<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>64572</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2020 07:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2020 07:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เฉลิมพล&#039;วิเคราะห์&#039;CPTPP&#039;มีประโยชน์หรือโทษต่อไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 เม.ย.2563 - ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ เขียนบทความบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;CPTPP มีประโยชน์หรือเป็นโทษต่อประเทศไทยแค่ไหน...&amp;rdquo; มีเนื้อหาว่า เห็นหลายคนออกมาแสดงความเห็นในสื่อต่างๆ แล้วอยากแสดงความเห็นส่วนตัวบ้าง เพราะแม้ไม่เคยทำหน้าที่ในการเจรจาระหว่างประเทศในฐานะเป็นผู้แทนของประเทศไทย แต่การทำหน้าที่ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศภาคเอกชนมา 30 ปีนั้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมาพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเจรจาระหว่างคู่สัญญาที่เป็นต่างประเทศที่ผมทำหน้าที่เจรจานั้น ก็ไม่ต่างจากการเจรจาของรัฐบาล เพียงแต่ระดับของการเจรจาที่ผมทำหน้าที่นั้นเป็นธุรกิจและการค้า ประเด็นเจรจามีน้อยกว่าการเจรจาระหว่างรัฐบาลหรือองค์กรระหว่างประเทศที่มีผลกระทบหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมัยเรียนหนังสือ เคยเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ International Trade and Commercial Policy ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และเมื่อมาทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมายต่างประเทศให้หลายโครงการขนาดใหญ่ ทั้งฝ่ายไทย และฝ่ายต่างประเทศที่ว่าจ้าง ก็ทำให้รู้ถึงการเจรจาที่ไม่มีใครได้ทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องการเป็นสมาชิก CPTPP นั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าการเจรจาสนธิสัญญาระหว่างประเทศนั้นไม่มีมิติเดียว ....
ฉะนั้นก่อนที่จะลงนามก็ต้องรอบคอบ บวกลบคูณหาร ไม่มีสัญญาอะไรที่เรามีแต่ได้ คนอื่นมีแต่เสีย...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงเรื่องนี้ ติดตามมาตั้งแต่เริ่มต้นที่เรียกว่า TPP ซึงเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วย ไม่ใช่แค่ประเด็นทางการค้า... แต่ก็เป็นเรื่องดีที่คนไทยจะตระหนักในข้อผูกมัด ถ้าลงนามเป็นสมาชิก ในเรื่อง sensitive ไม่ว่าเรื่องยา เรื่องพันธุ์พืช แล้วส่งเสียงให้รัฐบาลสนใจ แต่สิ่งเหล่านี้ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไข เงื่อนเวลาอีกหลายขั้นตอนที่ต้องพิจารณาเป็นขั้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือแถลงทั้งหมดว่าเราได้อะไรบ้าง เสียอะไรบ้าง แล้วยังเจรจาต่อรองอะไรได้บ้างก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิกเต็มตัว ประชาชนก็ควรฟังรัฐบาลบ้าง ... การคัดค้านบางเรื่องบางประเด็นที่มีผลให้เข้าร่วมไม่ได้เลย อาจเป็นผลเสียมากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โลกนี้เป็นโลกของการแข่งขัน ....แม้จะเป็นภาคีสมาชิกในสนธิสัญญาอะไร ก็ยังต้องแข่งขัน เพียงแต่มีเวทีพิเศษเฉพาะกลุ่มสมาชิก และกลุ่มสมาชิกก็ต้องไปแข่งกับกลุ่มสมาชิกอื่นซึ่งมีอีกมากมายทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางประเทศที่เป็นสมาชิกหลายกลุ่มก็ต้องทำตามข้อตกลงให้ครบ ไม่งั้นก็อาจถูกแอนตี้ หรือถูกบีบได้ ในที่สุดก็กลายเป็นสมาชิกที่ไม่แอ็คทีฟ ไม่ได้ประโยชน์อะไร ก็ต้องช่วยกันคิด ....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่มีอะไรดีไปหมดหรือเลวไปหมด ได้ไปหมดไม่มีเสียเลย เพราะมันเป็นการแลกเปลี่ยน....&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64572</URL_LINK>
