<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2020 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2020 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ.ผลักดันโครงการครู(รักษ์)ถิ่นเต็มที่ รุ่นที่ 1 มีเด็กด้อยโอกาสรับทุนเรียนแล้ว 328คน 45 จังหวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
20ส.ค.63-นางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะขับเคลื่อนนโยบายผลิตครูให้กับโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5 รุ่น รุ่นละ 300 คน รวม 1,500 คน ทั้งนี้ตนเชื่อว่าโครงการนี้จะทำให้อัตราการโยกย้ายของครูลดลง เด็กมีจิตสำนึกรักในวิชาชีพครูมากขึ้น ทำให้กลไกการรับนักศึกษาถูกปรับเปลี่ยนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ใครจะสมัครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีใจรักอยากเป็นครูในบ้านเกิด อย่างเช่นรุ่นที่ 1 มีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์จากตะเข็บชายแดนฝั่งตะวันตก เข้าร่วมโครงการด้วย ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดปัญหาเด็กเรียนไม่รู้เรื่องเพราะความต่างเชิงวัฒนธรรม และปัญหาครูจากส่วนกลางไปสอนเด็กม้งแล้วขอย้ายออกได้ กสศ.ต้องการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย โรงเรียนต้องการครูแบบไหนควรผลิตแบบนั้น และพยายามทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้เป็นต้นแบบการผลิตครูของสังคมไทย โดยชวนคนมาสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าสำเร็จจะนำไปสู่การผลิตครูแบบที่สังคมไทยต้องการ สิ่งเหล่านี้จะส่งไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้ง สพฐ.หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย ให้ร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มีเด็กด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับทุนและเข้าเรียนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 328 คน ใน 11 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 45 จังหวัด ของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่มีอัตราเกษียณครูในปี 2567 ทั้งนี้ &amp;nbsp;หลังจบการศึกษาเด็กทุกคนจะได้บรรจุเป็นข้าราชการครูสาขาปฐมวัย และสาขาประถมศึกษา ตามอัตราที่ สพฐ.ให้ตามโรงเรียนสังกัด สพฐ.ในตำบลบ้านเกิด โดยโครงการฯมีเป้าหมาย 2 ด้าน 1.สนับสนุนเด็กยากจนพิเศษระดับชั้นม.ปลาย ให้ได้เรียนครู เป็นทุนแบบให้เปล่าครบวงจรและ 2.ปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูในสถาบันอุดมศึกษา กสศ.ได้เตรียมงบประมาณไว้ช่วยเหลือเด็ก 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆของเด็กรวมเดือนละ8,000 บาท ส่วนที่สองจัดสรรให้มหาวิทยาลัยใช้พัฒนาเด็กรายบุคคลและรายกลุ่มปีละ30,000 บาท/คน นอกจากนี้ยังมีงบกลางที่ร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยทั้ง 11 แห่งด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตามสถาบันที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏตามหัวเมืองต่างจังหวัดที่สามารถดูแลเด็กได้ตั้งแต่การไปค้นหา คัดกรอง คัดเลือก เข้าเรียน 4 ปี รวมถึงเป็นครูพี่เลี้ยงหลังจากเด็กบรรจุเป็นครูในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ กสศ.ได้สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญสูง ให้มามีบทบาทและส่วนร่วมช่วยเน้นเสริมทางด้านวิชาการ การสร้างเครือข่าย ให้กับมหาวิทยาลัยในสถาบันผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับราชภัฏที่เป็นวิทยาลัยผลิตครูมาก่อน ให้เป็นอุดมศึกษาของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง&amp;rdquo;ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75042</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กสศ., ดารณี อุทัยรัตนกิจ, ผลิตครูรักษ์ถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200820/image_big_5f3e407b68bc8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 10:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 10:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;วิษณุ&quot;เร่งตั้งสนง.กลางพัฒนาเด็กปฐมวัย แ้กปัญหารอยต่อมีคกก.หลายชุดทำให้งานอืด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28ก.ค.63-นางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ ขึ้นมา เพื่อขับเคลื่อนเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยชุดที่มีความสำคัญชุดหนึ่ง คือ คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตามมาตรา 17 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ทั้ง 4 กระทรวงจะต้องเข้าร่วมกับขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัย เช่น การสร้างฐานข้อมูลเด็กปฐมวัย ที่ สธ.จะมีข้อมูลของเด็กแรกเกิดทุกคน แต่เมื่อเด็กโตขึ้นเริ่มเข้าศึกษาในโรงเรียนสังกัดต่างๆ อย่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่งผลให้ข้อมูลไม่มีการเชื่อมต่อ ซึ่งคณะอนุกรรมการชุดนี้ก็จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อให้ภารกิจเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัย สามารถเดินต่อไปได้

