<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>98112</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2021 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;WHO-SEARO ชื่นชมคนไทย-สสส.ต้นแบบร่วมสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก &amp;ldquo;รางวัลเนลสัน แมนเดลา&amp;rdquo; ครั้งแรกของไทยมีสถานะสมเกียรติ ยกให้เป็น &amp;ldquo;ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก คนไทยทั้งชาติภาคภูมิใจรางวัลเกียรติยศ พร้อมกระตุ้นนานาชาติก่อตั้ง &amp;ldquo;กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; ขยายสาขาให้มากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;ดร.สุวจี กู๊ด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุวจี กู๊ด ที่ปรึกษาระดับภูมิภาคด้านการสร้างเสริมสุขภาพและปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก หรือ WHO South-East Asia / World Health Organization : WHO-SEARO กล่าวแสดงความยินดีผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว suvajee ว่า ขอแสดงความยินดีกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลา ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ประจำปี 2564 หรือ Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ซึ่งประกาศในการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 วันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพ รางวัลนี้คู่ควรกับ สสส.เป็นอย่างยิ่ง รวมถึงยินดีกับคนไทยทุกคนที่มีส่วนร่วมในการส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ทำให้ฝันของการก่อตั้ง สสส.มีผลสัมฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกและเป็นต้นแบบการทำงานให้หลายๆ ประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ สสส.ภาคีเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เครือข่ายชุมชนสุขภาพดี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และบุคลากรทางสุขภาพทั้งหมด ที่ให้คุณค่าต่องานสร้างเสริมสุขภาพและการจัดการปัจจัยกำหนดสุขภาพต่างๆ ทำให้งานส่งเสริมสุขภาพของไทยเป็นที่ยอมรับระดับโลก แม้ตนเองจะเป็นคนไทยคนเดียวที่เหลืออยู่ในองค์การอนามัยโลกที่ทำงานด้านนี้ ก็จะขอผลักดันต่อไป และขยายผลดีๆ จากเมืองไทยไปสู่นานาชาติ&amp;rdquo; ดร.สุวจีระบุ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมืองไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ อสม.หมอประจำบ้าน ทำงานช่วยลดโรคและปัญหาสุขภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนพึ่งพาตนเองได้ ลดความแออัดของโรงพยาบาล ในเมืองไทยมี อสม. 1,040,000 คน เป็นตัวแทนประชาชนผู้มีจิตอาสา เสียสละ เข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพตนเอง ครอบครัวและชุมชน ทำหน้าที่เป็นแนวร่วมสนับสนุนกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมสุขภาพ เฝ้าระวังป้องกันและคัดกรองภาวะสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ และอดีตเลขาธิการเครือข่ายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพนานาชาติ (เครือข่าย สสส.โลก) ปี 2554-2556 กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ สสส.และผลงานสร้างเสริมสุขภาพที่สั่งสมมาตลอดเกือบ 20 ปี ทำให้องค์การอนามัยโลกภาคพื้นต่างๆ เห็นถึงความสำคัญของการมีองค์กรสร้างเสริมสุขภาพ จึงมุ่งสนับสนุนและผลักดันให้ประเทศสมาชิกก่อตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ตามอย่าง สสส.ไทย โดยให้ สสส.ไทยและหน่วยงานสุขภาพของไทย เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการก่อตั้งองค์กร ให้คำแนะนำในการกำหนดหลักเกณฑ์การทำงาน และแบ่งปันประสบการณ์การทำงานที่สำคัญ เช่น มาตรการทางภาษี กฎหมายคุ้มครองสุขภาพจากบุหรี่ การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา การสร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ ความปลอดภัยทางถนน ขณะนี้มีประเทศที่สามารถก่อตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพสำเร็จจากความช่วยเหลือของ สสส.ไทยแล้วคือ มาเลเซีย ตองกา มองโกเลีย เกาหลีใต้ เวียดนาม และ สปป.ลาว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สสส.อยู่ในความสนใจของแวดวงสุขภาพทั่วโลกมาโดยตลอดตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา การได้รับรางวัลเนลสันแมนเดลาจากองค์การอนามัยโลก ในฐานะผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ได้รับรางวัล ที่สำคัญไม่ใช่แค่ความภาคภูมิใจของ สสส. แต่เป็นรางวัลเกียรติยศของคนทั้งประเทศ ที่ร่วมกันสนับสนุนงานสร้างเสริมสุขภาพให้แตกหน่อ ออกผลกระจายทั่วประเทศ ลงลึกถึงระดับชุมชนท้องถิ่นให้มีโอกาสเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งผลความสำเร็จของการทำงานของ สสส.จะส่งแรงกระเพื่อมไปถึงระดับนานาชาติ สนับสนุนให้ประเทศต่างๆ ผลักดันให้เกิดกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพได้มากประเทศขึ้น&amp;rdquo; อดีตเลขาธิการเครือข่าย สสส.