<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120285</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2026 12:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 11:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดร.เสรี ชำแหละยุทธศาสตร์แห่งวาทกรรม 3 ขั้นตอนในการหาพวก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค.2564 - ดร.เสรี วงษ์มณฑา&amp;nbsp;


สล็อต&amp;nbsp; นักวิชาการด้านการสื่อสาร หนึ่งในกองหนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา &amp;nbsp;โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ชำแหละ &amp;quot;ยุทธศาสตร์แห่งวาทกรรมในการหาพวก &amp;quot;&amp;nbsp;ufa888goal ซึ่งมี 3 ขั้นตอน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่ 1. ต้องบอกกลุ่มเป้าหมายว่า &amp;quot;พวกเขาถูกเอาเปรียบ พวกคุณถูกกดขี่&amp;nbsp;


bnk789 พวกคณมีแอกต้องแบก พวกคุณถูกทอดทิ้ง พวกคุณไม่ได้รับความยุติธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่ 2. ต้องบอกกลุ่มเป้าหมายว่า &amp;quot;เราคือกลุ่มคนสมัยใหม่ที่เข้าใจคุณมากกว่าคนกลุ่มเก่าๆที่ทอดทิ้งคุณ&amp;nbsp;


fifa356&amp;nbsp; กดขี่คุณ ทำให้คุณไม่ได้รับความเป็ธรรม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขั้นตอนที่ 3. ดังนั้น &amp;quot;คุณต้องเลือกเรา เพราะเราจะทำให้คุณได้รับความเป็นธรรม ปลดแอกให้คุณ ดังนั้นคุณต้องเลือกพวกเราให้มาบริหารประเทศ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยุทธศาสตร์ 3 ขั้นตอนนี้มันเป็นยุทธศาสตร์ของคอมมูนิสท์นะคะ&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มันเป็นวาทกรรมที่ตอกย้ำความด้อยโอกาสของกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องแก้ไข มันคือสิ่งที่เข้าถึงหัวใจของคนที่ต้องการเสรีภาพแบบต้องการทำอะไรเอาใจตัวเองแบบไม่มีวินัยค่ะ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120285</URL_LINK>
                <HASHTAG>&quot;การเมืองถึงระดับโรงเรียน&quot;, กองหนุนลุงตู่, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, วาทกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_603870b35ee45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟังด้วยสติ...ไม่มีอคติ...ก็คงได้ใจความ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;คนบางคนเกลียดลุงตู่เพราะลุงตู่ทำรัฐประหาร ทำให้พรรคของตนเองหมดอำนาจ บางคนเกลียดลุงตู่เพราะทำให้หัวหน้าพรรคที่ตนรักแบบสุดลิ่มทิ่มประตูต้องหลุดจากแวดวงการเมือง บางคนเกลียดลุงตู่เพราะได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีพรรคของตนเองเข้าร่วมรัฐบาล บางคนเกลียดลุงตู่เพราะลุงตู่เป็นทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบัน ทำให้พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศได้ บางคนเกลียดลุงตู่เพราะถูกครอบงำโดยคนที่ต้องการล้มลุงตู่เพื่อล้มล้างสถาบัน ความเกลียดชังลุงตู่ ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุอันใด ทำให้พวกเขากลายเป็นคนมีอคติ จนไม่มีสติที่จะพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับการทำงานของลุงตู่ด้วยใจเป็นธรรม ลุงตู่ทำอะไรผิดหมด การออกมาตำหนิลุงตู่นั้น พวกเขาคิดอย่างเดียวว่าจะแซะ แขวะ ด่า ด้อยค่าลุงตู่ได้อย่างไร โดยไม่มองเลยว่าการพูดจาแสดงความคิดเห็นของเขานั้น วิญญูชนจะมองเขาอย่างไร จะถูกมองว่าตรรกะพิการ หรือเป็นการโชว์โง่ หรือเป็นความริษยาหรือเปล่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เมื่อลุงตู่ออกมาแถลงเกี่ยวกับการเปิดประเทศ บางคนก็หาว่าลุงตู่ออกมา &amp;ldquo;เห่า&amp;rdquo; แล้วบอกว่าเสียเวลาดูทีวี บางคนก็บอกว่า &amp;ldquo;ถ้าจะมาพูดเรื่องเปิดประเทศอย่ามาพูดดีกว่า&amp;rdquo; บางคนก็หาว่าลุงตู่หมดปัญญาหาเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ จึงเอาชีวิตของประชาชนมาเสี่ยง บางคนไม่มีปัญญาจะแย้งเนื้อหาที่ลุงตู่พูดก็ไปพูดถึงการพูดโดยไม่สบสายตาประชาชนที่อยู่หน้าจอ เอาแต่มองแผ่นกระดาษที่เขาเขียนข้อความให้อ่าน บางคนก็จงใจแย้งทุกเรื่องโดยไม่ฟังข้อความให้ครบถ้วนว่าการเปิดประเทศนั้นไม่ใช่การเปิดทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข เป็นการทยอยเปิด โดยแต่ละที่จะต้องมีความพร้อม และจังหวัดต่างๆ ที่จะเปิดก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดทั้งจังหวัด เขาเปิดเฉพาะในบางอำเภอที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความพร้อม มีการกำหนดเงื่อนไขชัดเจนทั้งทางเราซึ่งเป็น supply side ผู้ให้บริการ และทางนักท่องเที่ยวที่เป็น demand side และเมื่อเข้ามาแล้วก็ยังมีมาตรการรองรับที่เป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลเรื่องสุขภาพของประชาชนกับการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ทำมาหากิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ที่จริงแล้วหลังจากที่ลุงตู่ประกาศว่าจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน ซึ่งเป็นประมาณกลางเดือนตุลาคม 2564 แล้วลุงตู่จะตีเนียนทำเฉยไม่พูดอะไรเลยก็ได้ แต่ลุงตู่ก็ออกมาพูดให้เราเห็นภาพเรื่องการทยอยเปิดประเทศ ตั้งแต่การเปิด Phuket Sandbox ต้อนรับนักท่องเที่ยว และได้ผลดี ได้เงินมาเป็นหลายพันล้าน และมีพื้นที่อื่นทำตามด้วยความระมัดระวัง และเมื่อเราสามารถฉีดวัคซีนได้มากพอ เราก็จะเริ่มทยอยเปิดอีก เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ ในวันที่ลุงตู่ออกมาแถลง หลายพื้นที่น่าจะมีความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น บางคนก็ยึดติดกับฉากทัศน์เดิมๆ (Scenario Trap) ว่าตอนนี้ยังมีคนติดวันละเป็นหมื่น การฉีดวัคซีนก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ก็ไม่เถียงนะ ว่าเวลานี้ยังมีคนติดเป็นหมื่น และยังฉีดวัคซีนไม่มากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แล้วไม่คิดบ้างเลยหรือว่า เรายังมีเวลาอีก 2 สัปดาห์ที่จะลดจำนวนคนที่ติดเชื้อ และเราจะฉีดวัคซีนได้เพิ่มขึ้น เมื่อถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พื้นที่ไหนพร้อมก็เปิด พื้นที่ไหนไม่พร้อมก็ยังไม่เปิด ประชาชนที่ต้องการให้พื้นที่ของตนเองได้เปิดรับนักท่องเที่ยว ได้เปิดกิจการของธุรกิจต่างๆ ก็ต้องช่วยกันทำให้พื้นที่ของตนเองให้เป็นพื้นที่สีฟ้าที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ และเปิดธุรกิจต่างๆ ทำมาหากินได้เป็นปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;สิ่งที่ลุงตู่พูดนั้น ถ้าหากตั้งใจฟังด้วยสติและไม่มีอคติ ก็จะรู้ว่าลุงตู่พูดอะไรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของประชาชน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการผ่อนปรนให้ธุรกิจต่างๆ ทำมาหากินได้เป็นปกติ โดยเป็นการจัดการที่เน้นความสมดุลทั้งสองอย่าง เราจะรอจนกว่าการแพร่ระบาดของโควิดหมดไปแล้วค่อยมาฟื้นฟูเศรษฐกิจคงไม่ได้ เพราะถ้าหากทำเช่นนั้น ประชาชนอาจจะไม่มีใครตายด้วยโควิดอีกต่อไป แต่จะอดตายเพราะไม่มีจะกิน ดังนั้นเราจึงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตและการทำธุรกิจแบบ New normal เป็นการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท การ์ดไม่ตก รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามใจตัวเองไปทุกเรื่อง ไม่ทำสิ่งที่ทำให้ตนเองและคนอื่นที่อยู่รอบข้างกลายเป็นคนที่มีความเสี่ยงในการจะติดเชื้อโควิด บางคนก็เอามาล้อเลียนเย้ยหยันลุงตู่ว่า &amp;ldquo;เปิดพฤศจิกายน 2564 Lock down อีกครั้ง มกราคม 2565&amp;rdquo; พวกนี้ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ติดกับดักฉากทัศน์ ไม่ยอมเข้าใจว่าเรามีการฉีดวัคซีนมากขึ้น มีการเฝ้าระวังการติดเชื้อเป็น Cluster มากขึ้น มีมาตรการในการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นการจะติดเชื้อเป็นสองหมื่นกว่าจนเป็นเหตุทำให้ต้อง Lock down อีกนั้นไม่น่าจะมีอีกแล้ว ยกเว้นประชาชนประมาทและไม่ทำตามมาตรการที่ ศบค.กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ลุงตู่ไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้เพียงลำพัง เรื่องสุขภาพของประชาชน ท่านก็ปรึกษาคณะหมอที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ไวรัสวิทยา และข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจท่านก็ปรึกษานักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศไทย แต่ละคนเป็นผู้ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ และมีตำแหน่งเป็นผู้นำสภาทางด้านธุรกิจ เป็นการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ ดังนั้นใครก็ตามที่พยายามหมิ่น ประณามหยามเหยียดลุงตู่ว่าเป็นคนไม่รู้อะไรเลย และพยายามจะแย้งลุงตู่ทุกเรื่องนั้น โปรดตระหนักด้วยว่าคุณไม่ได้แย้งลุงตู่ หรือด้อยค่าลุงตู่ คุณกำลังแย้งคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข และแย้งนักธุรกิจที่เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ ก่อนจะด่าจะแย้งว่ามาตรการต่างๆ ที่ลุงตู่ประกาศออกมาใช้ไม่ได้นั้น คิดให้ดีนะ คุณกำลังดูถูกใคร เหยียดหยามใคร คงไม่ใช่ลุงตู่เพียงคนเดียวแน่ๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ลุงตู่พูดชัดเจนว่าด้านสาธารณสุขท่านปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญทางด้านสาธารณสุข มาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาก็เกิดจากการแนะนำของท่านเหล่านี้ ดังนั้นลุงตู่จึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ด้วยการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด ตอนนี้ลุงตู่และเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขได้จัดหาวัคซีนมามากเพียงพอและมีการจัดฉีดที่มีประสิทธิภาพ ฉีดได้มากขึ้นในแต่ละวัน ขอให้ประชาชนเต็มใจพากันไปฉีด การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว โดยไม่ต้องกักตัวก็มาจากคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข และเราก็ไม่ได้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศ เราจะรับนักท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงต่ำ และเมื่อเข้ามาแล้วเราก็มีมาตรการที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด เมื่อรัฐบาลมีนโยบายที่ดี เจ้าหน้าที่ทำงานได้มีประสิทธิภาพ ประชาชนให้ความร่วมมือ เราก็คงจะเปิดประเทศได้อย่างปลอดภัย ธุรกิจต่างๆ ก็จะทำมาหากินได้จนเกือบจะเป็นปกติ เพียงแต่เราไม่ประมาท การ์ดอย่าตก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;บางคนยังตั้งข้อสงสัยว่า ในเมื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้แล้วทำไมยังมี Curfew อยู่ โถๆๆๆๆ ก็เขายืดเวลาให้เป็น 5 ทุ่มแล้วไง คนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตแบบทำงานแล้วทำธุระโน่นนี่นั่น แล้วกลับบ้าน การกำหนดเวลากลับเข้าบ้านเวลา 5 ทุ่มน่าจะเพียงพอแล้ว คนที่อยู่นอกบ้านหลัง 5 ทุ่ม ส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทุกคนนะ) ก็มักจะเป็นคนที่เที่ยวกลางคืน และคนเที่ยวกลางคืนก็มักจะดื่มเหล้า แล้วอาจจะควบคุมพฤติกรรมตนเองไม่ได้ เสี่ยงกับการติดเชื้อโควิด เรื่องนี้น่าจะเข้าใจได้นะคะ.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119929</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ฟังด้วยสติ...ไม่มีอคติ...ก็คงได้ใจความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;ดร.เสรี&#039;ตบปากฝ่ายค้าน!อคติล้วนๆ ปิดประเทศก็ด่าทำมาหากินไม่ได้ พอเปิดประเทศก็ว่าจะรีบไปไหน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.64-ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย บรรณาธิการบริหาร เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. โพสต์เฟซบุ๊กหลังมีคนบางกลุ่มโจมตีการแถลงข่าวเปิดประเทศของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ว่า ไม่เปิดประเทศก็ด่าว่าจะตายกันแล้ว ทำมาหากินไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอเขาจะเปิดประเทศก็บอกว่าจะรีบเปิดไปถึงไหน เรายังไม่พร้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราจะเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เราจะเปิดร้านอาหารให้ขายเหล้าได้ ก็หาว่าโรงเรียนยังเปิดไม่ได้เลย ไม่ตามข่าวกันเลยว่าวันที่ 1 นี้เขาจะเปิดโรงเรียนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราฉีดวัคซีนได้วันละล้านเข็มก็ทำได้ เฉลี่ยวันละ 7 แสนก็ยังดูถูกว่าวันละ 3 แสนทำไม่ได้หรอก แล้วหาว่ารัฐบาลยอมให้ประชาชนเสี่ยงตายเพื่อแก้เศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขาไม่ได้เปิดประเทศแบบไร้เงื่อนไขในการการควบคุมเรื่องสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ไม่รู้ว่าคนที่รณรงค์ด้อยค่าวัคศีนจนคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมฉีดวัคซีนนั้น ทำไมตอนนี้จึงคิดเป็นห่วงสุขภาพของประชาชน กลัวรัฐบาลมีผลงานหรือไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลายฝ่ายเขาเห็นด้วนกับรัฐบาลที่เปิดประเทศ ผ่อยปรนมาตรการต่างๆให้ประชาชนทำมาหากินได้นั้น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราต้องพร้อมใจกันที่จะบริหารความเสี่ยงด้วนหลักการ smart control and living with COVID with new normal behaviors&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องเหล่านี้วิญญูชนสามารถใช้สติปัญญาเข้าใจได้ และควรจะร่วมมือกันในการต่อสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ เพื่อให้เราคนไทยทั้งประเทศจะได้รอดไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่เข้าใจว่าฝ่ายค้านบางคนจะต้องค้านมาตรการทยอยเปิดประเทศของรัฐบาลเพื่ออะไร เอาเป็นว่าจะค้านทุกเรื่องใช่ไหมจะไม่คิดแบบไร้อคติบ้างเลยหรือคะ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119589</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, ฝ่ายค้าน, เปิดประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_603870b35ee45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119255</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคนี้มันร้ายกว่าโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ตอนนี้มีโรคระบาดที่น่ากลัวกว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 แม้ว่าโรคนี้มีคนติดไม่มากเป็นพันเป็นหมื่น มีเพียงแค่หลักร้อย และโรคนี้ไม่ได้คร่าชีวิตคน แต่มันเป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศชาติ โรคที่ว่านี้เกิดกับข้าราชการบางคนที่มีตำแหน่งสูงในหน่วยงานต่างๆ นักวิชาการบางคนที่อาศัยภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการแสดงความคิดเห็น คนดังทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นนักร้องบางคน นักแสดงบางคน นักกีฬาบางคน สื่อมวลชนบางราย บุคคลที่มีชื่อเสียงในการนำเสนอข้อความบนพื้นที่ Social Media ที่เราเรียกพวกเขาว่า Yutuber บ้าง