<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113028</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 22:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 22:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOทดสอบยา3ชนิดทั่วโลก หวังใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ประกาศทำการทดลองครั้งใหญ่ในมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของยา 3 ชนิด ว่าสามารถทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่รักษาในโรงพยาบาลมีอาการดีขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานว่า ยา 3 ชนิดที่ดับเบิลยูเอชโอประกาศที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธที่ 11 สิงหาคม ประกอบด้วย ยาอาร์ทีซูเนต (artesunate), อิมมาตินิบ (imatinib) และอินฟลิซิแมบ (infliximab) ที่จะทำการทดสอบกับผู้ป่วยโควิด-19 ในโรงพยาบาลมากกว่า 600 แห่ง ภายใน 52 ประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการดับเบิลยูเอชโอ กล่าวว่า การค้นหาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ยังคงเป็นความต้องการที่สำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาร์ทีซูเนตเป็นยาต้านมาลาเรีย อิมาตินิบเป็นยาที่ใช้กับโรคมะเร็งบางชนิด ส่วนอินฟลิซิแมบเป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด เช่น โรคโครห์นและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัทผู้ผลิตยาทั้ง 3 ชนิดนี้บริจาคยาเพื่อใช้สำหรับการทดลองดังกล่าวและกำลังจัดส่งไปยังโรงพยาบาลที่เข้าร่วมในการทดลองแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113028</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดับเบิลยูเอชโอ, ทดสอบยารักษาโควิด, ยาอาร์ทีซูเนต, ยาอินฟลิซิแมบ, ยาอิมมาตินิบ, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610ac3f87eb15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109889</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 00:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2021 23:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมใจไว้เลย WHOเตือนโลกอาจเจอกับโควิดสายพันธุ์&#039;อันตรายขึ้น&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะกรรมการฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกเตือนเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายยิ่งขึ้นอาจแพร่กระจายไปทั่วโลกและทำให้การหยุดยั้งการแพร่ระบาดทำได้ยากขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของคณะกรรมการอิสระของดับเบิลยูเอชโอเผยแพร่หนึ่งวันภายหลังการประชุมเมื่อวันพุธ กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 ขณะนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติ โดยดีดีเย ฮูซอน ประธานคณะกรรมการฉุกเฉินชุดนี้ ยอมรับกับผู้สื่อข่าวที่เจนีวาว่า แนวโน้มในขณะนี้น่าวิตกกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า เมื่อปีครึ่งที่ผ่านมา หลังจากดับเบิลยูเอชโอประกาศ ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่าง​ประเทศ (PHEIC) ซึ่งเป็นระดับการเตือนขั้นสูงสุด เรายังคงไล่ตามไวรัสและไวรัสก็กำลังไล่ตามเรา แต่ตอนนี้ไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่ากังวล 4 สายพันธุ์กำลังครอบงำการระบาดทั่วโลก ได้แก่ แอลฟา, บีตา, แกมมา และโดยเฉพาะเดลตา ที่แพร่กระจายได้รวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระนั้น คณะกรรมการชุดนี้เตือนว่า ยังมีสิ่งที่เลวร้ายกว่ารออยู่ข้างหน้า โดยชี้ถึงความเป็นไปได้สูงที่จะอาจจะปรากฏและเกิดการแพร่กระจายทั่วโลกของไวรัสสายพันธุ์ที่น่ากังวลชนิดใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม ที่อาจทำให้การควบคุมเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศว่าไวรัสชนิดใดเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลนั้น ดับเบิลยูเอชโอกำหนดขึ้นจากการแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น มีอันตรายมากขึ้น หรือมีโอกาสที่จะรอดการป้องกันของวัคซีนได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109889</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19, ไวรัสสายพันธุ์น่ากังวลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210716/image_big_60f069c021871.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104962</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/06/2021 20:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2021 20:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลี่ยงตีตราประเทศ WHOเปลี่ยนชื่อสายพันธุ์ไวรัสตามอักษรกรีก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกประกาศตั้งชื่อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่พบครั้งแรกในประเทศต่างๆ ตามอักษรกรีก อาทิ แอลฟา, บีตา แกมมา เพื่อหลีกเลี่ยงการตีตราประเทศนั้นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอังคารกล่าวว่า คำประกาศของมาเรีย แวน เคอร์โคฟ หัวหน้าฝ่ายเทคนิคด้านโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่นครเจนีวาเมื่อวันจันทร์ เป็นการเปลี่ยนระบบการตั้งชื่อใหม่ที่จะใช้กับไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล และสายพันธุ์ที่ถูกจัดในระดับรองลงมาคือสายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจซึ่งกำลังถูกติดตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชื่อใหม่นี้จะไม่แทนที่ชื่อวิทยาศาสตร์เดิมที่มีอยู่ แต่มีเป้าหมายเพื่อช่วยในการหารือของสาธารณะ&amp;quot; เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภายใต้ระบบใหม่นี้ ไวรัสสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล ซึ่ง 4 สายพันธุ์กำลังสร้างปัญหาใหญ่อยู่ในเวลานี้ จะเปลี่ยนจากที่เคยเรียกชื่อว่า สายพันธุ์อังกฤษ B.1.1.7 เป็น แอลฟา, สายพันธุ์ B.1.351 ที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ เป็น บีตา ส่วนสายพันธุ์ P.1 ที่พบครั้งแรกในบราซิล เรียกว่า แกมมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์อินเดีย B.1.617 ที่แยกย่อยเป็น 2 ชนิดนั้น B.1.617.2 ที่เป็นสายพันธุ์น่าห่วงกังวล มีชื่อว่า เดลตา และ B.1.617.1 สายพันธุ์ที่อยู่ในความสนใจ เรียกว่า แคปปา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แถลงการณ์ของดับเบิลยูเอชโอกล่าวว่า ชื่อวิทยาศาสตร์อาจยากต่อการพูดและจดจำ ทั้งยังมีการรายงานผิดๆ บ่อยครั้ง จึงทำให้ผู้คนมักเรียกชื่อสายพันธุ์ไวรัสตามสถานที่ที่พบ ซึ่งเป็นการตีตราและเลือกปฏิบัติ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านี้และเพื่อให้การสื่อสารสาธารณะทำได้ง่ายขึ้น ดับเบิลยูเอชโอสนับสนุนให้หน่วยงานระดับประเทศ, สื่อมวลชน และหน่วยงานอื่นๆ นำการตั้งชื่อแบบใหม่นี้ไปใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อักษรกรีกมี 24 ตัว แต่ขณะนี้ดับเบิลยูเอชโอยังไม่มีแผนการว่าจะเลือกใช้วิธีใดต่อไปในการตั้งชื่อ หากอักษรเหล่านี้ถูกใช้หมด โดยตอนนี้อักษรเอปไซลอน, ซีตา, อีตา, ทีตา และไอโอตา ก็ถูกใช้เรียกชื่อไวรัสในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวลไปแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104962</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, บีตา, สายพันธุ์บราซิล, สายพันธุ์อังกฤษ, สายพันธุ์อินเดีย, สายพันธุ์แอฟริกาใต้, องค์การอนามัยโลก, อักษรกรีก, เปลี่ยนชื่อไวรัสโควิด, แกมมา, แอลฟา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae3e1429841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/05/2021 