                <HASHTAG>CPTPP, ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, นักวิชาการอิสระ, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83f62e2da5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/04/2020 07:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/04/2020 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เฉลิมพล&#039;วิเคราะห์เหตุชาติยุโรปติดโควิด-19อ่วมเพราะหลงตัวเองและตั้งอยู่บนความประมาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 เม.ย.2563 - ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กไว้อย่างน่าสนใจระบุว่า นั่งดูตัวเลขล่าสุดของแต่ละประเทศที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด 14 ประเทศแรก อดคิดไม่ได้ว่า เกือบทุกประเทศเป็นประเทศพัฒนาแล้วใน OECD และเป็นประเทศที่ใช้จ่ายเรื่องสุขภาพประชาชนสูงที่สุดในโลกแทบทั้งสิ้น ยกเว้นบางประเทศเช่นจีน และอิหร่าน เท่านั้น แต่ก็ถือว่าพัฒนาระดับสูงแล้ว &amp;nbsp;มันต้องมีบางอย่างที่ผิดปกติ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จริงอยู่ ยังมีอีกหลายประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาที่เกิดสภาวะโรคระบาด และอาจมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่นั่นเป็นสิ่งที่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะเป็นประเทศที่ยังไม่พัฒนามาก ระบบสาธารณสุขยังไม่สมบูรณ์ เรื่องสุขภาพของประชาชนยังล้าหลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าจะบอกว่า รัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วเหล่านี้ ตั้งตัวไม่ทันเพราะเกิดการระบาดอย่างรวดเร็ว ขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย ก็ไม่น่าใช่ เครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้แพงมาก ไม่ว่าหน้ากากอนามัย PPE หรือ Ventilator, Respirator ที่ใช้ช่วยในการหายใจของผู้ป่วย ราคาถูกกว่ารถยนต์ที่แต่ละบริษัทผลิตมาปีละนับสิบล้านคัน การปรับเปลี่ยนให้บริษัทอุตสาหกรรมมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็น่าจะทำได้รวดเร็ว เพราะผลิตด้วยเครื่องจักรทั้งสิ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งหนึ่งที่คิดคือการหลงตัวเองของประเทศเหล่านี้ หลงอย่างไร...หลงว่าระบบสุขภาพของตนดีที่สุดในโลก&amp;nbsp;ประชาชนของประเทศได้รับการดูแลสุขภาพดีที่สุดในโลก แล้วก็เลยขาดการเตรียมตัว เตรียมพร้อมรับมือสิ่งที่เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วน เหมือนโดนสึนามิถล่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องแบบนี้ ถือเป็นความเสี่ยงของประเทศที่มีความมั่นคงที่ไม่เคยเจอเรื่องฉุกเฉิน หรือนานจะเจอสักครั้ง&amp;nbsp;พอเจอเข้า ก็พังพินาศ คงพูดอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากคำว่า...ตั้งอยู่บนความประมาท...&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63163</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, นักวิชาการอิสระ, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83f62e2da5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เฉลิมพล&#039;ออกบทความวิเคราะห์&#039;โควิด-19กับเสรีภาพ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;05 เม.ย.2563 - ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ เขียนบทความบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;สังคมมีวินัย สังคมไร้วินัย กับเสรีภาพ...&amp;rdquo; มีเนื้อหาน่าสนใจระบุว่า ปรากฏการณ์ไวรัสระบาดทั่วโลกขณะนี้ ทำให้เห็นอะไรหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้คิดไม่ได้เห็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็ฟังผู้รู้นักวิชาการดังหลายคนที่ออกมาอธิบายว่าทำไมการระบาดของไวรัสนี้ในประเทศที่พัฒนามากอย่างประเทศในยุโรป ถึงได้รุนแรงมากกว่าที่เกิดในประเทศพัฒนาน้อยกว่าหรือกำลังพัฒนาในเอเซีย
