<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>44704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2019 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2019 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บนเส้นทางไปยัง ‘เว้’  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
ริมแม่น้ำหอม เมืองเว้ ยามเริ่มต้นราตรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หากเอเยนต์ทัวร์ในย่านถนนข้าวสารบ้านเราใช้มอเตอร์ไซค์รับลูกค้าจากเกสต์เฮาส์ไปส่งยังรถบัสที่จอดรออยู่บนถนนใหญ่หรือจุดสะดวกจอดต่างๆ เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่น ที่ดานังก็มีคล้ายๆ กัน แต่ฝ่ายที่พักจะเป็นคนจ้างมอเตอร์ไซค์ &amp;ldquo;แกร็บไบค์&amp;rdquo; มารับลูกค้าไปส่งยังหน้าบริษัททัวร์ โดยที่บริษัททัวร์กับเจ้าของรถบัสที่มารับเราอาจจะไม่ใช่เจ้าของเดียวกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โชคยังดีที่ผมมีกระเป๋าเสื้อผ้าใบหนึ่งและเป้ใบเล็กอีกใบสำหรับใส่ข้าวของที่ห้ามหาย การซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์จึงไม่เป็นปัญหานัก อยากทราบอยู่เหมือนกันว่าหากผมมีกระเป๋าล้อลากมาด้วย ทางฝ่ายที่พักซึ่งเป็นผู้ขายตั๋วรถบัสไปเมืองเว้ให้ผมจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นไปได้ว่าพวกเขาน่าจะเรียกแกร็บแท็กซี่มาแทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รีเซฟชั่นสาวจ่ายเงินให้กับหนุ่มคนขับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งผมมองไม่เห็นว่าเป็นจำนวนกี่ดอง แต่แน่นอนว่าได้บวกไว้ในค่าตั๋วอยู่แล้ว ผมรับหมวกกันน็อกมาจากคนขับมอเตอร์ไซค์แล้วขึ้นซ้อนท้าย หนุ่มน้อยบึ่งออกไป ข้ามสะพานมังกรไปยังฝั่งเมืองใหม่ วิธีการรับ-ส่งผู้โดยสารแบบนี้สาวๆ จากเมืองไทยไม่ชอบแน่ๆ เพราะแดดดานังในเดือนกรกฎาคมยังร้อนอยู่มาก ยิ่งระยะทางนั่งมอเตอร์ไซค์ไกลราว 3 กิโลเมตร ย่อมไม่พ้นต้องบ่นกับคนขายตั๋ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รถบัสนอน 3 แถว 2 ชั้น อีกหนึ่งวิธีการเดินทางยอดนิยมในเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ในบริษัททัวร์หาเก้าอี้ให้ผมนั่งได้ไม่กี่นาทีรถบัสก็มาจอดหน้าบริษัท ในรถบัสมีผู้โดยสารจากฮอยอันที่จะเดินทางต่อไปเว้นอนอยู่แล้วราวครึ่งคัน ที่ต้องบอกว่านอน เพราะเบาะของรถบัสเป็นแบบนอน มี 2 ชั้น จำนวน 3 แถวเรียงหนึ่ง เท่ากับมีทางเดิน 2 ช่อง เบาะรถไม่สามารถปรับให้ตั้งตรงได้ แค่เอนมากหรือเอนน้อยเท่านั้น นี่คือวิธีการเดินทางในเวียดนามของนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กเกอร์ส่วนใหญ่ นอกจากนี้ก็ยังมีรถตู้ มินิบัส แท็กซี่ และรถไฟ ซึ่งเมื่อเฉลี่ยต่อคนแล้วรถไฟราคาแพงสุด ส่วนรถบัสโดยสารระหว่างเมืองนั้นวิ่งช้ายิ่งกว่าหวานเย็นบ้านเรา และนักท่องเที่ยวมักต้องจ่ายแพงกว่าคนท้องถิ่นประมาณ 2 เท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมเลือกเบาะด้านขวาเตียงบน เพราะรถเวียดนามวิ่งเลนขวา หมายจะดูวิวให้ถนัดถนี่ และที่ไม่เลือกเตียงล่าง เพราะกลัวเท้าผู้เดินผ่านมาจะเฉียดใบหน้ายามกำลังเพลิดเพลิน รถบัสโดยสารคันนี้ไม่มีกลิ่นเท้ารบกวนเหมือนที่ผมเคยใช้บริการข้ามประเทศลาว-เวียดนามเมื่อ 6 ปีก่อน โชเฟอร์แจกถุงพลาสติกให้ใส่รองเท้าเพื่อวางไว้ที่ช่องตรงปลายเท้าของแต่ละคน แต่การที่นอนโดยเท้าต่อหัวเรียงกันไปเรื่อยๆ ใครตัวยาว-ขายาวก็คงมีปัญหานิดหน่อย เช่นเดียวกับคนที่นอนอยู่ปลายเท้า เพราะอาจจะมีหัวแม่เท้ายื่นมาช่วยแคะขี้หูให้โดยไม่ขออนุญาต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถบัสออกตรงเวลาบ่าย 2 โมง วิ่งข้ามแม่น้ำฮานกลับไปฝั่งเมืองเก่า ออกสู่ถนนเลียบอ่าวดานัง ชายหาดบริเวณนี้สู้หาดหมีเคไม่ได้เลย แทบไม่เห็นนักท่องเที่ยว แต่ในทะเลไม่ห่างจากฝั่งมีเรือกระด้งลอยลำกระเด้งกระดอนไปตามแรงคลื่นอยู่หลายลำ ทั้งนี้ อ่าวดานังและหาดหมีเคถูกคั่นไว้ด้วยแหลมซอนจา ซึ่งมีภูเขาซอนจากินพื้นที่ส่วนใหญ่ของแหลมนี้ ภูเขาซอนจาในยุคสงครามเวียดนาม หรือสงครามอินโดจีน ครั้งที่ 2 (ค.ศ.1955-1975) ฝ่ายทหารสหรัฐเรียกว่าภูเขาลิง (Monkey Mountain) กองทัพลุงแซมได้สร้างฐานทัพอากาศขึ้นแห่งหนึ่งบนภูเขาลูกนี้และฐานทัพเรือที่ด้านล่างด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อ่าวดานัง มองจากรถบัสที่กำลังแล่นผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; อ่าวดานังยังเป็นจุดที่กองทัพสหรัฐใช้ยกพลขึ้นบกเป็นแห่งแรกเมื่อปี ค.ศ.1965 และเนื่องจากว่าเป็นเมืองหน้าด่านของฝ่ายเวียดนามใต้ สหรัฐได้ใช้ฐานทัพอากาศดานังอีกแห่งที่มีขนาดใหญ่มากในการส่งเครื่องบินขึ้นโจมตีเวียดนามเหนือ และปฏิบัติการแรนช์แฮนด์ (Operation Ranch Hand) โปรยสารพิษสำหรับฆ่าวัชพืช หรือ &amp;ldquo;ฝนเหลือง&amp;rdquo; ลงสู่พื้นที่ป่าเพื่อทำลายแหล่งอาหารของฝ่ายเวียดกง คำว่า Agent Orange มาจากสีของถังบรรจุสารฆ่าวัชพืช มีเที่ยวบินขึ้นโปรยฝนเหลืองนี้ถึงเกือบ 2 หมื่นเที่ยวตลอดช่วงสงครามเวียดนาม พื้นที่ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ของเวียดนามใต้ถูกโปรยฝนเหลืองอย่างน้อย 1 ครั้ง นอกจากเวียดนามแล้วลาวและกัมพูชาก็โดนไปด้วย ปริมาณฝนเหลืองที่โปรยลงไปในสงครามอินโดจีน ครั้งที่ 2 นี้มีปริมาณมากมายมหาศาลชนิดที่มากกว่าการใช้ทุกแห่งในโลกนี้รวมกันไม่รู้กี่เท่า ผลร้ายจากฝนเหลืองยังคงส่งผลต่อสุขภาพผู้ได้รับพิษมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ในประเทศไทยก็มีข่าวว่าตกค้างอยู่ในบางพื้นที่ เพราะสหรัฐใช้ทดสอบในปฏิบัติการดังกล่าวนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สงครามเวียดนามจบลงในปี ค.ศ.1975 โดยที่สหรัฐผู้นำลัทธิประชาธิปไตยพ่ายแพ้ และไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า หากมีศพทหารอเมริกันกลับไปด้วยเฉียด 6 หมื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลยอ่าวดานังไปถนนก็ตัดเข้าสู่ภูเขาโดยใช้สะพานลอยฟ้า และกำลังก่อสร้างอยู่อีกเส้น ซึ่งขนานกันไปกับเส้นเดิม เสร็จเมื่อไหร่ก็คงทำให้การเชื่อมฮอยอัน-ดานัง-เว้ 3 เมืองท่องเที่ยวเวียดนามกลางรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก จากปัจจุบันดานัง-เว้ ระยะทางประมาณ 90 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนิดๆ โดยก่อนนี้ที่ยังไม่ได้สร้างอุโมงค์ไห่เวิน (Hai Van Tunnel) คนขับรถยนต์ต้องใช้ถนนไห่เวินพาส (Hai