Net Idol บ้าง และที่เป็นกันมากตอนนี้ก็คือคนที่เข้าประกวดนางงามบางคน ก็ดูเหมือนจะเป็นโรคนี้กันมากทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;โรคที่ว่านี้อาจจะเรียกว่า &amp;ldquo;โรคกลัวเด็กเกลียด&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;โรคกลัวทัวร์ลง&amp;rdquo; การเป็นโรคนี้มีการแสดงออกที่อาจจะมีผลทำให้บ้านเมืองมีปัญหาด้านการพัฒนาและการดำรงรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศชาติ รวมทั้งการรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม อาการของคนที่เป็นโรคนี้สามารถเห็นได้จากการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ การเขียนบทความ การแสดงความคิดเห็น การโพสต์ข้อความใน Social Media ลักษณะของเนื้อหาที่พวกเขาสื่อสารก็คือ พวกเขาจะแสดงการยอมรับการกระทำของเด็กๆ ที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย ในลักษณะที่เราเรียกว่า &amp;ldquo;อวย&amp;rdquo; ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะทำอะไรที่ไม่เหมาะสม ไม่ดีงามอย่างไร เขาจะไม่เห็น หรือไม่พูดถึง จะป่วนเมืองอย่างไร จะใช้อาวุธอะไร จะทำร้ายเจ้าหน้าที่ จะทำลายสิ่งของ จะเผารถตำรวจ เผาป้อมตำรวจ เผาพระบรมฉายาลักษณ์ เอาธงชาติลงจากเสา เอาธงแดงหรือธงดำชักขึ้นแทน จะกล่าวข้อความเท็จด้วยถ้อยคำที่หยาบคาย จะจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ จะแสดงทัศนคติชังชาติ จะหมิ่นเจ้าพนักงานทั้งข้าราชการทางการเมือง ข้าราชการประจำ จะหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของใครต่อใคร พวกเขาจะมองไม่เห็น หรืออาจจะเห็นแต่ก็ไม่ตำหนิอะไรเลย ทั้งๆ ที่พวกเขาน่าจะมีวุฒิภาวะที่เหนือกว่าเด็กๆ ที่ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย พวกเขาไม่คิดจะตักเตือนหรือให้คำแนะนำใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ในทางตรงกันข้าม พวกเขามักจะพูดจาชมเชยเด็กๆ โดยไม่คำนึงถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่เราได้พบเห็นกัน ทั้งสิ่งที่เกิดบนท้องถนนและสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นที่ Social Media พวกเขาจะมองว่าเด็กๆ พวกนี้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และเรียกหาเสรีภาพของพวกเขาที่หายไป โดยไม่คำนึงเลยว่าการใช้เสรีภาพจะต้องมีขอบเขต จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่เราใช้ในการจัดระเบียบสังคม ไม่ว่าจะเป็นจารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี ศีลธรรม จริยธรรม คุณธรรม บรรทัดฐาน แบบแผน กฎหมายและความชอบธรรม เขาจะอ้างแต่เรื่องของสิทธิโดยไม่พิจารณาเลยว่าเด็กๆ กำลังใช้สิทธิเกินขอบเขต หรือกำลังทำสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ นอกจากนั้นแล้วพวกเขายังชมอีกว่าเด็กๆ ที่ออกมานั้นเป็นคนที่กล้าหาญ กล้าพูดความจริงที่ผู้ใหญ่บางคนไม่กล้าพูด ทั้งๆ ที่หลายอย่างที่เด็กพูดนั้นเป็นความเท็จ ขอชมเชยเด็กๆ ว่าเป็นคนที่กล้าออกมากำหนดอนาคตของตนเอง ผู้ใหญ่ (ที่พวกเขามองว่าใกล้ตายแล้ว) ต้องถอยไป ให้เด็กๆ เขากำหนดอนาคตของพวกเขาเอง คนที่ชมเด็กๆ เหล่านี้เขาเห็นการกระทำของเด็กๆ ตอนนี้ เขาไม่ตั้งคำถามบ้างเลยหรือว่า &amp;ldquo;เราจะให้เด็กๆ ที่คิดแบบนี้ มีการกระทำแบบนี้ ขึ้นมานำพาประเทศได้อย่างไร&amp;rdquo; พวกเขาน่าจะเห็นได้ว่าเด็กๆ เหล่านี้ขาดวุฒิภาวะ มีวิธีการคิดที่แปลก ตรรกะมีปัญหา แล้วพวกเขาจะมาเป็นผู้นำได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นอกจากจะชมเด็กๆ อวยเด็กแบบให้ท้ายกันสุดๆ แล้ว พวกเขายังจะต้องแสดงรสนิยมว่าพวกเขา &amp;ldquo;ชอบ&amp;rdquo; สิ่งที่ &amp;ldquo;เด็กๆ ชอบ&amp;rdquo; แม้ว่าสิ่งที่เด็กชอบนั้นไม่เหมาะสมอย่างไร พวกเขาก็จะไม่กล้าตำหนิ เพราะถ้าหากไปตำหนิสิ่งที่ &amp;ldquo;เด็กชอบ&amp;rdquo; พวกเขาก็จะถูก &amp;ldquo;เด็กเกลียด&amp;rdquo; พวกเขากลัวเรื่องนี้มาก เมื่อมีเพลงที่ไม่เหมาะสมออกมา แล้วเด็กๆ พากันนิยม พวกเขาก็จะนิยมด้วย เมื่อมีดารา นักร้องออกมาพูดจาด้อยค่าประเทศชาติ ดูถูกประเทศไทย เด็กๆ ชอบ พากัน Share และ Retweet กันจำนวนเป็นแสนเป็นล้าน พวกเขาก็จะต้องแสดงอาการว่าพวกเขาก็ชอบการแสดงความคิดเห็นที่เรียกว่าเป็นการ Call out ของเหล่าบรรดาคนดังเหล่านั้น เมื่อมีพระสงฆ์ออกมาทำ Live Streaming พูดจาด้วยลีลาที่ไม่เหมาะสม เด็กๆ พากันนิยม เข้าไปติดตามดูกันเป็นแสน มีคนที่มองว่าพระสงฆ์ไม่ควรทำเช่นนั้น พวกเขาจะแสดงความคิดเห็นไปในทางที่ตรงกันข้าม ไม่ตำหนิพระสงฆ์ แล้วยังกล่าวชมเชยพระสงฆ์อีกว่าเป็นการปรับตัวตามยุคตามสมัย เป็นการสอนธรรมะให้แก่เยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งๆ ที่ถ้าหากเอาทุกประโยค ทุกถ้อยคำมาพิจารณา เราจะพบว่า&lt;/p&gt;


	ไม่มีข้อความใดๆ ที่เป็นการสอนธรรมะ
	มีแต่การพูดจาตลกโปกฮา พร้อมทั้งการหัวเราะโดยไม่สำรวม
	มีการเชิญชวนให้โอนเงินในลักษณะเหมือนการท้าพนัน
	มีการ review ขายของด้วย
	มีการเสียดสีทางการเมือง (ด้วยข้อความที่เป็นเท็จและไม่รู้จริง)


