<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 18:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 18:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธอส.&#039;ลุยพักต้น-หั่นดอกเบี้ยอุ้มลูกหนี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค. 2564 นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธอส. ได้มีมติเห็นชอบให้ ธอส. จัดทำมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่าน โครงการ ธอส. รวมไทย สร้างชาติ ปี 2564 ผ่านมาตรการที่ 13 และ 14 ซึ่งเป็น 2 มาตรการใหม่ ต่อเนื่องจากมาตรการที่ 1-12 ที่ธนาคารเคยให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้ามาตรการผ่านแอปพลิเคชัน GHB ALL ระหว่างวันที่ 11-29 พ.ค. 2564 โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาเพื่อลดโอกาสการแพร่ระบาดของโควิด-19 พร้อมกับอัพโหลดหลักฐานยืนยันว่าได้รับผลกระทบทางรายได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน GHB ALL ให้ธนาคารพิจารณา เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ภาพถ่าย หรือสเตทเม้นท์ เป็นต้น หรือ กรณีไม่มีสมาร์ทโฟน สามารถกรอกข้อมูลเพื่อแจ้งความประสงค์ขอรับความช่วยเหลือตามมาตรการได้ที่ www.ghbank.co.th&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการที่ 13 พักชำระเงินต้น และจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน ระยะแรกเป็นเวลา 3 เดือน (1 พ.ค. &amp;ndash; 31 ก.ค. 2564) สำหรับลูกค้าที่มีสถานะบัญชีปกติ (ไม่เป็นเอ็นพีแอล ไม่อยู่ขั้นตอนของกฎหมาย และไม่อยู่ระหว่างทำข้อตกลงประนอมหนี้) ครอบคลุมทั้งลูกค้าที่ไม่เคย หรือเคยใช้ หรืออยู่ระหว่างใช้มาตรการความช่วยเหลือเดิมของธนาคาร และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จากโควิด-19 รวมถึงยังไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามสัญญาเงินกู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการที่ 14 พักชำระเงินต้นและจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยรายเดือน พร้อมลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.90% ต่อปี ระยะแรกเป็นเวลา 3 เดือน (1 พ.ค. &amp;ndash; 31 ก.ค. 2564) สำหรับลูกหนี้ที่สถานะเอ็นพีแอล และลูกหนี้เอ็นพีแอล ที่อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะพ้นสิทธิการปรับโครงสร้างหนี้ที่ใช้อยู่ หากใช้มาตรการที่ 14 และต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพ หรือทำธุรกิจ หรือการค้า เนื่องจากโควิด-19 และไม่สามารถผ่อนชำระเงินงวดให้ธนาคารได้ตามสัญญาเงินกู้หรือข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้หรือตามคำพิพากษา
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102121</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉัตรชัย ศิริไล, ดอกเบี้ย, ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.), ลดต้น, แอปพลิเคชัน GHB ALL</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210423/image_big_60823ecf16961.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93733</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/02/2021 12:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/02/2021 12:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะกยศ. ลดเงินต้น-ดอกเบี้ยหนุนกู้เรียนใน10อุตสาหกรรมเป้าหมาย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21​ ก.พ.นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคนโดยเฉพาะเด็กยากจนหรือเด็กด้อยโอกาส ให้เข้าถึงการศึกษา เพื่อผลิตกำลังคนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน เพื่อป้อนกำลังคนในสาขาที่เป็นความต้องการในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษและวิชาชีพสาขาขาดแคลน ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยศ. จึงได้สนองนโยบายรัฐบาล ด้วย &amp;ldquo;โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital)&amp;rdquo; ซึ่งดําเนินการระหว่างปีการศึกษา 2562 &amp;ndash; 2566 สําหรับนักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับปริญญาตรี เมื่อสําเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กําหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกิน ร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 30 สําหรับนักเรียน/นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินในระดับอาชีวศึกษา เมื่อสําเร็จการศึกษา ในสาขาวิชาที่กําหนดจะคิดดอกเบี้ยอัตราไม่เกินร้อยละ 0.5 ต่อปี และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 50&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ &amp;nbsp;อุตสาหกรรมดิจิทัลและอุตสาหกรรมแพทย์ครบวงจร &amp;nbsp;รวมทั้ง 3 โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมพาณิชย์นาวีและอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ โดยในปีการศึกษา 62 และ 63 มีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการแล้ว 59,874 คนและ 65,217คน ตามลำดับ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ผ่านมา กยศ. ยังได้มีมาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมในช่วงโควิด-19 &amp;nbsp;เช่น​ ได้กำหนดลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้และปิดบัญชีสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564, ลดเบี้ยปรับ 80% เฉพาะผู้กู้ยืมที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีที่ชำระหนี้ค้างให้มีสถานะปกติสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564, ลดเงินต้น 5% สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยผิดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียวกันสิ้นสุด 30 มิถุนายน 2564, ลดอัตราเบี้ยปรับจาก 7.5% เหลือ 0.5% ถึง 30 มิถุนายน 2564, พักชำระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืมที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 ปี (2563-2564)​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2539 มีผู้กู้เงินกองทุนไปแล้ว 5,972,343 ราย เป็นเงินกู้ 655,146 ล้านบาท และสำหรับสถานะ กยศ. ณ สิ้นปี 2563 จากผู้กู้จำนวน 5.9 ล้านราย มีผู้กู้ปิดบัญชีไปแล้ว 1,343,496 ราย อยู่ระหว่างปลอดหนี้ 998,512 ราย และอยู่ในระหว่างชําระหนี้ 3,567,661 ราย และจากผู้ที่อยู่ระหว่างผ่อนชําระหนี้ 3.5 ล้านราย มีผู้กู้ยืมผิดนัดชําระหนี้ จํานวน 2,209,509 ราย คิดเป็นเงินต้นค้างชําระ จํานวน 78,506 ล้านบาท โดยในปีการศึกษา 2563 กยศ.ให้กู้ยืม 600,000 ราย จำนวนเงิน 33,000 ล้านบาท และกองทุนบริหารจัดการโดยไม่ได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี 2561 แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93733</URL_LINK>
                <HASHTAG>10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย, กยศ., ดอกเบี้ย, นายอนุชา บูรพชัยศรี, ลดต้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210120/image_big_6007f8c0eca1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67047</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 10:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 10:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แก๊งดอกเบี้ยโหดหนาว!ตำรวจผุดศปน.ตร.จัดหนักเหตุซ้ำเติมวิกฤตโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ค.2563 - พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในฐานะโฆษก ตร.เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019(โควิด-19) ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและการดำเนินชีวิตของประชาชนในวงกว้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ จึงสั่งการให้ สตช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบให้แก่ประชาชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบให้เป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ซึ่ง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ได้สั่งการโดยเร่งด่วนให้จัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปน.ตร. ขึ้น โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของงานปราบปรามอาชญากรรมพิเศษงานนโยบายสำคัญเร่งด่วน และมอบหมายให้ตนเองเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ซึ่งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สตช.จะมีภารกิจหน้าที่เกี่ยวกับการปราบปรามและดำเนินคดีกับ ผู้มีอิทธิพล บุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีพฤติการณ์ให้ประชาชนกู้ยืมเงินโดยผิดกฎหมาย เรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือ มีลักษณะเป็นการทำสัญญาเอารัดเอาเปรียบประชาชน การทวงถามหนี้โดยผิดกฎหมาย หรือการกู้ยืมเงินที่มีลักษณะเป็นการฉ้อโกงประชาชน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ปิยะกล่าวต่อว่า แนวทางการทำงานของ ศปน.ตร. จะดำเนินการควบคู่กัน &amp;nbsp;2 ส่วน ทั้งส่วนกลาง และส่วนปฏิบัติการในพื้นที่ คือฝ่ายปฏิบัติการส่วนกลาง มีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเป็นหลัก ทั้งนี้มอบหมายให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ(บก.ปอศ.) เป็นหน่วยรับผิดชอบ และมีกองบังคับการปราบปราม(บก.ป) กองบังคับการปราบปราบการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค(บก.ปคบ.) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เป็นหน่วยร่วมปฏิบัติการ ฝ่ายปฏิบัติการหลักในพื้นที่ มอบหมายให้ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และตำรวจภูธรภาค 1-9 ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบในพื้นที่ โดยมีผู้บัญชาการ เป็นหัวหน้า และเชิญผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ อาทิ ฝ่ายปกครอง อัยการ สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่ดินจังหวัด สรรพากรจังหวัด หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม เป็นที่ปรึกษา ทั้งนี้สถานีตำรวจทุกแห่งจะสนับสนุนข้อมูล ประวัติ พฤติการณ์ของนายทุนตลอดจนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการไปในหลากหลายรูปแบบ เช่น ขณะนี้พบว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำความผิดในลักษณะเป็นขบวนการจำนวนมาก หรือล่าสุดขณะนี้ มีการเปิดเป็น Application เพื่อให้ประชาชนกู้ยืมเงินผ่านโทรศัพท์ โดยแอปพลิเคชั่นจะบังคับให้เข้าถึงข้อมูลต่างๆในโทรศัพท์ เมื่อผิดนัดชำระหนี้ จะมีการทวงหนี้ โดยส่ง SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของบุคคลอื่นที่มิใช่ลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้ได้รับความอับอาย เป็นต้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องดังกล่าวถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน ขอให้ประชาชน &amp;nbsp;ที่ได้รับความเดือดร้อน หรือรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนได้ที่กองบังคับการปราบปรามกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ถนนสาทรเหนือ แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร หมายเลขโทรศัพท์ 0523410680 หรือร้องทุกข์ได้โดยตรงที่ สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือผ่านทางโทรศัพท์สายด่วน 191 และ 1599ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67047</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอกเบี้ย, พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย} ผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, สตช., โควิด-19, โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecddb157a15a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51067</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/11/2019 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/11/2019 15:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินผุดโครงการ “สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาท”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ออมสิน เท 2.5 หมื่นล้านบาท ส่งโครงการ &amp;ldquo;สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาท&amp;rdquo; เอาใจประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง โชว์ดอกเบี้ยปีแรกแสนถูก 0.010% ต่อปี ทั้งสร้าง-ซื้อ-ซ่อมแซม/ต่อเติมและรีไฟแนนซ์ เปิดให้ผ่อนยาว 40 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 25 พ.ย. 62 - นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า เพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง ธนาคารออมสินได้เตรียมวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท ในการดำเนินการออกผลิตภัณฑ์ &amp;ldquo;สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาท&amp;rdquo; เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการมีที่อยู่อาศัยในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะช่วงปลายปี ทั้งซื้ออยู่อาศัยใหม่ ปลูกสร้างบ้านบนที่ดิน ต่อเติม ซ่อมแซม หรือต้องการรีไฟแนนซ์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถแจ้งความจำนงได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ทั้งนี้ สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาท ให้กู้ตามความสามารถชำระหนี้ของลูกค้าแต่ละราย โดยไม่จำกัดวงเงินกู้สูงสุด คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คือ อัตราดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 0.010% ปีที่ 2-3 เท่ากับ 4.350% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-0.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารฯ ปัจจุบัน = 6.745% ต่อปี) คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปี = 2.903% โดยวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระ 20 ปี ในปีแรกคิดเป็นเงินงวดผ่อนชำระ 10 บาทต่อเดือน ปีที่ 2-3 ผ่อนชำระ 3,700 บาทต่อเดือน และปีที่ 4 เป็นต้นไป ผ่อนชำระ 8,300 บาทต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังได้รับการลดค่าใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งให้ลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์จาก 2.00% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนองจาก 1.00% เหลือ 0.01% อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ขณะเดียวกันธนาคารออมสินได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้สามารถผ่อนชำระได้สูงสุดถึง 40 ปี โดยลูกค้าสามารถเลือกผ่อนชำระได้ยาวนานขึ้น เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นและเหมาะสมกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ให้มากที่สุด ขณะที่สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาท ได้คิดคำนวณเงินงวดให้ผ่อนสบาย ๆ ในช่วงภาวะที่เศรษฐกิจปัจจุบัน เพื่อให้แบ่งเงินนำไปเป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงเก็บออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51067</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พยุหนาวีชัย, ดอกเบี้ย, สินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ, ออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191125/image_big_5ddb8b856d7de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35419</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2019 15:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/05/2019 15:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> SCB คาดปี 62 กนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยพาณิชย์ เล็งเศรษฐกิจไทย หลัง กนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.75% ต่อปี หวังให้นบายการเงินผ่อนคลาย เผยหวั่นการค้าโลกฉุดตัวเลขส่งออกไทยต่ำกว่าเป้าหมายที่ประเมินไว้ พร้อมคาดอัตราเงินเฟ้อในปี 62 จะอยู่ที่ประมาณ 0.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 พ.ค. 62 -นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส สถาบันอีไอซี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (SCB) เปิดถึงผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% ต่อปี โดยคณะกรรมการฯ เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เพื่อให้นโยบายการเงินผ่อนคลายเพียงพอต่อการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยอีไอซีมองว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่มีโอกาสออกมาต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อีไอซี คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้หลัง กนง. ยังแสดงความกังวลต่อความเสี่ยงด้านต่ำของเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และ ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปน่าจะต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ซึ่งโอกาสที่ กนง. จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ในปีนี้มีน้อยลงเมื่อเทียบกับการประชุมครั้งก่อน นอกจากนี้ อีไอซียังประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้อาจมีค่าต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายนโยบายการเงิน โดยจากประมาณการล่าสุดโดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 0.9%&amp;rdquo;นายวชิรวัฒน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมาย ตัวเลขเศรษฐกิจปรับดีขึ้นต่อเนื่อง และความเสี่ยงทางการเมืองลดลง ก็อาจทำให้ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงปลายปี ทั้งอีไอซีมองว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งต่อไปจะยังคงเป็นการปรับขึ้น เนื่องจาก กนง. ยังมีความตั้งใจที่จะทยอยลดระดับความผ่อนคลายของนโยบายการเงินลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35419</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายการเงิน, ดอกเบี้ย, สถาบันอีไอซี, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180122/image_big_5a65a7e45e7d0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22533</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/11/2018 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2018 06:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบงก์ชาติส่งซิกดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อธนาคารพาณิชย์ยังตรึงต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธปท. มองขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เชื่อไม่กดดันทำธนาคารพาณิชย์ขยับดอกเบี้ยตามทันที เหตุสภาพคล่องยังล้น แจงนโยบายการเงินต้องชั่งน้ำหนัก 4 ปัจจัยสำคัญ อัตราเงินเฟ้อ ความเข้มแข็งในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงินและความสามารถในการทำนโยบายในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย. 61- นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า หาก ธปท.ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ก็ไม่ได้เป็นแรงกดดันที่ทำให้ธนาคารพาณิชย์จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามในทันที โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เนื่องจากมองว่าขณะนี้ในระบบธนาคารพาณิชย์ยังมีสภาพคล่องอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ประกอบกับในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ธนาคารพาณิชย์สามารถทำกำไรได้ดีกว่าอยู่แล้ว
