<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>6215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2018 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2018 12:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกแนะ เม.ย.ควรเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โบรกให้น้ำหนักเดือนเม.ย.ลงทุนพลังงานและท่องเที่ยว ชี้จับตาผลประกอบการแบงก์ไตรมาสแรกและเลือกตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนในเดือนเม.ย. ให้น้ำหนักกับหุ้น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและสเปรดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะยังคงทรงตัวในระดับสูงภาพ ขณะที่ กลุ่มท่องเที่ยวที่ได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มโรงแรม และกลุ่มพาณิชย์ ทั้งนี้ คาดดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งตัวในกรอบ 1,750-1,850 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยในประเทศที่ต้องจับตามองคือการประกาศผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่แจ้งงบไตรมาสแรก ปี 61 หากออกมาดีหรือแย่กว่าที่คาด จะนำไปสู่การปรับประมาณการกำไรของตลาดได้ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการเลือกตั้งภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตัดสินใจเข้าชื่อส่งร่างประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว.ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ หากยุติเพียงเท่านี้ จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยไม่มากนัก แต่ถ้ามีการเข้าชื่อเพื่อยื่นร่างกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาด้วย จะส่งผลกระทบต่อแผนการเลือกตั้งแน่นอน และกดดันตลาดหุ้นไทยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน หากยังเกิดการโต้ตอบระหว่างกัน อาจส่งผลกระทบในวงกว้างต่อหลายประเทศรวมถึงเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าวัตถุดิบและสิ้นค้าขั้นกลางไปยังประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม ผลต่อตลาดหุ้นนั้นอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่ได้มีมูลค่าตลาด (มาร์เก็ตแคป) อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้จัดการสายงาน วิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่า ในสัปดาห์แรกของเดือนเม.ย. คาดว่าตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวได้ดี แต่ต้องระวังในช่วงสัปดาห์ที่ 2 เนื่องจากจะมีแรงขายทำกำไรก่อนวันหยุดยาวเทศกาลวันสงกรานต์ ทำให้ตลาดมีความผันผวนและมูลค่าซื้อขายเบาบางลง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (เอ็กซ์ดี) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็นบจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือนเม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก คาดกรอบดัชนีแนวรับอยู่ที่ 1,750 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,835 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6215</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ตลาดหุ้น, ทรีนีตี้, มาร์เก็ตแคป, สงกรานต์, หุ้น, เอเชียพลัส, โบรก, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>3259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/02/2018 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/02/2018 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 5.03 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกกรอบแคบ โดยได้แรงซื้อจากกลุ่มพลังงานช่วยหนุน หลังราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น และรับอานิสงส์จากตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,805.89 จุด เพิ่มขึ้น 5.03 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.28% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 37,776.42 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพบชัย ภัทราวิชญ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้มีมูลค่าซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากเป็นวันหยุดเทศกาลตรุษจีน และเป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากถือหุ้นรับความเสี่ยงช่วงวันหยุด โดยภาพรวมการลงทุนยังค่อนข้างดี ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันปรับขึ้นเช่นกัน ทำให้กลุ่มที่มีแรงซื้อนำตลาดคือ กลุ่มพลังงาน ส่วนหุ้นกลุ่มใหญ่บางตัวยังพักตัวอยู่ ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าต้องติดตามการประกาศตัวเลขจีดีพีไทยไตรมาส 4 ปี 60 หากออกมาดีกว่าที่คาด ก็จะช่วยดันดัชนีให้ปรับขึ้นต่อได้ มองดัชนีแนวรับอยู่ที่ 1,780 จุด ส่วนแนวต้าน 1,820 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/3259</URL_LINK>
