<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84384</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 15:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 15:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาตรการรัฐกระตุ้นดัชนีเชื่อมั่นเอสเอ็มอีฟื้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 พ.ย. 2563 นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) เปิดเผยรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็ทอี) ประจำเดือนก.ย. 2563 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับเพิ่มขึ้นจาก เดือนส.ค. 2563 ที่ระดับ 51.2 มาอยู่ที่ระดับ 52.9 โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังจากลดลงเล็กน้อยในเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะกลุ่มการท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งบริษัทจำหน่ายตั๋วเดินทาง โรงแรมและที่พัก ร้านอาหาร และบริการรถเพื่อท่องเที่ยว ทำให้ธุรกิจปรับตัวดีขึ้น อย่างค่อยเป็นค่อยไป


ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศกำลังฟื้นตัว จากการขยายตัวของกำลังซื้อในทุกภูมิภาค เนื่องจากประชาชนสามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตได้เป็นปกติมาก ขึ้น อีกทั้งการลดลงของความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีปรับตัวดีขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยปัจจัยที่ส่งผลดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากองค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อ ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.8 ปริมาณการผลิต 57.9 การค้าและการบริการ กำไร 56.3 การลงทุน 52.1 และการจ้างงานปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 49.8 ส่วนองค์ประกอบด้านต้นทุน ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 44.4 โดยเป็นผลจากราคาวัตถุดิบและสินค้าหลายรายการเพิ่มขึ้น


สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 57.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ที่ระดับ 56.9 แนวโน้มความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์เพิ่มขึ้น จากการขยายตัวของกำลังซื้อในปัจจุบัน และความคาดหวังในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเพิ่มเติม แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตและผลกระทบต่อการระบาดรอบใหม่ แต่ผลกระทบคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัดและไม่รุนแรงเท่ากับช่วงวิกฤตก่อนหน้า&amp;nbsp;ส่วนปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อกิจการเอสเอ็มอีประเทศในเดือนนี้ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและอำนาจซื้อของประชาชน 2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค 3. มาตรการในด้านต่างๆ ของรัฐบาล 4. การแข่งขันในตลาด และ 5. ราคาต้นทุนสินค้า/ค่าแรงงาน
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84384</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มเอสเอ็มอี, ดัชนีเชื่อมั่น, สสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f603434aec3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9860</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2018 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2018 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>   “ออมสิน” แจงไตรมาสแรกดัชนีเชื่อมั่นธุรกิจสตาร์ทอัพแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ออมสิน&amp;rdquo; เปิดผลสำรวจดัชนีเชื่อมั่นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ไตรมาส 1/2561 แกร่ง สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจ ชูกลุ่มการเงิน ขนส่ง โลจิสติกส์ การศึกษา และท่องเที่ยวเด่นเข้าตา เหตุมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ด้านการตลาดและการให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ ธุรกิจ &amp;nbsp; &amp;nbsp;และเศรษฐกิจฐานราก ธนาคารออมสิน ได้ทำการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (SSI) เป็นครั้งแรก ประจำไตรมาส 1/2561 ที่ได้ดำเนินการสำรวจจากกกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ทั่วประเทศจำนวน 423 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนี SSI ไตรมาส 1/ 2561 อยู่ที่ระดับ 62.16 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมจากปัจจัยด้านผลประกอบการ ด้านการผลิต และด้านคำสั่งซื้อที่อยู่ในระดับดี โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการ เช่น ธุรกิจการเงิน การขนส่งและ โลจิสติกส์ การศึกษา และการท่องเที่ยว เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านการตลาด และการให้บริการ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนของธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนี SSI ในอนาคตอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ มีมุมมองต่อภาวะธุรกิจสตาร์ทอัพในภาพรวมดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 67.75 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการผลิตและคำสั่งซื้อที่ผู้ประกอบการคาดว่าจะมีเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจการแพทย์/สาธารณสุข ธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจการเงิน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคาดการณ์ว่าต้นทุนการประกอบการยังไม่น่าจะลดลงจากปัจจุบันเมื่อพิจารณาในแต่ละภาคธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรม การเกษตร การค้า และบริการ &amp;nbsp;พบว่า ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ในภาคบริการมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ธุรกิจอยู่ที่ระดับ 68.73 ซึ่งสูงกว่าภาคธุรกิจอื่นที่อยู่ระดับ 57.9-60.5 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ยังคงมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะจากปัญหาการขาดสภาพคล่อง การเพิ่มขึ้นของต้นทุน และคู่แข่งขัน รวมถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือและทักษะเฉพาะทาง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ มองว่ายังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังติดตามคือปัจจัยทางด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ Startup ที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าแรง อุปกรณ์การผลิต ราคาน้ำมัน และค่าขนส่ง อีกทั้งยังมีอุปสรรคที่รอการแก้ไขในด้านกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สั่งซื้อ นอกจากนี้ผู้ประกอบการ Startup ยังคงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนในด้านเงินทุนหรือร่วมลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มเติมในด้านเครื่องจักร และอุปกรณ์ อีกทั้งสนับสนุนด้านการหาตลาดและเพิ่มความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9860</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พยุหนาวีชัย, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ (SSI), ดัชนีเชื่อมั่น, ธนาคาร, ธนาคารออมสิน, สตาร์ทอัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0d591cd1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
