<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>90462</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/01/2021 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/01/2021 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท.เผยโควิด-19 ระบาดใหม่ฉุดดัชนีเชื่อมั่นธ.ค.ลดลง </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ม.ค. 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค.2563 อยู่ที่ 85.8 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ 87.4 เป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 8 เดือน เนื่องจากปัจจัยลบจากการระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ ที่มีความรุนแรงกว่ารอบแรก และขยายวงกว้างไปในหลายจังหวัด ทั้งนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดระลอกใหม่ ส่งผลให้ภาครัฐออกคำสั่งปิดสถานที่บางแห่งและกำหนดพื้นที่ควบคุมสูงสุดในจังหวัดที่มีการระบาดสูง รวมทั้งงดจัดกิจกรรมปีใหม่ และขอความร่วมมือประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด รวมถึงขอให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนและข้าราชการทำงานที่บ้าน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดของภาครัฐ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศชะลอลง ทั้งการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการเดินทางท่องเที่ยวลดลง ส่งผลกระทบต่อยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการลดลงโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) อีกทั้งการขนส่งสินค้าข้ามจังหวัดยังมีความล่าช้า&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&amp;nbsp;
นอกจากนี้ ผู้ส่งออกผู้ประกอบการยังได้รับผลกระทบจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ทำให้ส่งออกสินค้าได้น้อยลง และสูญเสียรายได้จากการส่งออก รวมทั้งการแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นปัจจัยเสี่ยงกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการ ประกอบกับในเดือนธ.ค. ยังมีวันทำงานน้อย เนื่องจากมีวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้ภาคการผลิตลดลงจากเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปรับตัวลดลงอยู่ที่ 92.7 จากเดิม 94.1 เนื่องจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิด-19 เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวช้า ทำให้ผู้ประกอบการปรับแผนการดำเนินกิจการเพื่อรับมือสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ขอให้ภาครัฐเร่งควบคุมการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการบังคับใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด เร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้า เกี่ยวกับความปลอดภัยในสินค้าอาหารของไทย ขอให้เร่งออกมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ทั้งผู้ประกอบการ และประชาชนให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น มาตรการเสริมสภาพคล่องจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ สำหรับเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดกิจการชั่วคราวตามคำสั่ง หรืออาจพักชำระหนี้ชั่วคราว เป็นต้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสำหรับข้อเสนอมาตรการเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอีนั้น ส.อ.ท.มีข้อเสนอเพิ่มเติม 4 ข้อ จากที่คณะกรรมาธิการ เสนอแก้ไขพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟต์โลน) 5 แสนล้านบาท โดย 1.ขอไม่จำกัดวงเงินกู้ในการขอสินเชื่อ แต่ให้พิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบการเป็นรายๆ ไป จากที่คณะกรรมาธิการเสนอกรณีขอสินเชื่อเพิ่มเติมจากยอดหนี้เดิมได้ไม่เกิน 30% ของยอดสินเชื่อ และกรณีลูกค้าไม่มีวงเงินสินเชื่อกับสถาบันการเงินกู้ได้ไม่เกิน 20 ล้านบาท&amp;nbsp;
2.ขอให้คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 5% ต่อปีในระยะ 5 ปีแรก ไม่ควรกำหนดที่ 5% ต่อปีเท่านั้น 3.ขอให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำลง 1% 4.ขอให้ปรับการจัดลำดับการตัดชำระหนี้ของผู้ประกอบการ โดยให้ตัดจากเงินต้นก่อน เพื่อเป็นการปรับลดจำนวนหนี้ให้แก่ผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90462</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190829/image_big_5d67b72ca6afd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81099</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/10/2020 13:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/10/2020 13:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หวั่นโควิดระบาดรอบ 2- การเมืองซ้ำกระทบเอสเอ็มอีปิดตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ต.ค.63 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกันยายน 2563 อยู่ที่ระดับ 85.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 84.0 ในเดือนสิงหาคม 2563 โดยค่าดัชนีฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ในประเทศขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า หลังจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวขึ้น รวมทั้งการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงที่ผ่านมาช่วยให้กำลังซื้อในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น สะท้อนจากดัชนียอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณ การผลิต และผลประกอบการ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งในสินค้าคงทนและไม่คงทน ขณะที่ภาคการส่งออกและการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเริ่มมีสัญญาณที่ดีภายหลังจากหลายประเทศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ทำให้ประเทศคู่ค้านำเข้าสินค้าจากไทยได้มากขึ้น

