<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>79098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2020 15:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;มองเศรษฐกิจไทยติดลบยาวถึงไตรมาส2ปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย. 2563 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้จะฟื้นตัวชัดเจนในไตรมาส 2/2564 เนื่องจากไตรมาส 2/2563 เศรษฐกิจหดตัวลงไปแรงมาก ส่งผลให้ฐานต่ำ โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตเป็นบวกจึงมีโอกาสสูงมาก ขณะที่การเติบโตไตรมาสต่อไตรมาสจากนี้ ก็จะขยายตัวเป็นบวก แต่ก็ยังเป็นการขยายตัวที่ติดลบ โดยคาดว่าจะขยายตัวติดลบไปจนถึงไตรมาส 1/2564 แต่ถ้ามีการล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง เศรษฐกิจก็จะติดลบต่ออีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไตรมาส 3-4 ปีนี้ เศรษฐกิจจะยังขยายตัวติดลบอยู่ แต่น้อยกว่าไตรมาส 2/2563 โดย ธปท. ประเมินว่าในช่วงครึ่งปีหลัง เฉลี่ยไตรมาส 3 และ 4 ปีนี้ เศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบประมาณ 8.5% ก็จะยังติดลบอยู่ไปจนถึงไตรมาส 1 ของปีหน้า&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเม็ดเงินเพื่อการฟื้นฟูและเยียวยาเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยังเหลืออยู่ หากออกได้เร็ว ออกได้เยอะก็จะมีผลในการช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ และปีหน้า ขึ้นอยู่กับรัฐบาล รวมถึงกรณีที่ยังไม่มี รมว.การคลังคนใหม่ ยอมรับว่า มีหลายโครงการที่ตอนนี้ต้องหยุดไปเลย ซึ่งมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวว่าแนวทางการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติประเภทพิเศษ หรือ special tourist visa (STV) เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อเศรษฐกิจในปีนี้ เนื่องจากเป็นการเปิดรับนักท่องเที่ยวไม่เกิน 1,200 คนต่อเดือน จากปกติอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อเดือน จึงถือว่าเป็นการใช้จ่ายน้อยมาก แต่ก็เป็นการจัดการของรัฐบาลทีละขึ้นตอน ซึ่งจะเป็นการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ส.ค. 2563 ปรับดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า ตามมูลค่าการส่งออกสินค้า ที่ยังหดตัวที่ระดับ 8.2% จากระยะเดียวกันปีก่อน โดยสินค้าในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน และหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับการทยอยฟื้นตัวของอุปสงค์ประเทศคู่ค้า ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรหดตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกผลไม้ไปจีน หลังเร่งมากไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรม หดตัวน้อยลงต่อเนื่องในเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกสินค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ทยอยฟื้นตัว ขณะที่มูลค่าการนำเข้า หดตัว 19.1% จากระยะเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลงทุนภาคเอกชน หดตัวน้อยลงจากเดือนก่อนหน้า ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นสำคัญ จากการนำเข้าสินค้าทุนและยอดจดทะเบียนรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ทยอยฟื้นตัว และความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่ปรับดีขึ้น แม้ยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน ยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว สอดคล้องกับปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อที่ทยอยปรับดีขึ้น ทั้งการจ้างงาน รายได้ของครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แม้ในเดือนนี้เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนโดยรวมจะหดตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนและหมวดบริการ หลังจากปัจจัยพิเศษวันหยุดยาวในเดือนก่อนหมดลง ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนหดตัวน้อยลงต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งจากการซื้อรถยนต์รุ่นใหม่หลังจากที่เริ่มมีการเปิดตัวในเดือนก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยังคงหดตัวต่อเนื่องที่ระดับ 100% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอน ขยายตัวสูงขึ้น ตามรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลางที่ยังคงขยายตัวสูง ขณะที่รายจ่ายประจำของรัฐวิสาหกิจและรัฐบาลกลางยังหดตัว หากเร่งในส่วนนี้ให้ดีขึ้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบเล็กน้อย จากราคาอาหารสดและราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานลดลงเล็กน้อย ส่วนอัตราการนว่างงานปรับลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนผู้ขอรับสิทธิว่างงานยังอยู่ในระดับสูง สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดดุลจากการส่งออกทองคำเป็นสำคัญ ขณะที่ดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุลสุทธิเล็กน้อยจากด้านหนี้สิน ตามการขายสุทธิตราสารทุนไทยของนักลงทุนต่างชาติ และการชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศของสถาบันการนเงินที่รับฝากเงินของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79098</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เศรษฐกิจไทย, ดอน นาครทรรพ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4cb699ba05d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 15:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;หวั่นปี64เผาจริงเศรษฐกิจหากไวรัสระบาดรอบ 2</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 2563 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ มีความเป็นไปได้ 2 ทาง โดยหากดูจากการฟื้นตัวในช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ค. 2563 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่ประเมินไว้ แต่มองไปข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะตัวเลขของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเดิม ธปท. คาดว่าในปีนี้จะอยู่ที่ 8 ล้านคน แต่ตัวเลขทางการคาดการณ์จะอยู่ที่ 6.7 ล้านคน หรือหายไปประมาณ 1.3 ล้านคน กระทบจีดีพีประมาณ 0.5% รวมทั้งความเสี่ยงจากการระบาดของโควิด-19 รอบ 2 ซึ่ง ธปท. ได้นำมารวมในคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจปี 2563 ในรอบนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัวติดลบ 10% นั้น ธปท. ได้นำมาพิจารณา จากข้อมูลพบว่า เศรษฐกิจครึ่งปีแรกติดลบ 7% หากจะให้เศรษฐกิจทั้งปีติดลบ 10% เศรษฐกิจครึ่งปีหลังจะต้องติดลบ 13% ซึ่งติดลบสูงกว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2563 จึงเหลือปัจจัยเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยลงลึกถึงจุดนั้น คือ การระบาดของโควิด-19 รอบ 2 จนทำให้มีการปิดเมือง ล็อกดาวน์ ซึ่งจากปัจจัยในขณะนี้ยังมองไม่เห็นว่าเศรษฐกิจจะลงลึกได้ขนาดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในเดือน ก.ย. 2563 ธปท. จะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจรอบใหม่ ในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับลดลงแน่นอน แต่ก็ต้องใส่ปัจจัยเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่ปรับตัวดีขึ้นด้วย จึงยังบอกไม่ได้ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือแย่ลง โดยปัจจัยสำคัญที่สุด คือการระบาดรอบ 2 จะเกิดขึ้นหรือไม่&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวอีกว่า ที่ต้องให้ความสำคัญคือการขยายตัวของเศรษฐกิจของปี 2564 เพราะปีหน้าความเสี่ยงสำคัญจะสูงกว่าปีนี้ โดยเฉพาะหากนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับเข้ามาไม่ได้ ปีหน้าจะได้เห็นสถานการณ์เศรษฐกิจของต่างประเทศฟื้น แต่ไทยไม่ฟื้น จึงมีประเด็นสำคัญที่อยากฝากไว้ คือ รัฐบาลและประชาชนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับตัวเลขการระบาดของโควิด-19 ที่ไม่ใช่ตัวเลข 0 ราย ที่ผ่านมาหลายประเทศยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากต่อวัน และอยู่กับสิ่งนั้นได้ กิจกรรมเศรษฐกิจเป็นไปตามปกติ ขณะที่ไทย หากระบาดอีกครั้ง และยอมให้กิจกรรมหายไปเลยเหมือนก่อนหน้านี้ จะกระทบหนัก ดังนั้นต้องหาวิธีเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ภาครัฐต้องมีวิธีให้ความมั่นใจ เพราะไม่รู้สถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์การว่างงานในขณะนี้ ถ้าดูจากตัวเลขที่เห็นจะมีทิศทางที่ดีขึ้นบ้าง แต่ว่าตอนนี้ตัวเลขที่สนใจไม่ใช่ตัวเลขของผู้ว่างงานอย่างเดียว แต่วิกฤติโควิด-19 ยังส่งผลกระทบกับตำแหน่งงาน และรายได้ โดยจำนวนผู้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งแท้จริงแรงงานที่รายได้ต่ำกว่าปกติ ทำงานน้อยกว่าปกติมีเยอะในระบบเศรษฐกิจ เป็นอีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กลุ่มที่ตกงานไปแล้ว เพราะแรงงานดังกล่าวส่วนใหญ่อยู่ได้ด้วยโอที แต่ตอนนี้โอทีน้อยลง จะส่งผลให้อยู่ลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค. 2563 ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง ตามการใช้จ่ายภาครัฐและการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองทั้งในและต่างประเทศ โดยเครื่องชี้เรื่องการบริโภคภาคเอกชน หดตัวน้อยลงต่อจากเดือนก่อน ตามการใช้จ่ายที่ปรับดีขึ้นในเกือบทุกหมวด ผลจากมาตรการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง และปัจจัยชั่วคราวที่ในเดือนนี้มีวันหยุดยาวมากกว่าระยะเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับสถานการณ์การจ้างงาน รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับดีขึ้นบ้าง ส่งผลให้ประชาชนออกมาเดินทางท่องเที่ยวและใช้จ่ายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้า หดตัวที่ 11.9% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการหดตัวน้อยลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าตามการส่งออกที่ปรับดีขึ้นในหลายหมวดสินค้า อาทิ หมวดยานยนต์และชิ้นส่วน หมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ และหมวดอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ทยอยฟื้นตัวตามการผ่อนคลายมาตรการปิดเมืองในหลายประเทศ โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมหดตัวน้อยลงในเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น ส่วนการนำเข้าหดตัว 25.4% จากระยะเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการหดตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนในทุกหมวดสินค้า สะท้อนถึงอุปสงค์ในและต่างประเทศที่แม้ปรับดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ภาวะการลงทุนยังเปราะบาง สะท้อนจากเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ตามการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งการนำเข้าสินค้าทุน ยอดจดทะเบียนรถยนต์ และยอดจำหน่ายเครื่องจักรในประเทศ เนื่องจากอุปสงค์ในและต่างประเทศยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว รวมทั้งยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก อีกทั้งเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่การนลงทุนหมวดก่อสร้างขยายตัวเล็กน้อยจากที่หดตัวในเดือนก่อนหน้าตามยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น
ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวยังหดตัวสูงต่อเนื่อง โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศหดตัวสูงต่อเนื่องที่ 100% จากระยะเดียวกันของปีก่อน จากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ ส่งผลให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้า แต่ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทย รอบ 2 จากการเปิดรับนักท่องเที่ยว ก็อาจทำให้ประเทศกลับมาลำบากอีกครั้ง โดยปี 2564 ธปท. คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 16 ล้านคน ขณะที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดไว้ที่ 12 ล้านคน ซึ่งถือว่าต่ำมาก สะท้อนว่าปีหน้าความเสี่ยงสำคัญจะสูงกว่าปีนี้ หากนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาไม่ได้&amp;rdquo; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภาพรวมการใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอน ขยายตัวต่อเนื่องจากระยะเดียวกันของปีก่อน ตามรายจ่ายลงทุนที่ขยายตัวสูง จากการเบิกจ่ายของรัฐบาลกลางและรัฐวิสาหกิจ ส่วนรายจ่ายประจำหดตัวเล็กน้อยตามการเบิกจ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ส่วนเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบน้อยลง ตามอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสำคัญ จากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพของรัฐบาลบางมาตรการที่สิ้นสุดลง ส่วนตลาดแรงงานปรับดีขึ้นบ้าง สะท้อนจากจำนวนผู้หยุดงานชั่วคราวตามมาตรา 75 ที่ปรับลดลง สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง โดยภาพรวมภาวะการจ้างงานยังอ่อนแอ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล ตามดุลการค้าที่เกินดุลสูงขึ้นจากการส่งออกทองคำเป็นสำคัญ ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้ายใกล้สมดุล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76055</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน นาครทรรพ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200831/image_big_5f4cb699ba05d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70154</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 16:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 16:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ธปท.&#039;ชี้Q2เศรษฐกิจทรุดหนักแจงผ่านจุดนี้ไปเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.2563 &amp;nbsp;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2563 จะขยายต่ำที่สุดในปีนี้ โดย ธปท.คาดว่า จะหดตัวในระดับ 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่เกิน -20% และคาดว่าทั้งปีจะหดตัว -8.1 ตามที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากเครื่องชี้เศรษฐกิจ ในเดือน มิ.ย. เริ่มเห็นสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ทำให้คาดว่า เศรษฐกิจในเดือน พ.ค.น่าจะอยู่ในจุดต่ำสุดแล้ว โดยธปท.คาดว่าไตรมาส 3/2563 เศรษฐกิจไทยฟื้น ตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแรงพอสมควร และ มาตรการคลายล็อกในไทย ทำให้คนเริ่มใช้จ่าย การท่องเที่ยวเริ่มผ่อนคลายมากขึ้น