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/05/2021 19:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOตัดเมียนมาพ้นการประชุมสมัชชาอนามัยโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;เลือกไม่ถูก องค์การอนามัยโลกไม่เชิญเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกประจำปีนี้ เนื่องจากตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกผู้แทนของเมียนมาจากฝ่ายใด เพราะทั้งรัฐบาลทหารและรัฐบาลเงาต่างขอส่งตัวแทนมาร่วมประชุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 26 พฤษภาคม กล่าวว่า ข้อเสนองดการเชิญผู้แทนเมียนมาเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 74 ได้รับความเห็นชอบจากชาติสมาชิกโดยไม่มีการลงคะแนนเมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ หลังจากประสบปัญหาที่องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ตัดสินใจไม่ได้ว่า ฝ่ายใดควรเป็นผู้แทนอย่างเป็นทางการของเมียนมา เนื่องจากทั้งรัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติที่ตั้งโดยอดีตรัฐบาลพลเรือนที่โดนยึดอำนาจ ต่างขอเป็นตัวแทนของประเทศเข้าร่วมการประชุมประจำปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมัชชาอนามัยโลกปีนี้ ซึ่งเริ่มเปิดฉากเมื่อวันจันทร์และจะสิ้นสุดในวันที่ 1 มิถุนายน ถูกมองว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง สืบเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้มีผู้ติดเชื้อทั่วโลกแล้วมากกว่า 168.5 ล้านคน และเสียชีวิตเกิน 3.5 ล้านคน โดยมีเสียงเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงองค์การระหว่างประเทศแห่งนี้ ตลอดจนวิธีการดำเนินการด้านอนามัยทั่วทั้งโลกเพื่อหลีกเลี่งหายนภัยในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมาธิการของดับเบิลยูเอชโอ ที่ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลเพื่อรับรองตัวแทนของแต่ละประเทศ เสนอให้เลื่อนการตัดสินใจว่าใครควรเป็นผู้แทนของเมียนมาในการประชุมสำคัญครั้งนี้ &amp;quot;ในระหว่างรอคำแนะนำจากสมัชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ&amp;quot; ว่าระบบของยูเอ็นโดยรวมควรมีมุมมองอย่างไรในเรื่องนี้ สำหรับเวลานี้ ตามข้อเสนอซึ่งผ่านความเห็นชอบเมื่อเช้าวันพุธ จึงหมายความว่า &amp;quot;ไม่มีใครเป็นตัวแทนของเมียนมาในสมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 74&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104284</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ดับเบิลยูเอชโอ, สมัชชาอนามัยโลก, สมัชชาอนามัยโลกครั้งที่ 74, องค์การอนามัยโลก, เมียนมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210526/image_big_60ae3e1429841.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/05/2021 13:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/05/2021 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดียลามไปเกือบ50ประเทศ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ดับเบิลยูเอชโอระบุ ไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์สายพันธุ์อินเดียถูกพบแล้วใน 44 ประเทศทั่วโลกตามฐานข้อมูลล่าสุดเมื่อวันพุธ และอีก 5 ประเทศรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสนี้เช่นกัน ขณะอินเดียเผยยอดเสียชีวิตวันพุธทำสถิติใหม่อีก ที่ 4,205 คน ยอดรวมทะลุ 250,000 ศพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวที่นครเจนีวาเมื่อวันพุธที่ 12 พฤษภาคม ว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.617 ที่พบครั้งแรกในอินเดียเมื่อเดือนตุลาคม ถูกพบในตัวอย่างมากกว่า 4,500 ตัวอย่างที่ป้อนข้อมูลใส่ฐานข้อมูลที่เปิดให้เข้าถึงได้ &amp;quot;จาก 44 ประเทศ ภายในทั้ง 6 ภูมิภาคของดับเบิลยูเอชโอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานปรับปรุงข้อมูลด้านการระบาดวิทยาของโรคระบาดประจำสัปดาห์ยังกล่าวด้วยว่า ดับเบิลยูเอชโอยังได้รับรายงานการตรวจพบการติดเชื้อจาก 5 ประเทศเพิ่มเติมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากไม่นับอินเดีย อังกฤษเป็นประเทศที่มีรายงานการพบผู้ป่วยโควิดจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูเอชโอประกาศในสัปดาห์นี้ว่า ไวรัสสายพันธุ์ B.1.617 ซึ่งรวม 3 สายพันธุ์ย่อยที่มีการกลายพันธุ์และลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย เป็นไวรัสสายพันธุ์ที่น่าวิตกกังวล ซึ่งอยู่ในประเภทเดียวกับไวรัสโควิดกลายพันธุ์สายพันธุ์อังกฤษ, บราซิล และแอฟริกาใต้ ไวรัสเหล่านี้ถูกมองว่าอันตรายกว่าไวรัสฉบับดั้งเดิม อาจด้วยจากการแพร่เชื้อได้ง่ายขึ้น, อันตรายต่อชีวิตมากขึ้น หรือสามารถหลบหลีกการป้องกันของวัคซีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คลื่นการระบาดระลอกล่าสุดของอินเดียซึ่งรุนแรงกว่ารอบก่อนหน้านี้ มีปัจจัยสำคัญจากไวรัสกลายพันธุ์ โดยในวันพุธ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียแถลงว่า มีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตเพิ่มในรอบ 24 ชั่วโมงอีก 4,205 คน เป็นสถิติสูงสุดใหม่ และทำให้ยอดรวมเพิ่มเป็น 254,197 คน นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก 348,421 คน ยอดติดเชื้อสะสมมากกว่า 23 ล้านคนแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102654</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดับเบิลยูเอชโอ, องค์การอนามัยโลก, แพร่เชื้อทั่วโลก, โควิด-19, ไวรัสกลายพันธุ์, ไวรัสสายพันธุ์อินเดีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210512/image_big_609b79741b837.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOอนุมัติการใช้งานวัคซีน&#039;ซิโนฟาร์ม&#039;ของจีนแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติการใช้งานวัคซีนซิโนฟาร์มแบบฉุกเฉินแล้วเมื่อวันศุกร์ เป็นวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่ 6 ที่ผ่านการรับรองจาก WHO และเป็นชนิดแรกของจีนที่ได้รับไฟเขียวจากองค์กรนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ พยาบาลเปรูเตรียมฉีดวัคซีนซิโนฟาร์มที่จีนส่งมาให้ชุดแรก 300,000 โดส เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 (Photo by Alex Rosemberg/picture alliance via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า ตามข้อมูลที่รวบรวมได้ วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของซิโนฟาร์ม ซึ่งต้องฉีด 2 โดส ถูกใช้อยู่แล้วใน 42 ประเทศและดินแดนทั่วโลก โดยใช้มากเป็นอันดับ 4 รองจากแอสตร้าเซนเนก้า (166 ดินแดน), ไฟเซอร์-ไบออนเทค (94) และโมเดอร์นา (46)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ WHO อนุมัติการใช้งานฉุกเฉินวัคซีนแล้ว 5 ชนิด ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค, โมเดอร์นา, จอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และแอสตร้าเซนเนก้าที่แยกผลิตกัน 2 แห่ง คือที่อินเดียและเกาหลีใต้ แต่ในวันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการ WHO แถลงข่าวที่นครเจนีวา ว่าบ่ายวันเดียวกันนี้ WHO ขึ้นบัญชีการใช้งานฉุกเฉินวัคซีนซิโนฟาร์มของจีน และถือเป็นวัคซีนโควิด-19 ชนิดที่ 6 ที่ได้รับการตรวจสอบจากดับเบิลยูเอชโอด้านความปลอดภัย, ประสิทธิภาพและคุณภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ กลุ่มคณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อภูมิคุ้มกัน