จากการสำรวจผู้ประกอบการ 1,301 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วประเทศในเดือนกันยายน 2563 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ร้อยละ 55.3, ราคาน้ำมัน ร้อยละ 40.4 และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ร้อยละ 36.8 ตามลำดับ ส่วนปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก ร้อยละ 65.7 และอัตราแลกเปลี่ยน (มุมมองผู้ส่งออก) โดยอัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงค่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ร้อยละ 42.4

สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 93.3 จากระดับ 94.5 ในเดือนสิงหาคม 2563 ทั้งนี้ ดัชนีฯ ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าภายใต้ความกังวลต่อการระบาดรอบ 2 ของโรคโควิด-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ หลายประเทศมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อการฟื้นตัวของภาคการส่งออกของไทยในระยะต่อไป นอกจากนี้ การสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ในเดือนตุลาคมอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของธุรกิจและกำลังซื้อในประเทศ

ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ

1. เร่งเบิกจ่ายงบประมาณผ่านโครงการลงทุนภาครัฐทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

2. ออกมาตรการทางการเงินเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ภายหลังการสิ้นสุดมาตรการพักชำระหนี้ในเดือนตุลาคม

3. สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่ผลิตจากผู้ประกอบการในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81099</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, ส.อ.ท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d30858271a1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม!ดัชนีเชื่อมั่นลดลงทุกด้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ส.อ.ท.เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมก.ค.ลดลงจาก มิ.ย. รับผลส่งออกชะลอ-ภัยแล้ง จี้รัฐออกมาตรการกระตุ้น ศก.-เร่งเบิกจ่ายงบฯ ขณะที่ยอดขายรถยนต์เดือน ก.ค.ลดต่อเนื่อง จากการเข้มงวดอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของสถาบันการเงิน การันตีทั้งปียอดขายในประเทศ 1.05 ล้านคัน ม.หอการค้าไทยชี้ดัชนีเอสเอ็มอีปรับลดทุกด้าน เชื่อมาตรการกระตุ้น ศก.ช่วยฟื้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค. อยู่ที่ ระดับ 93.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 94.5 ของเดือนมิ.ย. โดยเป็นการปรับตัวลดลงในองค์ประกอบยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในเดือน ก.ค.62 มีสาเหตุมาจากการส่งออกที่ชะลอตัว เป็นผลมาจากสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อ สะท้อนจากยอดคำสั่งซื้อและยอดขายในต่างประเทศที่ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า รวมถึงปัญหาภัยแล้งที่กระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 102.3 โดยเพิ่มขึ้นจาก 101.3 ในเดือน มิ.ย. เนื่องจากผู้ประกอบการคาดว่าภาครัฐจะมีมาตรการเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2562 อีกทั้งผู้ประกอบการเห็นว่าจะมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อส่งมอบในช่วงปลายปี
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ถึงแม้ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.ค.62 จะปรับตัวลดลง แต่ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังมีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และบรรดารัฐมนตรีแต่ละคนต่างเร่งเดินหน้าทำงาน&amp;quot; นายสุพันธุ์กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 1.เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนภายในประเทศและมาตรการช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ SMEs 2.เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2562 ในส่วนที่ยังล่าช้าอยู่ เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ หากมีการนำไปจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ถ้าทำให้การใช้จ่ายหมุนหลายรอบยิ่งดี คิดว่าจะช่วยกระตุ้นจีดีพีให้โตอีก 0.5% ได้ แต่ต้องเอาไปซื้อของ ไม่ใช่เอาไปใช้หนี้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพันธุ์กล่าวด้วยว่า สำหรับตัวเลขส่งออกในเดือน ก.ค.62 ที่กระทรวงพาณิชย์แถลงเมื่อวานนี้เป็นบวก แต่เมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดแล้วเป็นการส่งออกทองคำถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อหักทองคำออกไปแล้ว จะส่งผลให้การส่งออกหดตัวลง 0.4% ซึ่งไม่อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนิ่งนอนใจ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. เปิดเผยว่า ยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือน ก.