<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ดรัมเซอร์เคิล”...จังหวะตีกลอง  ตัวช่วยเด็กรับมือความเครียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการที่เรารู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เพราะเมื่อไรที่เรารู้เท่าทันความรู้สึกและความต้องการของตัวเองนั้น ย่อมทำให้เราสามารถหาทางออกในชีวิตได้ ไม่ว่ากำลังจะประสบปัญหาหรือทางตันในชีวิตด้านไหนก็ตามแต่ โดยการตีกลองเพื่อสะท้อนระดับอารมณ์อย่าง &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล (Drum Circle)...จังหวะแห่งความเข้าใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.เบิ้ม-นริศ มณีขาว วิทยากรผู้ให้คำปรึกษา Certificate Drum Circle &amp;amp; Drum Healing เป็นผู้ถ่ายทอดความองค์ความรู้เกี่ยวกับรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เพื่อนำไปสู่แรงบันดาลใจในการรับมือกับปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น จากจังหวะเสียงตีกลองของแต่ละคน ที่สำคัญหลักการในผู้ใหญ่ดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้กับเด็กและเยาวชน ที่ปัจจุบันมีประสบปัญหาความเครียด ทั้งเรื่องของการเรียน การทำกิจกรรมที่อัดแน่นจนเทียบไม่มีเวลากระดิกตัว ที่สำคัญกิจกรรมนี้ไม่เพียงทำให้ผู้ฝึกเข้าใจตัวเอง แต่ยังทำให้เข้าใจคนรอบข้างได้เป็นอย่างดีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เริ่มจากการที่ อ.นริศ ให้ผู้ฝึกเริ่มต้นสำรวจสัญญาณเตือนจากร่างกาย โดยการยืนเป็นวงกลม พร้อมกับก้าวเท้าออกมาด้านหน้า 2 ก้าว ตามด้วยการสำรวจเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี หรือเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของคุณ (คิดในใจ) จากนั้นให้ฝึกลองสำรวจตัวเองว่า เวลาที่เราคิดถึงเรื่องที่ไม่สบายใจนั้น ผู้ฝึกรู้สึกอย่าง เช่น ใจเต้นแรง, อึดอัด, ตึงเครียด, ไม่สบายใจ, ขนลุก, ร้อนเย็น จากนั้นให้ผู้ฝึกก้าวเท้ากลับไปยืนในจุดเดิม ทั้งนี้หากผู้ฝึกมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นับถือเป็นความเครียดอย่างหนึ่ง และนั่นจะทำให้ร่างกายบอกกับตัวเราเองว่า ร่างกายของเราไม่ปลอดภัยจากภาวะตึงเครียด จากเรื่องราวต่างๆ ที่เราได้รับ อีกทั้งภาวะหดเกร็ง เครียด ที่กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราทำขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อบรรยากาศเข้าสู่ความปลอดภัย ร่างกายก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ฝึกการเรียนรู้สัญญาณเตือนของร่างกายแบบอัตโนมัติเกี่ยวกับความเครียดที่มนุษย์ได้รับแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนของการตีกลองสะท้อนอารมณ์ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เพื่อนำไปสู่การรู้เท่าทันตัวเอง และเป็นไอเดียในการแก้ไขสาเหตุของปัญหาหรือความเครียดได้ในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับหลักของการตีกลอง ดังกล่าวนั้น ประกอบด้วย 5 ข้อ 1.ให้จังหวะกลองที่ตีเป็นผู้นำตัวคุณ 2.แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาในขณะที่ตีกลอง ซึ่งไม่มีสิ่งถูกผิด 3.ตีกลองออกมาในเชิงของความสร้างสรรค์ 4.เสียงกลองของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน หรือหนักเบาต่างกัน ตามปัญหาหรือผลกระทบที่ได้รับ 5.ความรู้สึกปล่อยวางหลังตีกลองสะท้อนอารมณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน &amp;ldquo;วิธีของการตีกลอง เริ่มจาก 1.ผู้ฝึกนำกลองมากอดไว้ที่หัวใจ พร้อมกับใช้มืออีกอย่างตีกลอง โดยคิดถึงเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียดและไม่สบายใจ หรืองานมีปัญหา (ความรู้สึกภายในใจจะสะท้อนออกมาผ่านเสียงกลอง ที่รัวหนักเบาแตกต่างกันในแต่ละคน) 2.ให้ผู้ฝึกหามุมตีกลองที่ตัวเองถนัด (แยกกันตีในมุมของตัวเอง) เพื่อสะท้อนอารมณ์หรือทำให้ฝึกได้ระบาย 3.