<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลาดหุ้นเช้านี้ พุ่งแรง! ปิดบวก +14.74 จุด หลังผู้ติดเชื้อทรงตัว-นำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ตลาดหุ้นเช้านี้ พุ่งแรง! ปิดบวก +14.74 จุด หลังผู้ติดเชื้อทรงตัว-นำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;7 ต.ค 64 o ตลาดหุ้นไทยเช้าวันที่ 7 ต.ค 64 ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,634.22 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือบวก +14.74 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.91 % มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 59,037.05 ล้านบาท
ดัชนี SET50 อยู่ที่ 983.12 จุด เพิ่มขึ้น +9.87 จุด คิดเป็นร้อยละ +1.01 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 32,603.25 ล้านบาท
ดัชนี SET100 อยู่ที่ 2,238.71 จุด เพิ่มขึ้น +20.94 จุด คิดเป็นร้อยละ +0.94 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 42,981.94 ล้านบาท
ดัชนีตลาด mai ปิดที่ 555.54 เพิ่มขึ้น +4.69 คิดเป็นร้อยละ +0.85 % มีมูลค่าซื้อขายรวม 2,535.30 ล้านบาท
สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับได้แก่
1.KBANK ปิดที่ 141.50 บาท เพิ่มขึ้น 5.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 5,651.69 ลบ.
2.TRUE ปิดที่ 4.00 บาท ลดลง -0.06 บาท มูลค่าการซื้อขาย 3,147.15 ลบ.
3.BANPU ปิดที่ 14.40 บาท ลดลง -0.10 บาท มูลค่าการซื้อขาย 2,496.26 ลบ.
4.SCB ปิดที่ 124.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,994.83 ลบ.
5.PTT ปิดที่ 39.75 บาท ลดลง -0.25 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,918.66 ลบ.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุโชติ ถิรวรรณรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวขึ้นเนื่องจาก ตัวเลขผู้ติดเชื้อทรงตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และยังมีปัจจัยบวกจากความคาดหวังว่าไทยจะสามารถนำเข้ายารักษาโควิด-19 ตัวใหม่ หรือ ยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) มาวิจัยทางคลีนิคได้ภายในเดือนธ.ค.นี้ ก่อนใช้จริงในเดือน ม.ค.65 ทำให้ส่งผลดีต่อการกลับมาเปิดเมืองได้มากขึ้น รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ นำโดยกลุ่มแบงก์ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง และยังเป็นตัวหลักที่ช่วยผลักดันดัชนีเช้านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119052</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหลักทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615e9ce691a72.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108425</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2021 18:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอดติดเชื้อพุ่งเป็นเหตุ!กดตลาดหุ้นไทยปิดร่วง 15.26 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
2&amp;nbsp;ก.ค&amp;nbsp;64 -&amp;nbsp;ตลาดหุ้นไทยวันที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ก.ค. 64&amp;nbsp;ดัชนี&amp;nbsp;SET Index&amp;nbsp;ปิด&amp;nbsp;อยู่ที่ระดับ&amp;nbsp;1,578.49&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;ปรับลดลง&amp;nbsp;-15.26&amp;nbsp;จุด&amp;nbsp;คิดเป็น&amp;nbsp;-0.96 %&amp;nbsp;มีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;80,992.70&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหลักทรัพย์ที่มีการซื้อขายสูงสุด&amp;nbsp;5&amp;nbsp;อันดับได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;BANPU&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดที่&amp;nbsp;13.50&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;+0.20&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย&amp;nbsp;5,935.32&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;KBANK&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปิดที่&amp;nbsp;118.50&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;-3.50&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย&amp;nbsp;5,328.73&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;PTT&amp;nbsp; ปิดที่&amp;nbsp;38.75&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ลดลง&amp;nbsp;-0.25&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย&amp;nbsp;3,990.32&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GUNKUL&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดที่&amp;nbsp;4.80&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp; ลดลง&amp;nbsp;-0.14&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย&amp;nbsp;2,379.26&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;PTTGC&amp;nbsp; ปิดที่&amp;nbsp;60.00&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;+0.75&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย&amp;nbsp;1,532.01&amp;nbsp;ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิจิตร&amp;nbsp;อารยะพิศิษฐ&amp;nbsp;ผู้อำนวยการอาวุโส&amp;nbsp;ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์&amp;nbsp;บริษัทหลักทรัพย์&amp;nbsp;(บล.)