<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>92395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/02/2021 18:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2021 18:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดตรุษจีนกร่อยเงินหายวูบ1.27หมื่นล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ก.พ.2564 นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย และที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมและการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 64 สำรวจ ระหว่างวันที่ 25 ม.ค.-3 ก.พ.64ว่า ปีนี้มีมูลค่าการใช้จ่าย 44,939 ล้านบาทลดลง 21.85% เมื่อเทียบกับปี 63 ที่มีมูลค่าใช้จ่าย 57,639 ล้านบาท ลดลง 1.30% หรือมูลค่าหายไป 12,700 ล้านบาท ถือว่า ลดลงมากสุดเป็นประวัติการณ์ หรือลดลงต่ำสุดในรอบ 13 ปีนับตั้งแต่มีการสำรวจมาตั้งแต่ปี 52 เนื่องจากเศรษฐกิจแย่ การแพร่ระบาดของโควิด รายได้ลด ลดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูลค่าใช้จ่ายปี 63 ที่ติดลบ 1.3% จากปี 62 ก็ว่าน่าตกใจแล้ว พอมาเจอปี 64 ที่ติดลบมากถึง 21.85% หายไป 12,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 63 ยิ่งน่าตกใจมาก โดยมูลค่าการใช้จ่ายปี 64 ที่ลดลง เป็นเพราะผู้ตอบมากถึง 42.2% ตอบว่า ใช้จ่ายลดลง เพราะเศรษฐกิจแย่ลง รายได้ลดลง ลดค่าใช้จ่าย การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นหนี้เพิ่ม ของแพง ตกงาน ส่งผลให้ปริมาณการซื้อสินค้าลดลง ส่วนอีก 33.2% ใช้จ่ายไม่เปลี่ยนแปลง และมีเพียง 24.6% ที่ตอบใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เพราะราคาสินค้าแพงขึ้น รายได้-โบนัสเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจดีขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่าย ผู้ตอบ 66.8% ตอบมาจากเงินเดือน รายได้ปกติ, 19.8% เงินออม, 10% โบนัส/รายได้พิเศษ, 1.6% เงินกู้ และอีก 1.8% เป็นเงินช่วยเหลือจากภาครัฐจากมาตรการต่างๆ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ซึ่งมากกว่าปี 63 ที่มีพียง 0.1% ดังนั้น การที่ภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือ สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างในช่วงตรุษจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังสอบถามในเรื่องแต๊ะเอีย ซึ่งผู้ตอบมีทั้งมีทั้งเป็นผู้ให้ และผู้รับ โดยผู้ให้มากถึง 74.2% บอกว่า ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลกระทบปานกลางถึงน้อยต่อการให้แต๊ะเอีย และคิดว่า จะให้เงินแต๊ะเอียไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 63 มีเพียง 25.8% ที่ตอบว่า เศรษฐกิจปัจจุบันมีผลต่อการให้แต๊ะเอีย และจะให้เงินแต๊ะเอียลดลง ส่วนกรณีเป็นผู้รับ ส่วนใหญ่คาดว่าจะได้รับเงินแต๊ะเอีย และจำนวนเงินไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า บรรยากาศตรุษจีปีนี้กร่อย เพราะประชาชนใช้จ่ายลดลงมากถึง 12,700 ล้านบาท ลดลงมากที่สุดรอบ 13 ปี เพราะเศรษฐกิจไม่ดี การแพร่ระบาดของโควิด รายได้ลด ดังนั้น จะเห็นได้ว่า โควิดมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายของประชาชนทุกเทศกาล ทำให้เห็นว่า เศรษฐกิจอยู่ในช่วงซึมลึก แต่เชื่อว่า การใช้จ่ายน่าจะเริ่มดีขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.นี้ มีรัฐเริ่มอัดฉีดเงินเข้าระบบจากมาตรการเราชนะ เรารักกันแต่ยังไม่มีผลชดเชยรายได้ที่หายไปจากช่วงตรุษจีนที่ 12,000 ล้านบาทได้ คงต้องรอดูมาตรการกระตุ้นของรัฐในระยะต่อไปว่าจะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มูลค่าใช้จ่ายช่วงตรุษจีนที่หายไป 12,000 ล้านบาท มีผลทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หายไป 0.05-0.07% แต่ถ้ารัฐอัดฉีดเงินเราชนะ เรารักกันเข้ามาในช่วงปลายเดือนนี้ จะมีผลกระตุ้นการใช้จ่ายได้ คาดว่า เศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป และถ้ารัฐยังมีมาตรการกระตุ้นออกมาต่อเนื่อง รวมถึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาได้บ้าง 4-6 ล้านคน น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้ประมาณ 3% แต่ถ้ายังไม่มีเข้ามาเลยก็อาจโตต่ำกว่า 3% ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92395</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, ตรุษจีน, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df8e588012f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68455</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นทรุดหนักจี้เร่งกระตุ้นศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หอการค้าไทยเผยดัชนีความเชื่อมั่น พ.