ดูตัวเลขประเทศพัฒนามาก เช่น เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม สวิทเซอร์แลนด์ สวีเดน ออสเตรียที่มีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อมากกว่าหมื่นขึ้นไปและมีผู้เสียชีวิตนับพันคน แม้กระทั่งเดนมาร์ค นอร์เวย์ ฟินแลนด์ ลักเซมเบิร์กก็มีผู้ติดเชื้อประเทศละหลายพันคน เสียชีวิตหลายร้อยคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะเดียวกัน ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วในระยะต้นๆ เช่นไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย จีน หรือแม้กระทั่งประเทศไทย จำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตกลับมีน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเสียชีวิตกันในระดับต่ำร้อย หรือถ้าจะมากกว่าร้อยก็เป็นไปตามสัดส่วนประชากรที่มีมาก แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเช่นไต้หวันเสียชีวิต 5 ฮ่องกงเสียชีวิต 4 สิงคโปร์เสียชีวิต 3 แม้กระทั่งประเทศไทยก็ไม่ถึง20 คน (นับถึงวันที่ 1/4 เท่านั้น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเปรียบเทียบในเรื่องการดูแลสุขภาพและระบบสาธารณสุข ประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่มยุโรปนั้นเหนือกว่าประเทศที่เพิ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วไม่นานหรือกำลังพัฒนาในแถบเอเชียอย่างมากไม่ว่าในเรื่องการรักษาพยาบาล ความสะอาดถูกสุขลักษณะ ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ความรู้ในเรื่องสุขภาพของประชาชน การศึกษาสูง ประชาชนมีความสุข มีอิสรเสรี บ้านเมืองไม่ค่อยมีโจรผู้ร้าย คนจนน้อยหรือไม่มี คุณภาพชีวิตอยู่ในระดับสุดยอดของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เมื่อเกิดโรคระบาดครั้งนี้กลับป่วยและเสียชีวิตมากกว่าเป็นเท่าตัว คำอธิบายหนึ่งที่น่าคิดคือเรื่องการมีวินัย และเสรีภาพ...ประเทศยุโรปนั้น ประชาชนมีอิสรเสรีมาก รัฐบาลตามใจประชาชนเพราะคนของเขามีการศึกษาสูง รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ต้องออกกฎหมายมาบังคับมากมาย คนไม่ค่อยกระทำความผิด ขนาดคุกยังต้องปิดตัวเพราะไม่มีนักโทษให้ขัง มีโสเภณีอย่างถูกกฎหมาย สูบกัญชาได้เกือบจะเสรี ไม่มีขยะให้เก็บ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศในแถบเอเชียยังอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลไม่เสรีทุกเรื่อง และยังมีโทษตามกฎหมาย รัฐบาลออกกฎหมายที่มีสภาพบังคับเป็นครั้งคราวถ้าไม่ทำตามถูกลงโทษได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งนี้ทำให้ประชาชนในประเทศยุโรปกลายเป็นประชาชนที่ไม่มีวินัย ขาดการบังคับตนเอง ทำอะไรอย่างเสรี แม้รัฐบาลบอกให้ควบคุมตัวเองก็ไม่ทำ ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระเหมือนปกติ บางประเทศเช่นสวีเดนนั้น เกือบไม่มีการกักกันอะไรเลย การชุมนุมเพื่อกิจกรรมต่างๆทำได้ถึง 500 คนรวมกัน อยากไปไหนก็ไป อยากดื่มกินที่ไหน อยากสูบกัญชาที่ไหน ใช้หญิงบริการที่ไหนทำได้ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเกิดโรคระบาด ถึงรัฐบาลจะพูดอย่างไร ประชาชนที่เคยชินจากการที่เป็นตัวของตัวเองก็ไม่สนใจฟังรัฐบาล