&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ถ้าหากจะลองถามคำถามกันต่อไปว่า เด็กๆ ที่เข้าไปติดตามเป็นแสนๆ นั้น ได้เรียนรู้ธรรมะข้อใด ได้บทเรียนที่ดีงามสำหรับชีวิตบ้างหรือไม่ และเมื่อฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจอยากจะเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ และอยากจะทำสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล หลีกหนีห่างไกลอบายมุขหรือไม่ ท่านทั้งหลายคงจะตอบว่า ไม่เห็นมีบทเรียนด้านธรรมะแต่อย่างใด และเมื่อไม่มีบทเรียนทางธรรมอยู่ในการทำ Live Streaming เช่นนั้นแล้ว จะกล่าวว่านี่คือการสอนธรรมะสมัยใหม่ที่เป็นไปตามยุคตามสมัย ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้กระนั้นหรือ เมื่อมีคนตำหนิการกระทำของพระสงฆ์และรอดูว่าคนที่มีหน้าที่กำกับดูแลพฤติกรรมการกระทำของพระสงฆ์จะว่าอย่างไร เราก็พบว่าทั้งพระและฆราวาสที่มีหน้าที่กำกับดูแลการกระทำของสงฆ์ ไม่มีใครตำหนิการกระทำของพระสงฆ์เลย จนทำให้พระสงฆ์ Review ขายสินค้าแล้ว แสดงภาพยนตร์แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชัดเจนแล้วว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราบางคน ในเวลานี้เป็นโรคกลัวเด็กเกลียดอย่างมาก อาการของโรคนี้ไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวคนเป็นโรค แต่เป็นอันตรายต่อความเจริญของประเทศชาติ พวกเขาต้องกล่าวชมเชยการกระทำของเด็ก ไม่ว่าเด็กๆ จะทำอะไรก็ไม่ผิด เด็กเป็นคนฉลาด เด็กเป็นคนกล้าหาญ เด็กรู้ดีว่าเขาต้องการอะไร และผู้ใหญ่ต้องฟังเด็กพูด อย่าใช้กฎหมายจัดการกับเด็กๆ ที่ออกมาเรียกหาประชาธิปไตย พวกเขาจะต้องชอบในสิ่งที่เด็กๆ ชอบ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะดีหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ สิ่งใดเด็กว่าดี พวกเขาก็ต้องบอกว่าดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วท่านคิดว่าโรคนี้ร้ายกว่าการแพร่ระบาดของโควิดหรือเปล่าล่ะคะ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119255</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, โรคนี้มันร้ายกว่าโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สู้ด้วยข้อเท็จจริงอาจจะพอมีหวัง...แต่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;นักการเมืองบางคนที่ไม่ชอบรัฐบาล ต้องการที่จะล้มนายกรัฐมนตรีให้ได้ มีความพยายามหลายอย่าง ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ทั้งการให้คนในฝ่ายตนออกมาพูดจาให้สัมภาษณ์ เขียนข้อความลงใน Social media ทั้งแซะ แขวะ ด่าสารพัดเพื่อด้อยค่านายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังมีนายใหญ่ออกมาพูดจายกตนข่มท่าน แสดงตนว่าเป็นคนเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีทำนั้นผิดหมด ไม่มีอะไรดีทั้งนั้น และยังมีกลุ่มคนนอกสภาทำการป่วนบ้านป่วนเมือง มีทั้งที่ออกมาชุมนุม และมีทั้งที่ออกมาป่วนบ้านป่วนเมืองเกินกว่าการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เพราะมีการใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง ทำผิดกฎหมาย และล่าสุดในการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีกระแสของความพยายามที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีได้คะแนนไม่เพียงพอที่จะไปต่อ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แม้ว่าจะไม่สามารถทำอะไรกับนายกรัฐมนตรีในการยกมือไม่ไว้วางใจในสภาแล้ว ก็ยังมีความพยายามที่จะเสี้ยมให้นายกรัฐมนตรีแตกแยกกับหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐอีกด้วย แม้ว่าเวลานี้ไม่มีความชัดเจนว่าทั้งสองคนนั้นยังรักใคร่กันดีหรือว่ากินแหนงแคลงใจกันไปแล้ว ความพยายามที่จะสร้างประเด็นของความแตกแยกก็ยังคงมีต่อไป เมื่อทั้งสองท่านไปลงพื้นที่ตรวจราชการเรื่องน้ำในวันเดียวกัน แต่คนละจังหวัด ก็มีคนพยายามตอกย้ำความขัดแย้ง บอกว่าไม่ไปด้วยกันแล้ว ต่างคนต่างไป และมีการนับจำนวน ส.ส.ที่ติดตามทั้งสองท่านด้วย พวกเขาคงจะมีความสะใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าจำนวน ส.ส.ที่ไปกับนายกรัฐมนตรีมีไม่ถึง 10 คน ในขณะที่มีคนติดตามหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐมากกว่า 50 คน เป็นความพยายามที่จะสื่อว่านายกรัฐมนตรีแย่แล้ว ส.ส.