หรือ SAGE ยังได้พิจารณาทบทวนข้อมูลที่ได้ และให้การรับรองการใช้วัคซีนชนิดนี้กับผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป โดยการฉีด 2 โดสตามกำหนดเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขึ้นทะเบียนอนุมัติใช้งานแบบฉุกเฉินจะเปิดทางให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกอนุมัติและนำเข้าวัคซีนได้อย่างรวดเร็วเพื่อการแจกจ่าย โดยเฉพาะในประเทศที่ไม่มีผู้กำกับดูแลของตนเองที่ได้มาตรฐานสากล อีกทั้งยังเปิดกว้างให้โครงการวัคซีนโคแวกซ์รับวัคซีนซิโนฟาร์มเข้าร่วมโครงการแบ่งปันวัคซีนทั่วโลกนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากจีนที่ใช้วัคซีนซิโนฟาร์ม ประเทศอื่นที่ใช้วัคซีนนี้มีอาทิ แอลจีเรีย, แคเมอรูน, ฮังการี, อิรัก, อิหร่าน, ปากีสถาน, เปรู, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, เซอร์เบีย และเซเชลส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังเหลือวัคซีนอีกหลายชนิดที่รอคิวการขึ้นบัญชีใช้งานแบบฉุกเฉินของ WHO ซึ่งรวมถึงวัคซีนซิโนฟาร์มตัวที่ 2 ที่ผลิตในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดนี้เป็นครั้งแรก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนวัคซีนของจีนอีกชนิดคือ ซิโนแวค ที่ใช้อยู่แล้วใน 22 ประเทศ คาดว่า WHO จะตัดสินใจภายในไม่กี่วันข้างหน้า โดยวัคซีนสปุตนิก วี ของรัสเซียเป็นวัคซีนที่อยู่ท้ายๆ แถวที่รอกระบวนการพิจารณาต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102155</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, ซิโนแวค, ดับเบิลยูเอชโอ, วัคซีนซิโนฟาร์ม, วัคซีนโควิด-19, องค์การอนามัยโลก, อนุมัติใช้งานแบบฉุกเฉิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_60956f8fc15e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/03/2021 23:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/03/2021 23:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOไม่แนะนำใช้ยาฆ่าพยาธิรักษาผู้ป่วยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกออกคำแนะนำวิธีการรักษาโควิด-19 ฉบับปรับปรุงล่าสุดเมื่อวันพุธ ระบุว่าไม่ควรใช้ยาไอเวอร์เม็กทินหรือยาฆ่าพยาธิในการรักษาผู้ป่วยโควิด ตามที่โซเชียลมีเดียหลายประเทศชูว่าเป็นยามหัศจรรย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สื่อสังคมออนไลน์โดยเฉพาะเฟซบุ๊กในบราซิล, ฝรั่งเศส, แอฟริกาใต้ และเกาหลีใต้ มีโพสต์และบทความสนับสนุนการใช้ยาไอเวอร์เม็กทินในการรักษาโควิดแพร่สะพัดเพิ่มมากขึ้น และเมื่อไวรัสโคโรนาแพร่ระบาดรุนแรง ก็ยิ่งทำให้ยาฆ่าพยาธินี้เป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในลาตินอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในแนวทางการรักษาโควิด-19 ฉบับปรับปรุงล่าสุดของดับเบิลยูเอชโอ ระบุว่า มีความแน่นอนของหลักฐานต่ำมากเกี่ยวกับผลกระทบของไอเวอร์เม็กทินต่ออัตราการเสียชีวิต, การรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล และการกำจัดไวรัสนี้ออกจากร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราแนะนำว่าไม่ควรใช้ไอเวอร์เม็กทินในผู้ป่วยโควิด-19 ยกเว้นการใช้ในการทดลองทางคลินิก&amp;quot; แนวทางของดับเบิลยูเอชโอกล่าว &amp;quot;คำแนะนำนี้ใช้กับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของโรคทุกระดับและทุกช่วงเวลาอาการ&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97955</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดับเบิลยูเอชโอ, ยาฆ่าพยาธิ, รักษาผู้ป่วยโควิด, องค์การอนามัยโลก, ไอเวอร์เม็กทิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210331/image_big_6064a25cb8476.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
