<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>107953</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2021 20:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2021 20:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาคการผลิตฟื้นดัชนีเอ็มพีไองวด พ.ค. อยู่ระดับ 100.47 โต 25.84% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาคการผลิตอุตสาหกรรมดีขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพ.ค. 64 ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดย 5 เดือนแรกของปี 64 ขยายตัวเฉลี่ย 7.97% จากทิศทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้น และจากการที่รัฐบาลออกมาตรการมากระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นทั้งในภาคการผลิตและบริโภค ในส่วนของภาคการผลิตแม้ว่าที่ผ่านมามีบางโรงงานอุตสาหกรรมต้องหยุดการผลิตชั่วคราว แต่เป็นการหยุดผลิตเฉพาะบางไลน์การผลิตเท่านั้น และเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้โรงงานสามารถกลับมาเร่งกำลังการผลิตได้เหมือนเดิมเพื่อตอบสนองคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า เอ็มพีไอในเดือนพ.ค. 64 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 25.84% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยในภาพรวม 5 เดือนแรก ของปี 64 ภาคการผลิตไทยเริ่มฟื้นตัวซึ่งสะท้อนจากเอ็มพีไอที่อยู่ในระดับ 100.7 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วง 5 เดือนแรกของปี 2563 ที่ อยู่ในระดับ 93.3 เป็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการผลิต และเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดโควิด โดยช่วง 5 เดือนแรกปีก่อน อยู่ในระดับ 106.4 ส่งผลให้การส่งออกรวมเดือนพ.ค. 2564 มีมูลค่า 23,058 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 41.59% สูงสุดในรอบ 11 ปี โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 60.72% สินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น และยังพบว่าการผลิตบางกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมมีระดับค่าเอ็มพีไอ ในภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 64 ปรับตัวสูงกว่าภาพรวม 5 เดือนแรกของปี 62 ซึ่งเป็นปีที่ไม่มีการระบาดโควิด-19 อาทิ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 64 ขยายตัวเกือบทุกอุตสาหกรรม โดยการผลิตของอุตสาหกรรมหลักที่ขยายตัว ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นผลจากการปิดโรงงานในปีก่อน ในปีนี้การผลิตกลับมาเป็นปกติและส่งออกดีขึ้นจึงส่งผลให้การผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ยางล้อขยายตัวตามไปด้วยด้านอุตสาหกรรมเหล็กขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลกอย่างจีนลดปริมาณการผลิตเพื่อควบคุมปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวตามไลฟ์สไตล์การทำงานที่บ้านและการอาศัยในที่พักมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยางที่เติบโตตามความต้องการใช้งานทางการแพทย์ &amp;nbsp;และเมื่อดูตัวเลขการนำเข้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป(ไม่รวมทองคำ) เพื่อมาผลิตสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั้งในแง่มูลค่าและปริมาณได้ขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกันสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของผู้ประกอบการ ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตัวเลขเอ็มพีไอ ในเดือนถัดไปจะมีแนวโน้มทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ต้องยอมรับว่าภาคอุตสาหกรรมไทย ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกดีขึ้น เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การกระจายวัคซีนมากขึ้นในประเทศ และผลจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ แต่ต้องจับตาปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การกลายพันธุ์ของโรคโควิด-19 เฝ้าระวังการแพร่ระบาดในคลัสเตอร์ใหม่ๆ ส่วนผลจากการติดเชื้อกลุ่มคัตเตอร์ที่เกี่ยวกับการก่อสร้างและโรงงานนั้น ไม่ส่งผลต่อการผลิตมากนักเนื่องจากโรงงานที่มีการติดเชื้อจะหยุดการผลิตในระยะสั้น การหยุดการผลิตจะเป็นลักษณะบางสายการผลิตไม่ได้หยุดหมดทั้งโรงงาน หลังจากโรงงานกลับมาผลิตได้แล้วมีการเร่งการผลิต เพื่อรองรับความต้องการของตลาด&amp;quot;นายทองชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107953</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ภาคอุตสาหกรรม, ดัชนีเอ็มพีไอ, ภาคการผลิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b46b5611370.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104792</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 15:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 15:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เศรษฐกิจโลกฟื้น ดันดัชนีเอ็มพีไอเม.ย. โต 18.46% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 2564 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาคการผลิตอุตสาหกรรมมีสัญญาณดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสะท้อนได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มอีพี) ที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่&amp;nbsp;2 โดยในเดือนเม.