<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 15:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 15:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดบีโอไอ อนุมัติโกลว์ ลุยตั้งโรงไฟฟ้า มูลค่าลงทุน 6,000 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ก.ย. 2564 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2564 ว่าทีประชุมได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนโครงการรขยายกิจการของ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) เพื่อผลิตไฟฟ้าและไอน้ำระบบโคเจนเนอเรชัน ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยอง โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 200 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 460 ตัน/ชั่วโมง มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 6,000 ล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเป็นไปตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 - 2580 (PDP 2018) สำหรับภาพรวมในกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าในช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.- มิ.ย.) ของปี 2564 มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวนมากถึง 198 โครงการ หรือประมาณ 25% ของจำนวนโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 120,814 ล้านบาท หรือประมาณ 31% ของมูลค่าเงินลงทุนทั้งหมดของโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดวงใจ กล่าวเพิ่มเติมว่าที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบมาตรการสำคัญ 3 เรื่อง &amp;nbsp;1. สนับสนุนการพัฒนาวัคซีนและ/หรือยาในประเทศและการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้ประกอบการที่อยู่ระหว่างได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสามารถนำเงินสนับสนุนแก่โครงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและยา มาขอสิทธิประโยชน์ตามคุณค่าของโครงการได้ กรณีที่เงินสนับสนุนมีมูลค่าอย่างน้อย 1% ของยอดขายของโครงการใน 3 ปีแรกรวมกัน หรืออย่างน้อย 200 ล้านบาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มอีก 1-3 ปี และเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในสัดส่วน 100% ของค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องที่ 2. กระตุ้นไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบการปรับปรุงนโยบายส่งเสริมการลงทุนการผลิตยานพาหนะไฟฟ้า โดยเปิดให้การส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถจักรยานไฟฟ้า (E-BIKE) โดยให้ได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 ปี และหากมีการผลิต Traction Motor และ/หรือการผลิตโครงรถจักรยานไฟฟ้าจากวัสดุน้ำหนักเบาภายใน 3 ปี นับจากวันออกบัตรส่งเสริม จะได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติมอีกกรณีละ 1 ปี &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเรื่องที่ 3. ขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ประชุมฯ เห็นชอบมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยขยายขอบข่ายการสนับสนุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเศรษฐกิจฐานรากให้ครอบคลุมถึงการสนับสนุนองค์กรท้องถิ่นในการพัฒนากิจการเกษตรที่ยั่งยืน นอกจากนี้ ได้ขยายระยะเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมตามมาตรการเศรษฐกิจฐานรากออกไปอีก 1 ปี จากเดิมจะสิ้นสุดในปี 2564 เป็นภายในวันทำการสุดท้ายของปี 2565 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน), บอร์ดบีโอไอ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd394eb34e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/07/2021 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> แก้เกมกระตุ้นลงทุน  หนุนอีอีซีพ้นพิษโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแพร่ระบาดโควิด-19 นั้นลากยาวมานานเป็นเวลาเกือบ 2 ปี และยังทำให้เกิดผลกระทบอย่างต่อเนื่องไปถึงกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และชีวิตผู้คน ยิ่งปัจจุบันในประเทศไทยเองนั้นมีการแพร่ระบาดอย่างหนักหน่วงและรุนแรง สังคมจึงยิ่งได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างมาก โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อนั้นพุ่งสูงถึงหลัก 10,000 คนติดต่อกันหลายวัน ขณะที่เศรษฐกิจก็มีภาระเพิ่มขึ้นจากทุกด้าน สวนทางกับการขายที่ลดน้อยลงตามความต้องการของสังคมและตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพาการหมุนเวียนเศรษฐกิจผ่านในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของผ่านกิจกรรมทางสังคม การส่งออก การท่องเที่ยว รวมถึงการลงทุนที่ดูจะเป็นภาพใหญ่ที่สุด เนื่องจากจะสามารถสร้างเม็ดเงินได้ระดับสูงและต่อเนื่อง เมื่อมีการลงทุนก็จะมีการใช้เงินไปแจกจ่ายในส่วนอื่นๆ อาทิ การจ้างงาน การใช้วัตถุดิบภายในประเทศ การสนับสนุนตัวเลขทางเศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไปจนถึงการกระจายรายได้สู่ชุมชนหรือสังคม