ค.ทรุดหนักแตะ 31.3 จากความกังวลจีดีพีไตรมาส &amp;nbsp;1 หดตัว-การระบาดของไวรัสโควิด-เศรษฐกิจโลกชะลอตัว หวั่นหาก ศก.ฟื้นไม่ได้ภายใน มิ.ย.-ก.ค.63 &amp;nbsp;จีดีพีอาจทรุดถึงติดลบ 8.8% จี้รัฐกระตุ้น ศก.ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เร่งปลดล็อกการเดินทางท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นของการค้าไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2563 พบว่า ดัชนีมีการปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 31.3 ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลของผู้ประกอบการ หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 1 ว่าติดลบร้อยละ 1.8 ส่งผลทำให้การบริโภคภาคเอกชน &amp;nbsp;การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนลดลง และคาดว่าทั้งปีเศรษฐกิจจะติดลบร้อยละ 6 ถึงติดลบร้อยละ 5 &amp;nbsp;จากเดิมที่เคยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ร้อยละ 1.5-2.5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเศรษฐกิจของประเทศเวลานี้ยังคงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หากไม่สามารถฟื้นตัวได้ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคมนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะทรุดตัวซึมลึกมากขึ้น อาจติดลบได้ถึงร้อยละ 8.8 มองว่าการผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเวลานี้ มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้มากที่สุด เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงไม่มั่นใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเข้าถึงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan ที่ต้องมีเงื่อนไขที่ผ่อนปรน รวมถึงการใช้เม็ดเงินจากพระราชกำหนด 5 แสนล้านบาท เพื่อชดเชยเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจที่หายไป เวลานี้หอการค้าไทยยังคงประมาณการจีดีพีไว้ที่ติดลบมากสุดร้อยละ 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีความวิตกกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 ส่งผลทำให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการดำเนินธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยรัฐบาลมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกิจการบางประเภทยังคงต้องปิดกิจการ ทำให้จำนวนคนว่างงานยังมีอยู่ สถานการณ์พืชผลทางการเกษตรยังคงทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจากโควิด-19&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวถึงแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหาทางภาคธุรกิจว่า การปลดล็อกการเดินทางภายในประเทศและการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวจะสามารถทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น รวมถึงการเร่งมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้สามารถกลับมาดำเนินกิจการได้ &amp;nbsp;จะส่งผลต่อเนื่องกับเศรษฐกิจในภาพรวม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ ที่ปรึกษาประจำสภามหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยจากกลุ่มตัวอย่างสมาชิกหอการค้าไทยทุกภูมิภาคทั่วประเทศ 364 ตัวอย่าง เดือนพฤษภาคม 2563 พบว่าปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 31.3 เนื่องจากตัวชี้วัดทุกด้านทั้งการบริโภค &amp;nbsp;การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และการค้าชายแดน ภาคบริการ &amp;nbsp;และการจ้างงาน มีการปรับตัวลดลงทุกภูมิภาค ที่มีการปรับลดต่ำกว่าค่ากลางที่ 50 และอยู่ในโซนสีแดง ต่ำกว่าระดับ 40 โดยเฉพาะภาคใต้ที่ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่ในระดับต่ำที่สุดเพียง 28.4 เนื่องจากได้รับผลกระทบโดยตรงจากการท่องเที่ยว รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรสำคัญในพื้นที่ตกต่ำทั้งยางพาราและปาล์มน้ำมัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกหอการค้าไทยทั่วประเทศเดือนพฤษภาคม 2563 แม้มีการคลายล็อกให้กิจการห้างร้านต่างๆ เริ่มกลับมาทำธุรกิจได้แล้ว แต่ยังมีหลายธุรกิจที่ยังขาดรายได้ ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีความเชื่อมั่น และอยากให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกการเดินทางท่องเที่ยวและช่วยเหลือภาคธุรกิจให้กลับมาดำเนินการได้โดยเร็ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงเริ่มคลายล็อกการท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศเอเชียที่สถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายแล้ว เร่งช่วยเหลือภาคธุรกิจให้กลับมาดำเนินธุรกิจได้ ช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง และพิจารณาการเปิดด่านสำหรับค้าขายสินค้าตามแนวชายแดนอย่างเต็มรูปแบบให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นได้เต็มที่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68455</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, ธนวรรธน์ พลวิชัย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22fe0b49d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26871</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้งเงินสะพัด8หมื่นล. 10ธุรกิจรับอานิสงส์ดันจีดีพี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หอการค้าไทยคาดเงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง 8 หมื่นล้าน 10 ธุรกิจรับอานิสงส์ ดันจีดีพีขยับ 0.3% ชี้ถ้าได้รัฐบาลมีเสถียรภาพเชื่อเศรษฐกิจโตถึง 4.2% เอกชนประสานเสียงอยากเห็นเลือกตั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 มกราคม นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวในงานสัมมนา &amp;quot;เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง&amp;quot; จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ปี 2562 จะมีจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ก็คือมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพื่อให้นโยบายและแผนงานต่างๆ เดินหน้า แต่ขณะเดียวกัน ต้องติดตามสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโลกด้วย &amp;nbsp;ซึ่งหากดูภาวะเศรษฐกิจไทยทางศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ หอการค้าไทยได้ประเมินไว้ว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 4 โดยในช่วงไตรมาสแรกอาจชะลอตัวเล็กน้อย แต่ยังเชื่อว่าหากการเลือกตั้งออกมาอย่างไร โดยการลงทุนของภาครัฐและเอกชนเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทางศูนย์ประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งในระดับประเทศและเลือกตั้งท้องถิ่นได้มากกว่า 80,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสะพัดที่นำไปใช้ในการเลือกตั้งใหญ่กว่า 50,000 ล้านบาท ที่จะแบ่งเป็นการนำไปใช้ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านกระตุ้นยอดค้าปลีก และอื่นๆ โดยอีก 30,000 ล้านบาท จะเป็นเงินสะพัดจากการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น โดยเงินสะพัดในการเลือกตั้งครั้งนี้จะดันยอดจีดีพีของไทยได้ถึงร้อยละ 0.3
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้ง ได้แก่ ธุรกิจการพิมพ์และการโฆษณา, การค้าส่งค้าปลีก, การจำหน่ายน้ำมัน, การผลิตกระดาษ, ภัตตาคารและร้านอาหาร, การผลิตน้ำมันปิโตรเลียม, การบริการทางด้านธุรกิจ, โรงแรมและที่พัก, การผลิตไฟฟ้า และการผลิตรถยนต์/รถจักรยานยนต์&amp;quot; นางเสาวณีย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองนั้น ต้องไปดูว่าหลังการเลือกตั้งแล้วการเมืองจะมีเสถียรภาพมากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากเป็นไปในทิศทางที่ดี จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 2562 ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 4.2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งของไทยในครั้งนี้ถือว่าสำคัญอย่างมาก มีความคาดหวังในภาคธุรกิจอย่างสูง ที่อยากจะให้มีการเลือกตั้ง