&amp;nbsp;เมย์แบงก์&amp;nbsp;กิมเอ็ง(ประเทศไทย)&amp;nbsp;เปิดเผยว่า&amp;nbsp;ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้&amp;nbsp;(28&amp;nbsp;มิ.ย. - 1&amp;nbsp;ก.ค.)&amp;nbsp;แกว่งออกข้างในขาลง&amp;nbsp;เนื่องจากความกังวลตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;ในประเทศ&amp;nbsp;ทั้งยังมีเรื่องของความกังวลเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;กลายพันธุ์ทำให้นักลงทุนขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงปรับฐานสัปดาห์หน้า&amp;nbsp;(5-9&amp;nbsp;ก.ค.)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108425</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ดัชนีตลาดหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210702/image_big_60def3ee6bb2e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87535</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2020 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2020 11:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดฉุดหุ้นภาคเช้าตกวูบกว่า 50 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ธ.ค. 2563 ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าร่วงกว่า 50 จุด หลังพบการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ในประเทศจากจุดศูนย์กลางในจังหวัดสมุทรสาคร กดดันให้มีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ออกมา รวมถึงหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ดังกล่าวทั้งกลุ่มอาหารส่งออกและกลุ่มค้าปลีก จากความกังวลอาจจะมีการล็อกดาวน์ในวงกว้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้เมื่อเวลา 9.59 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,428.92 จุด ลดลง 53.46 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -3.61% จากนั้น
เมื่อเวลา 11.50 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,439.21 จุด ลดลง 43.17 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -2.91%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87535</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, หุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6afc4365273.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44305</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2019 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2019 13:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“สมคิด” วอนนักลงทุนอย่าตื่นหุ้นดิ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ส.ค. 62 - นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลดลง ว่า ขอให้นักลงทุนอย่างตื่นตระหนกตกใจ เพราะการผันผวนของตลาดหุ้นเป็นกันทั่วทั้งโลก ไม่ได้ผันผวนแค่ในเมืองไทยเท่านั้น จึงไม่อยากให้นักลงทุนต้องกังวลอะไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการรายงานข้อมูลให้ทราบตลอด ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วโลก เป็นความกังวลจากสถานการณ์ในตลาดโลก ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศเท่าไหร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตอนนี้ไม่ได้ผันผวนแค่ในเมืองไทยเท่านั้น แต่ตลาดหุ้นผันผวนทั่วโลก โดยทุกคนยังรอดูผลการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) รวมทั้งในช่วง 2-3 วันมานี้ก็มีคอมเม้นจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กรณีเตรียมขึ้นภาษีสินค้าจากจีนอีกรอบ รวมทั้งยังมีกรณี Brexit ซึ่ง ตลท. และ ธปท. มีการติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้นักลงทุนอย่างตกใจ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งโลก ไม่เกี่ยวกับเมืองไทย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาจะเพียงพอหรือไม่ ต้องรอถาม รมว.การคลัง&amp;rdquo; นายสมคิด กล่าว