&amp;ldquo;คณะอนุกรรมการบูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัย จะทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้ทำงานร่วมกันในทุกด้าน รวมถึงเรื่องงบประมาณด้วย และการเสนอโครงการต่างๆ จากนี้ก็จะมาจากเด็ก เป็นโครงการที่ใช้เด็กเป็นศูนย์กลาง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงเรื่อง &amp;nbsp; การยกระดับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยนายวิษณู ได้มอบหมายให้ที่ประชุมไปวิเคราะห์ หาแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สำนักงานดังกล่าวมากยิ่งขึ้น และรองรับงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ เนื่องจาก &amp;nbsp;ที่ผ่านมางานการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีรอยต่อจากคณะกรรมการหลายชุด ทำให้การทำงานไม่มีความชัดเจนในบางช่วง ส่งผลให้การผลักดันงานต่างๆ ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72695</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย, ดารณี อุทัยรัตนกิจ, นายวิษณุ เครืองาม, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e37f1c359114.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56174</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 17:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สาธิต มก. อินเตอร์ ต่อยอดเงินอุดหนุนรายหัวเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล ให้ กสศ. ช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาส “</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
3ก.พ.63- นางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการศึกษานานาชาติในโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า ตามที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มีโครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) นั้น เนื่องจากเป็นฉลองครบรอบ 25 ปี ของการจัดตั้งโครงการนานาชาติ โรงเรียนสาธิตแห่ง มก. ตรจึงได้เชิญชวนผู้ปกครองร่วมบริจาคสิทธิ์ค่าเครื่องแบบนักเรียนและค่าอุปกรณ์การเรียน ในโครงการเรียนฟรี 15 ปี ที่ได้รับจัดสรรจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ด้วยความสมัครใจตามระเบียบของโครงการฯ เพื่อนำไปสนับสนุนความเสมอภาคและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษตามรายชื่อของ กสศ. โดยในปีการศึกษา 2562 ภาคเรียนที่ 1 มีผู้ปกครองกว่าร้อยละ 90 จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 400 คน ยินดีร่วมบริจาคเงินในส่วนดังกล่าวเข้าร่วม กสศ. เป็นเงินกว่า 150,000 บาท โดยโครงการบริจาคเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่เป็นค่าใช้จ่าย ด้านการศึกษาของนักเรียนมาให้กับนักเรียนยากจนพิเศษของ กสศ. มีเป้าหมายสำคัญที่โรงเรียนต้องการสร้างจิตสำนึกของการแบ่งปัน การให้ และการดูแลช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ให้เด็กสาธิตเกษตรมีจิตใจอ่อนโยน พร้อมแบ่งปันในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะเงินเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวเริ่มต้นมาจากตอนที่ดิฉันเคยเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนสาธิตแห่ง มก. ภาคปกติ และเคยรณรงค์ให้นักเรียน ผู้ปกครองเห็นว่ายังมีเด็กอีกกลุ่มที่ยังขาดแคลนด้อยโอกาสอีกจำนวนมาก ในอดีตมีนักเรียนและผู้ปกครองร่วมบริจาคเงินมานับล้านบาท โดยในการดำเนินการครั้งนี้การที่มีกองทุน กสศ. จะช่วยให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เด็กและผู้ปกครองได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ปกครองมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคจะถูกนำไปช่วยเด็กยากจนด้อยโอกาสในแต่ละพื้นที่ได้ตรงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง และยังสามารถติดตามผลการช่วยเหลือเป็นรายบุคคลได้อย่างต่อเนื่อง เพราะ กสศ. มีกลไกเครือข่ายการทำงานกับสถานศึกษา พร้อมทั้งมีระบบสารสนเทศที่ทันสมัยที่ช่วยให้การบริหารจัดการเงินบริจาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใสตรวจสอบได้&amp;quot;ประธานกรรมการดำเนินงานโครงการศึกษานานาชาติในโรงเรียนสาธิตแห่ง มก.