และช่วยเหลือในรูปแบบอื่น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศไทย &amp;ldquo;จำเป็น&amp;rdquo; ที่จะต้องรักษาระดับการลงทุนนี้ไว้ รวมทั้งยังต้องปรับกลยุทธ์ที่จะสามารถดึงดูดการลงทุนจากกลุ่มผู้ประกอบการให้เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ให้ได้ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ก็จะเป็นแม่แรงหลักที่ดูแลงานด้านนี้มาโดยตลอด เนื่องจากเป็นหน่วยงานสำคัญที่มีเครื่องมือเพื่อใช้ในการดึงดูดการลงทุนได้จากการออกสิทธิพิเศษต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขณะที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ บีโอไอก็ได้มีการปรับปรุงมาตรการและประเภทกิจการการส่งเสริมการลงทุนในหลายมาตรการเพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือถือว่าเป็นการปรับปรุงสิทธิและประโยชน์ครั้งใหญ่ โดย นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บีโอไอ เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2564 ที่ผ่านมา ว่าได้เห็นชอบ 1.ปรับปรุงสิทธิและประโยชน์เพิ่มเติมตามคุณค่าของโครงการเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันในหลายประเด็น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ 1) กรณีที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) ไม่น้อยกว่า 1% ของยอดขายรวม 3 ปีแรก หรือไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท นอกจากจะได้จำนวนปียกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มขึ้นอีกไม่เกิน 5 ปี ตามขนาดการลงทุนและค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาแล้ว ยังไม่กำหนดเพดานการยกเว้นภาษีเงินได้อีกด้วย 2) ยังเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีที่มีการลงทุนเพิ่มในการฝึกอบรม หรือฝึกการทำงานเพื่อพัฒนาทักษะเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับนักศึกษาที่อยู่ระหว่างการศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคนมากขึ้น และ 3) กรณีที่เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่เข้าข่าย เช่น วิจัยพัฒนา ฝึกอบรม ออกแบบ และพัฒนา Supplier ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ ก็ยังจะได้รับวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายเหล่านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ปรับปรุงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมการผลิตเวเฟอร์ที่ใช้เงินลงทุนสูง และใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำของอิเล็กทรอนิกส์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 10 ปี นอกจากนี้ เพื่อเร่งดึงการลงทุนจากต่างประเทศรายใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการผลิตของรายเดิมในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์หรืออุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB)&amp;nbsp;
ซึ่งใช้เทคโนโลยีการผลิตและเงินลงทุนสูงและเป็นสายการผลิตแบบอัตโนมัติ จึงได้ปรับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดเป็น 8 ปี ทั้งนี้ จะต้องมีการลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 1,500 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนอุตสาหกรรม PCBA ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องก็ได้ปรับสิทธิประโยชน์สำหรับโครงการที่มีเงินลงทุนค่าเครื่องจักรอย่างน้อย 500 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปรับปรุงประเภทกิจการ เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์อุตสาหกรรมดิจิทัล โดยยุบรวมประเภทกิจการให้เหลือเพียง 1 ประเภท ได้แก่ กิจการพัฒนาซอฟต์แวร์ แพลตฟอร์ม เพื่อให้บริการดิจิทัล หรือดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 8 ปี โดยมีเงื่อนไขต้องจ้างงานและพัฒนาบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) หรือได้รับใบรับรองมาตรฐานด้านไอที (CMMI ระดับ 2)&amp;nbsp;
ซึ่งจากการปรับปรุงทั้งหมดนี้ บีโอไอเชื่อว่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการวิจัยและการพัฒนา สนับสนุนการพัฒนาบุคลากร รวมถึงดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมและบริการที่ใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และการลงทุนตามแนวทางบีซีจีให้เพิ่มขึ้น เพื่อหวังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล่านี้ให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อเป็นแหล่งรองรับการลงทุนในภูมิภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันแนวทางที่ได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนด้านต่างๆ นั้น เพื่อเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งเอส-เคิร์ฟ และนิว เอส-เคิร์ฟ เพื่อให้ทันกับบริบทของโลกเปลี่ยนเปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการเปลี่ยนเปลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศไทยที่ผ่านมานั้นเห็นความสำคัญกับกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนมีการเดินหน้าพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ให้เกิดขึ้นมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;วิกฤติโควิดนี้ก็ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพื้นที่อีอีซีเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะใช้รองรับนักลงทุนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันวิกฤติดังกล่าวก็ทำให้นักลงทุนจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหรือทบทวนแผนการลงทุนอย่างถี่ถ้วน ทางบีโอไอเองก็เชื่อมั่นว่าจากการปรับแผนการดึงดูดลงทุนครั้งนี้จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดรูปธรรม&amp;quot; นางสาวดวงใจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงความเชื่อมั่นนักลงทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดว่าอาจจะกระทบนักลงทุนในระยะสั้น แต่มั่นใจได้ว่าในโครงการขนาดใหญ่ที่มีระยะการลงทุนระยะยาวนั้นไม่ได้รับผลกระทบแน่นอน ขณะที่โครงการอีอีซีจะยังไม่ได้รับผลกระทบหนัก เนื่องจากหลายโครงการที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีส่วนใหญ่จะเป็นโครงการระยะยาว แต่ก็ต้องรอการตัดสินใจของนักลงทุนด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันหลายฝ่ายอาจจะมีความกังวลเรื่องการเดินทาง ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศก็ต้องเร่งเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องโควิดให้จบเรียบร้อยก่อน ซึ่งในไทยเองก็อยากให้รัฐบาลเร่งเรื่องนี้ เพราะจะช่วยกระตุ้นและสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนได้ดีที่สุด ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในปี 2564 นี้ต้องเป็นไปตามทิศทางของเศรษฐกิจโลก แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะไม่หวือหวาเท่าไหร่นักเมื่อเทียบกับช่วงที่ไม่มีสถานการณ์โควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพร.) ได้เปิดเผยถึงการสัมมนาวิชาการ ประมาณการเศรษฐกิจระยะสั้นและภาพเศรษฐกิจไทยใน 5 ปีข้างหน้า &amp;ldquo;EEC Macroeconomic Forum&amp;rdquo; ว่าจากการหารือในทุกๆ ฝ่าย จึงได้เกิดแนวทางเตรียมพร้อมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 13 (พ.ศ.2566-2570) ขึ้น เพื่อผลักดันเศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติก่อนโควิด-19 แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้เศรษฐกิจไทยก้าวไปข้างหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการสอดประสานระหว่างมาตรการการเงินการคลัง สภาพคล่องโดยรวมอยู่ในระดับสูง จึงเป็นกลไกสำคัญเอื้อต่อการปรับโคร้างสร้างเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในอนาคตต่อไป โดยประเด็นสำคัญจากการสัมมนาได้สรุปไว้ดังนี้ 1.ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564-2565 และการบริหารภายใต้สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;โดยประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 กรอบการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 1.0-2.0% และปี 2565 จะขยายตัวระหว่าง 1.1-4.7% ซึ่งการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของการฟื้นตัว และมาตรการการคลังของภาครัฐมีความสำคัญช่วยบรรเทาเยียวยาได้ ให้ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มาตรการเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจ และประมาณการความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง มาตรการบรรเทาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจาก พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 1 ล้านล้านบาท รัฐบาลได้อนุมัติโครงการแล้ว 8.3 แสนล้านบาท คิดเป็น 83% ของวงเงิน และครอบคลุมด้านสาธารณสุข ด้านผลกระทบระยะสั้นและด้านการฟื้นฟูระยะยาว ด้านการก่อหนี้ภาครัฐ ส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินในรูปแบบเงินบาท ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ และไม่กระทบต่อความยั่งยืนของการคลังในระยะปานกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่โจทย์สำคัญหลังสถานการณ์โควิด-19 จบลง คือประเทศไทยจะต้องมีการเผชิญใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การเติบโตที่ไม่สมดุลเชิงพื้นที่ จากความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นก่อนโควิด-19 เมืองหลักที่เป็นเมืองเศรษฐกิจมีเพียง 15 จังหวัด คิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศ เมืองรองยังคงเป็นจังหวัดที่ยากจน โดยโควิด-19 ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับด้าน ย้ายออกเพราะตกงาน และย้ายเข้าเมืองหลวงเพื่อหางานทำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ความยากจนเหลื่อมล้ำเรื้อรัง โควิด-19 ทำให้คนจนเพิ่มขึ้นทั่วโลก 15 ล้านคน เป็นคนไทย 1.5 ล้านคน จากฐานคนจนเดิม 4.3 ล้านคน ส่งให้ผลคนจนในไทยเพิ่มขึ้นรวม 5.8 ล้านคน 3.การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ปัจจุบันประเทศไทยมี 30 จังหวัดที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว และ 4.