                <HASHTAG>SET, ดัชนี, ตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, ปิดตลาด, ภาวะหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180216/image_big_5a86b321af795.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดบวก 13 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 13 จุด หลังไร้ปัจจัยลบ บวกกับราคาน้ำมันส่งสัญญาณดีขึ้น โบรกชี้หากตลาดหุ้นสหรัฐไม่ขายทิ้ง มีโอกาสลุ้นรีบาวน์เหนือ 1,800 จุดอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวคึกคักในแดนบวกตลอดทั้งวัน หลังยังไม่มีปัจจัยลบที่ชัดเจนเข้ามากดดัน โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานช่วยหนุน หลังจากราคาน้ำมันมีสัญญาณดีขึ้น จากท้ายสัปดาห์ก่อนค่อนข้างลงแรง อีกทั้งมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มใหญ่อย่างธนาคารพาณิชย์ช่วยหนุนอีกแรง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,799.45 จุด เพิ่มขึ้น 13.00 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.73% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 51,313.71 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (12-16 ก.พ.) ดัชนีหุ้นไทยยังมีความผันผวนตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่เกิดการเทขายอย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,800 จุดได้ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,760 จุด นักลงทุนยังต้องติดตามตัวแปรที่จะมีผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์นี้ คือรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงไปมาก รวมไปถึงการแถลงแผนลงทุนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 12 ก.พ. รายงานตัวเลขจีดีพีของอียูวันที่14 ก.พ. &amp;nbsp;การประชุม กนง.ของไทยในวันที่ 14 ก.พ. เช่นกัน และรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ดัชนีหุ้น, ภาวะหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a817b6f116a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2646</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/02/2018 23:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/02/2018 07:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยทะลุ2,000จุดแน่!! แต่รัฐต้องเดินตามแผนลงทุน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมนาเรื่อง &amp;quot;หุ้นไทยไป 2,000 จุด&amp;quot; ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 2,000 จุดได้ หากรัฐบาลเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผนที่วางไว้ ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย หลังจากรัฐบาลมีแผนเปิดประมูลโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เช่น รถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ในส่วนที่เหลือ โดยจะประมูลให้หมดภายในปีนี้ รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ และการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ ในวันที่ 8 ก.พ. จะนำพ.ร.บ.อีอีซี เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่นายไพบูลย์ นลินทรางกูร นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลสำรวจความเห็นจากนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จำนวน 22 บริษัท และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จำนวน 5 บริษัท คาดว่าดัชนีหุ้นไทยสิ้นเดือนก.พ. 61 อยู่ที่ 1,829 จุด ส่วนเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,860 จุด ซึ่งผันผวนอยู่ในกรอบ 1,850 &amp;ndash; 1,900 จุด โดยคาดว่าดัชนีหุ้นไทยต่ำสุดจะอยู่ที่ 1,716 และจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,925.74 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดทุนไทยมาที่สุดคือเศรษฐกิจภายและการเมืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยยังเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นต่อเนื่องไปอีก 2 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ดี ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงสภาพคล่องยังมีอยู่มาก ทำให้เงินยังคงไหลเข้าตลาดหุ้นได้อีก เป็นไปตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นของสหรัฐที่ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า กรณีที่ตลาดหุ้นของสหรัฐที่ลดลงแรงเมื่อวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมานั้น เป็นการสนองตอบต่อค่าจ้างแรงงานที่ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 52 โดยสะท้อนถึงเงินเฟ้อ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะขึ้นเร็วกว่าที่คาด นอกจากนี้ คาดว่าจะมาโปรแกรมเทรดของผู้ลงทุนสถาบันที่สั่งขายจากดัชนีวัดความกลัวของผู้ลงทุน (VIX Index) ในตลาดหุ้น S&amp;amp;P500 ซึ่งหากขึ้นไปแตะ 30 จุด แสดงว่าความกลัวเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาด และหากผ่าน 30 จุดขึ้นไป มีโอกาสที่ตลาดหุ้นจะปรับฐานรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทั้งนี้ การลดลงของตลาดหุ้นในระยะนี้ แม้จะน่าตกใจ แต่เป็นพียงการปรับฐานเท่านั้น ซึ่งเกิดจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ การเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่มองว่าไม่ใช่สัญญาณของสภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจทั่วโลกยังอยู่ในเกณฑ์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตเรื่อยๆ ไม่รีบร้อน รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมั่นคง รวมถึงเศรษฐกิจโลกดีทำให้การส่งออกของไทยดีตาม &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2646</URL_LINK>
                <HASHTAG>กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ดัชนี, นักลงทุน, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180207/image_big_5a7b27ea694ec.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2507</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2018 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2018 13:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดภาคเช้าติดลบ 42.76 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายภาคเช้าดิ่งกว่า 43 จุด หลังดาวโจนส์ปิดลบกว่า 1,000 จุด จากความกังวลเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

