<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118818</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 13:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 13:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> วิจัยกรุงศรีฯ คาด กนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบายยาวจนถึงสิ้นปีหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ต.ค. 2564 วิจัยกรุงศรีรายงานว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจในเดือนสิงหาคมเกือบทุกภาคได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง ขณะที่การฟื้นตัวในระยะถัดไปยังมีความไม่แน่นอน โดยดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนสิงหาคมลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อน (-2.6% MoM sa) ตามกำลังซื้อที่อ่อนแอ และมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวด ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ด้านดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากเดือนก่อนเช่นกัน (-1.6%) โดยลดลงในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่การลงทุนในหมวดก่อสร้างปรับดีขึ้นบ้างหลังการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดในพื้นที่ก่อสร้าง ด้านมูลค่าการส่งออกเติบโตชะลอลงเหลือเลขหลักเดียว เนื่องจากการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้นทั้งในประเทศและประเทศคู่ค้า และปัญหา supply disruption ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงเหลือ 15,105 คน จากเดือนก่อน 18,056 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผลของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่อ่อนแอลง ประกอบกับปัญหา supply disruption ทำให้ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ของปีนี้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรง และมีความเสี่ยงที่จะติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีที่แล้ว ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันที่ผ่านจุดสูงสุด การฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้น และการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดลง รวมถึงมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ คาดว่าจะมีส่วนช่วยหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงที่เหลือฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การฟื้นตัวยังไม่สม่ำเสมอและมีความไม่แน่นอนอยู่ จากแบบจำลองการระบาดของวิจัยกรุงศรีประเมินภายใต้การฉีดวัคซีนเฉลี่ยวันละ 460,000 โดส และประสิทธิภาพของวัคซีนต่อไวรัสสายพันธุ์เดลต้าอยู่ที่ 50% พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มลดลงอย่างช้าๆ โดยคาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้จะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2,500 รายต่อวัน และเสียชีวิตราว 40 รายต่อวัน ทั้งนี้ ประเมินภายใต้ข้อสมมติว่าทางการยังใช้มาตรการควบคุมการระบาดตลอดทั้งปี แม้จะมีการผ่อนคลายทีละขั้นตอนแต่ยังคงข้อจำกัดบางประการด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงแก่เศรษฐกิจไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย พร้อมประเมินเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้าจะฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 กันยายน มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการด้านการเงินจะมีประสิทธิผลมากกว่าการลดอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำ ล่าสุดธปท.คงประมาณการ GDP ปี 2564 เติบโตที่ 0.7% และปี 2565 ปรับขึ้นเล็กน้อยเป็นขยายตัว 3.9% จาก 3.7% ในการประชุมเดือนสิงหาคม โดยประเมินว่าพัฒนาการด้านวัคซีนที่ดีขึ้นและการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดที่เร็วกว่าคาด จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่วนในปี 2565 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวจากการใช้จ่ายในประเทศเป็นสำคัญตามความเชื่อมั่นที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแบบจำลองของวิจัยกรุงศรีประเมินผลการลงมติล่าสุดของกนง. ชี้ว่าในการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 10 พฤศจิกายน มีความน่าจะเป็นเพียง 23.8% ที่กนง.