&amp;quot;เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2563 มีโอกาสหดตัว 2 หลัก หรือมากกว่า -10% แต่ไม่รุนแรงถึงขนาดขึ้นต้นด้วยเลข 2 และจะเริ่มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2563 และต่อเนื่องในทุกไตรมาส แต่เป็นการหดตัวลดลง&amp;quot; นายดอน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ในด้านต่างประเทศ ทุกประเทศก็มองตรงกันว่า เศรษฐกิจโลกจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วง ไตรมาส 2/2563 หลังจากนั้นจะเริ่มฟื้นตัว ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น เช่น การระบาดรอบ 2 ทำให้ต้องปิดประเทศหลายที่ กรณีระหว่างจีนกับสหรัฐ และเสถียรภาพระบบการเงินของโลก ที่ในหลายประเทศ ตราสารหนี้เอกชน เริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการใช้งบฟื้นฟู 4 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะนำไปใช้อย่างไร แต่ก็เป็นทิศทางที่ ธปท.สนับสนุนให้มีการใช้เงินกู้ ไปในการจ้างงาน สร้างงาน ซึ่งเม็ดเงินที่มีนั้นมากพอแล้ว แต่ขอให้ใช้ให้ตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับค่าเงินบาทที่แข็งค่า ธปท.ยอมรับว่าการแข็งค่าของค่าเงิน เป็นปัจจัยลบ ที่ส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจ ซึ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ติดตามดูแลใกล้ชิด ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้คาดว่าจะเป็นบวกเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดอน กล่าวว่า ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของสถาบันการเงิน ตลอดทั้งปีนี้ จะมีทิศทางปรับขึ้น เพราะวิกฤตนี้เพิ่งเริ่ม แต่ยืนยันว่า ปัญหาดังกล่าว จะไม่กระทบกับเสถียรภาพธนาคารพาณิชย์ ซึ่งระบบสถาบันการเงินไทย มีความเข้มแข็งลำดับต้นๆของโลก สามารถรองรับการหดตัวทางเศรษฐกิจได้ รวมทั้ง ธปท.ก็มีแนวนโยบายดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้อย่างใกล้ชิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค. ยังหดตัวสูงต่อเนื่อง จากอุปสงค์ต่างประเทศ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่หดตัวจากการจำกัดการเดินทาง ส่งออกสินค้าหดตัว -23.6% ตามอุปสงค์ต่างประเทศคู่ค้าที่อ่อนแอ การลงทุนและการผลิตภาคเอกชนหดตัว แต่การใช้จ่ายภาครัฐยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการเยียวยา ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนหดตัวน้อยลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70154</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน นาครทรรพ, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), เศรษฐกิจติดลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.คงดอกเบี้ย หั่นจีดีพีลบ8.1% ส่งออกพค.ตํ่าสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% หั่นจีดีพีปีนี้ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ติดลบ 8.1% เหตุพิษโควิดเล่นงาน ศก.สาหัสกว่าวิกฤติต้มยำกุ้ง พาณิชย์เผยส่งออก พ.ค.63 ทำได้มูลค่า 16,278.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดิ่งสุดในรอบ 4 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% เนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวติดลบมากกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงกว่าที่คาดไว้ และรัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องดำเนินมาตรการควบคุมการระบาด ซึ่งส่งผลกระทบให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก รวมทั้งจะมีผลกระทบที่มีความไม่แน่นอนสูงต่อโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ รูปแบบการทำธุรกิจ วิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กนง.ยังได้ปรับลดการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2563 จะขยายตัวติดลบ 8.1% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวติดลบ 5.3% พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์ตัวเลขการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวติดลบ 10.3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 8.8% และคาดว่าในปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้าไทยเพียง 8 ล้านคนเท่านั้น ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 15 ล้านคน ส่วนการบริโภคภาคเอกชนคาดว่าติดลบ 3.6% จากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 1.5% ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนติดลบถึง &amp;nbsp;13.8% จากคาดการณ์เดิมที่ติดลบ 4.3% โดยมีเพียงการลงทุนภาครัฐเท่านั้นที่คาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ระดับ 5.8% เท่าคาดการณ์เดิม ส่วนเศรษฐกิจไทยปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวเป็นบวกที่ 5% จากเดิมที่คาดว่าไว้ 3%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงครึ่งหลังของปีกิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มติดลบกว่าที่ประเมินไว้ แต่มีแนวโน้มกลับสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปี 2564 เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางมากขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ กนง.เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากตั้งแต่ต้นปี รวมทั้งมาตรการการคลังของรัฐบาลและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อที่ออกมาเพิ่มเติม ช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นและจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้หลังการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย เอื้อให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย และลดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงิน กนง.จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในการประชุมครั้งนี้&amp;quot; นายทิตนันทิ์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์อีก ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะกลับมารุนแรงอีกหรือไม่ ซึ่งเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ติดลบลึกที่สุดในไตรมาส 2/2563 เพราะผลกระทบโควิด-19 กระทบทั้งเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้ในช่วงดังกล่าวเศรษฐกิจติดลบมาก และช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแบบติดลบน้อยลงเรื่อยๆ ก่อนจะกลับมาเป็นบวกในปีหน้า ส่วนจะฟื้นตัวอย่างไรขึ้นอยู่กับอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในการประชุม กนง.ได้มีการหารือว่าโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งรูปแบบการทำธุรกิจ วิถีชีวิตการประกอบอาชีพของประชาชน จึงจำเป็นที่รัฐบาลต้องมีการทำมาตรการในด้านของอุปทาน ให้มีการปรับตัวเพื่อเข้าสู่โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์กล่าวด้วยว่า ในส่วนของเงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ปัจจัยมาจากค่าเงินสหรัฐฯ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมหลักและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะมีผลกระทบกับผู้ส่งออก ดังนั้นจึงให้ทีมงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินมาตรการจำเป็นเพิ่มเติมในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ ดุลบัญชีเดินสะพัดในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่าจะเกินดุลมาก แต่ไม่มากเหมือนเดิมจนกว่าภาคการท่องเที่ยวจะกลับมาเป็นปกติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจ ธปท. กล่าวว่า การปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ล่าสุดที่ติดลบ 8.1% ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเมื่อเทียบกับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบ 7.6%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกเดือน พ.ค.63 มีมูลค่า 16,278.39 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 22.50% โดยมูลค่าลดลงมากที่สุดในรอบ 4 ปี นับจาก เม.ย.59 ที่การส่งออกมีมูลค่า 15,609.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ &amp;nbsp;และอัตราขยายตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 130 เดือน ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 13,583.81 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 34.41% เกินดุล 2,694.58 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ภาพรวมการส่งออก 5 เดือนของปี &amp;nbsp;2563 (ม.ค.-พ.ค.) มีมูลค่า 97,898.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 3.71% นำเข้ามูลค่า 88,808.13 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 11.64% โดยเกินดุลการค้า 9,090.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพราะมีการกระจายไปทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำให้การผลิตและการบริโภคหดตัว ซึ่งต่างจากตอนน้ำท่วมที่กระทบด้านการผลิตเป็นหลัก ทำให้ฟื้นตัวได้เร็ว และยังได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ยังไม่เพียงพอและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทำให้ผู้นำเข้าชะลอการสั่งซื้อแม้จะมีความต้องการสูง ขณะที่ราคาน้ำมันแม้จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ยังไม่มาก กระทบต่อสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และเงินบาทเริ่มแข็งค่า มีผลกระทบต่อการแข่งขันของสินค้าไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านสินค้าส่งออก สินค้าอุตสาหกรรมลดลง 27% เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบลดลง &amp;nbsp;62.6% สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันลดลง 33.2% อัญมณีและเครื่องประดับลดลง 68.6 คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบลดลง 21.3% ผลิตภัณฑ์ยางลดลง 22.2% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบลดลง 39.5% แต่ทองคำเพิ่มสูงถึง 735.1% อุปกรณ์กึ่งตัวนำทรานซิสเตอร์และไอโอดเพิ่ม 29.1% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบเพิ่ม 5% ส่วนสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่ม 2.5% เช่น ผัก ผลไม้สดแช่แข็งกระป๋องและแปรรูปเพิ่ม 83.5% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเพิ่ม &amp;nbsp;8% อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเพิ่ม 5.6% อาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่ม 17% ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งเพิ่ม 13% &amp;nbsp;แต่ยางพาราลด 42% น้ำตาลทรายลด 25.4% ข้าวลด 4%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แม้กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมจะลดลง แต่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่ตอบโจทย์ความต้องการในช่วงล็อกดาวน์ของโลกยังคงขยายตัวได้ดี และทำให้สัดส่วนการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% &amp;nbsp;จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 17.1% ของการส่งออกทั้งหมด ทำให้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหาร และยังทำให้รายได้กระจายลงสู่เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก&amp;quot; น.