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ แม้ขณะนี้ ธปท.จะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่อัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรได้ปรับขึ้นไปบ้างแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินตลาดทุนโลกที่ขยับขึ้น ซึ่งเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรปรับสูงขึ้น ทำให้ธนาคารพาณิชย์จะแข่งกันปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ารายใหญ่ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ลูกค้ารายใหญ่ค่อนข้างมาก ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามีลูกค้ารายใหญ่บางส่วนกลับมากู้แบงก์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด แม้จะมีกรรมการที่เห็นควรให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 3 เสียง แต่อีก 4 เสียงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยนั้น แต่ทุกคนยังเห็นตรงกันว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังจำเป็นสำหรับประเทศไทย แต่การที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำเป็นเวลานาน และต่ำมากเป็นพิเศษ ย่อมจะทำให้เกิดจุดเปราะบาง และส่งผลข้างเคียงต่อระบบการเงินไทยได้ ดังนั้นแนวทางการตัดสินนโยบายของ ธปท.ยังยึดหลัก Data Dependent คือต้องประเมินสถานการณ์ และบริบท รวมทั้งข้อมูลต่างๆ อย่างละเอียดในการตัดสินนโยบายแต่ละครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22533</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอกเบี้ย, ธนาคาร, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ธปท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b88a6d520c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22205</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2018 13:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2018 13:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคประชาชาติ ชูนโยบายยกเลิกดอกเบี้ย กยศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประชาชาติ&amp;quot;เสนอยกเลิกดอกเบี้ย กยศ. หนุนพัฒนาครูลง จชต. ตัดงบฯสร้างตึก มาพัฒนาการศึกษา/ตัด &amp;quot;คอมมิชชั่น&amp;quot;ค้าอาวุธ


พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ กล่าวถึงการ &amp;quot;สร้างอนาคตด้วยการคืนสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีให้ประชาชน&amp;rdquo; ว่า พรรคประชาชาติที่ผ่านมาประชาชนได้รับความเดือดร้อน กรณีหนี้กยศ.เป็นจำนวนมาก บางคนกู้เงินไปเรียน2 แสน แต่มีหนี้รวม 6 แสนเพราะเจอทั้งค่าปรับและดอกเบี้ย พรรคประชาชาติจึงมีแนวคิดเข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว ใครมีหนี้ก็ต้องใช้ แต่ค่าปรับและดอกเบี้ยต้องยกเลิก พร้อมกันนี้ทางพรรคยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพประชาชน ระบบประกันสุขภาพของคนไทยต้องเท่าเทียมกัน เราต้องการคืนหมอคืนโรงพยาบาลให้กับประชาชน ให้ประชาชนเจ้าถึงสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน


ด้าน น.ส. ณหทัย ทิวไผ่งาน สมาชิกพรรคประชาชาติ กล่าวว่า&amp;nbsp; พรรคเราจะเน้นเรื่องการศึกษาเพื่อให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับทุกคน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนเท่านั้น นอกจากนี้ครูที่ดีมากมาย แต่ไม่กล้าที่จะอาสาลงไปทำงานที่ภาคใต้ เราจึงจะเน้นพัฒนาครูให้มีความรู้ที่จะไปสอนในโรงเรียน อีกทั้งเบื้องต้นงบของกระทรวงศึกษาธิการมีมากถึง 5 แสนล้านบาท ถ้ามีการวางแผนที่ถูกต้อง ตัดเรื่องการสร้างอาคาร และเอามาลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ เราก็จะได้แหล่งเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดผ่านระบบออนไลน์.


ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย สมาชิกพรรค กล่าวว่า พรรคประชาชาติจะยืนหยัดในเรื่องของการตัดค่าคอมมิชชั่น จากการขายอาวุธ และเครื่องจักร ตนเชื่อว่า ผืนแผ่นดินค่อนประเทศ 510,000 ตารางกิโลเมตร ปลูกยางพาราไม่พอกับการนำไปเป็น บาร์เตอร์ ซื้ออาวุธจากต่างประเทศแน่นอนหากเราทำระบบนี้ได้จะทำให้ประชาชนลืมตาอ้าปาก ราคายางพาราและราคาน้ำมันปาล์มก็จะไม่เป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่น่ากลัวในขณะนี้ คือมีการปล่อยให้นายทุนชาติเข้ามาแย่งอาชีพคนจน ถึงเวลาที่เราต้องทำให้ชนบทกลับมามีความมั่งคั่งเหมือนเดิม. ป้องกันนายทุนชาติ นายทุนข้ามชาติ เข้ามาแย่งอาชีพคนจน พร้อมทั้ง พรรคยังให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและความแตกต่างทางพหุวัฒนธรรม

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22205</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ปฎิรูปการศึกษา, กยศ., ดอกเบี้ย, ทวี สอดส่อง, พรรคประชาชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc85af8bec79.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
