<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 11:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจชี้เหลื่อมล้ำพุ่งทุบกลุ่มเปราะบางอ่วมสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวสุนทรพจน์ในงานสัมมนาวิชาการธนาคารแห่งประเทศไทย ประจำปี 2564 หัวข้อ &amp;ldquo;สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย&amp;rdquo; ว่า ปี 2564 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับวิกฤติที่รุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกทั้งไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในบริบทโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ทั้งพัฒนาการทางเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด การเข้าสู่สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยความท้าทายต่าง ๆ นี้ เกิดขึ้นรวดเร็ว รุนแรง และซ้ำเติมความเปราะบางต่าง ๆ ที่สั่งสมอยู่ในเศรษฐกิจและสังคมไทยมานาน ดังนั้นหากประเทศไทยจะก้าวต่อไปในอนาคตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ประเทศไทยจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนนั้น ต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. ความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ปัจจุบันไทยยังมีส่วนนี้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพอ จากการพึ่งพาต่างประเทศที่สูงในแทบทุกมิติ ทั้งการส่งออก การท่องเที่ยวและเทคโนโลยี รวมถึงการพึ่งพาแรงงานต่างชาติที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จากภาวะสังคมสูงวัย ทำให้เศรษฐกิจไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้ยาก ขณะที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ก็ได้ซ้ำเติมความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญสูงในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เศรษฐกิจไทยยังมีขีดความสามารถที่จำกัดในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเหลื่อมล้ำที่สูงและมีภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่ ซึ่งกลุ่มเปราะบางในระบบเศรษฐกิจ เช่น ครัวเรือนยากจน ธุรกิจเอสเอ็มอีมักอยู่นอกระบบ เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถรับมือและปรับตัวต่อวิกฤติและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. เศรษฐกิจไทยยังมีขีดความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบต่าง ๆ ที่จำกัด ทำให้เกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจ (economic scars) ส่งผลให้การฟื้นตัวของครัวเรือนและธุรกิจในกลุ่มเปราะบางใช้เวลานาน และเหนี่ยวรั้งการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย ซึ่งกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ นี้ จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ และตอกย้ำความร้าวฉานในสังคมให้ลึกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่เป็นธรรมทางสังคมที่สูงและน่ากลัวในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวิกฤติโควิด-19 และมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นจากการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบจากวิกฤติสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจมากกว่า ขณะที่ความสามารถในการฟื้นตัวน้อยกว่ากลุ่มอื่นในสังคม ความเสี่ยงที่ความตึงเครียดทางสังคมจะคุกรุ่นจึงมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี การทำให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน และความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตนั้น จำเป็นต้องเร่งเพิ่มความสามารถของเศรษฐกิจไทยใน 3 ด้าน คือ 1. เพิ่มความสามารถในการหลีกเลี่ยงผลกระทบ 2. เพิ่มความสามารถในการรับมือกับผลกระทบ และ 3. เพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวจากผลกระทบ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่ ต้องมีการบริหารความเสี่ยงภาพรวมของประเทศที่ดี ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือกัน และต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้พร้อมรับความท้าทายในอนาคต เช่น เปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพื้นที่เพื่อกระจายความเสี่ยงที่ดีขึ้น ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งที่มากเกินไป กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค เน้นบทบาทภาคเอกชนเป็นหลัก ขณะที่ภาครัฐทำหน้าที่ชี้ทิศทางและสร้างแรงจูงใจให้เอกชนลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ ต้องลดความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างจริงจัง สร้างโครงข่ายความคุ้มครองในทุกระดับเพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจอยู่รอดได้ในยามวิกฤติ โดยเน้นบทบาทของภาคเอกชนเพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบ ขณะที่ความช่วยเหลือโดยตรงจากภาครัฐที่ก่อให้เกิดภาระการคลังในอนาคต และปัญหา moral hazard ควรจำกัดอยู่ในเฉพาะสถานการณ์ที่กลไกตลาดทำงานไม่ได้เท่านั้น รวมถึงต้องลดการเกิดแผลเป็นทางเศรษฐกิจในยามวิกฤติ เพื่อให้ครัวเรือนและธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการสร้างสายป่านที่ยาวพอให้ธุรกิจ ฝึกทักษะแรงงานให้รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังวิกฤติ สร้างกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ไกล่เกลี่ยหนี้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ธปท. มีบทบาทในการส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพภายใต้ความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจ ผ่านการดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพทางการเงินและระบบการเงิน ด้านสังคม ผ่านการพัฒนาระบบการเงินและส่งเสริมความเข้าใจทางการเงินให้ครัวเรือนและธุรกิจไทย และด้านสิ่งแวดล้อม ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยปรับตัวไปในทิศ?างที่ยั่งยืนมากขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118312</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, สร้างภูมิคุ้มกัน ผลักดันเศรษฐกิจไทย, ํธปท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608b756575dfe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114583</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 09:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 09:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แบงก์ชาติ&#039;สับโควิดทำเศรษฐกิจพังยับ ชี้จำเป็นต้องปรับโครงสร้างหนี้แก้ปัญหาระยะยาว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 2564 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาถกฐาหัวข้อ &amp;ldquo;From Resiliency to Recovery and Beyond : Central Bank Policies for an Uncertain World&amp;rdquo; ในงานสัมมนาออนไลน์ Thailand Focus 2021 ว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการฟื้นตัวมีแนวโน้มที่จะใช้เวลานาน เนื่องจากการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นภาคเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าที่สุด และคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าการกระจายวัคซีนของไทยจะทำได้ครอบคลุมประชากรส่วนมาก และการฟื้นตัวจะไม่เท่านั้น เห็นได้จากกิจกรรมในภาคส่งออกที่ฟื้นกลับมาเหนือระดับก่อนการระบาด ขณะที่ภาคบริการยังได้รับผลกระทบที่รุนแรงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสถียรภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงมาตลอด ทำให้ความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงมีจำกัด โดยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย สะท้อนใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากไทยมีหนี้ต่างประเทศในระดับต่ำ ประกอบกับระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงต่อเนื่อง 2. เสถียรภาพด้านสถาบันการเงิน โดยธนาคารพาณิชย์ยังมีงบการเงินที่เข็มแข็ง ช่วยให้ภาคธนาคารยังสามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้ และ 3. เสถียรภาพด้านการคลังของประเทศ ไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรัฐบาลไทยยังสามารถกู้เงินมาดูแลเศรษฐกิจได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้
อย่างไรก็ดี ธปท. พร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อให้เศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้ โดย ธปท. มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนมาตรการให้สามารถช่วยเหลือลูกหนี้ได้ยั่งยืนขึ้น เช่น การพักหนี้อาจเหมาะสมในระยะสั้น แต่เป็นภาระลูกหนี้ในระยะยาว ธปท. จึงสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับโครงสร้างหนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้สามารถผ่าน พื้นวิกฤติไปได้ด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และในระยะถัดไป ธปท. ยังคำนึงถึงโลกหลังโควิด-19 ซึ่งบริบทของเศรษฐกิจทั่วโลกจะคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น โดยในด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ธปท. อยู่ระหว่างการผลักดันภาคธนาคารพาณิชย์ให้มีการให้เงินกู้อย่างมีความ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำลังพัฒนาในเรื่องของมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล (disclosure standards) และการพัฒนาในด้านคำนิยามด้านสิ่งแวดล้อม (green taxonomy) เพื่อนำมาใช้ปฏิบัติได้โดยเร็ว ขณะที่ ด้านดิจิทัลนั้น ธปท. ได้วางรากฐานสำคัญสำหรับระบบชำระเงิน เช่น การทำ QR-Code มาตรฐานในการชำระเงิน และระบบพร้อมเพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ธปท. ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านเทคโนโลยีทางการเงินด้วย เช่น การพัฒนาสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้ระบบการเงินของไทยมี ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีต้นทุนที่ต่ำลง และเข้าถึงง่ายขึ้น สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้อย่าง ยั่งยืน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114583</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ปรับโครงสร้างหนี้, เศรษฐกิจไทย, แก้ปัญหาวิกฤตโควิด, แบงก์ชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2021 14:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2021 14:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท. ดีเดย์ ม.ค.65 ทุกธนาคารเปิดบริการ bank statement  ดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ธปท.&amp;rdquo; จับมือ 29 สถาบันการเงินลุยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของบริการทางการเงินดิจิทัล เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถาบันการเงิน เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ นำร่องบริการขอ bank statement ทางดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ม.ค. 2564 &amp;nbsp;นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของบริการทางการเงินดิจิทัล และได้ผลักดันให้เกิดโครงการความร่วมมือระหว่างธนาคารสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ และสมาคมธนาคารนานาชาติ รวมทั้งสิ้น 29 แห่ง โดยได้ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การพัฒนามาตรฐานและใช้มาตรฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมบริการทางการเงิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว จะช่วยพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ผู้ใช้บริการทางการเงินสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลการเงินของตัวเองได้สะดวกขึ้น ได้รับบริการในระยะเวลาที่สั้นลงและมีต้นทุนที่ถูกลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันระบบสถาบันการเงินยังขาดกลไกการเชื่อมโยงข้อมูล และมาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิทัลระหว่างกัน ทำให้ประชาชนยังไม่ได้รับประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้อย่างเต็มที่ การเรียกใช้ข้อมูลของตนเองจากสถาบันการเงินแห่งหนึ่งเพื่อขอใช้บริการกับสถาบันการเงินอีกแห่งหนึ่ง ยังมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องขอข้อมูลในรูปแบบเอกสารกระดาษ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวก สร้างต้นทุนที่ไม่จำเป็น และยังมีส่วนในการจำกัดการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการด้วย&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า บริการแรกภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวที่ประชาชนจะได้ใช้ประโยชน์ คือ การรับส่งข้อมูลรายการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก (bank statement) ในรูปแบบข้อมูลดิจิทัลระหว่างสถาบันการเงิน ที่ประชาชนจะสามารถเรียกข้อมูล bank statement จากสถาบันการเงินหนึ่ง เพื่อนำไปใช้ขอสินเชื่อกับอีกสถาบันการเงินหนึ่งผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยลดภาระการเดินทาง ระยะเวลาในการดำเนินการขอและรับส่งข้อมูลอย่างมาก ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินจะสามารถลดต้นทุนการตรวจสอบและประมวลผลด้านเอกสาร รวมถึงลดความเสี่ยงที่เอกสารอาจถูกปลอมแปลงได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับบริการรับส่งข้อมูล bank statement ทางดิจิทัลนี้ จะเริ่มให้บริการภายในเดือน ม.ค. 2565 โดยมีสถาบันการเงินพร้อมให้บริการ 10 แห่ง ซึ่งครอบคลุมกว่า 98% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมดของประชาชนในระบบธนาคารไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ความร่วมมือในการพัฒนาและใช้มาตรฐานข้อมูลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมบริการทางการเงินนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นต้นแบบที่ขยายไปสู่ความร่วมมือในลักษณะเดียวกันของภาครัฐและภาคเอกชน จนเกิดระบบนิเวศด้านข้อมูลของประเทศที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลได้สะดวกและรวดเร็ว และผู้ให้บริการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ดียิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109053</URL_LINK>
