<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แห่ลงทะเบียนคนละครึ่ง หวั่นเชื่อมั่นอีก3เดือนหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คลัง&amp;quot; มองม็อบระอุไม่มีผลกระทบโครงการคนละครึ่ง เหตุคนยังต้องจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน ฟุ้ง 3 วันคนแห่ลงทะเบียนแล้ว 5.8 ล้านคน &amp;quot;ส.อ.ท.&amp;quot; เผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ก.ย.ปรับขึ้นอยู่ที่ระดับ 85.2 ยังหวั่นโควิด-19 ระลอกสองทำความเชื่อมั่นอีก 3 เดือนหด เสนอรัฐเปิดเวทีสภาสมัยวิสามัญถกกลุ่มผู้ชุมนุมหาทางออกด้านการเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยอดลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ล่าสุดวันที่ 19 ต.ค.63 มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 5.8 ล้านคน จากจำนวนสิทธิ์ทั้งหมด 10 ล้านคน ขณะที่ร้านค้าลงทะเบียนแล้ว 2.9 แสนร้านค้า ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า รถเข็น&amp;nbsp; หาบเร่ แผงลอย จำนวน 4.9 หมื่นร้านค้า และเป็นร้านค้าที่มีหน้าร้าน 1.7 แสนร้านค้า ทำให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจโครงการนี้เป็นอย่างมากหลังเปิดให้ลงทะเบียนเพียง 3 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ จากสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่สำคัญของกรุงเทพฯ และทั่วประเทศในขณะนี้ เชื่อว่าจะไม่มีผลกระทบต่อคนลงทะเบียนและการใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าจากร้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าคนยังจำเป็นต้องจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันอยู่ แม้จะมีการชุมนุมก็ไม่น่าจะลำบากอะไรในการไปใช้สิทธิ์ในโครงการ มั่นใจว่าไม่กระทบการจับจ่ายใช้สอยแน่นอน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;แม้ว่าจะมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีคนลงทะเบียนในมาตรการคนละครึ่งเริ่มช้าลง ไม่ได้มากเหมือนวันแรก เพราะมาตรการไม่มีความจูงใจ คลังก็ขอเวลาก่อนเพราะเพิ่งเปิดให้ลงทะเบียนได้ 3 วัน และยอดล่าสุดขณะนี้ก็เกือบ 6 ล้านคนแล้ว ก็ขอรอดูสักระยะหนึ่งว่าคนต้องการอะไร ติดขัดเรื่องนี้จึงยังไม่มีการพิจารณาปรับเงื่อนไขให้สิทธิ์ต่างๆ ในตอนนี้ ในหลักการคนที่ลงทะเบียนคนละครึ่งจะไม่ได้สิทธิ์ช้อปดีมีคืน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง&amp;quot; นายกฤษฎากล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจะมีการลงทะเบียนครบ 10 ล้านคนตามเป้าหมายหรือไม่ นายกฤษฎากล่าวว่า กระทรวงการคลังเชื่อว่าคนลงทะเบียนยิ่งน้อยยิ่งดี สะท้อนว่าเศรษฐกิจดี คนยังมีเงินจับจ่ายใช้สอย โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการรัฐบาล คนใช้น้อยก็แปลว่าไม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน 2563 ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 85.2 จากเดือนสิงหาคมอยู่ที่ระดับ&amp;nbsp; 84 เป็นผลมาจากมาตรการของภาครัฐที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ การคลายล็อกดาวน์ทำให้กิจกรรมธุรกิจดำเนินไปได้ ภาคการส่งออกและการขนส่งระหว่างประเทศมีสัญญาณดีขึ้น การควบคุมโควิด-19 ทำได้ดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบจากการปิดด่านชายแดนที่ติดกับเมียนมา จึงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว ดังนั้นคาดการณ์ว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 93.3 จาก 94.5 ในเดือนสิงหาคม เพราะกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 รอบสองทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านจึงต้องมีการล็อกดาวน์อีกครั้ง การสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพคล่องของธุรกิจและกำลังซื้อในประเทศ รวมถึงปัญหาการเมืองในประเทศ ราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย เงินกู้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดัชนีฯ ที่ลดลงเพราะความช่วยเหลือภาครัฐจะหมดลง แต่รัฐก็มีมาตรการอื่นๆ มาเติม เช่น โครงการคนละครึ่ง เที่ยวด้วยกัน ส่วนการชุมนุมทางการเมือง 3-4 วันที่ผ่านมาก็กังวลเพราะมันกระจายหลายจุด ทุกฝ่ายต้องช่วยกันแก้ปัญหาว่าจะทำยังไง