<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>59639</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2020 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2020 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตลท.ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ทันทีหลังดัชนีร่วง 10% ตั้งแต่เปิดตลาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้มาตรการเซอร์กิตเบรกเกอร์หยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที หลังจากเปิดทำการมาดัชนีร่วงลง 10% อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
เมื่อเวลา 9.59 น.ดัชนี SET มาอยู่ 1,003.39 จุด ลดลง 111.52 จุด (-10.%)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตลท.แจ้งหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวตั้งแต่เวลา 09:59 ถึง 10:29 น.สาเหตุ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง 111.52 จุด คิดเป็น 10.00% จากดัชนีราคาปิดวันทำการก่อนหน้า (Circuit Breaker Level 1) เวลาเปิดซื้อขายหลังจากหยุดทำการซื้อขาย Pre-Open เวลา 10:19 น. Open เวลา 10:29 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ทั้งนี้ การหยุดการซื้อขายเนื่องจาก Circuit Breaker เป็นไปตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การซื้อขาย การชำระราคาและการส่งมอบหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2555 หลังจากเปิดทำการซื้อขายแล้ว สมาชิกสามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้ตามปกติ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59639</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้น, หุ้นร่วงหนัก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200313/image_big_5e6afc4365273.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2018 13:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2018 13:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังชี้หุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คลังชี้ดัชนีหุ้นทรุดจากปัจจัยกดดันนอกประเทศ &amp;ldquo;สงครามการค้าจีน-มะกัน&amp;rdquo; พ่วงเฟดขยับดอกเบี้ย มองภาพใหญ่ไม่กระทบการขยายตัวเศรษฐกิจไทย แจงพื้นฐานยังแข็งแกร่ง ลุ้นจีดีพีปีนี้โตไม่พลิก 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. 61 - นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยที่ตกลงมากไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศแข็งแกร่ง โดยปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และค่าเงินบาทที่อ่อนค่าก็จะช่วยการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เรื่องสงครามการค้าสหรัฐอเมริกากับจีน และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทำให้เกิดความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนบ้าง แต่ไม่กระทบกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยบวกที่จะผลักดันเศรษฐกิจปีนี้มีทั้งการส่งออกที่ขยายตัวดี และเงินบาทที่อ่อนค่าลงจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกมากขึ้น ขณะที่นักท่องเที่ยวก็ยังขยายตัวต่อเนื่อง ช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นขณะนี้ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลทำให้ตัวเลขจีดีพีปีนี่ขยายตัวไม่ถึง 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 4.2%&amp;rdquo; นางสาวกุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ปัจจัยสนับสนุนจากภายในประเทศยังมีแนวโน้มดี ทั้งการลงทุนภาครัฐที่จะขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 9% ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก เป็นแรงดึงดูดให้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้เกิน 3% ซึ่งถือว่าสูงหลังจากที่การลงทุนภาคเอกชนไม่ขยายตัวมาหลายปี รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 3% แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมั่นใจมีการใช้จ่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11748</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัง, จีดีพี, ดัชนีตลาดหุ้น, ดัชนีหุ้น, ธนาคารกลางสหรัฐ, ผู้ตรวจราชการ, สงครามการค้า, เฟด, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11581</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 13:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 13:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยภาคเช้าไปต่อไม่ไหว หลุด 1,700 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มิ.ย. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค หลังจากราคาน้ำมันดิบร่วงแรงกดดันให้มีแรงขายหุ้นพลังงานออกมา และยังมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาาพาณิชย์ กดดันดัชนีหลุดระดับ 1,700 จุด โดยดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,683.81 จุด ลดลง 21.01 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.23% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 26,923.04 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คาดดัชนีหุ้นไทยยังคงแกว่งผันผวน มีแนวรับที่ 1,695 จุด ส่วนแนวต้าน 1,710 จุด โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดมาจากเงินเฟ้อโลกที่กำลังขยับสูงขึ้นในลักษณะเดียวกับสหรัฐ ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสเร็วขึ้น หนุนค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าเร็ว กดดันราคาน้ำมันดูไบต่ำกว่า 70 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับหุ้นกลุ่มพลังงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ สงครามการค้าจีนและสหรัฐ ได้เริ่มขึ้นแล้ว หลังจากผลการทำประชาพิจารณ์ในสหรัฐเสร็จสิ้น โดยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่าน้อยกว่าในช่วงก่อนหน้าที่คาดว่าจะสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมุ่งไปที่สินค้า 1,100 รายการ และแบ่งเป็น &amp;nbsp;2 ช่วง ขณะเดียวกับจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในวันเดียวกัน โดยขึ้นภาษีนำเข้าต่อสหรัฐในวงเงินเท่ากัน &amp;nbsp;สินค้า 659 &amp;nbsp;รายการ &amp;nbsp;และมุ่งไปที่สินค้าเกษตรและสินค้าที่จีนนำเข้าเป็นหลัก &amp;nbsp;อาทิ &amp;nbsp;ถั่วเหลือง เนื้อหมู และยานยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11581</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหลุด, ดัชนีหุ้น, บล.เอเซีย พลัส, ราคาน้ำมัน, สงครามการค้า, หุ้นพลังงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 13:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยกดหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 14.25 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 14.25 จุด หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย พร้อมส่งสัญญาณขึ้นอีก 2 ครั้ง รวมทั้งปีเป็น 4 ครั้ง