                <HASHTAG>bank statement  ดิจิทัล, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210708/image_big_60e6a8f0caa03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/11/2020 01:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บันทึกหน้า4</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;www.thaipost.net ไทยโพสต์ &amp;quot;อิสรภาพแห่งความคิด&amp;quot; Line ID:@thaipost บันทึกท่ามกลางเสียงหึ่งๆ อึงมี่ว่าด้วยทิศทางบ้านเมืองแบบไทยๆ แต่คำตอบสุดท้ายคือ &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีอะไรในกอไผ่&amp;quot; เพราะถ้าไม่หาเรื่องปั่นยอดไลค์ อัพยอดวิว เพื่อจุดกระแส ซีรีส์ที่ลงทุนเขียนบทไว้มันก็จะไม่คุ้ม..ก็เท่านั้น ...0 ทนายอานนท์ นำภา ปล่อยข่าว &amp;quot;รัฐประหาร&amp;quot; แค่เป็นมุกตื้นๆ ที่หวังเรียกประชากรมาเพิ่มในม็อบ หลังจากระยะหลังอาการส่อแสดงความแผ่ว ยิ่งมาเจอคลิปที่ส่งและแชร์ต่อๆ กันเป็นไวรัลในโลกโซเชียลในวันที่ ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์นิด้า ออกรายการ &amp;quot;ถามตรงๆ กับจอมขวัญ&amp;quot; ทางไทยรัฐทีวี&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าด้วยประเด็น &amp;quot;พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ 2561&amp;quot; แล้ว ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า &amp;quot;คนพูดเอามันส์&amp;quot; กับคนพูดมีหลักการ มีหลักมีฐานแสดงนั้นมันแตกต่างกัน ...0 นักไฮด์ปาร์กสุดกร่างอย่าง &amp;quot;นายเพนกวิน&amp;quot; พริษฐ์ ชิวารักษ์ มีเวลาก็ควรหันหน้าไปศึกษาให้จริงก่อนที่จะโพสต์แบบเอาสีข้างเข้าแถโดยเฉพาะเรื่องราวของ &amp;quot;พระแก้วมรกต&amp;quot; เมื่อครั้งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เพราะคนเห็นคนอ่านแล้วสบถกันทั่วเมืองเดือดร้อนคนที่ถูกพาดพิงกับประโยคว่า ..พ่อแม่ครูบาอาจารย์ไม่สั่งสอน?!? ...0 อีกเกมการเมืองที่มีคนลุ้นกันตัวโก่ง เห็นทีจะไม่พ้นเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 2 ธ.ค.ศกนี้ ในประเด็น ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สิ้นสุดลงหรือไม่??? กรณีพักอาศัยอยู่ในบ้านพักทหารหลังเกษียณอายุราชการแล้ว ถือเป็นการจงใจไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 (3) คือการขัดกันของผลประโยชน์ ถือเป็นการรับประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐ ...0 เดาสุ่มกันไปต่างๆ นานา โดยเฉพาะเมื่อ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายระบุว่า &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; ไป ครม.ก็ต้องหลุดทั้งยวง!! ทำให้เกิดบรรยากาศ &amp;quot;ฝันดีฝันเด่น&amp;quot; ในซีกฝ้ายค้านกันเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่เรื่องแบบนี้ การตีความให้เป็นคุณกับกฎหมายไม่ควรมีผลย้อนหลังนั้น..เป็นองค์ประกอบที่ต้องถูกนำมาใช้เพื่อการพินิจพิเคราะห์แน่นอน..แต่ดูเหมือนกองเชียร์ฝ่ายขย่ม &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; พยายามไม่พูดถึง ...0 ตกผลึกกันไปแล้วว่า &amp;quot;โครงการคนละครึ่ง&amp;quot; เวิร์กสุดๆเป็นที่ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นรัฐบาลลุงตู่คงจะชูธงมาตรการเฉพาะหน้าดังกล่าวนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงไฮ-ซีซั่น ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่ในสายตานักเศรษฐกิจการเงินการลงทุนแล้ว มาตรการนี้ก็แค่ปะ-ผุ อันเกิดจากผลกระทบไวรัสโควิด-19 เท่านั้น ...0 เชื่อว่าทีมงานเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น ครม. นำโดย สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน หรือจะเป็น ศบศ. หรือคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการบริหารเศรษฐกิจตีโจทย์ปัญหาออกอยู่แล้ว แต่การแก้โจทย์ด้วยการซ่อมและสร้างระบบการทำงานเพื่อการบริหารเศรษฐกิจที่มั่นคงยั่งยืนและให้ประโยชน์ต่อชาวบ้านนั้น ดูเหมือนยังดำผุดดำว่ายในอ่างอยู่ ทั้งนี้ &amp;quot;ค่าเงินบาท&amp;quot; ที่แข็งโป๊กนี่แหละ ถือเป็นโจทย์ปัญหาท้าทายความรู้ความสามารถและความกล้าหาญในการตัดสินใจ ...0 หากยังชักช้า กลัวๆ เกร็งๆ สถานการณ์ความมั่นคงทางการเงินโดยรวมจะส่งผลต่อสภาพคล่องที่คิดว่าดีเลิศประเสริฐศรีในยามนี้อย่างไม่ต้องสงสัย ...0 เสียงจิ้งจกทักดังจากทำเนียบรัฐบาลไปถึงบางขุนพรหมในยุค เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ &amp;quot;คุณขอมา&amp;quot; หลายคนเริ่มสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่มีนโยบายอะไรที่ &amp;quot;แหลม&amp;quot; กว่าผู้ว่าคนเก่าซึ่งหมดวาระเลย ทำให้เกิดอาการความรู้สึก &amp;quot;เสียของ&amp;quot; นะจะบอกให้ ...0 &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บันทึกหน้า4, ปิยสาร์, ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e08a15725d06.