ประมาณการศักยภาพของประเทศ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้รายได้ของประเทศหายไปสูงถึง 2.2 ล้านล้านบาท และเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยประมาณการเศรษฐกิจไทยหลังโควิด-19 จะขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่ำกว่าช่วงปกติก่อนโควิด-19 ที่ประมาณการไว้เพียง 3-4% ซึ่งเป็นเกณฑ์ต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ทั้งนี้ การจัดทำแผนฯ 13 ในปี 2565 ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวจาก 2.5% เป็น 4.5% จำเป็นต้องเกิดการลงทุนเพิ่มปีละ 6 แสนล้านบาท ซึ่งมีข้อจำกัดแหล่งเงินในการสนับสนุนลงทุนในประเทศ และภาครัฐไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มได้อีก จึงจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการหารือทั้งหมดคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากปัจจัยทั้งการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ต้องเร่งปรับตัวไปสู่อุตสาหกรรมและบริการที่สร้างมูลค่าสูงขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีการผลิตและส่งออกสินค้าให้เท่าทันโลก ความจำเป็นของข้อตกลงร่วมกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งการสร้างโอกาสทางรายได้และการศึกษา การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อลดความเหลื่อมล้ำอันจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนหลังโควิด-19 จบลง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งที่เข้าไปสนับสนุนการลงทุนในพื้นที่อีอีซีได้ด้วยเช่นกัน เพราะหากเศรษฐกิจในประเทศดีก็จะส่งผลไปยังทุกกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหรือการลงทุน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210725/image_big_60fd397351589.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101922</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 08:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 08:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอปลื้มยอดขอส่งเสริมการลงทุนเข้าเป้าโต80% เกาหลีใต้มาแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค. 2564 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า การลงทุนในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค.- มี.ค.) ปี 2564 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 401 โครงการ เพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าลงทุนรวม 123,360 ล้านบาท เติบโต 80% เมื่อเทียบกีบช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจมีมูลค่าลงทุนทั้งสิ้น 74,830 ล้านบาท ซึ่ง 2 อันดับแรกที่มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมสูงสุด ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมการแพทย์ มูลค่า 18,430 ล้านบาท เติบโตขึ้นมากกว่า 100 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และ 2.อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 17,410 ล้านบาท เติบโตขึ้น 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมการแพทย์เติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าในหมวดการแพทย์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้มีการขยายการลงทุนในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นอุตสาหกรรมในกลุ่ม S-Curve ขยายตัวต่อเนื่องจากผลของเวิร์ค ฟอร์ม โฮม ซึ่งเป็นแนวทางใหม่ในการทำงานในยุคเชื้อโควิดระบาด และการย้ายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมนี้ยังมีอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo;นางสาวดวงใจ กล่าว
ด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 191 โครงการ มูลค่าลงทุน 61,979 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้น 143% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยอันดับประเทศที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่มีมูลค่ามากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และสิงคโปร์ ซึ่งมีขนาดการลงทุนใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ การลงทุนของเกาหลีใต้ปรับสูงขึ้นในไตรมาสนี้เนื่องจากมีการร่วมทุนในโครงการขนาดใหญ่ด้านอุตสาหกรรมการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่เป้าหมายที่มีมูลค่าการลงทุนสูงสุดอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยมีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมมูลค่า 64,410 ล้านบาท เติบโตขึ้น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็น จังหวัดระยอง มูลค่าลงทุน 29,430 ล้านบาท จังหวัดชลบุรี 24,970 ล้านบาท และจังหวัดฉะเชิงเทรา 10,010 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นมาก โดยมีจำนวน 39 โครงการ เงินลงทุน 8,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่า เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแบ่งเป็นมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านประหยัดพลังงาน พลังงานทดแทน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จำนวน 21 โครงการ เงินลงทุน 5,630 ล้านบาท มาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร จำนวน 