และทุกฝ่ายรับทราบว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาจะเป็นรัฐบาลผสม และอยากเห็นแผนหรือนโยบายต่างๆ ให้เป็นนโยบายที่ต่อเนื่อง เพราะขณะนี้ความคาดหวังต่อระบบเศรษฐกิจไทย อยู่ที่แผนการลงทุนของภาคเอกชนแบบระยะยาวที่จะสร้างความมั่นใจ และพร้อมที่จะจัดทำแผนลงทุนได้ ดังนั้น หากไม่มีการเลือกตั้ง ยิ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจมีปัญหาได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีเรื่องของปัจจัยภายนอก เนื่องจากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการพึ่งพาเศรษฐกิจจากนอกประเทศมาก อย่างไรก็ตาม ปีนี้ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ดูได้จากตัวเลขการว่างงานที่อยู่ในระดับต่ำ การบริโภคที่ยังเติบโตได้ดี ขณะที่เศรษฐกิจจีนเชื่อว่าในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 6 ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจจีนและสหรัฐยังเติบโตได้ดี เชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจโลกจะยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งออกทางเรือแห่งประเทศไทย ( สรท.) กล่าวว่า ภาคการส่งออกคาดหวังว่าไทยจะมีการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีรัฐบาลแล้วภาคเอกชนอยากเห็นรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะอยากให้มีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ และกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อภาคการส่งออก และอยากให้ประเทศไทยเข้าไปอยู่ในกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ด้วย ที่ต้องฝากรัฐบาลชุดใหม่ รวมทั้งการดูแลค่าเงินบาทไม่ควรที่จะแข็งค่ากว่ากลุ่มอาเซียนด้วยกัน ซึ่งไทยค่าเงินบาทแข็งกว่าประเทศเพื่อนบ้านมากกว่าร้อยละ 10 ถือว่าแข็งค่ามากเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจค้าปลีกไทยอยากเห็นการเลือกตั้ง เพราะหลายประเทศกำลังจับตาประเทศไทยอยู่ โดยเฉพาะภาคธุรกิจค้าปลีกที่หลายประเทศอยากเข้ามาลงทุนค้าปลีกในประเทศไทย และสิ่งสำคัญอยากให้รัฐบาลใหม่มีท่าทีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของโครงสร้างภาษีต่างๆ ที่ไทยยังมีอัตราสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากโครงสร้างภาษีไทยมีการปรับลดลง เชื่อว่าจะอำนวยความสะดวกให้หลายประเทศเข้ามาลงทุน และเป็นการกระตุ้นการค้าและการท่องเที่ยวของไทยสูงขึ้น เม็ดเงินจะไหลเข้าประเทศได้อีกจำนวนมหาศาล.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26871</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์, ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, วรวุฒิ อุ่นใจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190117/image_big_5c408ef5b00cd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>24714</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รอการเมืองรุ่นใหม่สู้โกง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การต่อต้านคอร์รัปชันและภาคีภาคประชาชนคลอด &amp;ldquo;โพลก่อนเลือกตั้ง 62&amp;rdquo; พบเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาอันดับ 1 จี้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยกปัญหาทุจริตในระบบราชการบ่อนทำลายการทำงานของรัฐบาล ฝากความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ต้านคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วันที่ 20 ธันวาคม องค์การต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มูลนิธิเพื่อคนไทย และภาคีภาคประชาชน 17 องค์กร จัดแถลงข่าว &amp;ldquo;ผลโพลต้านโกง รับเลือกตั้ง 2562&amp;rdquo; จากโครงการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2562 เพื่อให้พรรคการเมืองนำข้อเสนอของประชาชนจากผลโพลไปพัฒนาเป็นนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), นายวิเชียร พงศธร ประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อคนไทย, นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโส มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ร่วมแถลงข่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์กล่าวว่า เราทำการสำรวจภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;ความเห็นของประชาชนต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมือง&amp;rdquo; จากประชาชนทั่วประเทศ ทั้งเขตเมืองใหญ่และเขตชนบท ในทุกระดับการศึกษา ทั้งกลุ่มที่เคยมีประสบการณ์การเลือกตั้ง และกำลังจะเลือกตั้งครั้งแรก จากทั้งหมด 3054 กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.