<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120251</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2026 18:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 06:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วไทยฝนลดลง&#039;กทม.&#039;ตกแค่10%ของพื้นที่</HEADLINE>
                <CONTENT>


  


  กำลังพาไปหน้าใหม่...

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120251</URL_LINK>
                <HASHTAG>#เลขาคุรุสภา, &#039;พญางูเห่าดูไบ&#039; โผล่ใบ้หวย, กรมอุตุนิยมวิทยา, ความกดอากาศสูง, ดัชนีหุ้นไทย, บ้านหวย, ฝนน้อย, พยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไป, หวยโชคอนันต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f5a625b29a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83397</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 17:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 17:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยทะยานบวก55จุดวอลุ่ม1.6แสนล้านรับข่าวดีวัคซีนโควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 พ.ย. 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีหุ้นไทยวันที่ 10 พ.ย.63 ปิดตลาดที่ 1,341.24 จุด เพิ่มขึ้น 55.36 จุด หรือ 4.31% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 166,674.91 ล้านบาท &amp;nbsp;ทั้งนี้การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนบวกตลอดทั้งวัน โดยระดับปิดทปิดสูงสุดในรอบเกือบ 3 เดือน ระหว่างวันดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,346.72 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,313.04 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้ เพิ่มขึ้น 1,097 หลักทรัพย์ ลดลง 814 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 268 หลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.กรุงไทย ซีมิโก้ กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวขึ้นแรงตอบรับพัฒนาการวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 หลังจากไฟเซอร์ และ BioNTech แถลงผลการทดลองร่วมกันพัฒนาวัคซีนมีประสิทธิภาพมากกว่า 90% ในการป้องกันไวรัสโควิด-19 ขณะที่ประเทศไทยเน้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ทำให้วันนี้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว, สายการบิน และโรงแรม ต่างกลับมาขึ้นอย่างโดดเด่นช่วยหนุนตลาดฯให้ขึ้นแรงได้ดีกว่าตลาดต่างประเทศ
ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; AOT &amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย &amp;nbsp; 21,401.57 ล้านบาท &amp;nbsp;ปิดที่ &amp;nbsp;67.75 บาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 10.50 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; KBANK &amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย &amp;nbsp; 10,713.43 ล้านบาท &amp;nbsp;ปิดที่ &amp;nbsp;94.25 บาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น 13.75 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; MINT &amp;nbsp; มูลค่าการซื้อขาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;9,316.69 ล้านบาท &amp;nbsp;ปิดที่ &amp;nbsp;23.10 บาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;4.80 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; PTT &amp;nbsp; &amp;nbsp;มูลค่าการซื้อขาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;6,600.55 ล้านบาท &amp;nbsp;ปิดที่ &amp;nbsp;38.25 บาท &amp;nbsp;เพิ่มขึ้น &amp;nbsp;3.50 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; STGT &amp;nbsp; มูลค่าการซื้อขาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;6,287.08 ล้านบาท &amp;nbsp;ปิดที่ &amp;nbsp;68.50 บาท &amp;nbsp;ลดลง &amp;nbsp;19.00 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83397</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180424/image_big_5adf11609a638.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32769</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2019 08:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2019 08:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> นักวิเคราะหุ้นมองหุ้นมีสิทธิลงถึง 1,583 จุด จากปัจจัยการเมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค. 2562 นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการและกรรมการผู้อำนวยการสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า จากการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ต่อมุมมองต่อทิศทางดัชนีราคาหุ้นไทยในปี 2562 ร้อยละ 48 มองว่าดัชนีราคาหุ้นไทยระยะสั้นในไตรมาสที่ 2 ปี 2562 มีแนวโน้มทิศทางบวก ในขณะที่ร้อยละ 40 มองไปในทิศทางไม่เปลี่ยนแปลงไปจากไตรมาสที่ 1 ปี 2562 และร้อยละ 12 มองว่าตลาดจะเปลี่ยนไปในทิศทางลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้คาดว่าดัชนีราคาหุ้นไทย ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 1,689 จุด