จะลดดอกเบี้ยนโยบาย และมีความน่าจะเป็นสูงถึง 73.9% ที่จะคงดอกเบี้ยนโยบาย &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีคาดว่ากนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ในช่วงที่เหลือของปีนี้และตลอดปีหน้า เนื่องจาก (i) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางท่ามกลางบาดแผลที่เกิดขึ้นจากวิกฤต COVID-19 อาทิ ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานอ่อนแอ (ii) ทางการมุ่งเน้นการใช้มาตรการทางการเงินที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย และ (iii) แม้อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอาจทำให้ธนาคารกลางหลายแห่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในปี 2565 แต่สำหรับไทยคาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของธปท.ที่ระดับต่ำเพียง 0.2% ในปี 2564 และ 0.3% ในปี 2565 นอกจากนี้ การประเมินว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยหรือ GDP จะยังไม่เพิ่มขึ้นเหนือระดับก่อนเกิดวิกฤต COVID-19 จนถึงปี 2566 สะท้อนถึงความจำเป็นการใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องเพื่อหนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118818</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ดอกเบี้ยนโยบาย, วิจัยกรุงศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f6580788d50.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/02/2021 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/02/2021 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ซีไอเอ็มบีไทยคาดกนง.เตรียมลดดอกเบี้ย FIDF รอบนี้    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.พ. 2564 นายอมรเทพ จาวะลา &amp;nbsp;ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย &amp;nbsp;ปล่อยบทความ อ่านใจผู้ว่าธปท. ... กนง.เตรียมลดดอกเบี้ย FIDF รอบนี้ &amp;nbsp;โดยมีประเด็นวิเคราะห์ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำลังซื้อหดหาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤติอีกครั้งจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 มาตรการรักษาระยะห่างที่เข้มงวดมากขึ้นมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ส่งผลให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย รายได้ครัวเรือนลดลง คนว่างงานมากขึ้น กำลังซื้อหดหาย เศรษฐกิจไทยเสี่ยงหดตัวเทียบไตรมาสก่อนหน้าและอาจมีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี แม้นักเศรษฐศาสตร์จะมองว่าการหดตัวทางเศรษฐกิจจากการระบาดรอบนี้อาจกระทบเศรษฐกิจเพียงชั่วคราว หรือเพียงช่วงไตรมาสแรกปีนี้เท่านั้น เพราะเชื่อว่าเราจะสามารถควบคุมการระบาดได้ดีขึ้นและจะสามารถเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเวลาการระบาดรอบก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในมุมของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจคงไม่มีใครเฝ้ารอให้ทุกอย่างกลับมาตามธรรมชาติได้ จึงต้องมีมาตรการกระตุ้นทั้งทางการคลังและการเงิน กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการเราชนะ หรือการโอนเงินให้ผู้ได้รับผลกระทบเป็นเงินสามพันห้าร้อยบาทเป็นเวลาสองเดือน รวมทั้งมีมาตรการคนละครึ่ง หรือการลดค่าครองชีพอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งเรามองว่ามาตรการทางการคลังรอบนี้ใช้เงินไม่มากเท่ารอบก่อน อาจด้วยรัฐบาลไม่ได้ประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ แต่ความรุนแรงทางเศรษฐกิจมีไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพอิสระที่อาศัยรายได้จากการขายสินค้าและบริการให้คนที่เดินทางมาทำงานหรือท่องเที่ยว หากคนเดินทางน้อยลง อยู่บ้านมากขึ้น รายได้คนกลุ่มนี้ก็ลดลงตาม และอาจเกิดการเลิกจ้าง ลดชั่วโมงทำงาน กำลังซื้อของคนก็ลดลงเป็นทอดๆ เงินโอนอาจเป็นการประคองให้มีค่าใช้จ่ายจำเป็นในการประทังชีวิตให้ผ่านช่วงไตรมาสแรกไปให้ได้ แต่อาจไม่ใช่มาตรการเดียวที่จะออกมา โดยเฉพาะหากครัวเรือนและธุรกิจมีภาระหนี้สินที่รุมเร้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาได้มีมาตรการช่วยเหลือพักชำระหนี้ ลดภาระการใช้หนี้ เช่น ยืดเวลาชำระ ลดเงินต้นที่ต้องส่งคืน แต่สิ่งที่มองต่อไปคือการเติมสภาพคล่องให้คนมีรายได้น้อย มาตรการอัดฉีดซอฟท์โลนหรือการปล่อยสินเชื่อให้กลุ่ม SMEs ทำได้น้อยมาก ขัดแย้งกับสภาพคล่องในระบบมีสูงมากจากเงินออมที่ล้น โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่และครัวเรือนที่มีรายได้ปานกลาง-สูงยังลังเลในการใช้จ่ายและการลงทุน แล้วเราจะคาดหวังอะไรได้บ้างจากการประชุมของกนง.