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 16:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 16:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้มาตรการหนุนกู้เพื่อใช้จ่ายทำปชช.หนี้ท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย. 2563 นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;(ธปท.)&amp;nbsp;กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ &amp;ldquo;ESG&amp;nbsp;:&amp;nbsp;Empowering Sustainable Thailand&amp;rsquo;s Growth&amp;rdquo;&amp;nbsp;ในงานสัมมนา&amp;nbsp;ESGอนาคตประเทศไทยสู่ความยั่งยืน&amp;nbsp;ว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงเรื่อง&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;โดยเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ในระยะสั้นเป็นหลัก เช่น ในภาคการท่องเที่ยวที่เน้นเชิงตัวเลข เน้นจำนวนคน เป็นหลัก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียง หรือต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม หรือการเน้นกระตุ้นการบริโภค เน้นให้เกิดการกู้ยืมเพื่อให้เกิดการใช้จ่าย เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจเติบโตได้ดี แต่ก็ไม่ได้คำนึงถึงผลข้างเคียงในเรื่องการก่อหนี้ครัวเรือน ที่ปัจจุบันอยู่ในระดับสูง และยังเป็นความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ มองว่าหากประเทศไทยต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องเปลี่ยนแนวทางในการขับเคลื่อนโดยคำนึงถึงเรื่อง&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;มากขึ้น โดยต้องให้&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;เป็นหนึ่งในเคลื่อนยนต์ในกานรขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมที่มองหาโอกาสในการเติบโตในอนาคตต้องหันมาให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้น ด้วยการปรับตัวเพื่อตอบรับกับเรื่อง&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;เพราะในอนาคตหากอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้นเรื่องดังกล่าวจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจและสนับสนุนการเติบโตในอนาคตได้ อาทิ อุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องสุขภาพ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ อุตสาหกรรมอาหารที่เน้นเรื่องออแกนิกส์เป็นหลัก

&amp;ldquo;ประเทศไทยเคยถูกจัดให้เป็นประเทศที่เสี่ยงจะถูกน้ำท่วมเป็นอันดับ&amp;nbsp;7ของโลก นอกจากนี้ประเทศไทยยังเคยเจอปัญหาภัยแล้ว ส่งผลให้รายได้เกษตรกรหายไปกว่า&amp;nbsp;1.5หมื่นล้านบาท ขณะที่ภาครัฐเองยังมีปัญหาเรื่องการคอรัปชันจนถูกจัดให้อยู่ในประเทศที่มีการคอรัปชันอันดับ&amp;nbsp;100ของโลก ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับที่&amp;nbsp;4ของโลก ตรงนี้ผมรับไม่ได้ ดังนั้นหากประเทศไทยจะเดินไปยังอนาคตโดยไม่คำนึงถึงเรื่อง&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;คงไม่ได้ เพราะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกกระทบรออยู่ เรื่องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะ&amp;nbsp;IUU&amp;nbsp;ที่มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง หลังจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ เสร็จสิ้น ทั้งหมดถือเป็นความเสี่ยงที่จะถูกหยิบมาเป็นประเด็นในอนาคตทั้งสิ้น&amp;rdquo; นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนตัวมองว่าภาคเอกชนมีความพร้อมที่จะเดินหน้าเรื่อง&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;ได้เลย โดยไม่ต้องรอภาครัฐเป็นกลไกในการขับเคลื่อน เนื่องจากเอกชนเองมีศักยภาพเพียงพอ ขณะที่ภาครัฐเองบางส่วนยังขาดข้อมูลที่จะสะท้อนสภาพตลาดอย่างครบถ้วน ดังนั้นการให้ภาครัฐเป็นตัวนำเรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา&amp;nbsp;ESG&amp;nbsp;เพื่อสนับสนุนการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อมั่นว่าจะทำได้ ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในหัวข้อ&amp;nbsp;&amp;quot;ถอดรหัสผู้นำ&amp;nbsp;:&amp;nbsp;บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;quot;ว่า ธนาคารออมสินกำลังขับเคลื่อนไปสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม ซึ่งการไปสู่จุดนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากนัก เนื่องจากธนาคารมีเป้าหมายหลักในการดูแลประชาชนรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มฐานรากอยู่แล้ว แนวทางการดำเนินงานของธนาคารจึงไม่ได้มุ่งแสวงผลกำไรเป็นหลัก แต่ต้องสามารถช่วยดูแลประชาชนรายย่อย และช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

&amp;quot;การเป็นธนาคารเพื่อสังคม ต้องไม่มุ่งหวังที่จะมีกำไรมากเสมอไป กำไรอาจจะน้อยลงหน่อย&amp;nbsp;แต่จะต้องทำอะไรที่มีผลต่อสังคม ต้องช่วยเหลือคนได้ สามารถจับต้องได้อย่างชัดเจน&amp;quot;&amp;nbsp;นายวิทัย กล่าว

ทั้งนี้ การเป็นองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืนได้นั้น จะต้องเริ่มต้นจากภายในที่เข้มแข็ง มีการบริหารงานที่ดี มีเงินทุนสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงต่าง ๆ มีพนักงานที่เข้มแข็ง รวมถึงการมีพันธมิตรที่เข้มแข็งด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ชุมชน ผู้ค้ารายย่อย เป็นต้น โดยภารกิจสำคัญของธนาคารออมสินจะเน้นใน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เรื่อง คือ การลดความเหลื่อมล้ำ และการแก้ปัญหาความยากจน&amp;nbsp;โดยออมสินได้ตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐในเรื่องของการเติบโตที่ยั่งยืน&amp;nbsp;(Empowering Sustainable Growth : ESG)&amp;nbsp;ในการทำหน้าที่ให้สินเชื่อ และสภาพคล่องในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม และเป็นธรรม ควบคู่กับการเป็น&amp;nbsp;Funding Provider&amp;nbsp;ให้แก่ภาครัฐด้วย

อย่างไรก็ดี&amp;nbsp;จากสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้ตอบสนองนโยบายของภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วยการจัดทำโครงการต่าง ๆ รวมทั้งหมด&amp;nbsp;16&amp;nbsp;โครงการ เพื่อช่วยให้ประชาชนในกลุ่มฐานราก และผู้ค้ารายย่อยกว่า&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ล้านราย ในการเพิ่มสภาพคล่องและให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นผ่านโครงการต่าง ๆ กว่า&amp;nbsp;1.7&amp;nbsp;แสนล้านบาท
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ, ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201024/image_big_5f94272d79461.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81989</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>5 โจทย์ใหญ่ของแบงก์ชาติ ในภาวะวิกฤติโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวานได้เขียนถึงคำแถลงของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ ที่ได้วิเคราะห์ทางแก้วิกฤติเศรษฐกิจอันเกิดจากโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทบาทของแบงก์ชาติอยู่ตรงไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณเศรษฐพุฒิบอกว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในภูมิภาค และต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ส่งผลให้ความสามารถในการลดอัตราดอกเบี้ยมีจำกัด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น นโยบายการคลังจะต้องมีบทบาทเป็นพระเอก ขณะที่นโยบายการเงินจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่กังวลและต้องทำให้มั่นใจ โจทย์ของเราคือว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดอกเบี้ย เรื่องสภาพคล่องโดยรวม เรื่องสภาวะตลาดเงินโดยรวม ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าจะให้การเงินเป็นตัวขับเคลื่อน เป็นตัวไดร์ฟ (เศรษฐกิจ) ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะปัญหาของเราคือ การช็อก เอาง่ายๆ เลยการท่องเที่ยวเราหายไป 30 กว่าล้านคน นั่นคือดีมานด์หรืออุปสงค์ที่หายไปของประเทศไทย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น การจะให้ฝั่งนโยบายการเงินออกดีมานด์มาทดแทน คงไม่ใช่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องอาศัยเครื่องมืออื่นๆ เช่น นโยบายการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ฝั่งของนโยบายการเงินต้องเป็นตัวที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอะไรต่างๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผม หากเทียบกับทีมบอล