พลังประชารัฐไม่เอานายกรัฐมนตรีแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ความพยายามทั้งหมดเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่เป็นผล เพราะว่านายกรัฐมนตรีท่านนิ่งมาก ไม่ให้ความสำคัญกับความพยายามเหล่านี้ ท่านตั้งหน้าตั้งตาทำงานแก้ปัญหาบ้านเมืองต่อไป แม้ว่าในการลงพื้นที่แต่ละพื้นที่จะมีกลุ่มคนไปรวมตัวกันต่อต้าน มีการกระทำที่รุนแรงและไม่เหมาะสม ท่านก็ไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจคนเหล่านั้นแต่อย่างใด เพราะว่ายังมีกลุ่มคนที่พอใจการทำงานของท่าน และให้กำลังใจท่านด้วยการตะโกนให้ท่านสู้ๆ และบอกว่า &amp;ldquo;ลุงตู่อย่าท้อ&amp;rdquo; ท่านจึงได้แสดงเจตนาของท่านอย่างชัดเจนว่าท่านจะอยู่แก้ปัญหาของชาติต่อไป ใครจะรักหรือไม่รักท่านไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งที่ท่านเห็นว่าสำคัญคือการแก้ปัญหาของประเทศชาติให้ประชาชนพ้นภัย ทั้งภัยที่เกิดจากโรคระบาด เศรษฐกิจที่ถดถอยเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งปัญหาของน้ำท่วมที่หลายจังหวัดกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ในความพยายามที่จะด้อยค่านายกรัฐมนตรีนั้น หากใครติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิดก็จะพบว่าเรายังไม่เห็นความจริงเชิงประจักษ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นการทำงานที่ผิดพลาด ไม่เอาไหน เฮงซวย และทำด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาอย่างที่ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลสร้างวาทกรรมกล่าวหานายกรัฐมนตรี ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พวกเขาพูดว่าพวกเขามีข้อมูลเด็ดที่สามารถจะคว่ำนายกรัฐมนตรีได้ ประชาชนจำนวนหนึ่งก็ใจจดใจจ่อหวังจะได้เห็นความสามารถของฝ่ายค้านที่จะหาข้อมูลที่เป็นความจริงเชิงประจักษ์มาเล่นงานนายกรัฐมนตรี เพราะว่าก่อนวันอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลทั้งในสภาและนอกสภา ต่างพากันคุยโอ่ว่ามีข้อมูลเด็ดที่นายกรัฐมนตรีจะต้องไปต่อไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;แต่แล้วในเวลาหลายวันที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคนอื่นๆ นั้น เราไม่ได้ยินเรื่องราวเชิงประจักษ์ใดๆ ที่แสดงให้เห็นความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในการทำงานของนายกรัฐมนตรี สิ่งที่เราได้ยินนั้น ส่วนใหญ่ก็คือวาทกรรมที่เต็มไปด้วยคำคุณศัพท์ (adjectives) ที่เป็นการด้อยค่านายกรัฐมนตรี และบางคนก็ใช้ข้อมูลที่ไม่จริงบ้าง บิดเบือนบ้าง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วจะล้มนายกรัฐมนตรีได้อย่างไร คำพูดที่ว่านายกรัฐมนตรีโกง แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น แม้ที่จริงแล้วคือไม่มีการโกงหรือเปล่า เพราะถ้าหากมีการโกงจริงฝ่ายค้านน่าจะหาความจริงมาตีแผ่ได้ ถ้าหากสามารถหาความจริงว่านายกรัฐมนตรีโกงอย่างไร ฝ่ายค้านย่อมจะมีแนวร่วมในการขับไล่รัฐบาลได้ แต่ที่ผ่านมามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปหลายครั้งแล้ว ก็ไม่เห็นว่ามีความจริงเชิงประจักษ์อะไรได้ นอกจากนั้นก็จะมีการบิดเบือนแบบขัดแย้งกับความเป็นจริงหลายเรื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาว่ารัฐบาลจัดการกับการแพร่ระบาดโควิดได้ไม่ดี ก็ไม่เป็นความจริง แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดที่รุนแรงในระลอกที่ 3 แต่ก็ถือว่ารัฐบาลยังมีความสามารถในการจัดการควบคุมการแพร่ระบาดได้ดีกว่าอีกหลายประเทศในโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาเรื่องการจัดซื้อวัคซีน Sinovac ที่มีทั้งการด้อยค่าคุณภาพและประสิทธิภาพของวัคซีน รวมทั้งการกล่าวหาว่ามีเงินทอนก็ไม่เป็นความจริง เพราะ Sinovac นั้นใช้ในประเทศจีนที่สามารถจัดการกับโควิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องเงินทอนก็เป็นการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; เรื่องการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนโง่นั้น มันก็สวนกับความเป็นจริงที่ท่านเคยเป็นผู้บัญชาการทหารบกมาก่อน คนเรารับราชการมาจนเป็นหมายเลขหนึ่งของหน่วยงานราชการนั้น ถ้าหากโง่จริง คงไม่สามารถมาถึงตำแหน่งดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีอยู่มา 7 ปี ไม่มีผลงานก็ไม่จริง เพราะมีความจริงเชิงประจักษ์มากมายที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมีผลงานทั้งด้าน Logistics ด้านที่อยู่อาศัยของประชาชน ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านการส่งออกและด้านการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การสร้างวาทกรรมว่านายกรัฐมนตรีเป็นนักกู้และหารายได้เข้าประเทศไม่เป็นก็ไม่เป็นความจริง เพราะเรามีรายได้จากการส่งออกและรายได้จากการท่องเที่ยวที่ทำให้ประเทศไทย ไม่ได้ขาดทุนบัญชีเดินสะพัด และมีเงินทุนสำรองในอันดับต้นๆ ของโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;middot; การกู้เงินมานั้นก็มีเหตุผลที่ชัดเจน คือกู้มาเพื่อพัฒนาประเทศตามที่มีผลงานเชิงประจักษ์มากมาย และกู้มาเพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด การรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย และกู้มาเพื่อการเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ตลอดจนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;หากฝ่ายค้านต้องการให้ประชาชนเห็นความสามารถ และมองว่าฝ่ายค้านได้ทำงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ฝ่ายค้านคงจะต้องหาข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงให้มากกว่านี้ อย่าให้ประชาชนมองว่าฝ่ายค้านไม่มีผลงานเพื่อประชาชน ตอนนี้เป็นเวลาที่เราต้องช่วยกันผ่านวิกฤตโรคระบาดให้ได้ ไม้ใช่เวลาที่จะมาเล่นการเมืองไล่นายกรัฐมนตรี ถ้าหากมีข้อมูลดีกว่านี้อาจจะพอมีหวังนะคะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118549</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, สู้ด้วยข้อเท็จจริงอาจจะพอมีหวัง...