ส.พิมพ์ชนก กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.สนค.กล่าวด้วยว่า แนวโน้มการส่งออกของไทยแม้จะติดลบมาก แต่ก็ทำได้ดีกว่าหลายประเทศ และน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยคาดว่าความต้องการสินค้าของประเทศต่างๆ จะเพิ่มขึ้นในเดือนต่อๆ ไป &amp;nbsp;แต่การฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะมีการกลับมาระบาดรอบ 2 ของโควิด-19 หรือไม่ และยังมีปัญหาการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่ยังไม่คล่องตัว โดยหากการส่งออกจากนี้ไป ทำได้เฉลี่ยเดือนละ 1.7-1.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ การส่งออกทั้งปีจะติดลบ 5% แต่ถ้าทำได้มากกว่าการติดลบก็จะน้อยลง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69645</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน นาครทรรพ, ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส, พิมพ์ชนก วอนขอพร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200624/image_big_5ef3579d151d2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68078</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผื่อ &#039;ฉากทัศน์&#039; เลวร้ายกว่าที่คาดไว้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งแบงก์ชาติและสภาพัฒน์ออกมาบอกคนไทยว่าสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยน่าเป็นห่วงอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เรายังไม่เห็น &amp;ldquo;พิมพ์เขียวประเทศไทย&amp;rdquo; ที่จะแก้ปัญหาหนักหน่วงเช่นนี้อย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์คาดว่าคนไทยเสี่ยงที่จะตกงานประมาณ 8.4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ธปท.แจ้งว่าเศรษฐกิจเดือนเมษายนหดตัวสูงขึ้น จากปัจจัยส่งออก (ไม่รวมทองคำ) ติดลบ 15.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักท่องเที่ยวต่างชาติหดหายเป็นศูนย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีคำเตือนจากนักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์ว่าถ้าเราคิดว่าตอนนี้แย่ รออีก 5 เดือนจากนี้ไปจะเห็นของจริงที่แย่กว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเมื่อพ้น 3 เดือนที่มีเงินช่วยเหลือเดือนละ 5,000 บาททั้งคนหาเช้ากินค่ำและเกษตรกรแล้ว ปัญหาจริงจะโผล่ และความหนักหนาสากรรจ์ของวิกฤติครั้งนี้จะแสดงตัวอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เดือนเมษายนเป็นเดือนที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบชัดเจนจากโควิด ซึ่งเราจะเห็นได้จากเครื่องยนต์เศรษฐกิจเกือบทุกเครื่องยนต์หดตัว ส่วนที่ขยายตัวได้มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวหดตัว 100% เพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเลย หลังจากปลายมีนาคมที่ผ่านมา เราประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และห้ามนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ เสถียรภาพเศรษฐกิจมีความเปราะบางมากขึ้น และจุดที่เรากังวลเป็นพิเศษคือ ตลาดแรงงาน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัว 3.3% จากระยะเดียวกันปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่รวมการส่งออกทองคำที่มีมูลค่าสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ มูลค่าการส่งออกหดตัวสูงที่ 15.9%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่เป็นการหดตัวสูงในหมวดยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้ากลุ่มที่มูลค่าเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับลดลงมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่การส่งออกบางหมวดสินค้ายังขยายตัวได้ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าเกษตรแปรรูป และสินค้าเกษตร เพราะเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลดีจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำไมตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์เป็นบวก?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสายการบินต่างๆ มีการส่งคืนเครื่องบิน เนื่องจากไม่สามารถทำการบินได้ และหากจอดทิ้งไว้ก็จะเสียค่าจอดเปล่าๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองไปข้างหน้า การส่งคืนเครื่องบินน่าจะน้อยลงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คาดว่าในเดือนมิถุนายน ตัวเลขส่งออกของ ธปท.