16 โครงการ เงินลงทุน 2,470 ล้านบาท และมาตรการวิจัยและพัฒนาหรือออกแบบทางวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ จำนวน 2 โครงการ เงินลงทุน 300 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101922</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, ยอดขอส่งเสริมการลงทุน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ), ไตรมาสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210506/image_big_609349043624a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98416</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2021 18:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2021 18:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเดินหน้าหนุนอุตฯไบโอเทคอนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วมูลค่ารวม 2,417 ล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เมษายน 2564 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในปี 2564 การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ หรือ ไบโอเทค มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกของปี (ม.ค.-มี.ค. 64) บีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนแล้วมูลค่ารวม 2,417 ล้านบาท ซึ่งโครงการกลุ่มไบโอเทคที่ได้รับการอนุมัติจากบีโอไอในไตรมาสแรกอยู่ในสาขาการแพทย์ อาหาร และ พลาสติกชีวภาพ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.บริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด โครงการผลิตผลิตภัณฑ์เซลล์ และยีนบำบัด เพื่อรักษาโรคสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหลัก เช่น เคมีบำบัด การฉายรังสี เป็นต้น โดยจัดเป็นยาที่ใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด 2.บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด เป็นสตาร์ทอัพไทย โครงการผลิตยาจากเทคโนโลยีชีวภาพ หรือชีวเภสัชภัณฑ์ เช่น วัคซีน ยาในกลุ่ม MONOCLONAL ANTIBODY และ THERAPEUTIC PROTEIN ที่ได้จากการใช้ต้นยาสูบเป็นเจ้าบ้าน (HOST) &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.บริษัท เคียววะ ไบโอเทคโนโลยีส์ จำกัด โครงการผลิต HUMAN MILK OLIGOSACCHARIDE (HMO) ซึ่งเป็นน้ำตาลที่เป็นองค์ประกอบในน้ำนมแม่ และทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียดีในลำไส้ จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และ 4.บริษัท ฟรุตต้า ไบโอเมด จำกัด โครงการผลิตพลาสติกชีวภาพชนิด PHA และ PHA BIOPLASTIC COMPOUND และผลิตภัณฑ์ขึ้นรูปจากพลาสติก PHA เช่น ถุง ขวด ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งเป็นกิจการที่นำของเหลือทางการเกษตร เช่น ใบพืช ผักเสียเหลือทิ้งจากแปลง และของเหลือจากกระบวนการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร เช่น เปลือกกล้วย เปลือกมะม่วง เปลือกสับปะรด กากถั่วเหลือง เป็นต้น มาพัฒนาเป็นวัตถุดิบในการผลิต PHA ได้ โดยโครงการมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กิจการด้านไบโอเทคเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งผลักดันให้เกิดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด BCG ของรัฐบาล ที่มุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยใช้จุดแข็งด้านภาคเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพของไทยไปต่อยอดตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ด้วยการใช้เทคโนโลยี&amp;rdquo;นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98416</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ไบโอเทค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210405/image_big_606aef51481e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79051</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเตรียมอัดสิทธิประโยชน์เพิ่มรักษาการจ้างงาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2563 น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาอนุมัติออกมาตรการการช่วยเหลือรักษาอัตราการจ้างงาน เนื่องจากหลายบริษัทได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยบีโอไอจะใช้เครื่องมือที่มีอยู่เข้าไปช่วยเหลือ เช่น การเพิ่มสิทธิประโยชน์บางด้านที่เชื่อมโยงกับค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน คาดว่า จะช่วยรักษาอัตราการจ้างงานในส่วนของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอได้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้จะเสนอให้พิจารณาเพิ่มสาขาการส่งเสริมในกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเซอร์คูล่าอีโคโนมี ที่ควรเพิ่มสาขาการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไบโอแมส นำมาทำผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องจาก วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพิ่มขึ้น รวมทั้งเพิ่มสาขากิจการในกลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ ในสาขาการวิจัยทางคลินิก เนื่องจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่จะต้องผ่านขั้นตอนทำการวิจัยศึกษาทางคลินิก จึงต้องให้สิทธิประโยชน์ในสาขานี้ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;rdquo;ในการประชุมบอร์ดบีโอไอครั้งหน้าภายในเดือนต.