Van Pass) กินเวลามากกว่าปัจจุบันอย่างน้อย 1 ชั่วโมง ทั้งที่ระยะทางมากกว่ากันแค่ 10 กิโลเมตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การก่อสร้างที่กำลังดำเนินไปเพื่อเชื่อมดานัง-เว้ ให้เร็วขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ถนนไห่เวินพาสมีลักษณะขึ้นลงคดเคี้ยว ลดเลี้ยวไปตามไหล่เขา ภูเขาตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาอันนัม (ทอดยาวเหนือ-ใต้ 1,100 กิโลเมตร) ที่เป็นเนินแหลมยกขึ้นมา ไต่ขึ้นจากความสูง 496 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็น 1,172 เมตรในจุดที่สูงที่สุด ในอดีตเป็นเขตแบ่งอาณาจักรได๋เวียดทางเหนือกับอาณาจักรจามปาทางใต้ คงเพราะยากเย็นแสนเข็ญหากจะยกทัพข้ามเขาลูกนี้ไปตีอีกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริษัททัวร์นิยมจัดทริปขึ้นมาเที่ยวทั้งจากฝั่งดานังและฝั่งเว้ นักท่องเที่ยวไม่น้อยทั้งจาก 2 เมืองก็มักจะเช่าแท็กซี่หรือขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นมาชมวิวทั้งขุนเขาและทะเลที่งามหยด จนหลายคนยกให้เป็นหนึ่งในถนนเลียบชายฝั่งที่มีทิวทัศน์สวยสุดในโลก ผมเคยแต่นั่งรถไฟผ่านบริเวณนี้เมื่อ 6 ปีก่อน ทางรถไฟโอบกอดอยู่กับชายฝั่งตลอดแนว ให้วิวสวยและหวาดเสียวไปพร้อมๆ กัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนอุโมงค์รถยนต์ไห่เวินที่เริ่มเปิดใช้เมื่อปี ค.ศ.2005 มีความยาวถึง 6.28 กิโลเมตร ถือเป็นอุโมงค์รถยนต์ที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว รถบัสมุดเข้าอุโมงค์ในเขตดานัง เมื่อโผล่ออกจากอุโมงค์ก็เป็นหมู่บ้านลังโก (Lang Co) ในจังหวัดเถื่อเทียนเว้ มีลักษณะเป็นอ่าวโค้งกลมเหมือนทะเลสาบน้ำเค็มแยกออกจากทะเลด้วยสันดอนทราย แต่ก็ยังมีทางออกเล็กๆ สู่ทะเล เรียกกันว่า &amp;ldquo;ลากูน&amp;rdquo; คนที่ขึ้นไปบนไห่เวินพาสสามารถมองลงมาเห็นอย่างเหมาะเจาะ ชายหาดลังโกในสายตาของผมตามที่ความเร็วของรถบัสอนุญาตให้ดูได้ถือว่าสวยงามและเงียบสงบพอควร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เว็บไซต์ Vietnamtourism.org ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;...ลังโกตั้งอยู่บนโค้งอ่าวที่สวยที่สุดในประเทศ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ธรรมชาติจะมอบให้ได้ ภูเขาเขียว ป่าเขตร้อน ทรายเนื้อเนียนสีขาว แสงจ้าจากตะวัน น้ำทะเลสีฟ้าใสอุณหภูมิฉ่ำเย็น นี่คืออ่าวลำดับที่ 3 ของเวียดนามต่อจากฮาลองและญาจางที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 30 อ่าวที่สวยที่สุดในโลก...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รางรถไฟ ทุ่งนา ป่าเขา ทะเล วิวจากรถบัสเมื่อกำลังมุ่งหน้าเมืองเว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; น่าเสียดายที่ผมมาอ่านเมื่อกลับถึงเมืองไทยแล้ว หากมีโอกาสได้กลับไปยังเวียดนามกลางอีกครั้งคงต้องแวะพิสูจน์เสียหน่อยว่าเว็บไซต์นี้แม่นหรือโม้กันแน่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถบัสวิ่งผ่านลากูนอีกแห่งชื่อ &amp;ldquo;เกาไฮ&amp;rdquo; ใหญ่กว่าลังโกเสียอีก จากนั้นเหเส้นทางออกจากชายทะเล ขนานไปกับรางรถไฟ สองข้างทางเป็นทุ่งนาเขียวขจี