นโยบายของพรรคการเมืองควรจะเป็นอย่างไร 28% ต้องการอยากให้เป็นนโยบายที่ตรวจสอบได้, 26% ใช้งบให้คุ้มค่า, 23% ควรปฏิบัติได้จริง, 23% ขอให้เกิดเป็นรูปธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.พรรคการเมืองควรประกาศนโยบายแบบไหน พบว่า 42% ต้องการนโยบายที่มีรายละเอียด, 33% ต้องการนโยบายที่สามารถตรวจสอบได้จริง, 24% ต้องการนโยบายกว้างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องแก้ไขมากที่สุด พบว่า 19% ระบุว่าเป็นเรื่องเศรษฐกิจ, 17% ระบุว่าเป็นเรื่องการศึกษา และ 16% ระบุว่าเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ปัญหา &amp;quot;คอร์รัปชัน&amp;rdquo; 3 ลำดับแรกที่ส่งผลเสียและต้องการให้รัฐบาลเร่งจัดการปัญหาคอร์รัปชัน พบว่า 21% ระบุว่าปัญหาทุจริตในระบบราชการ, 17% ระบุว่าปัญหากระบวนการยุติธรรม, 13% ระบุว่าเงินบริจาคในสถาบันศาสนา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ปัญหา &amp;ldquo;คอร์รัปชัน&amp;rdquo; 3 อันดับแรกที่รัฐบาลต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน พบว่า 19% ระบุว่าเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ส่งผลกระทบกับประชาชนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์, 16% ระบุว่ากำหนดกระบวนการป้องกันทุจริตเชิงรุกในหน่วยงาน, 15% ระบุว่าควบคุม จัดการ สมาชิกรัฐบาลและสมาชิกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;6.พรรคการเมืองควรมีข้อกำหนดหรือแนวปฏิบัติอะไรเพื่อสนับสนุนให้เกิดการต่อต้านคอร์รัปชัน พบว่า 26% ระบุว่าแสดงข้อมูลการทำงานให้ตรจสอบได้ทุกกรณี, 17.9% ระบุว่าหากพบการทุจริตของนักการเมืองในพรรคต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด, 10.6% ระบุว่าเสริมสร้างจิตสำนึกในการทำงานที่ดีต่อชาติบ้านเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;7.มีความหวังกับนักการเมืองรุ่นใหม่ต่อการแก้ปัญหาคอร์รัปชันหรือไม่ พบว่า 70% ระบุว่ามี, 30% ระบุว่าไม่มี สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า &amp;ldquo;มี&amp;rdquo; นั้น ต้องการเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่มีลักษณะดังนี้ 38% ระบุว่าเป็นตัวของตัวเองสูง มีความคิดและมุมมองใหม่, 25% ระบุว่า มีมุมมองแก้ปัญหาคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ, 18% ระบุว่ายังไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของนักการเมืองรุ่นเก่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกลุ่มที่ตอบว่า &amp;ldquo;ไม่มี&amp;rdquo; พบว่า 52% ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังกับการทำงานของนักการเมืองอยู่แล้วเพราะเชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อประชาชน, 15% ระบุว่าการตรวจสอบไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อีก 15% ระบุว่ารอดูผลงานเพราะยังไม่เห็นความสามารถของนักการเมืองรุ่นใหม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประมนต์กล่าวว่า ที่ผ่านมา ช่วงก่อนการเลือกตั้ง พรรคการเมืองหลายพรรคจะออกนโยบายเกี่ยวกับการต่อต้านคอร์รัปชัน แต่เป็นนโยบายลักษณะนามธรรม จับต้องไม่ได้แต่อย่างใด ซึ่งเราหวังว่าผลจากการสำรวจนี้จะสามารถสะท้อนไปถึงพรรคการเมืองให้ผลักดันนโยบายออกมาเป็นรูปธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิเชียรกล่าวว่า ขั้นตอนต่อไป เราจะจัดส่งโพลดังกล่าวไปยังภาคการเมือง เพื่อให้รับทราบว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญ และอยากเห็นพรรคการเมืองนำไปดำเนินการต่อไป อีกทั้งในอนาคต ในทางปฏิบัติเราจะเปิดเวทีในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ภาคการเมืองได้รับทราบอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ได้แยกว่าพรรคไหนเป็นพรรคไหน ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 เดือนนี้ ตนหวังว่าจะได้นับการตอบสนองในเชิงนโยบายจากพรรคการเมือง จากนั้นภายหลังการเลือกตั้ง ประชาชนจะสามารถติดตามผลการดำเนินการต่อ ไม่ว่าพรรคนั้นจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ทั้งนี้ ประชาชนเองมีหน้าที่ติดตาม คอยเตือนให้พรรคการเมือง ทำตามที่สัญญาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับ 3 อันดับปัญหาคอร์รัปชันที่ควรแก้อย่างเร่งด่วน พบว่า 19% ระบุว่า การเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, 16% ระบุว่าป้องกันการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานรัฐ, 15% ระบุว่า ควบคุม จัดการ สมาชิกรัฐบาลและสมาชิกพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24714</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, วิเชียร พงศธร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181220/image_big_5c1ba483a3c4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2018 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยดีขึ้น ชี้คนมีจิตสำนึกดีที่สุดในรอบ 8ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยเดือนมิ.ย.61 อยู่ที่ 55 เพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือนธ.ค.60 ชี้ดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกอยู่ที่ 64 ปรับดีต่อเนื่องและสูงสุดรอบ 8 ปี เหตุได้อานิสงส์จากการปราบปรามทุจริตเงินทอนวัด อาหารกลางเด็ก ขณะที่จ่ายเงินใต้โต๊ะลดลงเหลือ 20-25% ของงบประมาณ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) ที่สำรวจเดือนมิ.ย.61 จากกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม รวม 2,400 ตัวอย่าง ทั้งประชาชน, ผู้ประกอบการ/ภาคเอกชน และข้าราชการ/ภาครัฐ ว่า ค่าดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยอยู่ที่ 55 ดีขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนในเดือนธ.ค.60 ที่อยู่ระดับ 52 ส่วนดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยในปัจจุบัน อยู่ที่ 54 เพิ่มขึ้นจาก 51 ในการสำรวจครั้งก่อน และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์คอร์รัปชันไทย อยู่ที่ 57 เพิ่มขึ้นจาก 53&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีปัญหาและความรุนแรงของการคอร์รัปชัน อยู่ที่ 48 แม้ว่าจะดีขึ้นจากครั้งก่อนที่อยู่42 แต่ยังต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าประชาชนยังคงมีความกังวลอยู่ แต่หวังว่าสถานการณ์ความรุนแรงจะคลี่คลายลงในปีหน้า, ดัชนีการป้องกันการคอร์รัปชัน อยู่ที่ 54 เพิ่มขึ้นจาก 53, ดัชนีการปราบปรามการคอร์รัปชัน อยู่ที่ 55 เท่ากับการสำรวจครั้งก่อน และดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึกอยู่ที่ 64 ดีขึ้น 4 ปีติดต่อกัน และยังเป็นค่าดัชนีสูงสุดในรอบ 8 ปี นับตั้งแต่ทำการสำรวจในปี 53&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;สาเหตุของการคอร์รัปชัน ส่วนใหญ่เกิดจากความล่าช้า/ความยุ่งยากในขั้นตอนการดำเนินงานของราชการ, กฎหมายเปิดช่องเอื้อต่อการทุจริต และความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย โดยรูปแบบที่พบในการทุจริตส่วนใหญ่เป็นการให้สินบน การทุจริตเชิงนโยบาย และการใช้ตำแหน่งทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเห็นด้วยหรือไม่ว่าการทุจริตเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับตัวเองโดยตรง ผู้ตอบส่วนใหญ่ถึง 99% ตอบไม่เห็นด้วย ขณะที่เมื่อถามว่า การที่รัฐบาลทุจริตแต่มีผลวานและทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้ ผู้ตอบส่วนใหญ่ถึง 99% นอกจากนี้ เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ว่า การให้สินน้ำใจ (เงินพิเศษ) เล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย ผู้ตอบ 98% ตอบไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ส่วนความสามารถที่คนไทยจะทานทนต่อการทุจริต การสำรวจครั้งนี้ได้ 1.87 คะแนน จากเต็ม 10 หมายความว่า คนไทยเกลียดการทุจริต และแทบจะรับไม่ได้ ซึ่งคะแนนเข้าใกล้ 0 (เกลียดการทุจริต และ 10 คะแนน ทนต่อการทุจริตได้) จากครั้งก่อนที่ได้ 2.03 คะแนน และคนไทยยินดีมีส่วนร่วมป้องกันปัญหา และต่อต้านการทุจริตมากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคะแนนดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยในปี 60 อยู่ที่ 37 คะแนน จาก 35คะแนน ในปี 59 โดยอยู่ในอันดับที่ 96 จาก 180 ประเทศทั่วโลก และอันดับ 17 ในเอเชีย โดยดีขึ้นจากปี 59 ที่อยู่อันดับ 101 ของโลก และอันดับ 19 ของเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ดัชนีคอร์รัปชันภาพรวมดีขึ้นจากปีก่อน เพราะทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหา หลังจากนี้ หากมีการทุจริตเกิดขึ้นอีก แล้วรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข อาจทำให้ภาพลักษณ์และดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยลดลงได้ โดยค่าดัชนีที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่ได้อานิสงส์จากภาพการปราบปรามทุจริตเงินทอนวัด กองทุนพัฒนาเสมาชีวิต โครงการเงินสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง เงินอาหารกลางวันเด็ก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เปอร์เซ็นต์การจ่ายสินบนใต้โต๊ะในโครงการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐ มีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน ที่มีการจ่ายในระดับ 25-35% ของวงเงินงบประมาณ แต่จากข้อมูลเบื้องต้นที่เก็บได้ พบว่า ส่วนใหญ่มีสัดส่วนการจ่ายสินบนใต้โต๊ะอยู่ที่ 20-25% ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาการทุจริต และการจ่ายสินบนใต้โต๊ะของประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15581</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ่ายสินบนใต้โต๊ะ, ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI), มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, สถานการณ์คอร์รัปชันไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180817/image_big_5b763237a3a48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15564</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2026 08:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เมื่อมหาวิทยาลัย  แห่ปิดหลักสูตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกวันก่อนว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มจะปิดคณะเศรษฐศาสตร์ เพราะจำนวนนักศึกษาลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ยังเปิดสอนสาขาเศรษฐศาสตร์ก็มีเด็กนักศึกษาสมัครเข้าเรียนลดลงปีละ 20-40% เหตุผลคือเด็กที่จบจากคณะนี้หางานยากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุที่หางานยากขึ้น เพราะนายจ้างต้องการความรู้ความสามารถเฉพาะด้านมากกว่า เช่น ธนาคารก็จะเน้นสาขาบัญชีหรือการเงินการธนาคาร เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจอปัญหาอย่างนี้ มหาวิทยาลัยเอกชนก็ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน เช่น ลดค่าเล่าเรียนลง 20-30% และปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กให้มากที่สุด เช่น สาขาด้านอี-คอมเมิร์ซ และโลจิสติกส์ รวมถึงหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการยุคใหม่ หรือ startups&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางสถาบันก็เพิ่มวิชาเกมและอีสปอร์ทส์ เพราะมีตำแหน่งงานว่างมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เสาวณีย์ บอกว่า เด็กยุคนี้เปลี่ยนวิธีคิด ไม่ต้องการเป็นลูกจ้าง แต่มุ่งจะเรียนหนังสือเพื่อเป็นผู้ประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้เด็กไม่ค่อยอยากเรียนสาขาที่เป็นศาสตร์ แม้ว่าหลายๆ สาขาจะเคยได้รับความนิยมในอดีต โดยเฉพาะนิเทศศาสตร์ แต่ปัจจุบันสื่อต่างๆ ค่อนข้างจะซบเซามาก แม้จะมีผู้ประกอบการเปิดกิจการจำนวนมากก็ตาม เรื่องอี-คอมเมิร์ซค่อนข้างจะมาแรง สอดคล้องกับการขยายตัวของธุรกิจออนไลน์หรือดิจิตอลและสตาร์ทอัพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล....&amp;rdquo; อธิการบดี ม.