ควรเปิดสภาสมัยวิสามัญให้เขาได้มีเวทีออกมาชี้แจง อย่างการแก้รัฐธรรมนูญอันไหนเห็นร่วมกันก็แก้ไปก่อน แต่ที่ห่วงตอนนี้คือมือที่สาม&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐคือ เอกชนต้องการให้เร่งเบิกจ่ายงบประมาณผ่านโครงการลงทุนภาครัฐทั้งในและภูมิภาค ออกมาตรการเพิ่มเติมช่วย SMEs หลังใกล้สิ้นสุดมาตรการเดิม และรัฐต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตในประเทศ และจะเห็นได้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นรายใหญ่นั้นกลับลดลง เพราะกังวลการระบาดโควิด-19 รอบสอง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แอร์ โรงกลั่นน้ำมัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันที่ 19 ต.ค.63 บรรยากาศการซื้อวันนี้นักลงทุนยังคงเทขายหุ้นออกมาตลอดทั้งวัน เนื่องจากมีความกังวลต่อการชุมนุมการเมืองที่มีขึ้นต่อเนื่อง และกระจายไปยังที่ต่างๆ ในหลายพื้นที่เกือบทั่วประเทศ ประกอบกับใกล้จะทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/63 ซึ่งยังมีทิศทางที่ดีมาก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) และการตั้งสำรองฯ ทำให้ภาพระยะสั้นกลุ่มแบงก์ยังไม่มีความน่าสนใจมากนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ตลาดภูมิภาคส่วนใหญ่กลับปรับตัวอยู่ในแดนบวก รับความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของสหรัฐอเมริกา และตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่ออกมาอยู่ในทิศทางที่ดี ส่งผลปิดตลาดวันนี้ที่ระดับ 1,208.75 จุด ลดลง 24.93 จุด มูลค่าการซื้อขาย 54,008.12 ล้านบาท.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81182</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน, ดัชนีความเชื่อมั่น, ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เปิดเวทีสภาสมัยวิสามัญ, โครงการคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201019/image_big_5f8dafbece99f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2020 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2020 19:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หอการค้าประเมินม็อบการเมืองยืดเยื้อฉุดจีดีพี Q4 โตหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ต.ค. 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย เดือนก.ย.2563 ปรับตัวขึ้นมาเล็กน้อย อยู่ที่ระดับ 32.5 จากเดือนส.ค. อยู่ที่ 32.3 เป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือนติดต่อกัน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคต ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 39.8 จากเดือนส.ค. อยู่ที่ 39.6 เป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 4 เดือนเช่นกัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 ใหม่ โดยคาดว่าเศรษฐกิจทั้งปีจะติดลบเพียง 7.8% จากเดิมติดลบ 8.1% และรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;

ทั้งนี้ แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้น แต่ก็ฟื้นตัวเล็กน้อย ค่อนข้างช้า และยังอยู่ในระดับต่ำ โดยทุกภาคมองว่าเศรษฐกิจยังแย่ จึงต้องการให้รัฐดูแลราคาสินค้า เพราะประชาชนได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้กำลังซื้อลดลง ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบ จึงควรได้รับการเยียวยา และต้องดูแลสถานการณ์การเมืองให้มีเสถียรภาพ เพื่อดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน รวมทั้งต้องเร่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระหนี้

&amp;ldquo;ประเมินว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่ม 500 บาทต่อเดือน โครงการคนละครึ่ง และช้อปดีมีคืน จะมีเม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาท ทั้งของภาครัฐและเอกชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 2-3 รอบ แต่ถ้าการเมืองตรึงเครียดและรุนแรง จะทำให้การหมุนเวียนเศรษฐกิจลดลง และกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ จากเดิมคาดว่าไตรมาส 4 จีดีพีจะเพิ่ม 2-3% ทำให้ทั้งปีติดลบเหลือ 4-5% แต่ถ้าการเมืองเป็นตัวแปร ไตรมาส 4 จะโตเพียง 1% จีดีพีทั้งปีจะลบ 6-7%&amp;rdquo;