โดยปัจจัยที่มีผลต่อดัชนีราคาหุ้นไทยในระยะสั้นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า เรื่องการเมืองภายในประเทศรวมไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล เป็นปัจจัยหลักต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย รองลงมาคือเรื่องของสงครามการและเศรษฐกิจโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งปี 2562 จะอยู่จุดต่ำสุดที่ 1,583 จุด และจุดสูงสุดที่ 1,764 จุด โดยปัจจัยหลักที่จะส่งผลให้หุ้นไทยเป็นไปในทิศทางลบและบวก มาจากเรื่องการเมือง เนื่องจากยังไม่ได้ความแน่ชัดเรื่องรัฐบาลชุดใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนยังกังวลเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล และเรื่องสงครามการค้าสหรัฐและจีน ถึงแม้ว่าจะมีทิศทางการเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงติดตามและกังวลเรื่องการยืดเยื้ออยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยการเมืองยังเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ เนื่องจากหากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และมีเสถียรภาพจะเป็นบวก ซึ่งคาดว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้แน่นอน โดยปัจจัยที่มีผลกระทบทำให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นเรื่องของการเลือกตั้งและปัจจัยนอกประเทศ อาทิ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ที่มีท่าทีว่าจะสามารถเจรจากันได้ แต่ปัจจุบันยังไม่มีความแน่นอนเกิดขึ้น ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดเหวี่ยงขึ้นลงได้ โดยในขณะนี้นักลงทุนให้ความสนใจเรื่องบรรยากาศและการเข้าใกล้การมีรัฐบาลที่เป็นสากลมากกว่า เพราะการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งที่ผ่านมา โดยมีกติกาใหม่ที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก&amp;rdquo; นายสมบัติ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ ท่าอากาศยานไทย (AOT) โดยมีปัจจัยมาจากธีมท่องเที่ยวซึ่งเป็นนโยบายของแทบทุกพรรคการเมือง , ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เนื่องจากภาวะการลงทุนในประเทศฟื้นตัว โดยวงจรการเงินจะหนุนสินเชื่อภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อธนาคารกรุงเทพมากที่สุด , ซีพี ออลล์ (CPALL) มีปัจจัยสนันสนุนมาจากการบริโภคที่ฟื้นตัวของนโยบายผลักดันภาครัฐ , ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากกำไรที่กลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ปรับตัวลงช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2561 ที่ผ่านมา และซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32769</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย, สมบัติ นราวุฒิชัย, สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180206/image_big_5a79469a16023.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โบรกฯประสานเสียงหุ้นไทยผ่านวิกฤต มองจบปีดัชนียืนที่ 1,900 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บล.ไทยพาณิชย์ชี้หุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังความกังวลสงครามการค้าลดลง พร้อมคงเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้แตะ 1,900 จุด ด้านบล.กสิกรมั่นใจหุ้นไทยปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ปี 61 และทั้งปีนี้ ได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ 1,570 จุดแล้ว หลังจากความกังวลสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเริ่มลดลง และปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาส 3 โดยในอดีตที่ผ่านมาดัชนีหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 ค่อนข้างดี และการปรับลดลงเริ่มมีน้อยต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 4 ทั้งนี้ ยังคงคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,900 จุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ปีนี้จะเติบโต 10% หลังจากภาพรวมกำไรบจ.ยังออกมาดีในไตรมาสแรก ซึ่งคาดว่าในไตรมาส 2 จะไม่ด้อยกว่าไตรมาสแรก สอดคล้องกับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไทย ที่ขยายตัวแข็งแกร่ง โดยในไตรมาสแรกอยู่ที่ 4.8% และปีนี้คาดจะขยายตัวได้ที่ 4.2% มาจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและลงทุนมีทิศทางที่ดี หากยังมีแนวโน้มที่ดีต่อไปจะส่งผลให้เศรษฐกิจยังคงขยายตัวได้ดีและต่อเนื่องในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ความเสี่ยงที่ต้องจับตามองและกำลังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นขณะนี้คือ นโยบายประชานิยมในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ภาวะนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นอย่างการขึ้นดอกเบี้ย โดยมองว่าท้ายที่สุดจะมีการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงกันได้ แต่ในช่วงนี้ข่าวสารต่างๆ จะยังส่งผลลบต่อตลาดอยู่ ทั้งนี้ แนะนำนักลงทุนให้ปรับพอร์ต 60-70% เพื่อลงทุน ส่วนที่เหลือให้เก็บเงินสดไว้เพื่อเข้าซื้อในช่วงที่ดัชนีหุ้นปรับลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้อยู่ที่ 1,898 จุด โดยมองกรณีเลวร้ายที่สุดหากเกิดสงครามการค้าเต็มรูปแบบ ดัชนีจะลดลง 341 จุด และอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นจะอยู่ที่ -10% ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,557 จุด ส่วนกรณีที่ไม่มีการเลือกตั้ง ดัชนีจะลดลง 88 จุด เนื่องจากอัตราการเติบโตกำไรต่อหุ้นลดลงเหลือ 8% รวมถึงความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงตาม ส่งผลให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,810 จุด ขณะที่ หากเศรษฐกิจในตลาดเกิดใหม่เติบโตลดลง ดัชนีจะลดลง 47 จุด ทำให้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1,851 จุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13690</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีหุ้นไทย, บล.