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56174</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดารณี อุทัยรัตนกิจ, สาธิตอินเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, เงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200203/image_big_5e37f1d1c8e1d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45681</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 17:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 17:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ. ลงนามความร่วมมือ สถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก (ษ์) ถิ่น 11 แห่ง คัดเด็กม.6 เข้าโครงการรุ่นแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13ก.ย.62-ที่อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ เมืองทองธานี - กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ 11 สถาบันอุดมศึกษา ลงนามร่วมเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก (ษ์) ถิ่น โดยนางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ กสศ.และหน่วยงานความร่วมมือได้ดำเนินการคัดเลือกและประกาศรายชื่อสถาบันอุดมศึกษาและหลักสูตรที่ผ่านการพิจารณาให้เป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูในโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 จำนวน 11 แห่งเรียบร้อยแล้ว ประกอบไปด้วยหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 7 แห่ง ได้แก่ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม, มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์, มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง และ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี หลักสูตรการประถมศึกษา 4 แห่ง ได้แก่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร , มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา &amp;nbsp; ทั้งนี้ในปีการศึกษา 2563 สถาบันอุดมศึกษาทั้ง 11 แห่ง มีความพร้อมรับนักศึกษาทุนครูรัก (ษ์) ถิ่นได้ทั้งสิ้น 328 อัตรา &amp;nbsp;และจะมีโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกล จำนวน 282 แห่ง ที่อยู่ในรัศมีพื้นที่การบรรจุอัตราครูรัก (ษ์) ถิ่นรุ่นที่ 1 &amp;nbsp;ของทั้ง 11 สถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
​&amp;ldquo;ดิฉันขอยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกมีความเป็นวิชาการโดยแท้จริง และพิจารณาคัดเลือกตามเกณฑ์คุณภาพอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้สถาบันอุดมศึกษาที่มีความพร้อมในการเป็นสถาบันผลิตและพัฒนาครูรัก (ษ์) ถิ่นที่มีคุณภาพ สำหรับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำนวน 282 แห่งในรัศมีของทั้ง 11 สถาบัน ถือเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ยุบรวมไม่ได้ เป็นจิตวิญญาณของชุมชน กสศ.ได้จัดให้มีทีมวิชาการช่วยพัฒนาทั้งด้านคุณภาพการเรียนการสอน การเตรียมความพร้อมของโรงเรียนทั้งระบบควบคู่กันไปด้วยตั้งแต่ในปีแรกนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการและรองรับการทำงานของครูรุ่นใหม่ได้ตามเป้าประสงค์ของโครงการนี้ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจ เพื่อปฏิรูปการศึกษา โดยโครงการครูรัก (ษ์) ถิ่นในรุ่นต่อไป กสศ. จะมีการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ให้แก่นักเรียนกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.ปลาย โดยตลอดช่วงเดือนตุลาคม &amp;ndash; พฤศจิกายนนี้ อาจารย์จาก 11 สถาบัน ร่วมกับโรงเรียนและชุมชนจะคัดเลือกและคัดกรองนักเรียนในพื้นที่มีฐานะครอบครัวอยู่ในเกณฑ์ยากจนตามที่ กสศ. กำหนด ช่วยเตรียมความพร้อมสอบคัดเลือกทุนครูรัก (ษ์) ถิ่น &amp;nbsp;ทั้งนี้สามารถดูรายละเอียดของโครงการเพิ่มเติมได้ที่ www.eef.or.th หรือโทร 02 079 5475&amp;rdquo;กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางสาวดารณี กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ ที่มีจิตวิญญาณของครูนักพัฒนาและมีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนและโยกย้ายครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลด้วย ในอนาคตประสบการณ์จากการทำงานเรื่องนี้จะนำไปสู่การจัดตั้งสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครู และผู้ดูแลเด็กปฐมวัยซึ่งเป็นภารกิจตามมาตรา 5 ของ กสศ. &amp;nbsp;ทั้งนี้ กสศ.และ11 สถาบัน จะร่วมกันยกระดับหลักสูตรการผลิตครูใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนารูปแบบและวิธีการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็กในถิ่นทุรกันดารในประเทศไทย 2.การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาจิตสำนึกความเป็นครูและทักษะการทำงานโดยใช้ชุมชนเป็นฐานสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุน 3.รูปแบบการให้คำปรึกษา ช่วยเหลือดูแล ระบบหอพัก และกิจกรรมเสริมสร้างความเป็นครูสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุนตลอด 4 ปี 4.กระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และระบบนิเทศทางการศึกษาทางไกลสำหรับนักศึกษาครูผู้รับทุน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45681</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ดารณี อุทัยรัตนกิจ, ผลิตครูรักษ์ถิ่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190913/image_big_5d7b6fecbc98f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42486</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2019 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2019 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสศ. ชวน จัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ส.ค.62- &amp;nbsp;นางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กอายุระหว่าง 0-4 ปี ในประเทศไทยมากกว่า 1 ใน 5 คน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แม้พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากครอบครัวยากจน ต้องทำมาหากินทั้งคู่ จึงต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายหรือสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัวในจังหวัดบ้านเกิด สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผลกระทบเรื่องภาวะไม่พร้อมเรียน รวมถึงการหลุดออกนอกระบบตั้งแต่วัยเยาว์ ในระยะยาวหากแก้ไม่ได้ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้าสู่วัฏจักรความยากจนข้ามชั่วคน เพราะเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพต่างกัน ดังนั้นเรื่องนี้ถือเป็นภาวะวิกฤติของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพราะการลงทุนพัฒนาในเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่จากข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนอายุ 6 ปีบริบูรณ์ มีพัฒนาการล่าช้าถึงร้อย 30 ดังนั้น กสศ. จึงจัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย ซึ่งเปิดโอกาสให้คณะบุคคล สถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิชาการ และหน่วยงานที่มีความสนใจ และมีความเชี่ยวชาญ ด้านการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย มาร่วมวิจัยและพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยสภาพดังกล่าวศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกของครอบครัวกลุ่มนี้ในการดูแลเด็กๆ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือถ้ามีก็นับว่าน้อยมาก โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กปฐมวัย อายุ 2-6 ปี อยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 829,645 คน และเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปี เรียนในระดับอนุบาลจำนวน 1,813,711 คน ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนอายุ 6 ปีบริบูรณ์ มีพัฒนาการล่าช้าถึง 30% ของเด็กในกลุ่มอายุดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot;คำตอบที่มุ่งหวังจากงานวิจัย มี 4 ประเด็นหลัก คือ 1.จัดทำแนวทางการพัฒนาหลักสูตรในการผลิตครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย 2.จัดทำแนวทางการพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย 3.จัดทำข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย และ 4.จัดทำข้อเสนอต่อ กสศ. เกี่ยวกับการพัฒนาสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย ซึ่งข้อมูลที่เราอยากเห็น คือ ทำอย่างไรจะเกิดระบบการผลิตครูที่มีคุณภาพ เพราะการจัดการศึกษาปฐมวัยสำคัญมาก โดยเฉพาะโลกยุคปัจจุบันเทคโนโลยียิ่งทันสมัย สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป จะมีเด็กกลุ่มเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น อาทิ เด็กยากจน ด้อยโอกาส เด็กพิการ เด็กพัฒนาการช้า เด็กออทิสติก ดังนั้นหากเด็กๆ ได้รับโอกาสเข้าถึงการเตรียมความพร้อมทางการศึกษาที่ดีกับครูปฐมวัยที่มีคุณภาพจะช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ต้องอยู่ในวงจรความเหลื่อมล้ำไปตลอดชีวิต สำหรับผู้สนใจสามารถยื่นข้อเสนอโครงการได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง 8 สิงหาคม พ.ศ.2562 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 095-532-8839 ในวันและเวลาราชการ&amp;quot; กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42486</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสศ., ดารณี อุทัยรัตนกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190801/image_big_5d42c2c3d9d68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23957</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2018 08:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2018 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยอมถอย !!!พ.ร.บ.ปฐมวัย ไม่บังคับห้ามเด็กสอบเข้าป.1</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11ธ.ค.61- คณะกก.