6 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดลดลงทันที โดยลดลงต่ำสุด 52.01 จุด อยู่ที่ระดับ 1,758.31 จุด เป็นไปตามตลาดหุ้นทั่วโลกที่ลดลงหลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมาดัชนีดาวโจนส์ร่วงไปกว่า 1,175.21 จุด ส่งผลให้เช้านี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นลดลงประมาณ 1,000 จุด ขณะที่ ดาวโจนส์ฟิวเจอร์สเช้านี้ลดลงไปแล้ว 300-400 จุด มาจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสูง แม้ว่าวันนี้จะเริ่มรีบาวด์ได้บ้าง แต่นักลงทุนก็มีความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้มากกว่าที่คาดไว้เป็น 4 ครั้ง จากเดิมคาดไว้ที่ 3 ครั้ง ส่งผลให้ดัชนีปิดซื้อขายช่วงเช้าที่ระดับ 1,767.56 จุด ลดลง 42.76 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -2.36% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 71,565.17 ล้านบาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า คาดดัชนีหุ้นไทยจะปรับฐานลงทดสอบระดับ 1,780 จุด จากบรรยากาศการลงทุนที่เป็นลบหลังนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เปสี่ยงจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และหันเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งเหรียญสหรัฐ ทองคำ รวมถึงพันธบัตรที่ผลตอบแทนเริ่มลดลง ขณะที่ปลายสัปดาห์นี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือการขยายเพดานหนี้สหรัฐฯ ขณะที่ การปรับฐานของตลาดมองเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานรอบใหม่จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่ยังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2507</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ตลาดหลักทรัพย์, ภาวะหุ้น, ลงทุน, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a79469a16023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2018 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2018 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดบวก 0.25 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยผันผวนทั้งวัน พักฐานต่อเนื่อง หลังราคาพลังงานย่อตัว นักลงทุนยังลุ้นผลประชุมเฟด
&amp;nbsp;
31 ม.ค. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวผันผวนทั้งแดนลบและบวก พักฐานอย่างต่อเนื่อง หลังราคาพลังงานปรับตัวลง อีกทั้งราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกชะลอตัวลง หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ ปรับสูงขึ้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบาย (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,826.86 จุด เพิ่มขึ้น 0.25 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.01% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 63,252.09 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางภรณี ทองเย็น รองกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยช่วงนี้อยู่ระหว่างปรับฐาน โดยที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนสูงถึง 35% และสูงสุดในระดับต้นของโลก ทำให้แนวโน้มการปรับขึ้นของดัชนีอยู่ในกรอบจำกัด ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกโอกาสที่ดัชนีจะผ่านแนวต้าน 1,850 จุด ค่อนข้างยาก นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยการเมืองจากการเลื่อนเลือกตั้งจากเดิมที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ย. 61 เป็น ก.พ. 62 เป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นไทย ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลปัจจัยการเมืองอีกครั้ง ทั้งนี้ ประเมินดัชนีไว้ที่ 1,790-1,850 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ปิดตลาด, ภาวะหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2117</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2018 12:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2018 12:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดภาคเช้าบวก 0.47 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยปิดการซื้อขายภาคเช้าเคลื่อนไหวผันผวน ก่อนได้แรงซื้อดันปิดแดนบวกได้

31 ม.ค. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยในช่วงเช้าเคลื่อนไหวทั้งแดนลบและบวกสลับกัน โดยในช่วงก่อนปิดการซื้อขายภาคเช้ามีแรงซื้อเก็งกำไรคละกลุ่มเข้ามาดันดัชนีให้ปิดในแดนบวกได้เล็กน้อย ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดช่วงเช้าที่ระดับ 1,827.08 จุด เพิ่มขึ้น 0.47 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.03% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 30,479.67 ล้านบาท

บทวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยวันนี้คาดจะปรับฐานสอดคล้องกับหุ้นโลก หลังจากที่ขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งน่าจะเกิดจากแรงขายรับงบบริษัทจดทะเบียน ไตรมาส 4/60 และค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ฟื้นตัวช่วงสั้น กดดันหุ้นน้ำมัน แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวยังหนุนให้น้ำมันฟื้นตัวอีกครั้ง ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบที่ 1821-1836 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2117</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ภาวะหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a715953d0db4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