ย. 2564 อยู่ที่ระดับ 91.88 เพิ่มขึ้น 18.46% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดผลกระทบจากการระบาดรอบแรกของไวรัสโควิด-19 มากที่สุด จากทิศทางเศรษฐกิจของโลกที่ดีขึ้นสะท้อนได้จากตัวเลขการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในระดับสูง ประกอบกับภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มภาคการผลิตของประเทศเติบโตต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการผลิตในภาพรวมและกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมยังคงสามารถดำเนินการได้อย่างปกติ และเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มดีขึ้นตามทิศทางการส่งออกที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยคาดว่าภาคอุตสาหกรรมจะยังคงขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจึงถือได้ว่าเป็นกลจักรสำคัญที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลให้เอ็มพีไอในเดือนเม.ย. 64 ขยายตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ รถยนต์ ที่ขยายตัวในระดับสูงถึง 288.06% จากรถปิกอัพ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และเครื่องยนต์ดีเซล โดยตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม 4 เดือนแรกปี 64 ขยายตัวเฉลี่ย 4.38% อัตราใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 65.48% เนื่องจากในปีก่อนมีการหยุดผลิตชั่วคราวของผู้ผลิตรายหลาย หลังการประกาศมาตรการล็อกดาวน์ในประเทศจากการแพร่ระบาดโควิด-19 เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ขยายตัว 75.61% จากความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเนื่องจากเวิร์ค ฟอร์ม โฮม ประกอบกับสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศต่าง ๆ เริ่มดีขึ้นจึงมีความต้องการจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เหล็ก ขยายตัว 29.2% ขยายตัวเกือบทุกรายการสินค้า เนื่องจากราคาเหล็กในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปริมาณเหล็กในตลาดโลกลดลงโดยจีนซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกมีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมในประเทศให้ดีขึ้นจึงสั่งปิดโรงงานเหล็กที่ผลิตไม่ได้ตามมาตรฐานส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลง ประกอบกับในช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเริ่มมีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้เหล็กของโลกปรับตัวสูงขึ้น จากทั้งสองปัจจัยหลักข้างต้นจึงทำให้การผลิตเหล็กของไทยเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาเหล็กและความต้องการที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายทองชัย กล่าวต่อว่า การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในเดือนเม.ย. มีมูลค่า 16,178.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 45.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 13.09% เป็นการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 36 เดือน โดยกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมเพิ่มขึ้น 11.44% สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรเพิ่มขึ้น 1.46% และสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 12.43% การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ยาง เคมีภัณฑ์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 26.82% สินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งจากตัวเลขทั้งภาคการส่งออกและการนำเข้าสะท้อนให้เห็นถึงภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดการณ์ได้ว่าตัวเลขเอ็มอีไอใรเดือนถัดไปจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104792</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเอ็มพีไอ, เพิ่มขึ้น, เม.ย., เศรษฐกิจโลกฟื้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b49d015e9e3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>85281</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/11/2020 09:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/11/2020 09:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตฯปลื้มดัชนีเอ็มพีไอฟื้น6เดือนติด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 พ.ย.2563 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เผย ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนตุลาคม 2563 ขยายตัวร้อยละ 0.45 เมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 สอดคล้องกันกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ) ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับปกติ สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับระดับในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประกอบกับมาตรการกระตุ้นการบริโภค &amp;nbsp; ที่ช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้แนวโน้มการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวอีกครั้ง โดย สศอ. ประมาณการเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมปี 2564 คาดว่าดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจะกลับมาขยายตัวที่ร้อยละ 4.0-5.0 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.0-5.0