ให้ผู้ฝึกเดินเข้าไปหากระดาษ 2 สี ตามคำบอกของครูผู้ฝึก ทั้งนี้ &amp;ldquo;กระดาษสีแดง&amp;rdquo; สะท้อน เช่น ประทับใจ, รำคาญ, สนุกสนาน, ร้อน, หนาว, เครียด, ปวดร้าว เป็นต้น ส่วน &amp;ldquo;กระดาษสีเหลือง&amp;rdquo; สะท้อนความต้องการ เช่น ต้องการความเข้าใจ, ต้องการการยอมรับ, ต้องการความสุข, ต้องการความสุข 4.ให้ผู้ฝึกเดินตีกลองไปหยิบกระดาษสีแดงก่อน เพื่อให้ผู้ฝึกรู้ความต้องการหรือรู้อารมณ์ของตัวเอง และตามด้วยกระดาษสีเหลือง ซึ่งถือเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่จะทำให้ผู้ฝึกตีกลองนั้นมองเห็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ว่าอันที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ เพื่อกลับไปแก้ไขสิ่งที่เป็นให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ปัญหาเกิดการคลี่คลายไปในทางที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประโยชน์ของการ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; มีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเสียงดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยบำบัดความเครียดได้ เพราะในร่างกายของมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยจังหวะ ตั้งแต่การหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การทำงานของสมองที่ต้องทำอย่างเป็นจังหวะ ที่สำคัญยังมีการงานวิจัยในอังกฤษที่ออกมาระบุว่า การตีกลองสัปดาห์ละ 90 นาที รวม 10 สัปดาห์ จะช่วยลดความเศร้าลงได้ นอกจากนี้หากผู้ฝึกอยู่ในวัยทำงาน ก็จะช่วยลดอาการหมดไฟในการทำงานลงได้ ส่วนการฝึกในเด็กและวัยรุ่นนั้น ก็จะช่วยลดความโกรธและเครียดจากการเรียนการใช้ชีวิตได้ โดยสรุปแล้วหลักการของการตีกลอง หรือ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; คือการค้นหาความรู้สึก และความต้องการของเรา ว่าแท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เรานั้นคืออะไร และจะแก้ไขอย่างไร โดยการอ่านข้อความที่อยู่ในกระดาษทั้ง 2 สีประกอบ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ของการหาทางออกร่วมกันนั่นเอง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;--------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กและเยาวชนเรียนรู้ดรัมเซอร์เคิล...ได้อะไร??&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ บอกว่า &amp;ldquo;คำถามที่ว่าการตีกลองสามารถนำไปใช้กับเด็กได้อย่างไร สำหรับเด็กข้อดีคือว่ามันตอบโจทย์คือความสนุกสนาน ดังนั้นการตีกลองดรัมเซอร์เคิลก็เท่ากับเป็นการให้เด็กมีโอกาสเล่นกลอง ซึ่งเด็กก็จะทำให้สนุกสนานและเฮฮา แต่โดยรวมแล้วดรัมเซอร์เคิลตอบโจทย์เด็กและเยาวชนได้อย่างไรนั้น มันจะช่วยให้เขาลดความตึงเครียด เพราะเด็กยุคใหม่เรียนหนัก และมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ ตีเทนนิส แตะฟุตบอล และต้องไปเรียนพิเศษอีก โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้นนอกจากการเล่นกีฬาแล้ว การตีกลองก็เป็นอีกการสร้างความผ่อนคลายให้กับเด็กได้อีกวิธีหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับตัวอย่างกิจกรรมในวันนี้ เราดีไซน์ขึ้นมาสำหรับผู้ใหญ่ แต่จากประสบการณ์ที่เคยเห็นนั้น มีการใช้ในเด็กและเยาวชน เช่น กรณีที่เด็กรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด และต้องการเวลาพักผ่อน แต่เราอาจจะต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเด็กให้มากขึ้น หรือดีไซน์ให้เหมาะสมกับเด็ก เช่น ทำการ์ดรูปภาพ เพื่อสื่อถึงอารมณ์และความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กดูแล้วสื่อความหมาย เป็นต้น เพราะถ้าเด็กดูรูปภาพการ์ดที่ผู้ใหญ่ทำขึ้น เด็กก็จะเข้าใจและสื่อสารอารมณ์ของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเด็กบางคนจะสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด แต่จะสะท้อนผ่านการหยิบการ์ดรูปภาพขึ้นมา (เปลี่ยนจากตัวอักษรบนกระดาษ เป็นวาดภาพรูปการ์ตูน เพื่อสื่ออารมณ์และความต้องการของเด็ก) สำหรับประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ คือการที่เขาจะรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตัวเองได้ เพราะถ้าเขารู้ว่าถ้าเขารู้สึกแบบนี้ มันจะทำให้เด็กรู้ว่าคำพูดหรือความต้องการที่แท้จริงมันคืออะไร เขาก็จะดูแลอารมณ์และความต้องการของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น เวลาที่เด็กไปซื้อของกับพ่อแม่ ถ้าเด็กรู้ความต้องการของเขาเอง คือหมายความว่าเด็กชอบอะไรที่สวยๆ มีสีสัน ฉะนั้นการเลือกซื้อของก็จะตรงจุด หรือได้ของเล่นที่ถูกใจเด็ก ส่วนการเรียนก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยที่สุด คือครอบครัวสามารถใช้กิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ผมคิดว่าพ่อแม่ควรให้ทางเลือกเด็ก และให้เด็กเลือกทำ แทนที่พ่อแม่จะเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับเขา เนื่องจากบางครั้งพ่อแม่สนใจเรื่องดรัมเซอร์เคิลก็จะบังคับให้ลูกทำ ประกอบกับเด็กมีกิจกรรมมากมาย มันจะกลายเป็นว่าทำให้เด็กไม่ได้มีทางเลือกด้วยตัวเขาเอง เพราะการให้เขามีทางเลือก ในการที่ผู้ใหญ่เสนอทางเลือกนี้ไป และลูกๆ ตอบรับ นั่นแปลว่าเขาอยากเรียนรู้เรื่องของ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; ก็จะทำให้การฝึกฝนนั้นเป็นไปแบบมีความสุข แต่ถ้าเป็นการให้ที่เป็นคำสั่งของพ่อแม่ เด็กก็จะไม่มีความสุข ตรงกันข้ามถ้าเด็กได้เลือกทำอะไรที่เขาชอบ ก็จะทำให้เด็กมีความสุขทางใจมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าถามลูกก่อนว่าชอบวิธีนี้หรือไม่ หรือให้เด็กลองดู ถ้าลูกไม่ชอบก็ไม่ต้องบังคับ แต่ถ้าชอบก็สนับสนุนเขาต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;สำหรับประโยชน์ที่เราเจอในผู้ใหญ่ คือทำให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเขาต้องการอะไร และจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร ส่วนในเด็กเล็กและเยาวชนนั้น ก็ทำให้เขารู้ว่าเขาต้องการอะไรเช่นกัน เพราะด้วยวัยที่ยังเด็กมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงยังทำให้เด็กมองเห็นอาชีพที่อิสระ มั่นคง เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าเขาได้ฝึกจากความสนใจจริงๆ ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้คีย์เวิร์ดตรงนี้ และทำให้เขาสามารถไปค้นหาอาชีพที่เขารักได้เมื่อโตขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับระยะเวลาในการฝึก กรณีที่ถ้าเด็กสนใจ ต้องบอกว่าเนื่องการเล่นดนตรีใช้เวลาเท่าไร มันก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็ก พูดง่ายๆ ระยะเวลาการฝึกที่เห็นผลนั้นขึ้นอยู่กับตัวเด็กแต่ละคน เพราะสิ่งสำคัญคือเมื่อทำแล้ว เด็กรู้สึกแฮปปี้และสบายใจ อีกทั้งมีทัศนคติที่ดีกับเด็กอื่นๆ แต่ถ้าเขาสนใจจริงๆ เขาก็จะนำไปต่อยอดในเรื่องต่างๆ เอง หากว่าเขาเลือกแล้ว เด็กก็จะทำให้ด้วยความมุ่งมั่น และหันมาสนใจจริง ส่วนกิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; นั้น ไม่จำเป็นเข้าคอร์สเรียน เพราะถ้าสนใจจริงๆ ในยูทูบก็จะมีการสอน หรือการโชว์ให้ดูในสื่อออนไลน์ ผู้ปกครองสามารถนำมาพลิกแพลงใช้ เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองได้เช่นกันครับ&amp;rdquo;.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52417</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitekids, excitethaipost, X-CITE, ดรัมเซอร์เคิล, “ดรัมเซอร์เคิล”...จังหวะตีกลอง  ตัวช่วยเด็กรับมือความเครียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191213/image_big_5df3790f4b115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