ในที่สุดการระบาดของไวรัสจึงเกิดและขยายตัวอย่างมากและรวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในขณะที่ประเทศที่มีวินัยจะโดยทั้งมีวินัยด้วยตัวเองหรือตามคำแนะนำที่เข้มงวดของรัฐบาลก็ตาม สามารถหยุดการแพร่กระจายโรคระบาดได้ดีกว่า เรื่องของวินัยนี้ บางครั้งก็ออกจะขัดกับเรื่องของเสรีภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยทั่วไปประเทศเสรีนิยมก็จะพูดว่าเรื่องเสรีภาพของประชาชนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ยิ่งประเทศมีเสรีภาพเท่าไรยิ่งแสดงถึงพัฒนาการของสังคมมากเท่านั้น แต่การมีเสรีภาพที่ขาดวินัย บางครั้งก็อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายเกินกว่าที่จะคิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บางครั้งการมีวินัย หรือถูกทำให้มีวินัย อาจดีกว่ายอมปล่อยให้มีเสรีภาพอย่างไม่มีการควบคุม...ดังเช่นปัญหาโรคระบาดที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62162</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, นักวิชาการอิสระ, สังคม, เฟซบุ๊ก, เสรีภาพ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83f62e2da5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;WHO&#039;ว่างจัดเลิกใช้&#039;Social distancing&#039;ให้ใช้&#039;Physical distancing&#039;แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;Social distancing กับ Physical distancing...&amp;rdquo; ระบุว่า ตอนนี้ WHO เปลี่ยนคำพูดใหม่จากคำว่า การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing เป็น การเว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing ซึ่งนักวิชาการด้านระบาดวิทยาเห็นด้วยว่าเป็นคำที่ถูกต้องมากกว่า เพราะ การเว้นระยะห่างทางสังคมนั้น มีความหมายกว้างขวางคลุมแม้กระทั่งเรื่องของจิตใจ ไม่ให้ใกล้ชิดกันทางใจ ซึ่งไม่ใช่ในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องของจิตใจนั้น ไม่ใช่เรื่องป้องกันการระบาด แต่เป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ควรให้เกิดความรู้สึกว่าห่างกัน ไม่ห่วงกัน เพียงแต่ในทางกายภาพเท่านั้นที่ต้องห่างกันสองเมตรหรือหกฟุต เพื่อให้พ้นจากระยะไอจามที่มีเชื้อไวรัสติดออกมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเขียนเรื่อง ระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing มานานหลายปีเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพราะเป็นเรื่องของสังคมจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมบอกว่า ผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องรักษาระยะห่างกับเพื่อนสังคมออนไลน์พอสมควร ไม่เช่นนั้นจะตกอยู่ในจริตที่อินไปกับเรื่องดราม่า ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจริง การรักษาระยะห่างทางสังคมออนไลน์จะทำให้เรามีสติ ไม่บ้าบอคอแตกตาม แชร์เรื่องที่โพสต์หรือแชร์กันต่อๆโดยขาดสติ ซึ่งอาจมีผลให้ต้องรับโทษในความผิดหรือแม้กระทั่งเกิดปัญหาหมิ่นประมาทถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งๆที่ตนเองไม่ได้ก่อให้เกิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงผมก็พูดเรื่องการเว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing เช่นกัน เพราะพวกที่ศึกษาทางด้านพฤติกรรมศาสตร์เห็นและตั้งข้อสังเกตุมานานแล้ว เช่นคนที่สนิทกันอาจพูดคุยแบบใกล้ชิดติดหูกระซิบกระซาบ แต่ถ้าไม่สนิทพอก็จะยืนห่างกันออกไป และยิ่งกับคนที่รู้จักผิวเผินก็จะยิ่งอยู่ห่างกันเป็นเมตร ระยะห่างนี้ถือเป็นภาษากาย หรือ body language ที่บอกอะไรได้หลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำใหม่คือ ระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing จะมาทดแทนคำว่าระยะห่างทางสังคม (social distancing) ได้หรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป....