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เปิดเผยถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ที่สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) จัดทำ โดยงวดเดือนต.ค. 2563 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.45% ขยายตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 สอดคล้องกันกับการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ) ที่ทยอยฟื้นตัวขึ้นสู่ระดับปกติ สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับระดับในช่วงก่อนหน้าสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะการขยายตัวเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคและบริโภคหลายตัว เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยารักษาโรคที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 ติดต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาคการผลิตอุตสาหกรรมกลับมาฟื้นตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการดำเนินนโยบายของรัฐบาลที่กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านโครงการคนละครึ่ง โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการช้อปดีมีคืนเพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศช่วงสิ้นปี ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศทยอยกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิดและมีแนวโน้มที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สศอ. ประมาณการเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมปี 2564 &amp;nbsp; โดยคาดว่าเอ็มพีไอปี 2564 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.0-5.0% ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม(จีดีพี)ปี 2564 จะขยายตัวที่ 4.0-5.0%&amp;rdquo; นายสุริยะ กล่าว

นายทองชัย ชวลิตพิเชฐ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า การควบคุมการระบาดที่ดีและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศทยอยกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศจากมาตรการของภาครัฐที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งส่งผลในแง่บวกสะท้อนได้จากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมสำคัญอย่างอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันที่ขยายตัว 8.45% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยานยนต์ที่การผลิตกลับมาเพิ่มขึ้น

&amp;nbsp;ขณะที่ดัชนีผลผลิตหดตัว 2.24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูป (ไม่รวมทองคำ) เดือนต.ค. 63 หดตัว 1.63% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีแนวโน้มการหดตัวลดลงจากที่เคยหดตัวถึง 22.44% ในเดือนพ.ค. 63 สะท้อนให้เห็นถึงการผลิตที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับสภาวะปกติในปีก่อน ส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนตุลาคมหดตัวลดลงที่ 0.54% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนพ.ย.ขยายตัวเพิ่มขึ้น และส่งผลให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งในปี 2564

&amp;nbsp;นายทองชัย กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมหลักที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคเป็นหลัก อาทิ อุตสาหกรรมอาหาร (ไม่รวมน้ำตาล) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.10% อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.50% และอุตสาหกรรมถุงมือยางขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 30.28% ในขณะที่อุตสาหกรรมหลัก ๆ ที่เริ่มฟื้นกลับมาโดยขยายตัวอีกครั้ง เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.20% ตามการปรับฟื้นตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระป๋องโลหะ

โดยอุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในเดือนตุลาคม ได้แก่น้ำมันปิโตรเลียม ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.45% เนื่องจากโรงกลั่นและบริษัทบางแห่งหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ในปีก่อน แต่ปีนี้มีการซ่อมบำรุงเพียงบางแห่งและเริ่มกลับมาผลิตตามปกติแล้ว , ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.07% เนื่องจากความต้องการใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น โดยมีการเร่งผลิตและส่งมอบสินค้าหลังสถานการณ์ในต่างประเทศมีความไม่แน่นอนจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

รวมถึงการแปรรูปและถนอมผลไม้และผัก ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.98% จากผลิตภัณฑ์สับปะรดกระป๋อง เป็นหลัก เนื่องจากปีนี้มีการปลูกสับปะรดในหลายพื้นที่และเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่าปีก่อน รวมถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.19% จากผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กลวด ท่อเหล็ก เหล็กเคลือบโครเมี่ยม และเหล็กเคลือบดีบุกเป็นหลัก เนื่องจากความต้องการที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเหล็กแผ่นเคลือบโครเมี่ยมและดีบุกที่เติบโตตามการบริโภคอาหารกระป๋อง ในขณะที่ปีก่อนความต้องการหดตัวตามสภาพเศรษฐกิจและผลกระทบจากเหล็กนำเข้า ราคาถูก ทำให้ผู้ผลิตบางรายหยุดผลิต

และเครื่องใช้ในครัวเรือน ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21.54% จากผลิตภัณฑ์ตู้เย็นและเครื่องซักผ้า โดยตู้เย็น มีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับได้มีผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศจีนตั้งแต่เดือนมิ.ย. 63 ในขณะที่เครื่องซักผ้าได้มีการทำโปรโม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/85281</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเอ็มพีไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200827/image_big_5f478c1689a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42370</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2019 10:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2019 10:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.จุกเอ็มพีไอมิ.ย.ดิ่ง -5.54% ต่ำสุดในรอบ 29 เดือน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ก.ค. 2562 นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนมิ.ย. 2562 ติดลบ 5.54% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการขยายตัวติดลบต่ำสุดในรอบ 29 เดือน สาเหตุหลักมาจากผลกระทบเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ชะลอต่อเนื่อง จนการส่งออกของไทยเดือนมิถุนายนไม่รวมทองติดลบมากที่สุดในรอบ 35 เดือน การผลิตรถยนต์ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของไทยลดลง&amp;nbsp;และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมิถุนายนที่ลดลง&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตาม สศอ.ยังคงเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ภาคอุตสาหกรรม ไว้ที่ 1.5-2.5% และคาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(เอ็มพีไอ) ไว้ที่ 1.5-2.5% โดยจะทบทวนอีกครั้งในการแถลงเอ็มพีไอเดือนสิงหาคมนี้ เพราะต้องรอตัวเลขเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ก่อน