14 มิ.ย. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค โดยมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ย และส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ทำให้ในปีนี้จะปรับขึ้นดอกเบี้ยทั้งหมดรวม 4 ครั้ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,704.09 จุด ลดลง 14.25 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.83% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 28,896.93 ล้านบาท

บทวิเคราะห์บล.ไอร่า ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ หลังเฟดมีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ และส่งสัญญาณจะปรับขึ้นอีกในเดือน ก.ย. และ ธ.ค. ทำให้คาดทั้งปีนี้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้ง คาดสิ้นปี 61 อยู่ที่ 2.25 &amp;ndash; 2.50% พร้อมแนะจับตา Bond Yield สหรัฐฯ มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางเดียวกับดอกเบี้ย จะเป็นประเด็นกดดันต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง อีกทั้ง คาดเงินทุนยังมีโอกาสไหลออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย

นอกจากนี้คาดทำให้เงินสหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่า ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ซื้อขายในรูปเงินสหรัฐฯ ปรับลดลง แต่ในทางกลับกันกลุ่มส่งออกคาดได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11351</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้น, ประชุมเฟด, เฟด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2018 21:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถือรอปันผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในช่วงเดือน เม.ย. ดัชนีหุ้นไทยนอกจากจะถูกกดดันด้วยการขายลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว ยังมีแรงกดดันจากการประกาศจ่ายปันผลและการขึ้นเครื่องหมายผู้ซื้อหลักทรัพย์ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประมาณ 70 บริษัท ซึ่งเป็น บจ.ที่มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ โดยจะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีประมาณ 11 จุด ทำให้ดัชนีหุ้นไทยในเดือน เม.ย.ปรับขึ้นได้ไม่มาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยนักลงทุนบางส่วนเลือกที่จะถือหุ้นเพื่อรอปันผล แทนการซื้อขายบนกระดาน เพราะอย่างน้อยยังมีการันตีว่าถึงอย่างไรก็ได้เงินคืนอย่างแน่นอน ซึ่งจะน้อยหรือมาก ก็ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นๆ ว่ามีการเติบโตมากน้อยเพียงใด รวมถึงเงื่อนไขนโยบายที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการจ่ายปันผลปีละกี่ครั้ง นอกเหนือจากนั้น ก็ต้องดูพื้นฐานของ บจ.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเห็นของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.ทิสโก้) ระบุว่า จากสถิติย้อนหลัง 7 ปี พบว่ากว่า 70% ในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ของทุกปี เป็นช่วงที่หุ้นไทยจะปรับตัวขึ้น โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการที่นักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อหุ้นปันผลดีก่อนที่ บจ.จะประกาศจ่ายปันผล หากนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นหลังตรุษจีนและถือต่ออีก 1 เดือน หรือขายออกในสิ้นเดือน มี.ค. จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.8% หากถือไว้ 2 เดือน หรือขายออกช่วงสิ้นเดือนเม.ย. จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4.8%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในปี 60 นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า มี บจ. ประกาศจ่ายเงินปันผลรวมทั้งสิ้น 487 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) มูลค่ารวม 478,092 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้ แบ่งเป็น บจ.ใน SET 400 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 473,270 ล้านบาท และ บจ.ใน mai 87 บริษัท มูลค่าเงินปันผล 4,822 ล้านบาท โดยมูลค่าเงินปันผลส่วนใหญ่ หรือ 52% ของทั้งหมด เกิดจาก บจ.หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นอกจากนี้ มีอัตราเงินปันผลตอบแทน โดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.41% ขณะที่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Property fund &amp;amp; REITs) มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 5.97% และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน มีอัตราเงินปันผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 7.04%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;บจ.ไทยส่วนใหญ่มีผลประกอบการดี และจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ลงทุนพิจารณาลงทุนในหุ้นไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านความแข็งแรงของ บจ.ใน SET ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ปตท. (PTT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) มีมูลค่ารวมกัน 132,085 ล้านบาท หรือ 28% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน SET&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับ บจ.ใน mai ที่ประกาศจ่ายเงินปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส (FSMART), บมจ.บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK), บมจ.บางกอก เดค-คอน (BKD), บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) และ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) มีมูลค่าเงินปันผลรวม 1,470 ล้านบาท หรือ 30% ของมูลค่าเงินปันผลทั้งหมดใน mai&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสูง บจ.ที่จ่ายเงินปันผลต่อหุ้นสูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ. กันยงอีเลคทริก (KYE), บมจ.กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) (GYT), บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.ปตท. (PTT) และ บมจ.อาหารสยาม (SFP) โดยประกาศจ่ายเงินปันผลต่อหุ้นในปี 60 มูลค่าตั้งแต่ 16.50 ถึง 30.36 บาทต่อหุ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน บจ.ที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงสุด 5 อันดับแรก คือ บมจ.แปซิฟิกไพพ์ (PAP), บมจ.พรีเมียร์ เทคโนโลยี (PT), บมจ.บางสะพานบาร์มิล (BSBM), บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) (KGI) และ บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา (TNITY) โดยมีอัตราเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ 9.42% ถึง 15.23%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความเสี่ยงจากการซื้อขายหุ้นบนกระดานในภาวะที่ตลาดหุ้นกำลังผันผวนในปัจจุบันยังมีอยู่มาก หากนักลงทุนไม่ได้คิดมากกับตัวเลขกำไรที่จะได้มา หรือไม่รีบร้อนมากนัก การถือไว้เพื่อรับปันผลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ค่อนข้างมีความเสี่ยงในการขาดทุนน้อย และที่สำคัญมีโอกาสได้ผลตอบแทนคืนจริงๆ แต่ต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่า และความเหมาะสมของระยะเวลาที่ถือไว้ด้วย เหนือสิ่งอื่นใดที่จะขาดไม่ได้ คือพื้นฐานของบริษัทที่ต้องแน่นปึ้กจริงๆ ถึงจะคุ้มค่าการรอคอย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6562</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, การขายลดความเสี่ยง, ดัชนีหุ้น, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, นางเกศรา มัญชุศรี, ปฏิญญา สิงห์พิสาร, เงินปันผล, เทศกาลสงกรานต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2018 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2018 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดบวก 13 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยปิดบวก 13 จุด หลังไร้ปัจจัยลบ บวกกับราคาน้ำมันส่งสัญญาณดีขึ้น โบรกชี้หากตลาดหุ้นสหรัฐไม่ขายทิ้ง มีโอกาสลุ้นรีบาวน์เหนือ 1,800 จุดอีกครั้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวคึกคักในแดนบวกตลอดทั้งวัน หลังยังไม่มีปัจจัยลบที่ชัดเจนเข้ามากดดัน โดยมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มพลังงานช่วยหนุน หลังจากราคาน้ำมันมีสัญญาณดีขึ้น จากท้ายสัปดาห์ก่อนค่อนข้างลงแรง อีกทั้งมีแรงซื้อในหุ้นกลุ่มใหญ่อย่างธนาคารพาณิชย์ช่วยหนุนอีกแรง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,799.45 จุด เพิ่มขึ้น 13.00 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 0.73% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 51,313.71 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (12-16 ก.พ.) ดัชนีหุ้นไทยยังมีความผันผวนตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่เกิดการเทขายอย่างรุนแรง ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสที่จะกลับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 1,800 จุดได้ โดยแนวรับสำคัญอยู่ที่ระดับ 1,760 จุด นักลงทุนยังต้องติดตามตัวแปรที่จะมีผลต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สัปดาห์นี้ คือรายงานตัวเลขเงินเฟ้อในวันที่ 14 ก.พ. ซึ่งเป็นตัวแปรที่ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงไปมาก รวมไปถึงการแถลงแผนลงทุนของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 12 ก.พ. รายงานตัวเลขจีดีพีของอียูวันที่14 ก.พ. &amp;nbsp;การประชุม กนง.ของไทยในวันที่ 14 ก.พ. เช่นกัน และรายงานกำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2946</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนี, ดัชนีหุ้น, ภาวะหุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180212/image_big_5a817b6f116a9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>2748</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/02/2018 13:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/02/2018 13:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดภาคเช้าลบ 11.38 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยปิดช่วงเช้าลบ 11.38 จุด หลังดาวโจนส์รูดหนักกว่า 1,000 จุดอีกรอบ

9 ก.พ. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยในช่วงเช้าทันทีที่เปิดตลาดดัชนีปรับลดลงทันที จากนั้นลดลงต่ำสุดถึง 20 จุด เป็นไปตามตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดาวโจนส์กลับมาดิ่งหนักกว่า 1,000 จุดอีกครั้ง จากความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียเช้านี้ปรับลงกันถ้วนหน้า ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปิดภาคเช้าที่ 1,775.28 จุด ลดลง 11.38 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -0.64% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 33,745.45 ล้านบาท


บล.เอเซียพลัส ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับฐานตามตลาดหุ้นต่างประเทศ ท่ามกลางข่าวลบ ทั้งความกังวลธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าคาด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขึ้นแรง ราคาน้ำมันอ่อนตัว เงินเหรียญสหรัฐที่ยังแข็งค่า และต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิทั้งเอเชีย กดดันเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง ทั้งนี้ แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ คาดดัชนีมีโอกาสปรับลดลงตามตลาดต่างประเทศ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1765/1770 &amp;ndash; 1790/1795 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/2748</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้น, ภาคเช้า, ภาวะหุ้น, หุ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a79469a16023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