หมู่วัวกระจายตัวกันกินหญ้า รถบัสเข้าสู่ตัวเมืองเว้ก่อนจอดให้ผู้โดยสารลงใกล้ๆ ศูนย์กีฬาเว้เวลาประมาณ 4 โมงครึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมปฏิเสธมอเตอร์ไซค์รับจ้าง สะพายกระเป๋าเดินตามแผนที่กูเกิลในมือถือไปประมาณ 1.5 กิโลเมตรเข้าเขตนักท่องเที่ยว เจอโรงแรมที่จองไว้ก็เข้าเช็กอิน แล้วออกไปหามื้อเย็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ย่านนักท่องเที่ยวของเว้ดูไปก็คล้ายๆ ละแวกข้าวสารบ้านเรา บาร์แบบตะวันตกก็มาก ร้านอาหารและเครื่องดื่มแบบเวียดนามที่ตั้งโต๊ะเก้าอี้เล็กๆ เตี้ยๆ ก็มีไม่น้อย แม้จะตั้งล้ำออกมาบนบาทวิถี แต่ดูเป็นระเบียบ ผมเดินเข้าไปในถนน Chu Van An จนสุด เลี้ยวขวาไปบนถนน Le Loi ถนนสายสำคัญขนานไปกับ &amp;ldquo;แม่น้ำหอม&amp;rdquo; ซึ่งแม่น้ำจะอยู่ด้านหลังแถวของโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และสวนสาธารณะ ผมเดินไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องเดินกลับ เพราะถูกคนถีบสามล้อและมอเตอร์ไซค์เรียกคุยเพื่อนำเสนอหญิงบริการทุกๆ 20 เมตร กลับไปเข้าร้านอาหารตรงจุดก่อนจะเลี้ยวมาบนถนน Le Loi&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อาหารและความสำราญเตรียมพร้อมรอท่านบนถนน Chu Van An&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้านอาหารชื่อ Rose 2 เป็นร้านเล็กๆ ขายอาหารเวียดนามทั่วไป อาหารเว้ และอาหารมังสวิรัติ ผมสั่งมะเขือยาวผัดกระเทียม เต้าหู้ทอดผัดซอสมะเขือเทศ และข้าวเปล่า พนักงานเสิร์ฟนำผัดมะเขือยาวใส่มาจานเดียวกับข้าวเปล่า ผัดมะเขืออร่อยดี ส่วนเต้าหู้แข็งไปหน่อย เป็นหน้าที่ของเบียร์ Huda ในการช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้น กับข้าวจานละประมาณ 40 บาท ส่วนเบียร์แค่ 20 บาท ผมเลือกสั่งเบียร์ Huda เพราะเป็นเบียร์ที่ทำในเมืองเว้นี่เอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเดินออกไปยังถนน Le Loi อีกครั้ง ที่มาของชื่อถนนน่าจะมาจาก &amp;ldquo;จักรพรรดิเลเหล่ย&amp;rdquo; ผู้ยิ่งใหญ่ของได๋เวียดยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นจักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์เล ซึ่งนอกจากในเว้แล้วยังมีถนนชื่อ Le Loi อีกหลายแห่งในประเทศเวียดนาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คราวนี้ผมเลี้ยวไปทางซ้าย ฝั่งขวามือของถนนคือสวนสาธารณะขนาดใหญ่ชื่อ &amp;ldquo;สวน 3 กุมภาพันธ์&amp;rdquo; (3 February Park) สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับเหตุการณ์สำคัญในสงครามเวียดนามที่เรียกว่า &amp;ldquo;ยุทธการที่เมืองเว้&amp;rdquo; (Battle of Hue) โดยหลังจากเวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกงได้โจมตีแบบสายฟ้าแลบหลายจุดทั่วเวียดนามใต้ในวันตรุษญวนหรือวันขึ้นปีใหม่เวียดนาม ปี ค.