ค. จะเสนอหลายมาตรการในการกระตุ้นการลงทุนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งจะขยายมาตรการไทยแลนด์ พลัส ที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% ต่ออีก 5 ปี เพิ่มจากสิทธิประโยชน์เดิม ซึ่งมาตรการนี้จะหมดอายุในสิ้นปีนี้ให้ต่ออายุออกไป เพื่อดึงดูดบริษัทที่จะย้ายฐานการผลิตออกจากจีนให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย รวมทั้งอาจจะเสนอมาตรการเพิ่มบางด้านเพื่อเพิ่มการดึงดูดการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผู้ประกอบการได้ย้านฐานการผลิตจากจีนเข้ามาในไทยได้หลายราย&amp;rdquo;น.ส.ดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความต้องการของตลาดโลกเปลี่ยนไป ส่งผลให้มีกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ซึ่งเป็นสาขาอุตสาหกรรมที่เป็นอนาคตของไทยเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มยา สารชีววัตถุ ชุดตรวจโรค ทำให้ในช่วง 3-4 เดือนก่อน กลุ่มอุตสาหกรรมนี้กลายเป็นกลุ่มดาวรุ่ง บีโอไอจึงเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ โดยมีข้อกำหนดให้ต้องเร่งลงทุนภายในปีนี้ และจะต้องจำหน่ายภายในประเทศมากกว่า 50% ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มเครื่องมือแพทย์ถึง 45 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เติบโตแบบก้าวกระโดด จากปี 61- มิ.ย. 63 มีจำนวน 116 โครงการ เงินลงทุน 2.9 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในครึ่งปีแรกมีมูลค่าประมาณ 1.58 แสนล้านบาท ลดลง 17% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนครึ่งปีหลังยังชะลอตัว คาดว่าทั้งปีมูลค่าการลงทุนจะไม่ต่ำกว่าปี 58 ที่มีตัวเลขต่ำสุดมีมูลค่า 2.18 แสนล้านบาท ส่วนปี 64 มั่นใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและหลายอุตสาหกรรมก็ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากมีการปลดล็อกการเดินทางตัวเลขการลงทุนก็จะดีขึ้นอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79051</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, รักษาการจ้างงาน, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f08da9a88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76219</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2020 09:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2020 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> บีโอไออนุมัติรวด40โครงการหนุนไทยเป็นฐานผลิตอุตฯการแพทย์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ย. 2563 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอมุ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้มีมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่สิ้นสุดระยะเวลาการยื่นขอรับการส่งเสริมเมื่อเดือนมิ.ย. 2563 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริมและอยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมตามมาตรการนี้ จำนวน 50 โครงการ โดยบีโอไอได้อนุมัติไปแล้ว 42 โครงการ มีมูลค่าการลงทุนรวม 11,999.5 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการที่ยื่นขอรับการส่งเสริม ส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตเครื่องมือแพทย์และชิ้นส่วน &amp;nbsp;ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศในอนาคต เช่น กิจการผลิตหน้ากากอนามัย กิจการผลิตถุงมือยาง นอกจากนี้ยังมีกิจการผลิต Non-Woven Fabric เช่น Spunbond หรือ Melt blown ที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรการนี้ ได้แก่ บริษัท แอปสลาเจน จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด (สัญชาติไทย) และบริษัท HAASE INVESTMENT (สัญชาติเยอรมัน) เพื่อวิจัยพัฒนาหรือผลิตตัวทำปฏิกิริยาชีวภาพในการตรวจวินิจฉัย และสารละลายผสมที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัย ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำไปใช้ในการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลหรือใช้ในการตรวจหาสารพันธุกรรม ของไวรัส ด้วยวิธี RT &amp;ndash; PCR โดยมีมูลค่าลงทุน 9 ล้านบาท มีที่ตั้งโครงการที่จังหวัดนนทบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ บีโอไอยังได้อนุมัติโครงการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นกิจการที่ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนให้ไทยเป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมการแพทย์ ของบริษัท คินเจน ไบโอเทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท คินเจน โฮลดิ้งส์ จำกัด (สัญชาติไทย) กับบริษัท เจเนไซน์ อิงค์ จำกัด (สัญชาติเกาหลีใต้) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยนำจุลินทรีย์มาผลิตสารออกฤทธิ์ชีวภาพที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาชีววัตถุที่จะมาทดแทนยาเคมี มูลค่าการลงทุนกว่า 