โลก กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สสส.คว้ารางวัลองค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโล &amp;ldquo;Nelson Mandela Award&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.คว้ารางวัลระดับโลก &amp;ldquo;Nelson Mandela Award for Health Promotion&amp;rdquo; องค์กรส่งเสริมสุขภาพระดับโลก อนุทิน รองนายกฯ รมว.สาธารณสุข แจกแจง WHO ชื่นชมตลอด 20 ปี สสส.เป็นหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและระดับโลก &amp;ldquo;ดร.สุปรีดา&amp;rdquo; ยืนยัน สสส.เป็นองค์กรเปิดกว้าง ขอบคุณภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพที่ทุ่มเททำงานจนนานาชาติยอมรับ ย้ำรางวัลเป็นของทุกคนและพันธมิตรเครือข่าย เผย 5 เหตุผลสร้างคุณประโยชน์ให้สังคมไทย ที่ กก.มีมติเอกฉันท์มอบรางวัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก้าวสู่ปีที่ 20 ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผจก.สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดผลงาน &amp;ldquo;องค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ&amp;rdquo; พร้อมตั้ง &amp;ldquo;ThaiHealth Academy&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;SOOK Enterprise&amp;rdquo; เครื่องมือเสริมสุขภาพคนไทย เดินหน้าสู้ PM 2.5-NCDs ผลงานเข้าตาชาวโลก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;อนุทิน ชาญวีรกูล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า กองการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เสนอชื่อ &amp;ldquo;สสส.&amp;rdquo; เข้าร่วมการคัดเลือก&amp;nbsp;เพื่อรับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับบุคคลหรือองค์กรที่อุทิศการทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพ จากการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 ม.ค.2564 มีการประกาศรับรองให้ สสส.ได้รับรางวัลนี้ โดยจะมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือน พ.ค.2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายอนุทินกล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ลดการเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายจากการรักษาพยาบาล โดยกระทรวงสาธารณสุข และ สสส.มีการดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องจนเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ องค์การอนามัยโลกกล่าวชื่นชม สสส.ว่าเป็นหน่วยงานสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและในระดับโลก มุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพคนไทยทุกวัยตามนโยบายสุขภาพแห่งชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัล Nelson Mandela Award for Heath Promotion เป็นข้อคิดริเริ่มจากกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ โดยองค์การอนามัยโลกมีการมอบรางวัลนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2563 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สสส.ก่อตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพคนไทยมาตลอด 20 ปี มีการรณรงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ลดการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาสูบ การพัฒนาศักยภาพชุมชนและองค์กรทุกภาคส่วนในการสร้างเสริมสุขภาพ ด้วยการศึกษาและวิจัยพัฒนาความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพ โดยสนับสนุนแผนงานโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 2,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย การควบคุมการบริโภคยาสูบและแอลกอฮอล์ การจัดการด้านความปลอดภัยบนท้องถนน การจัดการด้านอาหารเพื่อสุขภาพ การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ในช่วงปี 2562-2563 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงจากการระบาดของโควิด-19 สสส.ต้องปรับแผนการทำงานอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างเสริมสุขภาพวิถีใหม่ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน อาทิ การทำงานเชิงรุก ออกแบบและพัฒนา การเฝ้าระวัง ป้องกัน ค้นหาดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งระดับชุมชน เขตเมือง ร่วมสนับสนุนพัฒนาระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) เพื่อสอบสวนโรค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราใช้ศักยภาพที่มีเป็นตัวกลางของรัฐสนับสนุนพัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลสุขภาพระดับชาติ &amp;ldquo;ไทยรู้สู้โควิด&amp;rdquo; และ สสส.ยังให้ความสำคัญกับการลดปัจจัยเสี่ยงและเพิ่มปัจจัยสร้างสุขภาพอย่างเข้มข้น พบว่าอัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลดลงจาก 32.7% ในปี 2547 เป็น 28.4% ในปี 2560 จำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้นจาก 66.3% ในปี 2555 เป็น 74.6% ในปี 2562 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า ในปี 2564 เป็นปีที่ สสส.