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางการเมือง จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก ส่วนภาคอื่นๆ ให้น้ำหนักมาตรการดูแลของภาครัฐ เช่น การดูแลหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง การจ้างงาน และการเพิ่มกำลังซื้อ

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80519</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ดัชนีความเชื่อมั่น, ม.หอการค้าไทย, ม็อบ 14 ต.ค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นเริ่มฟื้นในระดับตํ่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นักวิชาการประสานเสียงชี้ &amp;quot;4 กุมาร&amp;quot; ลาออก พปชร. ไม่สะเทือนเศรษฐกิจ เชื่อ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; ยังไม่เปลี่ยนม้าศึก คาดหลังงบปี 64 จบเปลี่ยนแปลงใหญ่แน่ หอการค้าฯ เผยดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนเริ่มฟื้น แต่ยังคงระดับต่ำ แนะเร่งกระตุ้น ศก.ไตรมาส 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังรัฐมนตรีเศรษฐกิจกลุ่ม 4 กุมาร นำโดยนายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ปรากฏว่าเมื่อเวลา 14.45 น. นายอุตตมได้สั่งยกเลิกการประชุมในเวลา 15.00 น. ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และเป็นการประชุมร่วมกับผู้บริการกระทรวงการคลัง, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.), สมาคมธนาคารไทย และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) พิจารณาในวันที่ 10 ก.ค.นี้ ก่อนที่ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้แจ้งยกเลิกการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันที่ 10 ก.ค.ออกไปก่อน แต่เปลี่ยนเป็นนัดหารือที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กล่าวว่า การลาออกจากพรรค พปชร. ของ 4 กุมารนั้น ไม่มีกระทบต่อเศรษฐกิจ ที่ไม่มีผลกระทบเพราะใครก็ตามที่มาแทนทั้ง 4 คน จะยังเดินหน้าทำงานตามแนวนโยบายที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะประเทศไทยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับมือการระบาดของโควิด-19 ระยะที่ 2 หลังจากที่ไทยผ่านการดูแลในระยะแรก ซึ่งเน้นการดูแลด้านสาธารณสุขเป็นหลัก ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีไม่มากแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระยะต่อไปจึงเป็นขั้นตอนผสมระหว่างการดูแลเพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดบานปลาย โดยตรงนี้ต้องใช้งบด้านสุขภาพ กับอีกส่วนต้องใช้งบในการกระตุ้นเศรษฐกิจและงบในการป้องกันเรื่องคนที่ยากจนลง เพราะฉะนั้นในเงินกู้จำนวน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งมี 4 แสนล้านบาทเพื่อการฟื้นฟู และงบเยียวยา 6 แสนล้านบาท ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็น รมว.การคลัง คงหนีไม่พ้นต้องทำตามแนวนโยบายนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง รมว.คลัง ผลกระทบทางเศรษฐกิจคงไม่มี แต่ที่กระทบในแง่ความรู้สึก ด้านจิตวิทยา โดยเฉพาะภาคธุรกิจ คือ คนจะจับตาดูว่าใครจะมาเป็น รมว.คลัง จะสร้างความมั่นใจได้หรือไม่ หากเอาคนที่ไม่มีความเชื่อมั่นมาทำงานภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ ก็อาจมีผลกระทบกับความมั่นใจคนทั่วไปในส่วนนี้บ้าง&amp;rdquo; นายสมชายระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม กรณีนายอุตตมลาออกจากพรรค ยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นรัฐมนตรี ตรงนี้เป็นคนละเรื่อง ด้วยบารมีของ พล.อ.ประยุทธ์ คงจะเก็บนายอุตตมเอาไว้ ไม่ต้องการเปลี่ยนม้าศึกเร็วเกินไป เพื่อสร้างความมั่นใจ เพราะตอนนี้ประเทศไทยอยู่ในขั้นหน้าสิ่วหน้าขวาน ดังนั้นนายกรัฐมนตรีหรือ พปชร.ยังเห็นความจำเป็นของนายอุตตม และการหาคนมาแทนไม่ง่าย แต่แรงกดดันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้นน่าจะเกิดขึ้นหลังการพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผ่านไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า กรณีการประกาศลาออกจากพรรค พปชร. ของ 4 กุมารนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล และไม่มีผลต่อการทรุดตัวของเศรษฐกิจ เนื่องจากยังไม่ได้เป็นการลาออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่อาจจะเกิดความกังวลทางด้านจิตวิทยาเล็กน้อยในประเด็นการปรับเปลี่ยน ครม.ใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนมิถุนายน 2563 ว่าได้ปรับตัวมาอยู่ที่ระดับ 31.5 ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคมที่อยู่ที่ระดับ 31.3 แต่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 33.3 ซึ่งเป็นระดับที่น่าเป็น แต่ทั้งนี้ก็เป็นการขยับตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือนจาก พ.ค.2562 อย่างไรก็ดี ดัชนียังคงต่ำกว่า 50 ทุกรายการ ยกเว้นดัชนีในภาคการค้าชายแดน ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเอกชนยังให้ความกังวลเศรษฐกิจจากปัญหาการระบาดไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ปัจจัยที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ รัฐบาลเร่งออกมาตรการ เร่งนำงบประมาณฟื้นฟูเศรษฐกิจลงสู่ระบบให้เร็วที่สุดภายในไตรมาสที่ 3 และมาตรการสร้างความเขื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเม็ดเงิน 100,000 ล้านบาทที่ผ่านที่ประชุม ครม.เห็นชอบหากสามารถเร่งโครงการต่างๆ ของภาครัฐไปในพื้นที่ให้มากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มภาคเกษตร จะเกิดการสร้างงานในระบบในพื้นที่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้เพิ่มอีก 0.3-0.5% อย่างไรก็ตาม หากมีมาตรการล็อต 2 วงเงินเพิ่มอีก 100,000 ล้านบาท ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่มีงบประมาณ 20,000 ล้านบาท และเอกชนออกมาตรการเพิ่ม ทั้งโครงการปันสุข โครงการทราเวล บับเบิล รวมวงเงินทั้งหมดที่ลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 250,000-350,000 ล้านบาท เชื่อว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 0.6-1%
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ หากไตรมาสที่ 4 จะมีเรื่องของงบประมาณปี 2564 ที่เร่งจัดสรรได้ตามกรอบวงเงินงบประมาณ รวมถึงการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ในไตรมาสที่ 3 คาดว่าเศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้ในไตรมาสที่ 4 และพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดลงไปได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70985</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, ทีมเศรษฐกิจ, นักวิชาการ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, ไม่สะเทือนเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f071a2613ba4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57146</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> จีดีพี1/63ไม่ขยับ พิษไวรัส-ภัยแล้ง ดัชนีเชื่อมั่นลดอีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าไทยประเมินจีดีพีไตรมาส 1/63 ขยายตัวเพียง 0.5-0.8% จากผลกระทบไวรัสโควิด-19, ฝุ่น PM 2.5, ภัยแล้ง ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดี นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มองว่า จีดีพีไตรมาส 4/2562 จะขยายตัวไม่ถึง 2% ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีประเมินไว้ เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้ายของปีที่รัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 200,000 ล้านบาทเข้าสู่ระบบไม่เป็นผล เพราะประชาชนไม่ได้มีการใช้จ่ายมากเท่าที่ควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่เศรษฐกิจไทยไตรมาส 1 มองว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5-0.8% เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หรือไวรัสโคโรนา, ภาวะฝุ่น PM 2.5 และปัญหาภัยแล้ง ทำให้เม็ดเงินหายจากระบบประมาณ 100,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบตัวเลขจีดีพี 1-1.5% พร้อมหวังสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะจบลงภายในเดือน มี.ค.-เม.ย.63 และรัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นภาคการท่องเที่ยว รวมทั้งเร่งเบิกจ่ายงบประมาณให้เข้าสู่ระบบได้ภายในเดือนเม.ย. หรือ พ.