หอการค้าบอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อวิเคราะห์นี้ไม่ควรจะสร้างความแปลกใจให้กับคนในแวดวงต่างๆ เพราะ &amp;ldquo;ความป่วน&amp;rdquo; หรือ disruption ที่เกิดอยู่ขณะนี้เริ่มจะส่งสัญญาณมาหลายปีแล้ว แต่การปรับตัวของสถาบันการศึกษา รวมถึงผู้บริหารและอาจารย์ช้ากว่าอัตราความเร่งของความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งเมื่อฝ่ายรัฐไม่สามารถปรับแก้กฎกติกาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็ยิ่งทำให้วงการศึกษาตกอยู่ในภาวะวิกฤติที่หนักหน่วงอย่างที่เห็นกัน&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์เสาวณีย์บอกว่า การปรับหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสมัยก่อนทำกันประมาณ 5 ปีต่อครั้งก็ถือว่าเร็วแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่วันนี้หลักสูตรอาจต้องปรับต้องเปลี่ยนกันทุกเทอมด้วยซ้ำไป จึงจะทันกับความต้องการของตลาด&amp;rdquo; อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าบอก&amp;nbsp;


สล็อตออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมสงสัยว่าหากมหาวิทยาลัยต้องปรับหลักสูตรกันเทอมต่อเทอม กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะ สกอ.ที่กำกับดูแลและประเมินคุณภาพการเรียนการสอนของสถาบันศึกษานั้นเข้าใจความเร่งด่วนและความรุนแรงของปัญหาหรือไม่อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบคือ ข้าราชการก็ยังคิดและทำอย่างข้าราชการยุค 1.0&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าราชการที่เห็นความจำเป็นที่จะต้องปรับต้องเปลี่ยนก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะกฎระเบียบยังไม่ได้รับการแก้ไข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนข้าราชการเช้าชามเย็นชามก็ยังถูลู่ถูกังกันต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจะกินเงินเดือนเปลืองภาษีประชาชนแล้ว ก็ยังเข้าลักษณะ &amp;ldquo;มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ&amp;rdquo; จนกลายเป็นอุปสรรคอย่างใหญ่หลวงต่อการยกเครื่องให้ทันกับคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เลือกเล็กเลือกใหญ่ ไม่เลือกเอกชนหรือรัฐแต่ประการใดทั้งสิ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาวันนี้เข้าใจความจำเป็นที่จะต้องสลัดความล้าสมัยทิ้ง และกระโจนเข้าสู่สิ่งแวดล้อมใหม่ๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ท่านทั้งหลายก็ถูกกฎเกณฑ์กติกาเดิมๆ จำกัดความเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อย แม้จะพยายามขยับในหลายๆ ทาง แต่ดูเหมือนจะต้องฟาดฟันกับระบบราชการเก่าๆ อย่างหนักหน่วงเกินคาด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความจำเป็นที่จะต้อง &amp;ldquo;ทำลายอย่างสร้างสรรค์&amp;rdquo; หรือ creative destruction มีอยู่ในหลายๆ กลไก นั่นย่อมหมายถึงการระดมสรรพกำลังของคนที่พร้อมจะลุย พร้อมจะเสี่ยง และพร้อมจะรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เพื่อก้าวเข้าสู่โหมดการทำงานยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมพูดคุยกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาหลายแห่งแล้วก็พบว่า หลายท่านเข้าใจถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเดินหน้าทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อตั้งรับกับ disruption แม้จะเหนื่อยยากและต้องเผชิญกับอุปสรรคหนักหน่วงเพียงใดก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องเจอกับแรงต่อต้านจากอาจารย์เองที่ไม่ยอมปรับ ไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมเข้าใจความร้อนแรงของนวัตกรรมใหม่ต่อการศึกษา แม้มาถึงจุดที่ผู้บริหารบางคนต้องบอกกับอาจารย์ตรงๆ ว่าหากไม่ปรับไม่แก้ อีกหน่อยก็ไม่มีนักเรียนนักศึกษาให้สอน&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเด็กสามารถหาความรู้และข้อมูลได้เองจากแหล่งออนไลน์ต่างๆ อาจารย์ที่ไม่ปรับบทบาทของตัวเองจากการเป็นผู้สอนมาเป็น &amp;ldquo;โค้ช&amp;rdquo; ก็จะต้องตกงานอย่างไม่ต้องสงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนมหาวิทยาลัยเอกชนและรัฐจากนี้ไปอีก 3-5 ปี จะลดลงไปเรื่อยๆ และท้ายที่สุดผู้อยู่รอดอาจจะไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เป็นผู้ที่สามารถปรับตัวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา!.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15564</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, เมื่อมหาวิทยาลัย  แห่ปิดหลักสูตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