อิสระ ฯ เตรียม เสนอ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยและร่างพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เข้าครม.อีกรอบ 18 ธ.ค.นี้ &amp;ldquo;ดารณี&amp;rdquo; เผยยอมลดนิยามเด็กปฐมวัยจาก 8 ปีบริบูรณ์ เหลือ 6 ปีบริบูรณ์ พร้อมตัดเรื่องห้ามสอบเข้าป. 1 ปรับใหม่ให้คกก.นโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการ คัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อในระดับประถม ด้าน&amp;ldquo;หมอจรัส&amp;rdquo; ระบุกฤษฎีกา เตรียม พิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 14 ธ.ค.นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.จรัส สุวรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ตามที่เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.... และร่างพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.... ไปแล้วนั้น ขณะนี้ในส่วนของร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยจะมีการนัดหารือในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้หากทางคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่มีข้อเสนอให้แก้ไขและเห็นชอบในหลักการตามที่ ครม.อนุมัติ ก็สามารถนำเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ทันที และสำหรับ ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย และร่างพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการส่งกลับไปให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมจากที่ ครม.อนุมัติในหลักการ เช่น ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ก็จะมีการปรับในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าเรียนต่อในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ให้มีการปรับให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย และร่างพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผ่านการเห็นชอบจาก ครม.แล้วขั้นตอนต่อไปก็จะต้องส่งให้ สนช.พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ส่วนร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยจะทันใช้ในปีการศึกษา 2562 หรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สนช.ขณะนี้ในส่วนของการดำเนินการเรื่องเขตพื้นที่นวัตกรรม คณะกรรมการอิสระฯ ก็ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยยึดตามพ.ร.บ.เดิม แต่ว่าการมีการยกร่างงพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจะเป็นการยืนยันการดำเนินการในรูปแบบที่มีกฎหมายรองรับ&amp;rdquo;ประธานคกก.อิสระฯ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก กล่าวว่า ขณะนี้ร่างพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ได้มีการเผยแพร่ทางเว็บไซค์ของคณะกรรมการอิสระฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม โดยในส่วนที่มีการปรับแก้ไขได้มีการปรับเรื่องนิยามของคำว่าเด็กปฐมวัยที่เดิมกำหนดว่า เด็กปฐมวัยหมายถึงเด็กแรกเกิดจนถึง 8 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ในรวมถึงทารกในครรภ์มารดา ซึ่งทางคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าไม่สามารถระบุนิยามในลักษณะนี้ได้ เนื่องจากเวลาที่เด็กอยู่ในครรภ์มารดายังไม่ได้ถือเป็นคนตามกฎหมาย อีกทั้งพ.ร.บ.ทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยนิยามช่วงอายุของเด็กปฐมวัยถึงเพียง 6 ปีบริบูรณ์เท่านั้น ดังนั้นนิยามใหม่ในพ.ร.บ.ฉบับนี้จึงกำหนดเป็นเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงเด็กที่จะต้องได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา คือ รวมถึงเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 ปี แต่ไม่เคยเข้าศึกษาในโรงเรียน จะต้องเริ่มเรียนในระดับอนุบาล ส่วนการดูแลทารกในครรภ์นั้น มีการกำหนดให้หญิงมีครรภ์ได้รับการดูแลคุ้มครองการพัฒนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในส่วนของการตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น หลายฝ่ายก็มองว่าขัดกับหลักการของรัฐบาลที่ไม่ต้องการให้เกิดหน่วยงานใหม่ จึงปรับให้เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) เป็นเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย และเพิ่มหน่วยงานที่ดูแลคณะกรรมการดังกล่าว ใน สกศ. แต่หลักการที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและอื่นๆ ยังคงอยู่เหมือนเดิม&amp;rdquo;รองประธานคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดารณี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในส่วนของมาตราที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าไม่สามารถประกาศห้ามได้ เพราะเมื่อมีการเขียนห้ามก็ต้องมีบทลงโทษส่งผลถึงภาคปฏิบัติที่ปฏิบัติยาก อีกทั้งยังวิธีการต่างๆ ก็มีความหลากหลาย ดังนั้นจึงปรับใหม่ว่าให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการ คัดเลือกเด็กเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษา ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้น อีกทั้งในพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้มีการระบุเรื่องการจัดการดูแลพัฒนา การเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยด้วยว่าให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้อง โดยที่ไม่เป็นการแข่งขันระหว่างเด็ก อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะนำร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.... และร่างพ.