กสิกรไทย, บล.ไทยพาณิชย์, ประกิต สิริวัฒนเกตุ, ผ่านจุดต่ำสุด, อิสระ อรดีดลเชษฐ์, โบรกเกอร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b4feb8675ca0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2018 13:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2018 13:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยปิดเช้าลบ 21.49 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดลบ 21.49 จุด หลังหุ้นใหญ่ถูกเทขาย นักลงทุนรอดูท่าทีการค้าสหรัฐกับจีน

5 ก.ค. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขายในช่วงเช้า หลังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่กดดัน รวมถึงนักลงทุนยังกังวลสงครามการค้าสหรัฐและจีน ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าปิดที่ 1,607.71 จุด ลดลง 21.49 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -1.32% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 29,250.90 ล้านบาท

บล.บัวหลวง ระบุว่า คาดแรงซื้อคืนหุ้นไทย จากกองทุนในประเทศจะเริ่มแผ่วลงระยะสั้น หลังจากโหมซื้อหนักเกือบ 13,000 ล้านบาท ในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา คาดตลาดยังผันผวนและมูลค่าซื้อขายเริ่มลดลงไปถึงวันพรุ่งนี้ เพราะตลาดชะลอเพื่อรอดูท่าทรสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่จะมีการเรียกเก็บภาษีบนสินค้าหลายร้อยรายการ ล๊อตแรกวงเงินประมาณ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมีผลวันที่ 6 ก.ค.นี้ ซึ่งต้องตามดูต่อไปว่าจะมีรายชื่อสินค้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่หลังจากวันที่ 6 ก.ค.นี้ไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ดัชนีหุ้นไทย, สงครามการค้า, สหรัฐ-จีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อานิสงส์ดอกเบี้ยขาขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครึ่งปีแรกของปี 61 กำลังจะหมดไป เรียกได้ว่าตลาดหุ้นไทยผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้ายในเดือน มิ.ย. เพราะเจอปัจจัยกดดันจากต่างประเทศกระหน่ำเข้ามากดดัน ทำให้ดัชนีหุ้นไทยหลุด 1,700 จุด อีกทั้งกระแสเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ก็ไหลออกจนทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ลดลงอยู่ที่ประมาณ 16.5 ล้านล้านบาท จากเดือน ม.ค.61 อยู่ที่ 18 ล้านล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติเทขายรับเงินสด เพื่อรอจังหวะลงทุนใหม่อีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในช่วงเดือน มิ.ย. ประเด็นสำคัญหลักๆ ที่เข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งของไทยและทั่วโลก คงหนีไม่พ้นสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ที่มีความเข้มข้นขึ้นจากการตอบโตกันไป-มา หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในมูลค่าที่เท่ากัน และล่าสุดทางสหรัฐได้พยายามจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มในอัตรา 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทั่วโลกเกิดความกังวลว่าจะกระทบกับเศรษฐกิจโลกได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทาง บล.เอเซียพลัส จำกัด ระบุว่า การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมาจากกลไกเรื่องส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีอยู่เป็นทุนเดิม ถูกกระตุ้นให้รุนแรงยิ่งขึ้นด้วยความกังวลในเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับอีกหลายประเทศ ทําให้การไหลออกของเงินทุนต่างชาติมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยในส่วนของตลาดหุ้น พบว่านักลงทุนต่างชาติขายสุทธิจากต้นปีถึงปัจจุบัน 175,000 ล้านบาท แยกเป็นการขายในช่วงเดือน มิ.ย. กว่า 44,000 ล้านบาท ซึ่งซื้อสุทธิเพียงพียงวันเดียวคือ 1 มิ.ย.61 มูลค่า 135 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ เป็นกลุ่มเดียวที่ซื้อสุทธิมาอย่างต่อเนื่อง พบว่าแรงซื้อเริ่มอ่อนลง โดยเดือน มิ.