ค.62 ผลจากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศเริ่มลดลงแล้ว โดยยอดขายลดลงร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา ด้วยยอดขายรวม 81,044 คัน และลดลงจากเดือน มิ.ย.62 ร้อยละ 5.8 อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่าตลอดปีนี้จะยังคงทำยอดขายในประเทศได้รวม 1.05 ล้านคัน โดยงานขายรถยนต์จะช่วยให้ยอดขายเพิ่มอย่างน้อย 30,000 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับภาพรวมในช่วง 7 เดือนของปี 2562 (ม.ค.-ก.ค.) มียอดขายสะสมรวม 604,814 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 5.9 &amp;nbsp;ส่วนรถจักรยานยนต์ มียอดขาย 148,723 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 11 แต่ลดลงจากเดือน มิ.ย.62 ร้อยละ 1.1 ส่วนภาพรวม 7 เดือน มียอดขายรวม 1.042 ล้านคัน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 2.4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลการสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1,239 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าดัชนีสถานการณ์ธุรกิจไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 42.7 ลดลง 1.0 จุด จากไตรมาสก่อนหน้า และคาดว่าในไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 41.9 และเมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจปรับจากระดับ 37.4 มาอยู่ที่ระดับ 36.2 ส่วนกลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ จากระดับ 49.0 มาอยู่ที่ระดับ 48.0
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2562 อยู่ที่ระดับ 48.8 ปรับตัวลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 48.1 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า พบว่า กลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจจากระดับ 42.2 มาอยู่ที่ระดับ 40.8 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 57.8 &amp;nbsp;มาอยู่ที่ระดับ 56.8 และด้านดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาสที่ 2/2562 อยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวลดลง 0.7 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดไตรมาส 3/2562 จะอยู่ที่ 50.8 เมื่อจำแนกลักษณะตามการเป็นลูกค้า พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีจากระดับ 45.3 มาอยู่ที่ระดับ 44.5 ขณะที่กลุ่มที่เป็นลูกค้า ธพว. จากระดับ 59.6 &amp;nbsp;มาอยู่ที่ระดับ 59.1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จาก 3 ดัชนีข้างต้น นำมาสู่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี ไตรมาสที่ 2/2562 พบว่า อยู่ที่ระดับ 47.8 ปรับตัวลดลง 0.9 จุด เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา และคาดว่าในไตรมาสที่ 3/2562 จะอยู่ที่ระดับ 46.9 เมื่อจำแนกตามลักษณะการเป็นลูกค้า &amp;nbsp;พบว่ากลุ่มที่ไม่ได้เป็นลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน ลดลงจาก 41.6 มาอยู่ที่ 40.5 ส่วนลูกค้า ธพว. ดัชนีความสามารถในการแข่งขัน จาก 55.5 มาอยู่ที่ 54.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผลสำรวจดังกล่าวดำเนินการก่อนที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อมีมาตรการกระตุ้นดังกล่าวออกมาแล้ว เชื่อว่าจะมีส่วนสำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้คนมีรายได้และเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น นักท่องเที่ยวมากขึ้น &amp;nbsp;ธุรกิจมีสภาพคล่องและรายได้มากขึ้น ต้นทุนธุรกิจลดลงจากภาระอัตราดอกเบี้ยลดลง ทำให้สถานการณ์ของเอสเอ็มอีไทยขยับปรับดีขึ้น&amp;rdquo; นายธนวรรธน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพงชาญ สำเภาเงิน รองกรรมการผู้จัดการ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า &amp;nbsp;ธนาคารเตรียมผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษไว้รองรับ เช่น สินเชื่อนิติบุคคล 555 วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท ดอกเบี้ยเฉลี่ย 7 ปี อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.479% ต่อเดือน สินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยถูก นิติบุคคล 3 ปีแรกเพียง 0.25% ต่อเดือน และบุคคลธรรมดา 3 ปีแรกเพียง 0.42% ต่อเดือน เป็นต้น ตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้จะสนับสนุนผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนได้กว่า 60,000 ล้านบาท.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44086</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม, ดัชนีเอสเอ็มอี, ปรับลดทุกด้าน, มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ, ส.อ.ท., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190822/image_big_5d5eacf2b9677.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