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61701</URL_LINK>
                <HASHTAG>Physical distancing, Social distancing, WHO, การเว้น ระยะห่างทางกายภาพ, การเว้นระยะห่างทางสังคม, ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e8447b0ae4ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 09:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กักตัวเองในบ้านอาจไม่ปลอดภัย&#039;ดร.เฉลิมพลยกบทความบลูมเบิร์กให้คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 เม.ย.2563 - ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กน่าสนใจในหัวข้อ &amp;ldquo;กักตัวเองในบ้านอาจไม่ปลอดภัย....&amp;rdquo; ระบุว่า ผมอ่านรายงานนี้ ( https://www.bloomberg.com/news/articles/2020-03-30/italy-home-quarantine-repeats-mistake-made-in-china-doctors-say?fbclid=IwAR3GamNGvYQQjYPk-3M1kEe17XMIG7SNXOUmBqtMThHnB9F3avzD2goExAU) ด้วยความสนใจยิ่ง...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอให้คนที่อ่านก็อย่าเพิ่งตระหนกตกใจจนเกินเหตุ...ผู้เชี่ยวชาญจากจีนที่ไปช่วยอิตาลีเรื่องโรคระบาดโควิด 19 บอกว่า การให้ประชาชนแต่ละครอบครัวอยู่แต่ในบ้านเคยใช้ที่อูฮั่น เป็นความผิดพลาดของจีน ที่ไม่อยากให้เกิดซ้ำที่อื่นอีก....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สมาชิกครอบครัวบางคนที่กักตัวเองอยู่ด้วยกันนั้นมีเชื้อไวรัส แต่ยังไม่มีอาการแสดงออกมากนัก (mild symptom) เพราะโรงพยาบาลจะรับก็แต่ผู้ที่มีอาการชัดเจนแล้วเท่านั้น....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นหมายความว่า แม้ไม่มีอาการใดๆ แต่เขาก็เป็นพาหะในตัว ทำให้เกิดการแพร่ไวรัสไปกับคนอื่นๆในครอบครัว
ด้วยเหตุนี้ การระบาดในหมู่สมาชิกครอบครัวจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และสมาชิกครอบครัวทีร่างกายไม่สมบูรณ์ก็จะมีอาการหนักอย่างรวดเร็วจนถึงเสียชีวิตในบ้าน เพราะ โรงพยาบาลไม่มีเตียงว่าง ไม่มีเครื่องช่วยหายใจ ไม่มีวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์มากพอสำหรับทุกคนที่ป่วย การกักตัวผู้ที่มีอาการป่วยไม่มากที่บ้าน เท่ากับเป็นการแพร่เชื้อให้ทุกคนในบ้านโดยตรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จีนได้เปลี่ยนนโยบายกักตัวในบ้านมาเป็นการสร้างโรงพยาบาลสนาม ใช้อาคารสถานที่ต่างๆที่สามารถนำผู้ที่มีอาการป่วยนิดหน่อยมาอยู่รวมกัน เป็นการกักรวมคนจำนวนมาก ด้วยวิธีนี้ ทำให้จีนสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้รวดเร็ว เพราะคนที่มีอาการนิดหน่อยนั้น แม้ไม่ถึงต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ก็เป็นพาหะแพร่เชื้อไวรัสได้อยู่แล้ว เหลือแค่ผู้ที่ไม่ป่วยจริงๆเท่านั้นที่กักตัวเองที่บ้าน ป่วยนิดหน่อยก็ต้องมากักรวม...จะว่าบังคับก็ต้องบังคับ....&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านแล้วก็คิดว่า วิธีกักตัวเองที่บ้านที่รัฐบาลไทยกำลังให้ประชาชนทำอยู่นี้ เป็นการป้องกันการแพร่ระบาดได้แค่ไหน เพราะถ้าเป็นอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญจีนว่า ก็เท่ากับว่าจะมีหลายครอบครัวคนไทยที่มีสมาชิกเป็นพาหะไวรัสอาศัยอยู่ในบ้านด้วย แล้วถ้าแยกตัวไม่ทัน ก็หมายความว่าสมาชิกในครอบครัวทุกคนก็มีโอกาสติดเชื้อ ทั้งๆที่กักตัวเองอยู่ในบ้าน ทั้งๆที่กินร้อน ช้อนใครช้อนมัน ไม่ใช่ของใช้ร่วมกัน แต่การรักษาระยะห่าง หรือ social distancing สองเมตรคงทำไม่ได้ตลอดเวลา ถ้าเป็นอย่างนั้น เราจะแก้ไขอย่างไร...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อกระทรวงสาธารณสุขก็ป่าวร้องให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้าน เพราะผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั้นก็มากมายจนเกินจะรับไหว อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ก็ไม่พอ และถ้าทุกคนอยู่ในบ้าน แต่กลับมีบางคนที่เป็นพาหะ แต่ไม่แสดงอาการปนอยู่ด้วย แล้วอะไรจะเกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาวนาขอให้สิ่งที่ผมคิดไม่เกิดขึ้นจริง.....
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61654</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, นักวิชาการอิสระ, เฟซบุ๊ก, โควิด-19, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e83f62e2da5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
