<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>51593</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/12/2019 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/12/2019 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เมื่อแม่น้ำโขงถูกล่ามโซ่! นักวิชาการชี้หายนะภัยพิบัตินิเวศครั้งร้ายแรง ประณาม นักลงทุนแสวงหากำไรฆ่าแม่น้ำทั้งสาย  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ธ.ค.62- ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chainarong Setthachua ระบุ หายนะแม่น้ำโขงเปลี่ยนสี จากสายน้ำที่สมบูรณ์สู่สายน้ำที่หิวโหย &amp;nbsp;โดยระบุว่า สีของน้ำในแม่น้ำโขงที่เป็นสีคราม แท้จริงแล้วเกิดจากน้ำในแม่น้ำโขงใส ไร้ตะกอนในน้ำ และการใสไร้ตะกอน ผิวน้ำจึงเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนแสงของท้องฟ้ากลายเป็นสีคราม แต่หากลงไปดูดีๆ น้ำในแม่น้ำโขงใสแจ๋วมากทางวิชาการเรียกภาวะแบบนี้ว่า &amp;quot;hungry river&amp;quot; แปลว่า &amp;quot;ภาวะไร้ตะกอน&amp;quot; แต่จะให้เข้าใจเลยก็คือเกิดภาวะ &amp;quot;สายน้ำที่หิวโหย&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ไชยณรงค์ ระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานับแต่แม่น้ำโขงเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตก แม่น้ำโขงจะได้รับฉายาจากผู้สื่อข่าว นักทำสารคดี นักเขียนว่า &amp;quot;Mighty Mekong&amp;quot; สายน้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์ สีของสายน้ำนี้จะเป็นสีปูน เพราะมีตะกอนที่เกิดจากการกษัยการ (หรือการพังทะลาย) ของหินและดินหอบมากับสายน้ำตะกอนที่พัดพามากับสายน้ำโขง เมื่อน้ำโขงไหลไปตามสายน้ำ และมีแม่น้ำสาขาไหลลงมาบรรจบ ก็จะทำให้เกิด &amp;quot;แม่น้ำสองสี&amp;quot; ในแทบทุกที่ เช่น ที่ปากมูลก็เกิดแม่น้ำสองสี &amp;quot;โขงสีปูน มูลสีคราม&amp;quot; คือน้ำสาขาจะมีสีคราม แต่น้ำโขงมีสีปูน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ ระบุว่า ตะกอนหายไปไหน? วันนี้ แม่น้ำโขงไม่ได้เป็น Mighty Mekong อีกแล้ว แต่กลายเป็น &amp;quot;Hungry Mekong&amp;quot; เพราะหลังจากเขื่อนไซยะบุรีสร้างเสร็จ ก็มีการกักเก็บน้ำไว้เหนือเขื่อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนกระทั่งน้ำท้ายเขื่อนแห้งและปลาตาย มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าเหนือเขื่อนไซยะบุรีมีน้ำเต็มและนิ่ง ขณะที่ท้ายเขื่อนน้ำแห้ง หลายแห่งที่เคยมีน้ำ มองดูราวกับทะเลทราย เหลือแต่น้ำในร่องน้ำลึกที่ยังไหล ถ้าน้ำโขงกว้างก็จะไหลเอื่อย หากแคบมีแก่ง น้ำก็พอยังจะเชี่ยว แต่ไม่ได้ไหลแรงตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เขื่อนไม่ได้เก็บและปล่อยน้ำแบบที่โฆษณาว่า &amp;quot;ไหลมาเท่าไหร่ ปล่อยไปเท่านั้น&amp;quot; หรอกนะ คำพูดนั้นก็แค่หลอกเด็กและทำให้เขื่อนดูดีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะแท้ที่จริงเขื่อนจะปล่อยน้ำในยามผลิตกระแสไฟฟ้า และผมเรียกมันใหม่ว่า &amp;quot;เขื่อนได้ควบคุมน้ำไว้&amp;quot; หรือให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือ เขื่อนไซยะบุรีได้ &amp;quot;ล่ามโซ่แม่น้ำโขง&amp;quot; เรียบร้อยแล้ว&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ไชยณรงค์ ระบุว่า เมื่อน้ำโขงถูกล่ามโซ่ น้ำเหนือเขื่อนที่ลึกและนิ่ง ทำให้ตะกอนที่พัดพามากับสายตกเหนือเขื่อนและอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำของเขื่อน การปล่อยน้ำผ่านเทอร์ไบน์ต้องมีระดับน้ำที่ต่างกัน ซึ่งเรียกว่า head เขื่อนไหนๆ ก็มี เขื่อนไซยะบุรีที่เรียกว่าเขื่อนน้ำไหลผ่าน (run-off river dam) ก็ต้องมี head และ head ที่นี่ก็หลายสิบเมตร น้ำที่ไหลผ่านเทอร์ไบน์ลงท้ายเขื่อนจึงเป็นน้ำที่ไม่มีตะกอน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขื่อนน้ำไหลผ่านก็มีการตกตะกอนได้เหมือนเขื่อนอื่นๆ บทเรียนก็คือ เขื่อนปากมูลซึ่งอ้างว่าเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่านก็ตกตะกอน เพราะยามที่มีการเปิดประตูระบายน้ำ(sluice gate) เหนือเขื่อนตั้งแต่ตัวเขื่อนขึ้นไปอีกหลายสิบกิโลเมตรจนถึงแก่งสะพือก็เต็มไปด้วยตะกอน ตะกอนเหล่านี้ทับถมอยู่หน้าเขื่อน ต้องใช้เวลาเป็นปี สายน้ำจึงพัดพาตะกอนออกไป แต่ก็ออกไปได้ไม่หมด เพราะมันทับถมอยู่ตามร่องหินของแก่งที่เคยเป็นบ้านของปลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรณีแม่น้ำโขง นอกจากตะกอนทับถมเหนือเขื่อนแล้ว ทางท้ายเขื่อน เมื่อน้ำไม่ไหลเชี่ยวเหมือนเดิม นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา บริเวณที่เป็นหาดทราย แก่งหิน และป่าน้ำท่วม (ป่าไคร้) เช่น ที่พันโขดแสนไคร้ น้ำที่เคยไหลเอื่อยก็แทบไม่ไหล และบ่อยครั้งที่น้ำลดจนแห้งราวกับทะเลทราย&amp;nbsp;บริเวณที่น้ำไหลเอื่อยๆ ตามธรรมชาตินี่แหละที่ทำให้หาดทราย ป่าไคร้ เป็นบ้านของสัตว์น้ำเล็กๆ ทั้งหอย ปู ปลา กุ้ง ที่อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำที่ไหลมาจากข้างบนการที่น้ำโขงแห้งเพราะถูกล่ามโซ่ นอกจากทำให้ต้นไม้ตายเพราะไม่จมอยู่ใต้น้ำตามวัฏจักรแล้ว สัตว์น้ำจำนวนมากก็ตายด้วย และยังทำให้ตะกอนที่พอจะเหลือจากที่ถูกกักไว้เหนือเขื่อน เกิดการตะกอนอีกครั้ง ป่าไคร้ที่พันโขดแสนไค้จึงมีตะกอนทับถมสูง บางจุดตะกอนทับถมเหลือแต่ปลายต้นไคร้ บางจุดสูงมากกว่า 2 เมตรเมื่อตะกอนถูกกักไว้เหนือเขื่อนและยังตกตะกอนบริเวณที่เคยเป็นหาดทรายและป่าน้ำท่วม ยิ่งไกลจากท้ายเขื่อนน้ำก็ยิ่งใสราวกระจก และเมื่อสะท้อนแสงจากท้องฟ้าก็ยิ่งกลายเป็นสีคราม แต่คือสัญญาณอันตรายของแม่น้ำสายนี้&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ ระบุถึงความสำคัญของตะกอนด้วยว่า ตะกอนคือธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของพืชน้ำ เมื่อสายน้ำโขงเกิดภาวะไร้ตะกอน ความอุมดสมบูรณ์ของพืชน้ำก็ลดตามลง ที่บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย ในเวลานี้ กลุ่มรักษ์แม่น้ำโขงได้สังเกตพบว่า แม่น้ำโขงบริเวณที่เคยมีตะไคร่น้ำที่ชาวบ้านเรียกว่าเทาไหรือไก ไม่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอย่างที่เคยเป็น ในอดีตแม่น้ำโขงบริเวณที่เกิดเทาหรือไก จะมีปลามาเล่นน้ำ กินเทาหรือไกเป็นอาหาร และผสมพันธุ์ แต่ปีนี้กลับว่างเปล่า แม่น้ำโขงในภาวะไร้ตะกอน จะส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบนิเวศน์แม่น้ำโขง เพราะการขาดธาตุอาหารที่ไหลมากับน้ำ จะผลกระทบต่อสาหร่าย พรรณพืชขนาดเล็กๆ ไปจนถึงพรรณพืชขนาดใหญ่ ซึ่งอาจรวมไปถึงป่าน้ำท่วมแถบสตึงเตร็งในกัมพูชาเมื่อพรรณพืชไม่อุดมสมบูรณ์ ปลาที่กินพืชเป็นอาหารก็จะลดลง และปลาที่กินเนื้อก็จะขาดอาหารไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นี่คือหายนะที่เกิดกับแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะปลากินพืชที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ปลาทั้ง 1,300 สายพันธุ์ก็กระทบไปหมด พวกนักสร้างเขื่อนมักจะบอกว่า เห็นมั้ย เขื่อนมันดีนะ &amp;quot;มีการจัดการน้ำให้ดี หน้าฝนน้ำไม่ท่วม หน้าแล้งมีน้ำ&amp;quot; แต่การทำแบบนี้คือการกระทำที่โง่เขลามาก เพราะการล่ามโซ่แม่น้ำ ทำให้ไม่เกิดน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และพื้นที่เพาะปลูกในฤดูน้ำลดจะขาดความอุดมสมบูรณ์นักสร้างเขื่อนไม่รู้หรอกว่า ตะกอนที่พัดพามาทับถมในฤดูน้ำหลากคือปุ๋ยธรรมชาติที่ดีที่สุด และทำให้ริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สมบูรณ์ที่สุดในอีสาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ไชยณรงค์ ระบุด้วยว่า ก่อนการสร้างเขื่อน แม่น้ำโขงแถบหนองคายจนถึงนครพนมคือพื้นที่ปลูกมะเขือเทศที่ดีที่สุดของประเทศ เพราะมะเขือเทศที่นี่ให้เนื้อมาก และผลผลิตมะเขือเทศที่นี่คิดเป็นร้อยละ 50 ของที่ผลิตทั้งประเทศ จนทำให้ประเทศไทยเป็นอีกประเทศที่ส่งซอสมะเขือเทศไปขายต่างประเทศได้ ในตอนนี้น้ำไม่ท่วม ไม่มีปุ๋ยจากธรรมชาติ การเพาะปลูกก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมี และภาระก็จะตกกับเกษตรกรและผู้บริโภคในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลิ่งพัง เพราะสายน้ำที่หิวโหย แม่น้ำโขงที่หิวโหยยังจะสร้างหายนะได้อีกมาก ที่น่ากังวลที่สุดอีกประการก็คือ การพังทลายของตลิ่งแม่น้ำโขง เพราะน้ำโขงที่หิวโหยจะดึงตลิ่งให้พังลงมา และปัญหานี้อาจจะยาวไกลนับพันกิโลเมตรไปจนถึงกัมพูชาและเวียดนามขณะที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง น้ำที่เกิดภาวะไร้ตะกอนจะทำให้ไม่เกิดการทับถมของตะกอนปากแม่น้ำ ภาวะไร้ตะกอนก็จะทำให้ชายฝั่งของเวียดนามพังทลายตามมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ ยังอธิบายปรากฎการณ์อันตรายครั้งนี้ด้วยว่า ยังส่งผลกระทบถึงบ้านของนกหายไปเนื่องจากตลิ่งพังนอกจากการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ที่คาดไม่ถึง หากใครเคยล่องน้ำโขงในฤดูแล้ง หากมองตลิ่ง อาจเห็นรูเล็กๆ กระจายตามตลิ่งที่ชัน รูเหล่านั้นแหละครับคือที่วางไข่ของนกในลุ่มน้ำโขง ในฤดูแล้ง นกบางชนิดจะขุดรูตามตลิ่งของชายฝั่ง และวางไข่ ก่อนที่น้ำโขงจะท่วมตลิ่ง ลูกนกของมันก็จะเติบโตและโบยบินเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมันต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;นกเหล่านี้ คือนักปราบศัตรูพืชตัวยง และหากตลิ่งพัง บ้านของนกจะหายไป และส่งผลกระทบต่อประชากรนกตามมา ขณะที่คนสองฝั่งโขงที่ทำเกษตรกรรม จะต้องแบกรับภาระนั้นจากการที่ต้องมีต้นทุนในการทำเกษตรเพิ่มขึ้น&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักวิชาการผู้นี้ ระบุทางออกของปัญหาว่าเรามีหนทางที่จะเยียวยาแม่น้ำโขงไม่มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุด กลุ่มทุนที่ยึดแม่น้ำไปทำเขื่อนต้องเสียสละ หยุดปั่นไฟ และต้องรีบปฏิบัติการระบายตะกอน แต่มาตรการนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นฟูแม่น้ำโขงให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ดังนั้น ในระยะยาว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีต้องคิดถึงการยกเลิกการใช้เขื่อน (dam decommissioning) เพราะผลกระทบที่เกิดจากเขื่อนแห่งนี้มันขยายวงกว้างและสร้างผลกระทบที่เรียกได้ว่า &amp;quot;ภัยพิบัติทางนิเวศ&amp;quot; ครั้งร้ายแรงในอนุภูมิลุ่มน้ำโขง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่าลืมว่า แม่น้ำโขงไม่ได้เป็นของทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะมีสิทธิในการล่ามโซ่แม่น้ำ แล้วปั่นไฟ เพื่อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และรัฐทุกรัฐที่แม่น้ำโขงไหลผ่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกล่าวว่าแม่น้ำเป็นของรัฐนั้น จะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้ ขณะที่รัฐอีกรัฐที่จะได้ประโยชน์จากการซื้อไฟฟ้า ก็ไม่มีสิทธิที่จะมีส่วนสำคัญในการทำลายแม่น้ำโขงเพียงเพื่อจะเอากำไรจากไฟฟ้าทีซื้อมาจากการทำลายแม่น้ำโขงเพื่อนำไปขายเอากำไรต่อ เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่ให้เงินกู้กับเขือนก็ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหากำไรจากดอกเบี้ยที่เกิดจากการฆ่าแม่น้ำทั้งสายเพราะแม่น้ำโขงคือแม่ของสรรพชีวิต และแม่ของคนอีก 60 ล้านคน ที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ตั้งแต่บรรพชน&amp;quot; ดร.