ร.บ.เขตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.... เข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.ได้ภายในวันที่ 18 ธันวาคมนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23957</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัย, คณะกรรมการอิสระปฎิรูปการศึกษา, ดารณี อุทัยรัตนกิจ, นพ.จรัส สุวรรณเวลา, พร.บ.ปฐมวัย, ยกเลิกห้ามเด็กสอบเข้าป.1, สกศ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/mid/20180130/image_mid_5a70408f07781.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22379</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/11/2018 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/11/2018 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอิสระถกมาตรฐานอาชีวศึกษา แก้ครูขาดความเชี่ยวชาญ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 พ.ย.นางสาวดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ในที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้มานำเสนอสภาพปัญหาแนวทางและยุทธศาสตร์ของ สอศ. ซึ่งที่ประชุมได้หารือในประเด็นสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผลิตและพัฒนาครูอาชีวศึกษา รวมถึงมาตรฐานของครูอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการอาชีวศึกษา เพราะถ้าเปลี่ยนครูไม่ได้ก็ไม่สามารถปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนได้จะเป็นปัญหาในอนาคต ทั้งนี้ คณะกรรมการอิสระฯ ได้แนวคิดที่จะนำไปสู่การปฏิรูปอาชีวศึกษา และเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สำคัญที่ต้องตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติในการผลิตกำลังคนด้านอาชีวศึกษา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานอนุกรรมการเฉพาะกิจด้านอาชีวศึกษา กล่าวว่า สิ่งที่ สอศ.นำเสนอสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปอาชีวศึกษาที่คณะอนุกรรมการฯ เสนอไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเพิ่มจำนวนผู้เรียนอาชีวศึกษาที่มีศักยภาพในเชิงปฏิบัติ และการมีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการในอนาคต ทั้งยังมีการหารือถึงเรื่องมาตรฐานครูอาชีวะที่ให้ความสำคัญใน 2 ด้าน คือ สมรรถนะด้านความรู้ในการสอนอาชีวศึกษา และสมรรถนะทางความเชี่ยวชาญที่เป็นประสบการณ์ทางวิชาชีพ ในส่วนความเชี่ยวชาญที่เป็นประสบการณ์ทางวิชาชีพ ครูอาชีวะยังขาดอยู่มาก ดังนั้น คณะกรรมการอิสระฯ จึงอยากเห็นครูอาชีวะได้มีโอกาสเข้าไปฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการ ซึ่งผู้ประกอบการยินดีที่จะรับครูเข้าไปฝึกปฎิบัติอาจจะใช้เวลา 3 เดือน และครูจะได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติกับเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ สิ่งที่อยากเห็นในการปฏิรูปคือ ครูมีใบประกอบวิชาชีพครูด้านอาชีวศึกษา ทั้งนี้ เชื่อว่ามาตรฐานครูอาชีวศึกษาที่คณะกรรมการอิสระฯ จะจัดทำขึ้นจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมให้ครูอาชีวะมีสมรรถนะและส่งเสริมให้เด็กมีคุณภาพมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ &amp;nbsp;ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ตนได้มีการเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมถึงแนวคิดใหม่ๆ ที่จะนำมาพัฒนาระบบอาชีวศึกษา ซึ่งมีการกำหนดไว้ใน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ คือ การเป็นอิสระของสถานศึกษาหรือการมีรูปแบบใหม่ๆในการจัดการอาชีวศึกษา อาทิ การให้เอกชนเข้ามาร่วมจัดการศึกษาในรูปแบบโรงเรียนประชารัฐหรือโรงเรียนร่วมพัฒนา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการจัดการอาชีวศึกษามีกฎหมายเฉพาะ ดังนั้นคงต้องดูความเป็นไปได้ หรือการนำแนวคิดดังกล่าวไปบูรณาการในร่างกฏหมายที่จะมีการปรับปรุงต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22379</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดารณี อุทัยรัตนกิจ, ปฏิรูปอาชีวศึกษา, มาตรฐานอาชีวศึกษา, อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181120/image_big_5bf3fc31756eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