ครบรอบ 20 ปีสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ จะเปิดตัว 2 หน่วยงานภายใต้การกำกับคือ ศูนย์กิจการสร้างสุข (SOOK Enterprise) ทำหน้าที่ขยายผลองค์ความรู้ ข้อมูลทางวิชาการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านสุขภาวะให้เข้าถึงประชาชน ผ่านกิจกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาวะที่สร้างสรรค์ และสถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ (ThaiHealth Academy) เพื่อพัฒนาศักยภาพและให้คำปรึกษาภาคีเครือข่าย ยกระดับนักสร้างเสริมสุขภาพมืออาชีพ และเดินหน้างานโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงการผลักดัน &amp;ldquo;กฎหมายอากาศสะอาด&amp;rdquo; จากปัญหา PM 2.5 การนำระบบฐานข้อมูล &amp;ldquo;บิ๊กดาต้า&amp;rdquo; (Big Data) มาใช้ป้องกันดูแลสุขภาพ และสานต่อเรื่องโควิด-19 การจ้างงานคนพิการ และสนับสนุนมาตรการทางราคาและภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน ลดเสี่ยงโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การทำงานตลอดระยะเวลา 20 ปี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสังคมไทยในหลายด้าน เกิดโครงการส่งเสริมสุขภาพกว่า 3,000 โครงการต่อปี ครอบคลุมประเด็นเชิงสุขภาวะที่หลากหลาย มีภาคีเครือข่ายมากกว่า 20,000 ราย เข้าร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างเสริมสุขภาพกับ สสส. อีกทั้งองค์การอนามัยโลกให้การยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก สมัยที่ 148 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2564 ประกาศให้ สสส.ได้รับรางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021 ประเภทองค์กรสร้างผลงานสำคัญด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยสร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ ด้วยมติเอกฉันท์จากคณะกรรมการ ซึ่งเป็นการยอมรับถึงงานสร้างเสริมสุขภาพของประเทศไทย รางวัลที่ได้รับคือหมุดหมายสำคัญของความสำเร็จของภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่อุทิศตนทำงานจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เป็นเกียรติยศและความภาคภูมิใจของประเทศไทย โดยมีภาคียุทธศาสตร์สำคัญอย่างกระทรวงสาธารณสุข ที่เสนอชื่อ สสส.เข้าร่วมคัดเลือกต่อองค์การอนามัยโลกจนได้รับรางวัล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ในฐานะผู้แทนขององค์กร ขอประกาศถึงผู้ที่ร่วมกันสร้างผลงานที่ได้รับการยอมรับครั้งนี้ ตั้งแต่ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร คณะกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านทั้งที่เคยผลักดันงานร่วมกันในอดีตจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญคือ ภาคีเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพทุกคน ที่ทุ่มเทร่วมแรงร่วมใจทำงานสร้างเสริมสุขภาพ ไม่ว่าทุกท่านจะได้มาร่วมงานกับ สสส. เป็นระยะเวลาสั้นหรือยาว รางวัลนี้เป็นของทุกท่าน เพราะ สสส.ตั้งใจออกแบบให้เป็นองค์กรที่มีลักษณะเปิดกว้าง มีกลไกทำงานที่เอื้อต่อการเข้ามาร่วมของบุคคลและองค์กรที่กว้างขวางและหลากหลาย ทั้งการมาร่วมกันของการจุดประกายพลังความคิด จิตสาธารณะ และการรวมพลังการลงมือทำ มาร่วมขบวนการสร้างสุขภาวะให้ผู้คนในสังคม ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ระบบสนับสนุนที่คล่องตัวแต่โปร่งใส&amp;rdquo; ดร.สุปรีดากล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สสส.ไม่ได้เป็นเพียงกองทุนที่ใช้เงินภาษียาสูบและสุรามาทำงาน หรือเป็นเพียงหน่วยงานที่รณรงค์สื่อสารตามสื่อต่างๆ หรือเป็นเพียงกลไกรัฐย่อยหนึ่งที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขทำนองเดียวกับกรม กองในราชการ แต่ สสส.เป็นกลไกนวัตกรรมทางการเงินการคลังของประเทศ เพื่อจุดประกาย กระตุ้นประสานและเสริมพลังบุคคล ชุมชน องค์กรทุกภาคส่วนให้มาร่วมกันสร้างเสริมสุขภาพที่ตอบโจทย์สุขภาวะสำคัญในยุคปัจจุบัน ไม่ได้อยู่บริการทางการแพทย์และยาเป็นหลักเช่นในอดีต แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม วิถีชีวิต สังคมและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้จัดการ สสส.กล่าวอีกว่า สสส.เป็น 1 ใน 8 องค์กรที่ได้รับการเสนอชื่อจากคณะทำงานสุขภาพแห่งชาติของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลก เหตุผลที่คณะกรรมการระบุถึงการได้รับรางวัลมาจากความสำเร็จ 5 ข้อ 1.การสนับสนุนพัฒนาและผลักดันให้เกิดกฎหมายและนโยบายที่เอื้อต่อสุขภาพ เช่น การออก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 การจำกัดการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2.สนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานทางสังคมไปสู่สังคมที่มีสุขภาวะและเท่าเทียม เช่น การรณรงค์งานบุญปลอดเหล้า งดเหล้าเข้าพรรษา การสนับสนุนเตรียมความพร้อมและการจ้างงานคนพิการที่เป็นลูกจ้างอย่างเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.แสดงบทบาทนำในการเผยแพร่ประสิทธิภาพของกลไกนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ การช่วยเหลือทางวิชาการแก่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำในการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ เช่น ประเทศมองโกเลีย มาเลเซีย เกาหลีใต้ เวียดนาม สปป.ลาว 4.ส่งมอบคุณค่าที่ได้รับการพิสูจน์แล้วต่อสังคมไทย และยังมีความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดใหม่ เช่น การช่วยเตรียมสังคมไทยสู่ &amp;ldquo;ชีวิตวิถีใหม่&amp;rdquo; ทั้งสื่อสารรณรงค์ การริเริ่มโครงการใหม่ การปรับแผนงาน/โครงการเดิมให้ตอบสนองต่อภาวะโควิด-19 5.มีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของตัวชี้วัดทางสุขภาพและผลลัพธ์ทางสุขภาพ เช่น อัตราการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือจำนวนประชากรไทยที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุปรีดากล่าวด้วยว่า รางวัล Nelson Mandela Award for Health Promotion เป็นการรำลึกถึง นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ รางวัลดังกล่าวมีขึ้นครั้งแรกในปี 2020 องค์กรที่ได้รับรางวัล คือ &amp;ldquo;Equi-Sastipen-Rroma Network&amp;rdquo; ประเทศสเปน ซึ่งเป็นภาคีเครือข่ายร่วมระหว่าง 21 หน่วยงาน ทำงานร่วมกับรัฐบาลสเปนในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างเสริมความเท่าเทียมให้แก่กลุ่มประชากรชาวโรมานี สำหรับพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ในเดือนพฤษภาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ในสมัยที่ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีต รมว.สาธารณสุข ในฐานะรองประธานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนที่ 1 ร่วมลงนามขยายระยะเวลาความร่วมมือว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาพปี 2561-2563 ระหว่างองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้ ดร.เท็ดรอสแสดงความชื่นชมในความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกและ สสส.เห็นประโยชน์ต่อการสร้างเครือข่ายสุขภาพทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาคและระดับโลก ไทยได้ขับเคลื่อนงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก หรือ WHO-CCS เป็นความร่วมมือในรูปแบบนวัตกรรม มุ่งเน้นการระดมทุนทางสังคม และทุนทางปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อนึ่ง ศูนย์ข้อมูล COVID-19 รายงานว่า องค์กร Global COVID 19 หรือ GCI พัฒนาโดย PEMADU Associates โดยความร่วมมือกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม (MOSTI) ประเทศมาเลเซีย และกลุ่ม sunway ใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่จัดคะแนนดัชนีและจัดอันดับ 184 ประเทศ ว่าแต่ละประเทศได้รับมือกับโรคระบาด COVID-19 ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศออสเตรเลีย (20 อันดับแรกคือ 1.ออสเตรเลีย 2.ไทย 3.เดนมาร์ก 4.ฮ่องกง 5.ไต้หวัน 6.นิวซีแลนด์ 7.เกาหลีใต้ 8.ลิโทเนีย 9.ไอซ์แลนด์ 10.สโลวาเนีย 11.ลัตเวีย 12.สวิตเซอร์แลนด์ 13.เวียดนาม 14.มาเลเซีย 15.นอร์เวย์ 16.สโลวาเกีย 17.เยอรมนี 18.ออสเตรีย 19.ลักเซมเบิร์ก 20.ฟินแลนด์ และอันดับ 1 ของเอเชีย รองลงมา ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;รู้จักรางวัล เนลสัน แมนเดลา&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รางวัลเนลสัน แมนเดลา ด้านการส่งเสริมสุขภาพ (Nelson Mandela Award for Health Promotion) เป็นรางวัลที่ได้รับการก่อตั้งโดยองค์การอนามัยโลก ในปี 2562 (ผ่านข้อตัดสินของคณะกรรมการบริหารองค์การอนามัยโลก (EB144 (9) ด้วยความคิดริเริ่มของกลุ่มรัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคแอฟริกา เพื่อเป็นการรำลึกถึงมนุษยธรรมของเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รางวัลนี้มอบให้กับบุคคล หรือองค์กรที่สร้างผลงานสำคัญโดดเด่นด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยองค์การอนามัยโลกมอบโล่รางวัลนี้เป็นครั้งแรกในปี 2563 ในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 74 ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ วันที่ 28 พ.ค.2564 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ประจำประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;องค์การอนามัยโลกยินดีที่ได้ร่วมงานกับ สสส.เราทำงานภายใต้แนวคิดเดียวกันที่ว่า การสร้างเสริมสุขภาพคือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการสาธารณสุข&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98112</URL_LINK>