ไชยณรงค์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51593</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ, มมส., แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191202/image_big_5de4c315a818e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32709</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2019 13:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2019 13:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตอใหญ่หมอกควัน! นักวิชาการจี้รัฐเร่งเจรจาทุนไทยข้ามชาติ หยุดธุรกิจรมควันพิษ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.62- ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;Chainarong Setthachua ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งเจรจากับประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และทุนข้ามชาติจากไทย เพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควันพิษ ทั้งนี้หมอกควันพิษไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดเข้มข้นในลาวและพม่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ไชยณรงค์ ระบุว่า สำหรับในลาวได้มีการเผาป่าอย่างหนักทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงตั้งแต่ช่วงจากปากแบง ฝั่งขวาคือแขวงอุดมไซ ฝั่งซ้ายคือแขวงไซยะบุลี เขตติดต่อกับน่าน ขึ้นมาจนถึงแก่งผาได อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย หากล่องเรือตามลำน้ำโขงขึ้นมาจากหลวงพระบาง ตั้งแต่ปากแบง (ที่ซึ่งทุนจีนจะสร้างเขื่อนกั้นน้ำโขง) ขึ้นมา สองฝั่งน้ำโขงเต็มไปด้วยดงกล้วยหอมที่จีนมาลงทุน ขณะที่บริเวณที่เป็นป่าได้มีการเผาป่าอย่างหนัก ซึ่งคาดว่าเป็นการขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมส่งกลับไปขายในจีน และเป็นแหล่งกำเนิดหมอกควันพิษที่สำคัญที่สุดที่สร้างปัญหาทั้งในลาว และเชียงราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาการเผาป่าตามสองฝั่งโขงที่คาดว่ามีเป้าหมายเพื่อขยายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมของทุนจีนยังเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำโขงทางฝั่งลาวตั้งแต่ฝั่งตรงข้าม อ.เชียงคาน จ.เลย ไปจนถึง อ.สังคม จ.หนองคาย ซึ่งที่นั่นมีการเผาป่าตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์มาจนถึงปัจจุบัน และเป็นสาเหตุสำคัญของหมอกควันพิษในเขตจังหวัดเลยและหนองคาย
ขณะที่ในพม่า ทุนข้ามชาติจากไทยก็ได้เข้าที่ทุนสนับสนุนให้ปลูกข้าวโพดในระบบเกษตรพันธสัญญาเพื่อส่งออกไปผลิตอาหารสัตว์ในจีน โดยเฉพาะในรัฐฉาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาหมอกควันพิษนอกจากแก้ไขที่ต้นตอในประเทศแล้ว ยังต้องแก้ที่ต้นตอในต่างประเทศด้วย ดังนั้น รัฐบาลไทยควรถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขง ไม่ใช่อธิบายโดยทำให้เป็นการเมืองไปหมดโดยการกล่าวหาว่าหมอกควันพิษจากการเผาป่าเป็นการเผาเพื่อการเมืองทำนองเพื่อดิสเครดิตรัฐบาลดังที่นายทหารระดับสูงได้ให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวานนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ แม้ว่าเรายังไม่ได้รัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังทำหน้าที่เป็นรัฐบาลอยู่ ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องเร่งให้มีการเจราจากับประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ที่เกี่ยวข้องทั้งลาว พม่า และจีนรัฐบาลไทยยังต้องเร่งเจรจากับทุนไทยเองที่ข้ามชาติไปลงทุนปลูกข้าวโพดในพม่าด้วย เพื่อให้ทุนหยุดธุรกิจที่รมควันพิษคนไทยและคนลุ่มน้ำโขง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32709</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, หมอกควันพิษ, ุทุนไทยข้ามชาติ, เกษตรพันธสัญญา, แม่น้ำโขง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190401/image_big_5ca1adbd4e4a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