400 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการดังกล่าวเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการวิจัยและผลิตสารออกฤทธิ์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงจากประเทศเกาหลีใต้ เพื่อพัฒนาต่อยอดกระบวนการผลิตให้กับโรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุแห่งชาติ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยบริษัทได้เสนอแผนความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่มหาวิทยาลัยอีกด้วย&amp;quot;นางสาวดวงใจ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76219</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานการผลิตอุตสาหกรรมการแพทย์, ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200902/image_big_5f4f08da9a88a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73683</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 09:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเผยการลงทุนจากต่างประเทศยังโตเปิดยอดขอรับส่งเสริมช่วง 6 เดือนโครงการเพิ่ม 7% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2563 น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) รวมทั้งสิ้น 754 โครงการ เพิ่มขึ้น 7%&amp;nbsp;จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 703 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 158,890 ล้านบาท ลดลง 17%&amp;nbsp;จากปีก่อนที่สามารถทำมูลค่ารวม 190,330 ล้านบาท เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และในช่วงเดียวกันของปี 2562 มีโครงการขนาดใหญ่ด้านพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลยื่นขอรับการส่งเสริม ซึ่งเป็นการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) 225 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 85,480 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

สำหรับยอดขอรับการส่งเสริมส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 371 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 83,140 ล้านบาท คิดเป็น 52%&amp;nbsp;ของมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีการยื่นขอรับการส่งเสริมรวม 52 โครงการ เพิ่มขึ้น 174%&amp;nbsp;มูลค่าเงินลงทุนรวม 13,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 123%&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;ldquo;ยอดคำขอรับการส่งเสริมในอุตสาหกรรมการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากมาตรการเร่งรัดการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์ ที่บอร์ดบีโอไอเห็นชอบเมื่อเดือนเม.ย. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างรวดเร็ว รองรับความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งจากสถิติการส่งเสริมการลงทุนช่วง 6 เดือนของปีนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจว่ามีนักลงทุนรายใหม่สนใจขอรับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ ซึ่งเป็นการยื่นขอรับการส่งเสริมในโครงการใหม่ถึง 366 โครงการ คิดเป็น 49%&amp;nbsp;ของจำนวนคำขอรับการส่งเสริมทั้งหมด เงินลงทุนรวม 42,520 ล้านบาท คิดเป็น 27%&amp;nbsp;ของเงินลงทุนทั้งหมด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;rdquo;นางสาวดวงใจกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;ทั้งนี้จำแนกตามอุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรกในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 28,250 ล้านบาท รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร มูลค่า 15,300 ล้านบาท อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน มูลค่า 13,510 ล้านบาท อุตสาหกรรมการแพทย์ 13,070 ล้านบาท และอุตสาหกรรมปิโตรและเคมีภัณฑ์ 4,380 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;

&amp;nbsp;สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)&amp;nbsp;6 เดือน มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริม 459 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5%&amp;nbsp;มูลค่าเงินลงทุนรวม 75,902 ล้านบาท ลดลง 34%&amp;nbsp;เพราะโควิด-19 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนโครงการและมูลค่าเงินลงทุนที่ยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุด 99 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนสูงสุดที่ 22,636 ล้านบาท คิดเป็น 30%&amp;nbsp;ของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ตามด้วยจีน 95 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 17,461 ล้านบาท และสิงคโปร์ 55 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 10,624 ล้านบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73683</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดวงใจ อัศวจินตจิตร์, บีโอไอ, ส่งเสริมการลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200806/image_big_5f2bf3b85b0ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