                <HASHTAG>Nelson Mandela Award for Health Promotion 2021, WHO-SEARO, กระทรวงสาธารณสุข, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดร.สุวจี กู๊ด, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, นายอนุทิน ชาญวีรกูล, ผู้นำสร้างเสริมสุขภาพ, มูลนิธิรณรงค์ไม่สูบบุหรี่, รางวัลเนลสัน แมนเดลา, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, สสส., องค์การอนามัยโลก, องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210402/image_big_6066cedc46bdf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 16:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/03/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘วันอ้วนโลก’  คนไทย 20.8 ล้านคน น้ำหนักเกินมาตรฐาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนไทยเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน หญิงอ้วนกว่าชาย 14 ล้านคน : ชาย 6.8 ล้านคน สสส.-เครือข่ายคนไทยไร้พุง แจงตัวเลขเนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; เสี่ยงป่วยโรค NCDs ชี้โรคอ้วนเป็นภัยคุกคามชีวิต จุดเริ่มต้นของสุขภาพแย่ ภูมิคุ้มกันต่ำ ติดโควิด-19 อาการรุนแรงและเสียชีวิต เกิดปมด้อย เร่งสร้างสังคม &amp;ldquo;ลดหวาน มัน เค็ม&amp;rdquo; ตระหนักภัยร้าย &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไทยทั้งหญิงและชายเป็นโรคอ้วนลงพุงสูงถึง 20.8 ล้านคน...เป็นผู้ชาย 6.8 ล้านคน เป็นผู้หญิง 14 ล้านคน ลักษณะที่เรียกว่าอ้วนลงพุง เส้นรอบเอวตั้งแต่ 80 ซม.ขึ้นไป (เพศหญิง) เส้นรอบเอวตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป (เพศชาย) ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศหญิง) ต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (เพศชาย) ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป ระดับความดันโลหิต 130/85 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป ระดับน้ำตาลในเลือด 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตรขึ้นไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; มหันตภัยเงียบที่คุณคาดไม่ถึง อ้วนลงพุงเกิดจากการมีไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินไป ไขมันนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าสู่ตับ มีผลให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่ดี เกิดเป็น &amp;ldquo;โรคอ้วนลงพุง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ นับตั้งแต่ปวดศีรษะ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เมตาบอลิกซินโดรม โรคหลอดเลือดดำอุดตัน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไขมันเกาะตับ โรคซึมเศร้า โรคหลอดลมอุดกลั้น โรคหอบหืด คุณภาพไตลดลง เพิ่มอัตราการเสียชีวิต โรคเกาต์ โรคข้อเข่าเสื่อม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;อ้วนลงพุงเป็นอาการที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไขมันสะสมที่หน้าท้องและมีรอบเอวขนาดใหญ่ ทั้งยังมีระดับความดันโลหิต ไขมันและน้ำตาลในเลือดสูง มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ได้มากขึ้น บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนลงพุง ผู้สูงอายุ ชาวเอเชียหรือผู้ที่มีเชื้อสายแอฟริกา-คาริบเบียน ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวอ้วนลงพุงหรือเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เครือข่ายคนไทยไร้พุง จัดเสวนาถอดบทเรียนสถานการณ์โรคอ้วนในประเทศไทย ที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2564 เนื่องใน &amp;ldquo;วันอ้วนโลก&amp;rdquo; (World Obesity Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคม ทุกคนร่วมมือลดภัยโรคอ้วนเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงภัยเงียบที่แฝงมากับพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมจนน้ำหนักเกิน และเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ (NCDs : non-communicable diseases)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบ &amp;ldquo;คนอ้วน&amp;rdquo; มากกว่า 800 ล้านคน กระจายอยู่ทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ขณะที่ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพบเด็กและผู้ใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก จากการบริโภคเกินความจำเป็น ไม่ถูกหลักโภชนาการ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในปี 2557 ถึงปัจจุบัน พบคนไทย 19.3 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 34.1 มีภาวะ &amp;ldquo;อ้วน&amp;rdquo; และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; กว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 37.5 ทั้ง 2 กลุ่ม เสี่ยงป่วยเป็นโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;สหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) กำหนดให้มีวันอ้วนโลก มีเป้าหมายให้ทุกคนเห็นว่า &amp;ldquo;น้ำหนักเกิน&amp;rdquo; เป็นภัยคุกคามชีวิต เพราะ &amp;quot;ความอ้วน&amp;rdquo; คือจุดเริ่มต้นของสุขภาพที่ไม่ดี ส่งผลต่อสมรรถภาพการทำงาน คุณภาพการนอน การใช้ชีวิตในสังคม ความกังวลในรูปลักษณ์ของตนเอง เกิดปมด้อย อาจมีปัญหาสุขภาพจิต เครียด ซึมเศร้า หากทุกคนรู้วิธีป้องกันและดูแลเรื่องอาหารและมีกิจกรรมทางกาย จะช่วยลดความเสี่ยงได้&amp;rdquo; &amp;nbsp;ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณีกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การป้องกันอ้วนลงพุง คือ ควบคุมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดการสะสมของไขมันหน้าท้อง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 150-300 นาที ทำกิจกรรมหรือทำงานอดิเรกเพื่อการผ่อนคลายความเครียด และเลิกสูบบุหรี่ ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.สง่า ดามาพงษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. และนักโภชนาการอิสระ กล่าวว่า การใช้ชีวิตประจำวันทำให้เกิด &amp;ldquo;โรคอ้วน&amp;rdquo; ได้ เพราะการกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ บริโภคหวาน มัน เค็มมากเกินไป ใช้ชีวิตไม่สมดุล ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ มีส่วนทำให้น้ำหนักตัวเกินและส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ส่วนที่คิดว่าโรคอ้วนมาจากพันธุกรรม ในทางการแพทย์พบว่าอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อย สิ่งที่ดีที่สุดคือ กินผัก-ผลไม้ให้ได้วันละ 400 กรัม มีกิจกรรมทางกาย เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีให้ร่างกาย เพราะความอ้วนเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ไตวาย เกาต์ ตับแข็ง ฯลฯ หากสังคมสานพลังรักสุขภาพจะช่วยหยุดปัญหาเหล่านี้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์ กรรมการสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า ผู้ป่วยโรคอ้วนเสี่ยงติดโควิด-19 มากกว่าคนปกติ แต่ในทางการแพทย์พบว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกันต่ำ ถ้าติดโควิด-19 อาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตง่ายกว่าคนที่สุขภาพแข็งแรง ดูได้จากปรากฏการณ์การระบาดของโรคติดเชื้ออื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ทำให้คนอ้วนจัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อรุนแรงกลุ่มแรกๆ เพราะคนอ้วนจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงแรกๆ ที่เป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช กรรมการเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราสามารถป้องกันไม่ให้อ้วนได้ โดยกินอาหารที่พอเหมาะ ให้ได้พลังงานเพียงพอกับงานและกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน คนอ้วนที่ต้องการลดน้ำหนัก สามารถเน้นการลดปริมาณอาหารที่กินให้น้อยลงได้ด้วยการเลือกรูปแบบการกินอาหารแบบใดก็ได้ เช่น แบบอาหารคีโต (Keto diet) กินแบบจำกัดเวลา หรืองดอาหารช่วงยาวในแต่ละวัน (Intermittent Fasting, IF) หรืออาหาร 2:1:1 แต่ต้องกินให้ถูกหลักโภชนาการ เพื่อไม่ให้เกิดโทษกับร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อรณา จันทรศิริ นักวิจัยจากสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า การมีกิจกรรมทางกาย หมายถึง กิจกรรมที่มีการใช้พลังงานในทุกรูปแบบ &amp;ldquo;ทุกขยับนับหมด&amp;rdquo; จึงสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเมื่อมีเวลาออกกำลังกาย การมีกิจกรรมทางกายประจำ เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดไขมัน ควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคเรื้อรังได้ เมื่อทำได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพแข็งแรงและจิตแจ่มใส แนะนำให้คนอ้วนที่เริ่มลดน้ำหนักเริ่มต้นด้วยวิธีง่ายๆ เช่น อาจเริ่มเดินให้ครบ 8,000-10,000 ก้าวต่อวัน จากนั้นให้คิดถึงโอกาสที่จะพิชิตเป้าหมายแต่ละวันให้สำเร็จ เช่น การชวนเพื่อนที่ออกกำลังอยู่แล้วไปออกกำลังกายด้วยกัน หาสถานที่และปรับวิถีชีวิตให้สามารถมีกิจกรรมทางกายได้จนเป็นนิสัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เด็กจ้ำม่ำเป็นต้นตอเกิดโรคมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.โรคระบบทางเดินหายใจ เพราะไขมันสะสมรอบทางเดินหายใจ เสี่ยงต่อภาวะหยุดหายใจขณะหลับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.โรคกระดูกและข้อต่อ น้ำหนักตัวกดกระดูกและข้อต่อต่างๆ ทำให้ปวดหลัง ขาโก่งหรือปวดข้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.โรคระบบทางเดินอาหารและโรคตับ ไขมันพอกตับ มะเร็งตับ นิ่วในถุงน้ำดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.โรคผิวหนังผิดปกติ ผิวหนาดำคล้ำที่รักแร้ คอและขาหนีบ เพราะเกิดจากผิวหนังเสียดสีกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.