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44305</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190819/image_big_5d5a6b6e3437d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13993</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2018 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บล.บัวหลวงชี้ปัจจัยต่างประเทศกดดันหุ้นไทยถึงสิ้นปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.บัวหลวงชี้ปัจจัยต่างประเทศกดดันหุ้นไทยถึงสิ้นปี คงเป้าดัชนีปีนี้ที่ 1,760 จุด พร้อมลุยบล็อกเทรด ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำตลาด ยันโปรแกรมอัตโนมัติไม่กระทบภาวะตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์บุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจัยจากต่างประเทศจะกดดันตลาดหุ้นไทยไปจนถึงสิ้นปี 61 เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐยังคงเดินหน้ามาตรการต่างๆ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งสหรัฐในช่วงเดือนพ.ย.นี้ ทั้งนี้ คาดว่าตลาดหุ้นจะกลับมาเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวอยู่ที่ 1,730 จุด โดยยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,760 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้เติบโตที่ 9.6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยมองว่าส่วนใหญ่กังวลรายได้ค่าธรรมเนียมหลังจากยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล แต่รายได้ส่วนนี้มีสัดส่วนทั้งปีแค่ 3% เท่านั้น นอกจากนี้ การเลื่อนใช้มาตรฐานบัญชี (ไอเอฟอาร์เอส9) ยังส่งผลดีต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับประมาณการผลการดำเนินงานของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ใหม่ ทั้งนี้ คาดว่ากำไรส่วนต่างราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะอยู่ที่ 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลกระทบจากการตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐกับจีน มองว่าผลกระทบจะไม่เห็นชัดเจนในปีนี้ และอาจจะชัดเจนในปีหน้า แต่ต้องดูขนาดว่าจะจบที่เท่าไหร่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงในมูลค่า 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมีผลกระทบกับจีดีพีจีนเพียง 0.1-0.2% ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ 6.6-6.8% ต่อปี&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำตลาดการซื้อข่ายผ่านบล็อกเทรด ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เนื่องจากปัจจุบันตลาดดังกล่าวมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายมีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ด้านมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 12% จากปัจจุบันอยู่ที่เฉลี่ย 12% ใกล้เคียงคู่แข่ง ซึ่งช่วง ม.ค.61 มีมูลค่าธุรกรรมบล็อกเทรด เมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นถึง 60,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายบล็อกเทรดต่อวันอยู่ที่เฉลี่ย 5% ของมูลค่าการซื้อขายตลาดรวม ถือว่ายังต่ำมาก เมื่อเทียบกับตลาดต่างประเทศที่ 30% หากประเมินของบริษัทมูลค่าการซื้อขายบล็อกเทรดมีอัตราการเติบโตขึ้นถึง 200% ในปี 59 เมื่อเทียบกับปี 60 ส่วนตลาดรวมเติบโตได้ 50% โดยจุดเด่นของบริษัท มีอัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าอุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.10 บาทต่อมูลค่าการซื้อขาย จากอุตสาหกรรมอยู่ที่ 0.11%&amp;nbsp;ส่วนดอกเบี้ยบัญชีมาร์จิ้นของบริษัทอยู่ที่ 5.06%ต่อปี เทียบกับดอกเบี้ยของอุตสาหกรรม 6-7% และเงินปันผลบริษัทให้กับนักลงทุน 100% เมื่อเทียบกับรายอื่นให้เพียง 80% เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันการใช้โปรแกรมอัตโนมัติ เชื่อว่าไม่กระทบต่อภาวะตลาด เพราะตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ตรวจสอบโปรแกรมกับผุ้ประกอบการอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะให้บริการกับลูกค้า แต่ประเด็นที่ต้องกังวลคือการซื้อขายโดยตรงผ่านระบบการเชื่อมต่อจากต่างประเทศ จากบริษัทหลักทรัพย์ในต่างประเทศ เนื่องจากไม่ได้ลงทะเบียนไว้ ทำให้ตลท.เข้าไปตรวจสอบไม่ได้&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13993</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ, ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, บล.บัวหลวง, บล็อกเทรด, ปัจจัยต่างประเทศกดดันตลาดหุ้น, โปรแกรมอัตโนมัติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b569ff418718.