ย. ซื้อสุทธิประมาณ 21,000 ล้านบาท ด้วยภาพแรงขายที่แรงขึ้น แต่แรงซื้อเบาลง ทำให้ดัชนีหุ้นไทยย่อตัวลงมาอย่างมีนัยสำคัญ หากพิจารณาในมุมของปัจจัยพื้นฐาน กลับเห็นพัฒนาการเชิงบวก ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของเศรษฐกิจโดยภาพรวม และฐานะของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่แข็งแกร่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากสงครามการค้าที่คอยเป็นปัจจัยกดดันแล้ว ก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และส่งสัญญาณปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ทำให้ปีนี้ปรับขึ้นทั้งหมด 4 ครั้ง ก็สร้างความผันผวนต่อตลาดหุ้นไม่น้อย ถึงแม้จะตอบรับข่าวไปบ้างแล้วก็ตาม ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลก ต่างเริ่มทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตาม และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.61 ก็ถูกจับตาว่าจะมีแนวโน้มปรับขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งผลออกมาไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ แต่ที่ออกมาผิดคาด คือ การแตกเสียงในที่ประชุม โดยมีมติ 5 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% ต่อปี และ 1 เสียงให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 1.5% เป็น 1.75% ต่อปี เนื่องจากเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีความชัดเจนเพียงพอ และภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจประเมินความเสี่ยงของภาวะการเงินในอนาคตต่ำกว่าที่ควร จึงเห็นควรให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เพื่อเริ่มสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินสำหรับอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ บล.เอเซียพลัส ยังมองว่า กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 4/61 โดยเริ่มจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกับสหรัฐที่กว้างมากขึ้น ซึ่งสหรัฐอยู่ที่ 1.75% และกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 2-2.25% ในสิ้นปี ตามด้วยทิศทางของเงินเฟ้อในไทย ที่ตัวเลขในเดือน พ.ค.61 อยู่ที่ 1.49% มีแนวโน้มขึ้นไปเหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบาย และหุ้นปลอดภัยจากดอกเบี้ยขาขึ้น คือ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ จากโครงสร้างสินเชื่อกว่า 70% เป็นดอกเบี้ยลอยตัว เป็นบวกต่อรายได้ดอกเบี้ยรับ ด้านสัดส่วนเงินฝากกว่า 50% เป็นดอกเบี้ยคงที่ ส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้หุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะยังมีแรงกดดันจากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในไตรมาส 2/61 จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ แต่ด้วยแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จะช่วยเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ได้แน่นอน.&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;right&quot; style=&quot;margin-bottom:10.0pt; text-align:right&quot;&gt;ปฏิญญา มั่งคั่ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12095</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, คณะกรรมการนโยบายการเงิน, จีน, ดัชนีหุ้นไทย, บล.เอเซียพลัส จำกัด, ปฏิญญา มั่งคั่ง, มาร์เก็ตแคป, สหรัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11667</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/06/2018 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/06/2018 15:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หุ้นไทยดิ่งหนักเกือบ 40 จุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดัชนีหุ้นไทยช่วงบ่ายลดลงต่ำสุด 39.36 จุด &amp;nbsp;หลังสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเริ่มตึงเครียด หวั่นสหรัฐจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 มิ.ย. 61 &amp;ndash; ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในแดนลบ ตามตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค หลังมีแรงขายในหุ้นกลุ่มใหญ่กดดันดัชนีให้ปรับลดลงหนัก โดยดัชนีลดลงต่ำสุด 39.36 จุด อยู่ที่ 1,640.32 จุด และ ณ เวลา 15.08 น.&amp;nbsp;ดัชนีอยู่ที่ 1,641.66 จุด ลดลง 38.02 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -2.26% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 52,710.35 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.โนมูระพัฒนสิน เปิดเผยว่า บรรยากาศโดยรวมที่กดดันการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมาจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะสงครามการค้าสหรัฐกับจีนเริ่มมีความตึงเครียดมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านี้สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากจีน วงเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และจีนประกาศตอบโต้คืนทันทีในมูลค่าที่เท่ากัน และล่าสุด ทางสหรัฐได้พยายามจะจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มในอัตรา 10% วงเงิน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายอย่างหนักในตลาดหุ้นภูมิภาค เช่น ตลาดหุ้นจีน ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น และไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11667</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีตลาดหลักทรัพย์, ดัชนีหุ้นไทย, ภาวะหุ้น, สงครามการค้า, โนมูระพัฒนสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180131/image_big_5a719add2e62a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
