตว์น้ำของชุมชน การสนับสนุนข้อมูลเพื่อติดตามผลการดำเนินโครงการทั้งในเรื่องของจำนวนและการวิเคราะห์ผลผลิตสัตว์น้ำ ฯลฯ และเมื่อกรมประมงดำเนินการส่งเสริมการเลี้ยงเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในช่วงก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตกรมประมงจะเข้าไปร่วมวางแผนการตลาดโดยจะยึดนโยบาย ข้อสังการของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้เน้นย้ำในเรื่อง &amp;ldquo;การตลาดนำการผลิต&amp;rdquo; ที่มุ่งเน้นการวางแผนการผลิตให้ตรงตามความต้องการตลาด เกษตรกรจะต้องไม่ใช่เพียงผลิตสัตว์น้ำได้แต่จะเรียนรู้วิธีการขายและต้องขายได้ มีช่องทางการตลาดที่เหมาะสมเพื่อที่จะสร้างเป็นอาชีพให้พึ่งพิงได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62419</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมประมง, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ปล่อยพันธุ์กุ้ง, มีศักดิ์ ภักดีคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c609c60587.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 22:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 21:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รมว.กษ. เปิดงานมหกรรมยางพาราภาคใต้ ชู นิทรรศการนวัตกรรมยาง – สาธิตการทำผลิตภัณฑ์ยางในชีวิตประจำวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (13 มี.ค. 63)&amp;nbsp; รมว.กษ. เปิดงานมหกรรมยางพาราภาคใต้ ประจำปี 63&amp;nbsp; จัดโดย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;เปิดประตูสู่เมืองยาง นวัตกรรมนำการผลิต&amp;rdquo; ณ สำนักงานเทศบาลตำบลปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชู นิทรรศการให้ความรู้นวัตกรรมการผลิตยางและสาธิตการทำผลิตภัณฑ์ยางใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนกิจกรรมน่าสนใจอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ &amp;ndash; 14 มี.ค. นี้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญในปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางตลอดมา เห็นได้จากการออกมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โครงการประกันรายได้ และการร่วมมือกับภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันสินค้ายางพารา อีกทั้งยังส่งเสริมการเพิ่มมูลค่ายางพารา โดยการแปรรูปยางสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าให้กับยางพาราอันจะส่งผลถึงการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ เป็นปัจจัยที่ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง โดยยึดแนวทาง &amp;ldquo;ทำได้ไว - ทำได้จริง&amp;rdquo; พร้อมกันนี้ ได้หารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็ง โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาช่วยผลักดันการเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศเพื่อกระตุ้นราคายาง รวมถึงการสร้างตลาดกลางยางพาราขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งในมุมของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรขาวสวนยาง ในฐานะเป็นผู้ผลิตจะต้องใส่ใจคุณภาพในการปลูก ไปจนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิตยางให้เป็นไปตามหลักวิชาการ มีมาตรฐานสากล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องลงไปให้ความช่วยเหลือ ดูแลให้คำแนะนำ และบริหารจัดการด้านยางพาราไทยทั้งระบบอย่างครบวงจรต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงานครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น เชื่อว่าเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง จะทำให้เราสามารถก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญไปได้ในเร็ววัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายขจรจักษณ์&amp;nbsp; นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานมหกรรมยางพาราภาคใต้ครั้งนี้ มีแนวคิดที่สื่อถึงพื้นที่ปลูกยางทางภาคใต้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มขยายจากแถบจังหวัดภาคใต้ ขึ้นมาถึงจังหวัดเพชรบุรี ดังนั้น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นจังหวัดรอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคใต้ เป็นประตูสู่พื้นที่เพาะปลูกยางเป็นส่วนใหญ่ของประเทศไทย สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางในแต่ละภูมิภาคมีโอกาสนำผลิตภัณฑ์ยางพาราไปจัดแสดง และจำหน่าย พบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างแรงกระตุ้นในการคิดค้น/ปรับปรุง พัฒนา ผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและตลาด เป็นการส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ผลิตภัณฑ์ยางพาราของท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักแก่ภูมิภาคอื่น ๆ พัฒนาช่องทางการตลาดและธุรกิจยางพารา สร้างความสามัคคีให้เกษตรกรชาวสวนยางทั้งในระดับจังหวัดและระดับภูมิภาค ไปสู่ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร ในการพัฒนายางพารทั้งระบบต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายขจรจักษณ์&amp;nbsp; กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานมีกิจกรรมที่หลากหลายและน่าสนใจ&amp;nbsp; ประกอบด้วย&amp;nbsp; การสัมมนาวิชาการที่มุ่งเน้นทิศทางแนวโน้มการพัฒนายางพาราทั้งระบบ ยุคไทยแลนด์ 4.0&amp;nbsp; การให้ความรู้ที่เกี่ยวกับ มาตรฐานต่าง ๆ ที่มีผลต่อการผลิตและแปรรูปยางพารา&amp;nbsp; ความรู้ด้านเกษตรกรยั่งยืน ทั้งด้านวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ที่ประสบความสำเร็จจริง กิจกรรมนิทรรศการ ที่สื่อถึงนวัตกรรมนำการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และการสาธิต การทำผลิตภัณฑ์ยางสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน&amp;nbsp; การออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาง และสินค้าพื้นถิ่น รวมถึงสินค้าที่ส่งเสริมอาชีพเสริมชาวสวนยาง กิจกรรมประกวดผลผลิตทางการเกษตรพื้นถิ่น อาทิ สับปะรด&amp;nbsp; มะม่วงน้ำดอกไม้ ขนุนทองประเสริฐ ไก่แจ้ กิจกรรมแข่งขันกรีดยางชิงแชมป์ภาคใต้ ที่รวมยอดฝีมือมาแข่งขันคัดเลือกหาสุดยอดของภาคใต้ ตลอดจนการประกวดธิดาชาวสวนยาง โดยผู้เข้าประกวดต้องเป็นลูกหลานของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมุ่งเน้น &amp;ldquo;ความงามอย่างมีคุณค่า&amp;rdquo;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สามารถมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้าในงานมหกรรมยางพาราภาคใต้ &amp;ldquo;เปิดประตูสู่เมืองยาง นวัตกรรมนำการผลิต&amp;rdquo; ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2563 ณ สำนักงานเทศบาลปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59693</URL_LINK>
                <HASHTAG>13 ส.ส.ภาคใต้, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน, ยางพารา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6b9f712cac9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