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2018 10:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2018 10:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กูรูฟันธง ตลาดหุ้นไทย ยังน่าสนใจ ชี้ที่ผ่านมาราคาตกลงไปเพียง 10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กูรูประสานเสียงหุ้นไทยยังไม่เข้าสู่ ภาวะแบร์มาร์เก็ต ชี้ลดเพียง 10% จากต้นปี มั่นใจไม่เกิดกับไทย เหตุพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศแข็งแกร่ง ภาครัฐมีการลงทุน และการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะตลาดหุ้นที่ราคาหลักทรัพย์โดยทั่วไปที่มีระดับลดต่ำลงต่อเนื่องมากกว่า 20% (แบร์ มาร์เก็ต) เนื่องจากดัชนีหุ้นตั้งแต่ต้นปีปรับตัวลดลงมาจาก 1,830 จุด ลงมาอยู่ที่ 1,590 จุด เฉลี่ยประมาณ 10% ซึ่งการจะเกิด ในประเทศไทยถือว่าทำได้ยาก เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศแข็งแกร่ง ภาครัฐมีการลงทุน และการบริโภคในประเทศที่เริ่มฟื้นตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทยคือผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยยังมีทิศทางที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปอย่างน้อย 2 ปี และประเด็นค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงมากๆ ซึ่งประเทศไทยก็เกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็ยังมีดุลการค้าเกินดุลอยู่ โดยแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังการซื้อขาย โดยหุ้นที่ควรให้ความสำคัญคือหุ้นที่มีการดำเนินงานในประเทศเป็นหลัก เพราะเศรษฐกิจในประเทศมีโอกาสเติบโตดี และเพื่อเลี่ยงปัญหาการส่งออก ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากประเด็นส่งครามการค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน นักลงทุนควรประเมินพื้นฐานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เช่น บริษัทที่มีการลงทุนในซีแอลเอ็มวี เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่มี จีดีพีสูงเฉลี่ย 7-8% มีการเติบโตที่แข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นที่ให้เงินปันผลสูง และสม่ำเสมอ เพราะมีการจ่ายเงินปันผลสูง &amp;nbsp;และหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ เป็นต้น ส่วนการที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกมาก่อนหน้านี้เป็นการขายทำกำไรตามปกติ &amp;nbsp;ซึ่งปัจจุบันยังคงถือหุ้นไทยค่าเฉลี่ยปกติสัดส่วน 30-31% &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการ สมาคมวิเคราะห์การลงทุน กล่าวว่า ในช่วง 1-2 เดือนจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวน เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงอย่างไร ขณะที่ดอกเบี้ยในประเทศที่กำลังจะขึ้น และการเลือกตั้งมีโอกาสเลื่อนออกไปจากเดือนก.พ.ปีหน้า ดังนั้น ในช่วงสั้น ๆ นักลงทุนต้องตั้งการ์ดสูง และรอจังหวะ รวมทั้งกระจายความเสี่ยงไปลงทุนอย่างอื่นด้วย อย่ากระจุกในหุ้นอย่างเดียว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13113</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ตลาดหุ้น, ภากร ปีตธวัชชัย, มาร์เก็ตแคป, แบร์มาร์เก็ต, ไพบูลย์ นลินทรางกูร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180221/image_big_5a8d1e8f19d58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดเช้าลบ 21.49 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 21.49 จุด หลังหุ้นใหญ่ถูกเทขาย นักลงทุนรอดูท่าทีการค้าสหรัฐกับจีน

5 ก.ค. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายในช่วงเช้า หลังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่กดดัน รวมถึงนักลงทุนยังกังวลสงครามการค้าสหรัฐและจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,607.71 จุด ลดลง 21.49 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.32% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 29,250.90 ล้านบาท

บล.บัวหลวง ระบุว่า คาดแรงซื้อคืนหุ้นไทย จากกองทุนในประเทศจะเริ่มแผ่วลงระยะสั้น หลังจากโหมซื้อหนักเกือบ 13,000 ล้านบาท ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา คาดตลาดยังผันผวนและมูลค่าซื้อขายเริ่มลดลงไปถึงวันพรุ่งนี้ เพราะตลาดชะลอเพื่อรอดูท่าทรสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่จะมีการเรียกเก็บภาษีบนสินค้าหลายร้อยรายการ ล๊อตแรกวงเงินประมาณ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมีผลวันที่ 6 ก.ค.นี้ ซึ่งต้องตามดูต่อไปว่าจะมีรายชื่อสินค้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่หลังจากวันที่ 6 ก.ค.นี้ไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ดัชนีหุ้นไทย, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