แต่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118054</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2021 07:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2021 07:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดร.เสรี&#039;อบรมพวกอ่านภาษาไทยไม่แตกโชว์โง่ นายกฯบอกสวดมนต์ไม่ให้พายุมาไม่ใช่สวดแก้น้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28 ก.ย.64- ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย บรรณาธิการบริหาร เพื่อวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. &amp;nbsp;โพสต์เฟซบุ๊กว่า คนเราที่อ่านภาษาไทยไม่แตกนี่สามารถโชว์โง่ได้นะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำว่า &amp;quot;สวดมนต์&amp;quot; ในบางบริบทมีความหมายว่า &amp;quot;ภาวนา&amp;quot; ไม่ได้แปลว่าจัดทำพิธีสวดมนต์เหมือนเวลาที่เราทำบุญในวาระต่างๆ เข้าใจภาษาไทยในบริบทต่างๆหน้อยนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯบอกว่าให้ &amp;quot;สวดมนต์&amp;quot; ไม่ให้มีพายุมาอีก หมายความว่า &amp;quot;ภาวนา&amp;quot; ว่าอย่าให้มาอีกเลย ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมที่คนเขาทำกันเวลาอยากให้อะไรเกิดขึ้น หรือไม่ให้อะไรเกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯไม่ได้บอกว่าให้ &amp;quot;สวดมนต์&amp;quot; แก้ปัญหาน้ำท่วม แต่จะต้องมีการกระทำหลายสิ่งหลายอย่างในการแก้ไขโดยหน่วยงานต่างๆและประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนเราเวลามีอคติแล้วหาเรื่องแซะ แขวะด่านี่มันโชว์โง่ได้จริงๆนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าจะไม่พูดเรื่องการเมืองแล้วเชียว แต่อดไม่ได้ ห่วงว่าจะมีคนคล้อยตามรองหัวหน้าพรรคและโฆษกพรรคที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำพูดนายกฯ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118054</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี วงษ์มณฑา, น้ำท่วม, พายุ, ภาวนา, สวดมนต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210928/image_big_61525e6d8cba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2021 21:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คิดตื้น...มองตื้นไปหรือเปล่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0cm; text-align:center&quot;&gt;นับตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ สิ่งที่เขาได้รับรู้จากข่าวสารที่ปรากฏ ทำให้หลายคนมองว่ามีความขัดแย้งกันในพรรคพลังประชารัฐแน่ๆ ลองมาร่ายเรียงกันดูว่ามีเหตุการณ์อันใดที่ทำให้สื่อมวลชนและประชาชนต่างก็พากันมั่นใจว่ามีรอยร้าวในพรรคพลังประชารัฐแน่ๆ และรอยร้าวดังกล่าวนี้ส่งผลให้สื่อมวลชนติดตามการกระทำของบุคคลที่หลายคนมองว่าเป็นต้นตอของความขัดแย้ง&lt;/p&gt;


	มีกระแสข่าวว่าจะมีการลงคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี โดยมีการอ้างเบื้องบน และมีการอ้างเรื่องการทุ่มเงิน 2,000 ล้านเพื่อแจกกล้วย
	มีการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีว่า ถ้าหากมีความพยายามที่จะโค่นท่านจริงก็ถือว่าเป็นการกระทำของคนที่ไม่ใช่สุภาพบุรุษ
	มีคนเข้า-ออกบ้านป่ารอยต่อกันหลายราย ทำให้คนคิดได้ว่าจะต้องมีการพูดคุยต่อรองกันระหว่างหัวหน้าพรรค สมาชิกพรรค และหัวหน้ารัฐบาล
	พรรคพลังประชารัฐมีการประชุมกันแม้ในวันที่จะมีการลงคะแนนเสียงว่าจะไว้ใจนายกรัฐมนตรีหรือไม่ แสดงว่ากระแสเรื่องความคิดที่จะล้มนายกรัฐมนตรีน่าจะมีอยู่จริง
	เมื่อมีการลงคะแนนเสียง นายกรัฐมนตรีได้คะแนนน้อยกว่ารัฐมนตรีที่มาจากพรรคร่วม น้อยกว่ารัฐมนตรีกระทรวง DES มากกว่ารัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเพียงคนเดียว
	หลังจากจบการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรี 2 คน ทั้ง 2 คนมีตำแหน่งสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ คนหนึ่งเป็นเลขาธิการพรรค อีกรายหนึ่งเป็นเหรัญญิกพรรค ตามกระแสข่าวบอกว่าการปลดครั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้แจ้งให้หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐทราบ ดังนั้นโอกาสที่จะมีเคืองกันบ้าง ก็น่าจะเป็นไปได้
	หลังจากถูกปลดแล้ว อดีตรัฐมนตรีบอกว่าจะกลับไปดูแลประชาชนในท้องถิ่น และตอนนี้ใจไม่อยู่แล้ว ทำให้หลายคนคาดการณ์ว่าในการประชุมพรรคพลังประชารัฐน่าจะมีการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรค แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐยังเป็นคนเดิม และให้สัมภาษณ์ว่าจะอยู่ช่วยงานหัวหน้าพรรค