ค.63 เพื่อกระตุ้นให้ตัวเลขจีดีพีโต 2-3% ต่อไตรมาส ซึ่งจะหนุนให้จีดีพีปี 2563 โตได้ 2.8% ตามเป้าหมายที่วางไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนวรรธน์กล่าวว่า สำหรับผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือน ม.ค.63 พบว่า อยู่ที่ระดับ 45.4 จุด ปรับตัวลดลง 0.3 จุด จากเดือน ธ.ค.62 โดยเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับตั้งแต่เดือน มี.ค.62 โดยกลุ่มที่ความเชื่อมั่นปรับลดลงมากสุดคือ ภาคการเกษตร ภาคการบริโภค และภาคการค้า จากปัจจัยลบคือการส่งออกไทยเดือน ธ.ค.62 ลดลง 1.28%, SET Index เดือน ม.ค.63 ปรับตัวลดลง 65.70 จุด จาก 1,579.84 ณ สิ้นเดือน ธ.ค. มาอยู่ที่ 1,514.14 ณ สิ้นเดือน ม.ค.63, ค่าเงินบาทยังอยู่ในระดับอ่อนค่า, การเบิกจ่ายงบประจำปี 2563 ล่าช้าส่งผลต่อความเชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5,การแพร่ระบาดของเชื่อโควิด-19 รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้ง ขณะที่ปัจจัยบวกเดือน ม.ค. ได้แก่ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตยังคงอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากประชาชนและภาคธุรกิจยังไม่มีความเชื่อมั่นในภาวะเศรษฐกิจ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57146</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ดัชนีความเชื่อมั่น, พิษไวรัส, ภัยแล้ง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หอการค้าไทย, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสอู่ฮั่น, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200213/image_big_5e455e462e340.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2019 15:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2019 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอดดัชนีเชื่อมั่นเอกชนต่ำสุดในรอบ 17 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.โอดดัชนีความเชื่อมั่นเอกชนต่ำสุดในรอบ 17 เดือน ชี้กำลังซื้อชะลอตัว ปัจจัยภายนอกทั้งค่าเงิน-เทรดวอร์กระทบแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ย. 2562 - นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนต.ค.2562 อยู่ที่ระดับ 91.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 92.1 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 17 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2561 เนื่องจากผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลกำลังซื้อในส่วนภูมิภาคที่ยังชะลอตัว และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ประสบปัญหาด้านการเงิน หลังจากสถาบันการเงินมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐยังคงยืดเยื้อ และการแข็งค่าของเงินบาที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันที่ 27 พ.ย.นี้ ภาคเอกชนมีกำหนดการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประชุมเชิงปฏิบัติการกับกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท เนื่องจากมาตรการที่ธปท.ใช้ดูแลค่าเงินบาทอยู่ในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอเท่าที่ควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราไม่ได้บอกว่าสิ่งที่ธปท.ทำใช้ไม่ได้ เพราะอยู่ในอำนาจของธปท.ทำได้อยู่แล้ว แต่เอกชนอยากบอกว่าสิ่งที่เราอยากได้อาจนอกเหนือเกินขอบเขตของธปท. เช่น การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายที่ควรพิจารณาตามความเหมาะสมของสภาพเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ ภายในประเทศ รวมถึงมาตรการเปิดเสรีให้นำส่งเงินออกนอกประเทศที่ธปท.ดำเนินการอยู่ คนยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้คนรับรู้และเข้าใจมากขึ้น และอื่นๆ ที่ต้องทำเวิร์คชอปว่าจะทำอย่างไร เชื่อว่าจะช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในระดับหนึ่ง&amp;ldquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50728</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคงสุธี, อุตสาหกรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191120/image_big_5dd4f24345c5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นส.ค.พุ่งสูงสุดรอบ64เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.หอการค้า แจงส่งออกโต-บาทแข็งหนุนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค.อยู่ที่ 83.2 สูงสุดในรอบ 64 เดือน พร้อมเตรียมปรับจีดีพีเพิ่ม