กับกระทรวงพาณิชย์น่าจะกลับมาใกล้เคียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลค่าการนำเข้าสินค้าหดตัวสูงที่ 17% จากระยะเดียวกันปีก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่รวมการนำเข้าทองคำ มูลค่าการนำเข้าหดตัวที่ 13.8% ซึ่งเป็นการหดตัวในทุกหมวดสินค้าสำคัญ ทั้งหมวดวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลาง สินค้าทุน และสินค้าอุปโภคบริโภค สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือการว่างงาน ซึ่งจะมีผลทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ขอรับสิทธิ์ว่างงานในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นมากอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จุดที่ ธปท.ค่อนข้างเป็นกังวลคือ ตลาดแรงงาน โดยข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมพบว่า ในเดือน เม.ย. มีผู้ประกันตนยื่นขอรับสิทธิประโยชน์ชดเชยกรณีว่างงานเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง และมีสถานประกอบการที่ยื่นใช้สิทธิตาม ม.75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 คือ ให้ลูกจ้างหยุดงานแต่ยังได้รับค่าจ้าง 75% ของเงินเดือน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 5 เท่า คือ เพิ่มจาก 9 หมื่นแห่งในเดือน มี.ค. เป็น 4.6 แสนแห่งในเดือน เม.ย.&amp;rdquo; คุณดอนอธิบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลายสำนักเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาอาจจะดีขึ้นบ้าง แต่ยังหดตัวสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงไม่ต้องแปลกใจหากเศรษฐกิจจะยังหดตัวต่อเนื่องไปถึงมิถุนายนนี้ เพราะแนวโน้มชี้ชัดไปทิศทางนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไตรมาสสองนี้จึงน่าจะเป็นไตรมาสที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวลึกที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยทั้งหลายจะทำให้ไตรมาสที่สามกระเตื้องขึ้นได้บ้างหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร รัฐบาลจะต้องลงมือทำแผนเผื่อสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด หรือ worst-case scenario
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทุกวงการยอมรับกันแล้วว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้คิดว่าเลวร้ายที่สุดเป็นภาพอย่างไร ความจริงที่ออกมาอาจจะเลวร้ายกว่านั้นก็ได้!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้: คนตกงานอาจเกิน 8 ล้านคน).&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68078</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาแฟดำ, ดอน นาครทรรพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เงินเฟ้อลบ3.4ตํ่าสุดรอบ10ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พาณิชย์&amp;quot; เผยเงินเฟ้อเดือน พ.ค.63 ติดลบ 3.44% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี 10 เดือน เหตุได้รับแรงฉุดจากราคาน้ำมันที่ลดลง รัฐลดค่าครองชีพทั้งค่าไฟฟ้า-น้ำประปา และลดราคาสินค้าจำเป็นบางรายการ ระบุเข้าสู่ภาวะเงินฝืดทางเทคนิค ไม่ใช่ฝืดจริงจึงไม่น่ากังวล ธปท.ยันยังไม่เข้าข่ายเงินฝืดตามนิยาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน พ.ค.63 ลดลง 3.44% &amp;nbsp;ซึ่งเป็นการลดลงต่ำสุดในรอบ 10 ปี 10 เดือน นับจาก ก.ค.52 ที่ลดลง 4.4% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้จะมีการปรับขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ยังต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน &amp;nbsp;และยังมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล ทั้งการลดค่าไฟฟ้า น้ำประปา และลดราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพหลายรายการ รวมทั้งยังมีการลดลงของราคาผักสดที่ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่สินค้าและบริการอื่นๆ ยังปรับเพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นไม่มาก ไม่สามารถไปลดสัดส่วนในกลุ่มที่ลดลงแรงได้ &amp;nbsp;จึงเป็นปัจจัยทำให้เงินเฟ้อลดลง ส่วนเงินเฟ้อเฉลี่ย 5 เดือนของปี 2563 (ม.ค.-พ.ค.) ลดลง 1.04%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากมองตามทฤษฎี ตอนนี้เกิดเงินฝืดทางเทคนิค เพราะเงินเฟ้อติดลบติดต่อกัน 3 เดือน โดย มี.ค.ลบ 0.54% เม.ย.ลบ 2.99% และ พ.ค.ลบ 3.44% แต่ไม่ใช่การฝืดจริงจึงไม่น่ากังวล เพราะหากดูลึกลงไปราคาสินค้าหลายตัว ทั้งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ได้ลดลง เป็นบวกด้วยซ้ำ แต่บวกไม่เยอะ &amp;nbsp;เรียกว่าหมูเห็ดเป็ดไก่ไม่สามารถไปลดในสัดส่วนที่ลดลงมากของน้ำมัน ค่าไฟฟ้า น้ำประปา และมาตรการลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์ที่ทำร่วมกับผู้ประกอบการลงได้ ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าเงินฝืดแล้วจะทำให้เศรษฐกิจแย่&amp;quot; น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากดูเงินเฟ้อพื้นฐานที่หักสินค้ากลุ่มอาหารสดและพลังงานออก ยังคงเพิ่มขึ้น 0.1% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสินค้ายังมีการเคลื่อนไหวทางด้านราคา ส่วนยอดรวม 5 เดือนลดลง 0.40% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.