นายอดิทัตกล่าวว่า เมื่อพิจารณาการผลิตรายอุตสาหกรรม พบว่า อุตสาหกรรมหลักที่ผลิตลดลง ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ ผลิตภัณฑ์ยาง น้ำมันปิโตรเลียม ฮาร์ด ดิส ไดรฟ์ และเครื่องประดับแท้ เพราะความต้องการบริโภคภายในประเทศและคำสั่งซื้อจากตลาดต่างประเทศชะลอตัวลง ยกเว้นน้ำมันปิโตรเลียมที่มีการซ่อมบำรุงโรงกลั่นตามวาระการตรวจซ่อมบำรุงครั้งใหญ่&amp;nbsp;ในขณะที่อุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งผลบวก ได้แก่ น้ำมันปาล์ม เครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วน เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และน้ำดื่ม และเบียร์



สำหรับเอ็มพีไอเดือนก.ค. มีโอกาสติดลบเช่นกันแต่อาจไม่รุนแรงเท่าเดือนมิถุนายน เพราะฐานดัชนีในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาไม่สูงมาก ประกอบกับได้สอบถามสถานการณ์การผลิตจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมพบว่ามีความเชื่อมั่นมากขึ้น คาดว่าปัจจัยสำคัญมาจากการได้รัฐบาลใหม่ที่เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้หาเสียงไว้จากพรรคร่วมรัฐบาล


อย่างไรก็ตามมีปัจจัยลบที่ต้องจับอย่างใกล้ชิด นั่นคือ การชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกทั้งกรณีของสหรัฐอเมริกากับจีน และประเทศอื่นๆที่มีมาตรการต่อกัน โดยประเมินว่าจะมีการย้ายฐานลงทุนมาไทย โดยเฉพาะจีน ล่าสุดมีกระแสข่าวนักลงทุนจีนเข้าซื้อกิจการโรงงานแปรรูปยางพาราก็คาดว่าจะส่งผลบวกต่อยางพาราไทย&amp;nbsp;มูลค่าการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบหลักหักทองเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาที่ติดลบเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันอาจส่งผลต่อการผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆตามมา นอกจากนี้ยังต้องจับตาผลกระทบจากภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร ต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัตถุดิบทางการเกษตร
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42370</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเอ็มพีไอ, อดิทัต วะสีนนท์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181128/image_big_5bfe03c2bf9e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2018 09:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2018 09:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สศอ.ปลื้มเอ็มพีไอขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สศอ.ปลื้มดัชนีเอ็มพีไอสูงสุดในรอบ 5 ปี 6 เดือน ขยายตัวอยู่ระดับ 116.57 รับผลบวกจากปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น 4.5% คาดทั้งปีขยายตัวเฉลี่ย 3% คาดการณ์ปีหน้ายังเติบโตอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่าดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) เดือนพ.ย.2561 ขยายตัว 0.98% อยู่ที่ระดับ 116.57 ซึ่งสูงสุดในรอบ 5 ปี 6 เดือนสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนนี้ เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในเดือนนี้มี 3.17 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4.5% อัตราการใช้กำลังการผลิต 69.37% ส่วนเอ็มพีไอ 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.2561) ขยายตัว 2.99%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สศอ.คาดการณ์เอ็มพีไอปีนี้ทั้งปีขยายตัวเฉลี่ยได้ 3% ตามเป้าหมายที่คาดไว้ ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2556 หลังจากประเทศไทยเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 จึงได้มีการปรับฐานการคำนวณใหม่ ส่วนอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวม(จีดีพี) ภาคอุตสาหกรรมปีนี้คาดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.8% ขณะที่ปี 2562 ยังคงคาดการณ์เอ็มพีไอขยายตัว 2-3% และจีดีพีอุตสาหกรรมคาดเติบโต 2-3%&amp;rdquo;นายณัฐพล กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปีหน้าคาดว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคในประเทศในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าน่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่งผลดีต่อภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากผลกระทบขอมาตรการสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เพราะคาดเดาได้ยาก ประกอบกับเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัว เสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนา อย่างตรุกี บราซิล อเมริกาใต้ยังมีความเปราะบาง รวมถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันยังมีความผันผวนค่อนข้างมาก ยังไม่มีเสถียรภาพว่าจะไปทิศทางไหน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25105</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฐพล รังสิตพล, ดัชนีเอ็มพีไอ, สศอ., สูงสุดในรอบ 5 ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180530/image_big_5b0e5349a3d1c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