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สื่อมวลชน และประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่าความสัมพันธ์ของ 3 ป. ไม่น่าจะเหมือนเดิม แต่เจ้าตัวก็บอกว่ารักกันมานาน ทำงานร่วมกันมานาน กินนอนด้วยกันมานาน ไม่มีทางที่จะแตกแยกกัน กองเชียร์นายกรัฐมนตรีก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ เมื่อติดตามข่าว และการวิเคราะห์ของสำนักข่าว และกูรูทางการเมืองทั้งหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;และแล้วก็มีเหตุการณ์มาตอกย้ำความเชื่อของคนที่มองว่า 3 ป.นั้น มีความสัมพันธ์ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะการลงไปดูแลแก้ปัญหานั้น สองคนไม่ได้ไปด้วยกัน ออกไปดูงานในวันเดียวกัน แต่ไปคนละจังหวัด เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยทำให้สื่อมวลชนและประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่า 3 ป.แตกกันแล้วแน่นอน เพราะ 2 ป.ไปทาง อีก 1 ป.ไปอีกทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เลยทำให้มีคนใช้ตัวเลขของ ส.ส.ที่ตาม 2 ป.ไปดูงานเรื่องการจัดการน้ำ โดยเอาตัวเลขของจำนวน ส.ส.ว่าติดตามนายกรัฐมนตรีไปกี่คน และติดตามหัวหน้าพรรคไปกี่คน เป็นการใช้จำนวน ส.ส.ที่ติดตามแต่ละ ป. ว่าเป็นการลองกำลังกันของ 2 ป. ความคิดดังกล่าวนี้อาจจะเป็นการมองที่ตื้นเกินไป ควรจะพิจารณาให้ถ้วนถี่กว่านี้ โดยดูจากสถานะของแต่ละ ป. แล้วก็น่าจะเข้าใจได้ว่า ส.ส.ที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีควรตามหัวหน้าพรรคมากกว่าตามนายกรัฐมนตรี&lt;/p&gt;


	นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร และไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ดังนั้นไม่ควรจะมีบทบาทในการควบคุมคนในพรรคพลังประชารัฐ ครอบงำคนในพรรคพลังประชารัฐ
	คนที่ตามนายกรัฐมนตรีน่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายบริหารด้วยกัน และ ส.ส.ในพื้นที่ร่วมกับ ส.ส.ในพื้นที่ใกล้เคียงที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่เพชรบุรี
	ถ้าหากมี ส.ส.นอกพื้นที่มากับนายกรัฐมนตรี แล้วนายกรัฐมนตรีเผลอไปสั่งงาน ส.ส.เหล่านั้นที่ไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐจะตกที่นั่งลำบาก อาจจะถูกร้องว่าปล่อยให้คนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคมาครอบงำ มาสั่งการคนในพรรคให้ทำโน่นทำนี่ กฎหมายห้ามเรื่องนี้เอาไว้ ดังนั้น ส.ส.นอกพื้นที่ก็ไม่ควรตามนายกรัฐมนตรีไปหรอกนะ
	ส.ส.ที่ตามหัวหน้าพรรคไปนั้น ถ้าหากหัวหน้าพรรคมอบหมายงาน สั่งให้ทำโน่นทำนี่ ก็จะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะหัวหน้าพรรคย่อมสามารถสั่งงานลูกพรรคได้


&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ฝ่ายค้านที่กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องมองว่า 3 ป.แตกกันแล้ว ไม่มีพลังความแข็งแกร่งแล้ว ติดตามดูนานๆ ดีกว่า อย่าเพิ่งตีปีกดีใจไป อย่าลืมว่า 3 ป. ท่านเป็นทหาร ท่านเรียนเรื่องการวางยุทธวิธีในการรบมา ท่านก็คงสามารถนำเอาความรู้เกี่ยวกับเรื่องการวางยุทธศาสตร์ในการรบมาใช้กับการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองได้ ส่วนวางแล้วจะแพ้หรือชนะ มีมิติอื่นๆ ที่จะต้องมองกัน&lt;/p&gt;


	นายกรัฐมนตรีจะเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เพื่อให้สามารถกำกับและควบคุมพฤติกรรม ส.ส.ของพรรคให้ดีกว่านี้ไหม
	นายกรัฐมนตรีจะตั้งพรรคใหม่หรือไม่ และถ้าหากนายกรัฐมนตรีตั้งพรรคใหม่ ไม่มีรายชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในนามพรรคพลังประชารัฐแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคพลังประชารัฐ อย่าลืมว่าหลายคนที่เป็น ส.ส.ในนามพรรคพลังประชารัฐอยู่ในตอนนี้ชนะได้ เพราะประชาชนต้องการให้พลเอกประยุทธ์มาเป็นรัฐมนตรีนะ 
	นายกรัฐมนตรีจะล้างมือในอ่างทองคำ แล้วกลับไปพักผ่อนอยู่บ้านอย่างมีความสุขกับครอบครัว ไม่ต้องมาทนให้คนหยาบช้าด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบๆ คายๆ อย่างเช่นทุกวันนี้ หรือว่าท่านยังเป็นห่วงปัญหาบ้านเมืองที่ยังแก้ไขไม่หมด ท่านจะต้องเดินหน้าเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ปัญหาที่น่าคิดคือ ถ้าท่านจะไปต่อ ท่านจะเข้ามาในวิธีใด อย่ามองแค่ 3 ป. แยกกัน ไปดูงานเรื่องน้ำคนละจังหวัดในวันเดียวกันว่าเป็นการแตกแยกของ 3 ป. หรือเป็นการประลองกำลังกันระหว่าง 2 ป. เขาอาจจะรวมกันอยู่ แต่ก็แยกกันทำงาน เพื่อให้ได้งานที่มากขึ้น สิ่งที่ประชาชนต้องห่วงเวลานี้คือ &amp;ldquo;จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อจะต้องลงคะแนนเสียงด้วยบัตร 2 ใบ&amp;rdquo;. 

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117825</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดตื้น...มองตื้นไปหรือเปล่า, คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089fe009ecd.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