พิมพ์ชนกกล่าวอีกว่า แนวโน้มเงินเฟ้อคาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะเดือน พ.ค.63 น่าจะเป็นช่วงที่ต่ำที่สุดของปีนี้แล้ว เนื่องจากปัจจุบันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นจากการคลายล็อกดาวน์ ทำให้มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวสูงขึ้น ส่วนค่าไฟฟ้า น้ำประปาก็สิ้นสุดมาตรการลงแล้ว เงินเฟ้อน่าจะเริ่มขยับเพิ่มขึ้น แต่ยังคงประเมินว่าทั้งปีเงินเฟ้อน่าจะอยู่ในแดนลบ คงไม่กลับมาเป็นบวก เพราะฐานน้ำมันปีก่อนยังสูง ส่วนตัวเลขที่ชัดเจนขอรอดูเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.63 ก่อน ถึงจะประเมินอีกครั้ง แต่ตัวเลขปัจจุบันประเมินเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ติดลบ 1.0% ถึงลบ 0.2% มีค่ากลางอยู่ที่ 0.6% &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับปัจจัยที่มองว่าจะทำให้เงินเฟ้อกลับมาขยายตัว มาจากการผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาขับเคลื่อนได้ คนเริ่มกลับมาใช้จ่าย และยังมีการทยอยเปิดการท่องเที่ยวข้ามจังหวัด รัฐบาลกำลังมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เพื่อทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนซึ่งมีผลต่อราคาสินค้า ขณะที่ภัยแล้งแม้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก็ต้องติดตามราคาสินค้าเกษตรบางตัวอย่างใกล้ชิดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่อัตราเงินเฟ้อของไทยติดลบ 3 เดือน และแม้ประมาณการล่าสุดของ ธปท.จะให้อัตราเงินเฟ้อทั้งปีติดลบ แต่ยังมองว่าปีหน้าจะกลับมาเป็นบวกได้ อีกทั้งเป็นการติดลบจากราคาพลังงานเป็นสำคัญ ขณะที่คาดการณ์เงินเฟ้อระยะ 5 ปี อยู่ที่ 1.8% ต่อปี ถือว่าใกล้เคียงกับกึ่งกลางของช่วงเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.ที่ 1-3% ต่อปี จึงยังไม่เข้าข่ายเงินฝืดตามนิยามของการดำเนินนโยบายการเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ หากเศรษฐกิจไทยหดตัวลึกหรือฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินมาก โดย ธปท.จะติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ดี ในการดำเนินนโยบายการเงิน ธปท.อิงนิยามภาวะเงินฝืดของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไข 4 ข้อ ดังนี้ 1.อัตราเงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานพอสมควร (prolonged period) 2.อัตราเงินเฟ้อติดลบกระจายในหลายๆ หมวดสินค้าและบริการ 3.การคาดการณ์เงินเฟ้อในระยะยาว (ปกติดูที่ระยะ 5 &amp;nbsp;ปี) ต่ำกว่าเป้าหมายระยะปานกลางอย่างมีนัย และ 4.อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจติดลบ และอัตราว่างงานมีแนวโน้มสูงขึ้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67846</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน นาครทรรพ, พิมพ์ชนก วอนขอพร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200604/image_big_5ed8eff1d21d9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2020 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/03/2020 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยตกเหวติดลบ 5.3%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 25 มีนาคม 2563 นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค สายนโยบายการเงิน เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคระบาดไวรัส COVID-19 กระทบต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย ทั้งด้านตลาดการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม ภายใต้สถานการณ์ข้างต้น กนง. คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวติดลบ 5.3 ในปี 2563 ก่อนจะกลับมาขยายตัว
เป็นบวกที่ 3% ในปี 2564

โดยปัจจัยหลักที่มีผลต่อการหดตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้มาจากสถานการณ์ของโรค COVID-19 ที่ส่งผลต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวราว60% ในปีนี้ และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าทั่วโลกจะชะลอตัวแรง หรืออาจถึงขั้นหดตัวในหลายประเทศ หาก COVID-19 ระบาดรุนแรงและยาวนาน ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ ความเชื่อมั่น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนและภาคธุรกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ดี แนวโน้มของเศรษฐกิจในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในด้านต่างๆ การปรับตัวของภาคธุรกิจและประชาชน และความยาวนานของสถานการณ์โรค COVID-19&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60870</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดอน นาครทรรพ, ธปท., ภาวะเศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180622/image_big_5b2cb1af87b92.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