4ก.ย.61-นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และ ผู้อำนวยการ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค. 61 อยู่ที่ 83.2 จาก 82.2 ในเดือนก.ค. 61 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 64 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 70.2 จาก 69.1 ในเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้มีปัจจัยบวกมาจากการประกาศอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีในไตรมาสที่2/61 ที่เติบโต4.6%ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รวมถึงการคงดอกเบี้ยนโยบายที่1.5% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%,&amp;nbsp; และการส่งออกเดือนก.ค.ขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี, เงินบาทแข็งค่าขึ้น และ พืชผลทางการเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในไตรมาส4/61นี้ ทางศูนย์ เตรียมจะปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาดูปัจจัยลบทางด้าน ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น และความรู้สึกของผู้ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและกระจุกตัว รวมถึงสถานหารณ์น้ำท่วม ทึ่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, จีดีพี, ดัชนีความเชื่อมั่น, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e25b2c907c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2018 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2018 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.มึนเชื่อมั่นอุตฯเม.ย.หดตัว เอกชนหวั่นค่าแรง-น้ำมันราคาสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส.อ.ท.เผยดัชนีความเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. 61 หดตัวอยู่ระดับ 89.1 ชี้เหตุวันหยุดต่อเนื่อง เอกชนยังกังวลค่าจ้างแรงงาน และราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น คาดการณ์ 3 เดือนยังโตมั่นใจเศรษฐกิจขยายตัว

10 พ.ค. 2561 - นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือนเม.ย. 2561 อยู่ที่ระดับ 89.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 90.7 ในเดือนมี.ค. ทั้งนี้ค่าดัชนีฯ ที่ลดลง เนื่องจากในเดือนเม.ย. มีวันทำงานน้อยกว่าปกติจากวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมทั้งผู้ประกอบการได้เร่งผลิตไปในช่วงเดือนก่อนหน้าแล้ว ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตในเดือนนี้ลดลง อีกทั้งผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อต้นทุนการผลิต จากราคาวัตถุดิบ ราคาน้ำมันและค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการแข่งขันด้านราคา ขณะเดียวกันการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบทำให้ผู้ส่งออกสูญเสียรายได้เมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาท

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ระดับ 102.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 100.9 ในเดือนมี.ค. เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องโดยมีแรงหนุนจากภาคการส่งออก ทั้งนี้ภาคเอกชนยังมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ โดยต้องการให้แก้ไขปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เช่น ผ่อนปรนเงื่อนไขการขอสินเชื่อและการใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่ยังล่าช้า รวมถึงลดภาษีนำเข้าสินค้าทุนและเครื่องจักร สำหรับผู้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออก พร้อมเปิดความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8896</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่น, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคงสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af3caaac679a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