รอบที่จะถึงนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อ่านใจผู้ว่าธปท. ลดดอกเบี้ย FIDF รอบนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อจำกัดของนโยบายการเงินคือสภาพคล่องที่ล้นแต่ไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย การแก้ไขอาจไม่ใช่การลดดอกเบี้ยที่เป็นลักษณะหว่านแหช่วยทุกคน แต่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น การหยุดภาระการจ่ายหนี้ หรือ การอัดฉีดเงินกู้ให้ธุรกิจและครัวเรือนเพื่อต่อลมหายใจช่วงขาดรายได้ แต่สิ่งสำคัญอีกประการคือการสื่อสาร โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำลากยาว ทางธนาคารกลางจะเข้ามาสร้างความคาดหวังของคนได้อย่างไรว่าดอกเบี้ยจะต่ำเช่นนี้อีกนานแค่ไหน และจะรับมือกับผลลบทางเศรษฐกิจจากดอกเบี้ยต่ำได้อย่างไร เพราะแม้ดอกเบี้ยที่ต่ำจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้คนลงทุนและบริโภค แต่ดอกเบี้ยต่ำลากยาวก็มีผลให้คนกังวลว่าจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด คนจะหันไปลดการใช้จ่าย หรือระมัดระวังการลงทุน หันกลับไปออมมากขึ้นไปอีก ถ้าให้ผมอ่านใจผู้ว่าฯ ผมคิดว่าท่านคงอยากแก้ปัญหาเฉพาะจุดมากกว่าหว่านแห หรือคลายเกณฑ์การปล่อยซอฟท์โลน การให้ธนาคารพาณิชย์ปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และอาจสื่อสารเพิ่มเติมว่าดอกเบี้ยจะยังต่ำลากยาว แต่ผมก็เชื่อว่าต่อให้ทำแบบนี้ ก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ รวมทั้งหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่ยังคงไม่สามารถทำให้ SME ได้เงินกู้ไปประคองธุรกิจได้เต็มที่ ผมเลยอยากอ่านใจว่า เครื่องมือด้านดอกเบี้ยก็ยังจำเป็นที่จะต้องหยิบมาใช้ แต่รอบวันที่ 3 ก.พ.นี้ทางกนง.อาจเลือกลดดอกเบี้ยที่นำส่งกองทุนฟื้นฟูหรือ FIDF ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 0.23% ลงทั้งหมด ซึ่งอย่างน้อยก็จะช่วยลดภาระรายจ่ายลูกหนี้ พร้อมๆ กับเพิ่มแรงจูงใจให้คนลงทุนหรือใช้จ่ายมากขึ้น แต่ส่วนสำคัญในการประชุมรอบนี้น่าจะอยู่ที่การสื่อสารว่า ทางกนง.จะฉายภาพสภาพคล่องที่ล้นในระบบตลาดการเงินแต่สภาพคล่องนี้ไม่ไหลไปสู่คนที่ต้องการสินเชื่อเช่นกลุ่มรายได้น้อยและ SME ได้อย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอลุ้นลดดอกเบี้ยเดือนมีนาคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมรอถึง 24 มีนาคม ผมมองว่านโยบายการเงินมีลักษณะเดินตามตัวเลขเศรษฐกิจ หรือ data dependent ไม่ใช่ตัวเลขในอดีต หรือต้องรอ GDP ไตรมาสสี่ปีก่อนที่ทางสภาพัฒน์จะรายงานในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ แต่น่าจะพิจารณาตัวเลขในอนาคตหรือการคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ที่ทางธปท.จะรายงานในช่วงการประชุมรอบเดือนมีนาคม ที่ปัจจุบันทางธปท.คาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 3.2% แต่เราเชื่อว่าทางธปท.น่าจะปรับลดการคาดการณ์ลง ซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น จนทางกนง.น่าจะพิจารณาลดดอกเบี้ยลง 0.25% พร้อมๆ กับการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม หรือ ทำ QE คล้ายๆ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มวงเงินในระบบเพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิต จูงใจให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มเติม อีกทั้งผลทางอ้อมจากปริมาณเงินที่มากขึ้นและดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงจะช่วยลดแรงจูงใจในการเข้ามาซื้อพันธบัตรจากต่างชาติ เงินบาทน่าจะไม่แข็งค่าเร็วอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งช่วยสนับสนุนผู้ส่งออกและให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น โดยสรุป แม้เราเชื่อว่าการลดดอกเบี้ยไม่ใช่ทางออกที่ดีเท่ากับการแก้ปัญหาเฉพาะจุด เช่น ปล่อยซอฟท์โลนและปรับโครงสร้างหนี้ แต่การลดดอกเบี้ยนโยบาย และ FIDF พร้อมๆ กับการทำ QE จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น เราไม่อยากเห็นเศรษฐกิจไทยรั้งท้ายในอาเซียนในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91654</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ซีไอเอ็มบีไทย, ดอกเบี้ยนโยบาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181212/image_big_5c106b07ee256.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