ศ.1968 ปีนั้นตรงกับวันที่ 30 มกราคม เว้ที่เป็นฐานที่มั่นด้านเหนือสุดของเวียดนามใต้ก็เป็นเมืองหนึ่งที่ถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว และ 3 กุมภาพันธ์ 1968 ถือว่าเป็นวันที่เว้มีการนองเลือดมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สวนสาธารณะ 3 กุมภาพันธ์ อนุสรณ์รำลึกเหยื่อ &amp;ldquo;ยุทธการที่เมืองเว้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในยุทธการที่เมืองเว้ ฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือยึดป้อมปราการเมืองเว้ไว้ได้ 26 วันก่อนที่ฝ่ายสหรัฐจะค่อยๆ รุกคืนและยึดเว้กลับไปได้ วันที่ 3 มีนาคม ฝ่ายสหรัฐก็มีชัยเด็ดขาดในศึกย่อยนี้ โดยทหารฝ่ายเวียดนามเหนือเสียชีวิต 2,800-8,000 นาย ชาวเมืองเว้ต้องสังเวยมากกว่า 5,000 ชีวิต (ข้อมูลจากรัฐบาลเวียดนามใต้ระบุว่ามาจากฝีมือของทหารเวียดนามเหนือและเวียดกงเสียราว 2,800 ราย) ฝ่ายทหารเวียดนามใต้และสหรัฐเสียชีวิตรวมกันราว 700 นาย เมืองเว้ย่อยยับไป 80 เปอร์เซ็นต์ ป้อมปราการพระราชวังพังเละ ผู้คนไร้ที่อยู่อาศัย 116,000 คน จากทั้งเมืองที่มีอยู่ 140,000 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้สหรัฐจะกำชัยในการรุกตรุษญวน (Tet Offensive) ที่มี 3 รอบในปีเดียวกันนี้ แต่ตัวเลขการสูญเสียนับหมื่นของฝ่ายสหรัฐและพันธมิตร (ส่วนฝ่ายเวียดนามเหนือนั้นมากมายกว่าหลายเท่า) ทำให้เริ่มเป็นลบในสายตาอเมริกันชนบนแผ่นดินแม่ ค่อยๆ กลายเป็นการต่อต้านสงครามเวียดนามในเวลาต่อมา &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นาวาเล็ก-ใหญ่ ในแม่น้ำหอม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ในสวน 3 กุมภาพันธ์ มีประติมากรรมที่สะท้อนออกมาซึ่งโศกนาฏกรรมความสูญเสียหลายชิ้น และหลายชิ้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับสงคราม นอกจากนี้ก็ยังมีสนามหญ้า ซุ้มต้นไม้ตัดแต่งเป็นรูปต่างๆ และที่นั่งพักผ่อน ผมเดินไปยังริมแม่น้ำ มองดูเหล่าเรือมังกรที่ลอยลำนำนักท่องเที่ยวทัศนาเมืองทั้ง 2 ฝั่งยามโพล้เพล้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สะพานข้ามแม่น้ำชื่อ Trang Tien เรืองแสงขึ้นแล้ว สะพานนี้เป็นหนึ่งในสะพานเชื่อมเว้ฝั่งใต้ที่ผมกำลังยืนกับเว้ฝั่งเหนือ ซึ่งมีพระราชวังเว้ตั้งอยู่ ส่วนแม่น้ำมีชื่อในภาษาเวียดนามว่า &amp;ldquo;แม่น้ำเฮือง&amp;rdquo; ภาษาอังกฤษเรียกว่า Perfume River เพราะในฤดูใบไม้ร่วงบริเวณต้นน้ำจะมีดอกไม้นานาพรรณร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำ ทำให้แม่น้ำมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำหอม คนไทยเรียกว่า &amp;ldquo;แม่น้ำหอม&amp;rdquo; คงไม่อยากใช้ &amp;ldquo;แม่น้ำน้ำหอม&amp;rdquo; เพราะดูเทอะทะ อีกทั้งหากแปลจากภาษาเวียดนามก็ดูจะตรงกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะมองไปยังแม่น้ำหอม คำว่า Perfume ยังคงอยู่ในหัว ผมดันนึกไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Perfume ตัวเอกของเรื่องนี้ใช้มนุษย์มาทำน้ำหอม พลางคิดว่าจะมีชีวิตมนุษย์ปลิดปลิวลงสู่แม่น้ำสายนี้สักเท่าไหร่ในช่วงสงครามเวียดนาม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44704</URL_LINK>
                <HASHTAG>การท่องเที่ยว, ดานัง, ดานัง-เว้, ท่องเที่ยวเวียดนาม, วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ, เบื้องหน้าที่ปรากฏ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a376835176cb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