โรคมะเร็ง มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก มะเร็งตับอ่อน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.กลุ่มอาหารเมตาบอลิก ภาวะอ้วนลงพุง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.โรคซึมเศร้าหรือเครียด ไม่กล้าแสดงออก เพราะไม่มั่นใจรูปลักษณ์ของตัวเองหรือถูกเพื่อนล้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;9.โรคอ้วน ความเสี่ยงต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ปฏิบัติการลดน้ำหนักเด็กอ้วน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;1.สำรวจสิ่งที่เด็กกินในชีวิตประจำวันว่าเด็กรับประทานแป้งมากเกินไป หรือกินอาหารทอดมากไปหรือไม่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;2.เด็กวัยเรียนสอนให้เข้าใจเรื่องการกินอาหาร และเด็กต้องรับรู้ว่าตัวเองอ้วน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;3.ปรับปรุงวิธีการปรุงอาหาร เน้นต้ม นึ่ง เพื่อช่วยลดปริมาณไขมัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;4.สร้างวินัยทางบวกด้วยวิธีละมุนละม่อม ไม่เป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก ให้เขารู้สึกว่าเป็นการบังคับหรือแย่งชิงขนมมาจากเขา ใช้วิธีการขอหรือแบ่งปัน โดยใช้เหตุผลที่ง่ายสอดคล้องกับวัยที่เขาจะเข้าใจได้ เน้นการกระตุ้นให้เด็กรู้สึกอยากทำมากกว่า และเพิ่มแรงจูงใจโดยการให้ความชื่นชมกับเขาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;5.ลดความอ้วนแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ทำให้เด็กรู้สึกฝืนใจหรือลำบาก โดยวิธีการควบคุมปริมาณพลังงานจากอาหารให้ลงไปราว 300-500 กิโลแคลอรี่/วัน น้ำหนักลดลงได้ครึ่ง-1 กก./สัปดาห์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;6.อาหารเช้าคือมื้อสำคัญ เมนูคุณภาพง่ายๆ ข้าวต้ม โจ๊ก หรือข้าวสวยกับแกงจืด เนื้อสัตว์เลาะไขมันออก หรือเนื้อปลา หรือถ้าบางวันไม่มีเวลาปรุง เป็นแซนด์วิชกับนม 1 แก้วก็ได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;7.ช่วงเวลาอาหารเย็นเหมาะกับการฝึกเด็กกินผัก ผลไม้ พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างพฤติกรรมใหม่ในการกินอาหาร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;8.ชวนเด็กออกกำลังกายหรือเล่น อย่าปล่อยให้เอาแต่นั่งๆ นอนๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;SOOK PUBLISHING เรียบเรียงข้อมูลจากครอบครัวอ่อนหวาน สนับสนุนโดยกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน http://resource.thaihealth.or.th/library/10363 สารพัดโรครุมเร้าเด็กอ้วน โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. Htttp://resource.thaihealth.or.th/media/thaihealth/14584#0&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นคนไทยกินหวาน ดื่มเหล้าจัด&amp;nbsp;รัฐจ่ายให้ผู้ป่วย NCDs 5 แสนล้านบาท/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;แพทย์หวั่นวิตกคนไทยกินหวาน ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ยั้ง สารพัดโรครุมเร้า แจงตัวเลขรัฐจ่ายค่ารักษาผู้ป่วยโรค NCDs 4-5 แสนล้านบาท/ปี เตือนคนไทยบริโภคน้ำตาลเกิน ระวังไขมันพอกตับ เสี่ยงมะเร็งตับ WHO หนุนไทยปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลตามกรอบเวลาเดิม กระตุ้นให้ภาคธุรกิจปรับสูตรลดน้ำตาล สสส.ชวนคนไทยบริโภคหวานให้น้อยลง สร้างสุขภาพ ป้องกัน NCDs&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ ประธานเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าร่างกายสามารถขับน้ำตาลทั้งหมดออกมาได้ แต่ในทางการแพทย์พบว่า ถ้าบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากเสี่ยงเป็นโรคไขมันพอกตับสูง เพราะน้ำตาลที่ค้างในร่างกายจะแปรสภาพเป็นไขมันเกาะตามกล้ามเนื้อและตับ ทำให้อ้วนลงพุง หากปล่อยไว้นานจะทำให้อวัยวะต่างๆ อักเสบเรื้อรัง สาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้เกิดโรคคือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอันดับ 2 คือ บริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;น้ำตาลมีส่วนทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) เช่น มะเร็งตับ ไขมันเกาะตับ โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน ไขมันอุดตันในหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต เบาหวาน และโรคอ้วน ปัจจุบันมีคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs คิดเป็นร้อยละ 70 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณดูแลผู้ป่วยไม่ต่ำกว่า 4-5 แสนล้านบาทต่อปี จึงเป็นที่มาของการผลักดันให้ปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทุกๆ 2 ปี และอีกไม่กี่เดือนจะถึงเวลาต้องปรับภาษีเพิ่มอีก เสนอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ควรชะลอ เพราะหากควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มได้ จะช่วยลดปัญหาคนป่วยได้ส่วนหนึ่ง