นโยบายการเงินโดยธรรมชาติของมันนั้นไม่ใช่กองหน้า แต่เป็นกองหลัง ซึ่งกองหลังสำคัญมาก แต่มีข้อกำจัด เหมือนกับทีมบอลถ้ากองหลังไม่แข็ง เตะเก่งอย่างไรก็แพ้ &amp;nbsp;เราต้องทำให้มั่นใจว่าเสถียรภาพมีครบ&amp;quot; คุณเศรษฐพุฒิบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนในแง่ของภาพรวม บางอย่างเรา Influence (มีอิทธิพล) ได้ บางอย่างเราก็ Influence ไม่ได้ ดังนั้นการออกข้อนโยบายต่างๆ เราชั่งน้ำหนัก และเรื่องค่าเงิน fact (ข้อเท็จจริง) คือ การเคลื่อนไหวของค่าเงิน หลักๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา แต่ขึ้นอยู่กับเรื่องต่างประเทศ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของเงินสกุลหลัก คือดอลลาร์สหรัฐฯ และการเคลื่อนไหวของเงินในภูมิภาค แล้วถึงจะมาขึ้นอยู่กับเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้าปีที่ผ่านมา ประมาณ 85% ของการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท มีเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าเงินในภูมิภาค มีแค่ 15% เป็นปัจจัยที่เกี่ยวกับไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตรงนี้ก็สะท้อนว่าความสามารถของเราที่จะไป Influence มันมีจำกัด แต่ส่วนที่กระทบเราและต้องขึ้นอยู่กับเรา คือเราเป็นประเทศที่เกินดุลการค้ามหาศาลมานานมากแล้ว เราเกินดุล 30 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนน้อยกว่าชาวบ้านในสภาวะต่างๆ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การชุมนุมทางการเมืองมีผลหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณเศรษฐพุฒิบอกว่าเป็นเรื่องที่ ธปท.ติดตามอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามว่าจะลากยาวหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และแน่นอนว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การบริโภค การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงกระทบต่อการจัดการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว ไทยมีความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่มากระทบได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บ้านเราชอบพูดเรื่องนโยบายเยอะ พูดเรื่องมาตรการเยอะ แต่โจทย์ที่เราเจอบ่อยๆ คือเรื่องการจัดการ เพราะเมื่อมีเหตุการณ์สไตล์นี้ พบว่าจะกระทบความสามารถในการจัดการ และด้วยความไม่แน่นอนต่างๆ เหล่านี้ สิ่งที่เราอาจใช้เป็นที่พึ่งทางใจได้ก็คือ ความสามารถของเราในการรับมือช็อกต่างๆ เมื่อเทียบกับที่อื่น ของเรามีสูง ไม่ว่ามิติเสถียรภาพต่างประเทศ มิติการเงินต่างๆ แต่เราก็ต้องติดตามใกล้ชิด&amp;quot; คุณเศรษฐพุฒิบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธปท.มองว่ามี 5 โจทย์ใหญ่ที่จะต้องดำเนินการในช่วงเวลาต่อจากนี้ ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.แก้วิกฤติหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 และฟื้นตัวได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ให้โครงสร้างเศรษฐกิจการเงินไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์โควิด-19 และระยะต่อไปได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.สร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชน ให้ ธปท.เป็นหนึ่งในองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และ 5.พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ให้ ธปท.เป็นองค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจและสังคมไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เห็นภาพอย่างนี้แล้ว งานใหม่นี้น่าจะเป็นภารกิจท้าทายที่สุดในชีวิตของ ดร.เศรษฐพุฒิค่อนข้างจะแน่นอน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81989</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81872</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/10/2020 20:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การฟื้นตัวเศรษฐกิจไทย ต้องอึดให้ได้อีกอย่างน้อย 2 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เศรษฐกิจไทยเจอภาวะ &amp;ldquo;ช็อก&amp;rdquo; แรง เพราะโควิด...ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี กว่าจะกลับสู่ระดับก่อนโรคระบาด...แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือจะพัฒนาวัคซีนได้เมื่อไหร่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวแค่ไหนอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ตรงไหนของสมการการแก้วิกฤติครั้งนี้เป็นหัวข้อสำคัญที่จะต้องวางให้ถูกที่ถูกทางและถูกจังหวะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่เป็นแนววิเคราะห์ของ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ ระหว่างพบกับสื่อครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นวิกฤติสาธารณสุขที่ลุกลามและส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมๆ กันในทุกประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยต้องล็อกดาวน์จนมีผลกระทบถึงผู้ประกอบการและประชาชนจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าตกใจที่สุดคือ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีจะเหลือเพียง 6.7 ล้านคน จากเดิมที่ประเทศไทยเคยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเท่ากับรายรับที่หายไปถึงประมาณ 10% ของจีดีพี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันการส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 มีอัตราการหดตัวหนักที่สุดในรอบ 11 ปี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างกับอาการของผู้ป่วยหนักที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู...และยังไม่รู้ว่าจะออกจากห้องฉุกเฉินนี้เมื่อไหร่...หรือในสภาพใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เศรษฐพุฒิบอกว่า หลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หรือเมื่อผู้ป่วยออกมาพักฟื้นจากไอซียูแล้ว บริบทประเทศได้เปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 ด้าน คือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนึ่ง การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก (Uneven) ทั้งในมิติของสาขาเศรษฐกิจ มิติเชิงพื้นที่ และขนาดของธุรกิจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สอง การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคาดว่าจะใช้เวลานาน (Long) ไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 ส่วนหนึ่งเพราะโครงสร้างของสินค้าและตลาดส่งออกของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าและตลาดที่ฟื้นตัวช้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสาม ยังมีความไม่แน่นอน (Uncertain) ว่าวัคซีนจะทดลองสำเร็จเมื่อไร ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นได้ระดับไหน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำถามใหญ่คือ จะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้ และต้องแก้ได้อย่างยั่งยืนด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปฏิเสธไม่ได้ว่าบริบทเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทาง ธปท.จึงประเมินว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาต้องปรับจากการใช้มาตรการที่ปูพรมการให้ความช่วยเหลือเป็นการทั่วไป เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน มาเป็นการช่วยเหลือแบบตรงจุด (targeted) ครบวงจร (comprehensive) และยืดหยุ่น (flexible) โดยพิจารณาถึงผลข้างเคียง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติคนใหม่บอกว่า เมื่อมีทรัพยากรจำกัดจึงต้องใช้ให้ถูกจุดเพื่อช่วยคนที่จำเป็นให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การพักชำระหนี้ จากการปูพรมช่วยช่วงล็อกดาวน์ที่ธุรกิจต้องหยุดดำเนินการ พนักงานต้องหันมาทำงานจากที่บ้าน (work from home) หรือถูกลดชั่วโมงการทำงาน ทำให้ขาดสภาพคล่องของรายได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรับมาเป็นการส่งเสริมให้สถาบันการเงินมีเวลาปรับโครงสร้างหนี้ที่เหมาะสมตามความสามารถของลูกหนี้ ซึ่งเป็นการช่วยแบบตรงจุดกว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนหมอที่รักษาคนไข้ตามความหนักเบาของอาการที่ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เศรษฐพุฒิเห็นว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครั้งนี้สามารถแก้ไขได้ แต่ต้องอาศัยเวลาและการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างคุ้มค่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ธปท.เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยมีความแข็งแกร่งพอที่จะก้าวพ้นวิกฤติในครั้งนี้ เพราะไทยสามารถคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดได้ดี เสถียรภาพการเงินอยู่ในเกณฑ์ดี เสถียรภาพต่างประเทศเข้มแข็ง หนี้สาธารณะยังอยู่ต่ำกว่าเพดานหนี้สาธารณะ และยังสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ และตลาดแรงงานมีความยืดหยุ่น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรุ่งนี้ : 5 โจทย์ใหญ่ของธนาคารแห่งประเทศไทย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81872</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