และที่ผ่านมาได้ให้เวลาผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับสูตรลดน้ำตาลในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มา 4 ปีแล้ว การเดินหน้าเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มปรับตัว เพราะถ้าลดปริมาณน้ำตาลที่ผสมในเครื่องดื่มลงได้ก็จะไม่ต้องเสียภาษีมาก คนไทยก็จะได้บริโภคเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลน้อยลง&amp;rdquo; ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ผู้จัดการเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ผู้ทรงคุณวุฒิและรักษาการผู้อำนวยการสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กล่าวว่า พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2560 ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 โดยกำหนดให้จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เครื่องดื่มผง (3 in 1) และเครื่องดื่มเข้มข้นตามปริมาณน้ำตาล โดยจัดเก็บเป็นระบบขั้นบันได และปรับเพิ่มขึ้นทุกๆ 2 ปี ให้ได้ตามเกณฑ์แนะนำที่ 6% ในปี 2566 เพื่อให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มในภาคอุตสาหกรรมปรับสูตรผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;จากการศึกษาปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ดื่มเฉลี่ยต่อวันในกลุ่มประชากรไทยอายุ 6 ปีขึ้นไป โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบกลุ่มตัวอย่างมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลดลงจาก 283.6 มิลลิลิตร ในปี 2561 เป็น 275.8 มิลลิลิตร ในปี 2562 หรือลดลงร้อยละ 2.8 โดยกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มีการบริโภคลดลงสูงสุดร้อยละ 7.2 ขณะที่คณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล กระทรวงอุตสาหกรรม พบปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยในปี 2555-2562 ว่า ระหว่างปี พ.ศ.2551-2560 คนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น แต่หลังการบังคับใช้เรื่องภาษี พบคนไทยบริโภคน้ำตาลจากเครื่องดื่มลดลงร้อยละ 15.3 ในปี 2561 และร้อยละ 14 ในปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ รักษาการผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า โรคที่เกิดขึ้นกับคนไทย 2 ใน 3 ส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกินหวานที่ล้นเกิน โดยบริโภคน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชา/วัน เสี่ยงต่อการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (โรค NCDs) ซึ่งผลสำรวจพบว่า ร้ายแรงกว่าโควิด-19 กว่า 5 เท่า เพราะพบคนไทยเสียชีวิตจากโรค NCDs เฉลี่ยวันละ 1,000 คนต่อวัน ขณะที่ข้อมูลการสำรวจพฤติกรรมการกินของคนไทย โดย Thai Health Watch จับตาทิศทางสุขภาพคนไทย ปี 2563 พบคนไทยนิยมกินอาหารรสหวานจัด หรือมีปริมาณน้ำตาลมาก เช่น เครื่องดื่มชา/กาแฟ น้ำหวาน เมื่อร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมากจะมีผลกระทบกับหลอดเลือด หัวใจ และไต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.แดเนียล เคอร์เทซ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.แดเนียล เคอร์เทซ ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ฟันผุ เป็นที่ทราบกันดีว่ามาตรการทางภาษีนั้นช่วยลดการบริโภคสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลได้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้กำหนดปรับอัตราภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มแบบขั้นบันได จึงขอให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับเพิ่มอัตราภาษีตามที่กำหนดไว้ เพราะการลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลจะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง รวมถึงการปรับเพิ่มอัตราภาษียังสะท้อนชัดไปถึงประชาชนว่า การบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลนั้นไม่ดีต่อสุขภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96593</URL_LINK>
                <HASHTAG>IHPP, World Obesity Federation, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม, ดร.สง่า ดามาพงษ์, ดร.แดเนียล เคอร์เทซ, ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม, น้ำตาล, พ.ท.หญิง พญ.สิรกานต์ เตชะวณิช, รศ.พญ.พิมพ์ใจ อันทานนท์, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์, สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย, สสส., สหพันธ์โรคอ้วนโลก, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP), สำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย, สำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส., องค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย, อรณา จันทรศิริ, เครือข่ายคนไทยไร้พุง, เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_605468e738fdb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
