<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>29767</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 14:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาสูบเล็งขายกัญชาแทนบุหรี่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ก.พ.2562 นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยถึงแผนดำเนินธุรกิจหลังการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40%ว่า ยสท.ได้ทำ 2 ด้านคู่ขนานกัน คือการเสนอข้อมูลให้รัฐบาลพิจารณาขยายเวลาบังคับใช้การเก็บภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ในอัตรา 40% ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค.62 นี้ออกไป เพราะถ้าไม่มีการขยายเวลา ก็จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยาสูบลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากทำให้บุหรี่ของ ยสท. แพงขึ้น เป็นไม่ต่ำกว่า 93 บาทต่อซอง หรือเพิ่มขึ้นอีก 33 บาทต่อซอง เนื่องจากเนื้อภาษีเพิ่มขึ้นเป็น 78 บาทต่อซอง และแม้ราคาจะแพงขึ้น ผู้บริโภคก็ไม่เลิกสูบ แต่จะไปสูบบุหรี่เถื่อนและยาเส้นมากขึ้น

&amp;ldquo;ถ้ารัฐไม่เลื่อนใช้ภาษี คาดว่า สัดส่วนในตลาดทั้งบุหรี่ไทยและนำเข้า กว่า 3.2 หมื่นล้านมวนต่อปี ก็จะลดลงเหลือ 1.9 หมื่นล้านมวน ขณะที่ของ ยสท. จากกำลังการผลิต 1.9 หมื่นล้านมวนก็จะเหลือแค่ 8,500 พันล้านมวนต่อปี ซึ่ง ยสท.จะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ นอกจากขายบุหรี่ เราก็ต้องทำธุรกิจอื่น ซึ่งมีการเตรียมตัวไว้บ้างแล้ว&amp;rdquo;

นางสาวดาวน้อย กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายใหม่ ที่เปลี่ยนจากโรงงานยาสูบ เป็น นิติบุคคล ภายใต้ชื่อ ยสท. ทำให้ ยสท.สามารถทำธุกิจอื่นได้เพิ่มขึ้น โดยมั่นใจว่าแม้จะได้รับผลกระทบจากภาษี 40% ยาสูบก็จะกลับมาทำกำไรได้ภายใน 3 ปี ที่ 2-3 พันล้านบาท โดยเบื้องต้นจะดำเนินการใน 5 แนวทาง คือ 1.เป็นหน่วยงานสนับสนุนการปลูกกัญชา-กัญชง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์และเวชภัณฑ์ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยจะดูแลตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก กระบวนการผลิต ซัพพลายเออร์ และนำร่องใช้กัญชากับ โรงพยาบาลของ ยสท. ซึ่งอยู่ในกระบวนการยื่นขออนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุข

2.ดำเนินการขายยาเส้นและใบยา ซึ่งขณะนี้ ยสท.มีสต็อกที่รับซื้อจากเกษตรกร เพียงพอใช้ได้ถึงปี 2566 โดยทยอยขายลดสต็อกได้ไปแล้วกว่า 6 เดือน ซึ่งต้องค่อยๆทยอยดำเนินการ เพราะส่วนใหญ่เป็นใบยาที่รับซื้อมาในต้นทุนแพง เฉลี่ยบวกเพิ่ม 24 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งตามกฎหมายไม่สามารถขายต่ำกว่าต้นทุนได้ หากจะขายต่ำกว่าต้นทุนต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

3.นำบุหรี่ไปขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ ยสท.ปรับโครงสร้างใหม่ มีฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด เน้นทำงานเชิงรุกเพิ่มขึ้นอีก 3-4 กอง ในการส่งออกบุหรี่ที่มีอยู่เดิม รวมทั้งคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ไปขายในต่างประเทศ 4.วางแผนการขายยาเส้น และ 5.ร่วมลงทุนกับบริษัทต่างประเทศ ในกระบวนการผลิตยาสูบ ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างเจรจากับบริษทเอกชนในเวียดนามที่จะให้ ยสท.เข้าไปร่วมผลิตบุหรี่ เพื่อจำหน่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29767</URL_LINK>
                <HASHTAG>#กม.กัญชา, กฎหมายยาสูบ, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c57051d31b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/02/2019 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/02/2019 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ยสท.” ครวญภาษีใหม่ฉุดยอดขายบุหรี่ลดฮวบ 50% แน่นอน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลไม่ขยายเวลาการปรับเพิ่มภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไป นอกจากทำให้ ยสท. ต้องปรับราคาขายบุหรี่ที่ราคาซองละไม่เกิน 60 บาท เป็นซองละมากกว่า 90 บาท แล้ว ทาง ยสท. ยังไม่สามารถรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรผู้ปลูกใบยาได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไปอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยสท.ยังไม่มีแผนที่จะซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ยาสูบตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป เพราะตอนนี้สต็อกใบยาสูบใช้ได้ถึงปี 2566 หากซื้อใบยาสูบจากชาวไร่มาเพิ่มอีกก็เท่ากับซื้อมาทิ้ง&amp;quot; น.ส.ดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า การขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% จะทำให้ยอดขายบุหรี่ของ ยสท. ลดลงอีก 50% จากที่ขายอยู่ได้ 1.8 หมื่นล้านมวนต่อปี จะเหลือ 8.5 พันล้านมวนต่อปี ยังไม่รวมกระทบกับกรณีที่กระทรวงสาธารณสุขเรื่องบุหรี่ซองเรียบ และการห้ามผลิตบุหรี่รสเมนทอล ที่จะมีผลบังคับไม่ช้านี้ จะส่งผลกระทบยอดขายบุหรี่ของ ยสท. มากขึ้น เพราะปัจจุบัน ยสท. ผลิตบุหรี่ที่มีส่วนผสมของเมนทอลขายอยู่ในตลาดถึง 40%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ในฤดูกาลผลิต ปี 2561 ได้มีการรับซื้อไปแล้ว 50% จากที่เคยซื้อก่อนหน้า และได้มีการจ่ายเงินชดเชยให้บางส่วน เพื่อลดผลกระทบ สำหรับฤดูกาลผลิตปี 2562 เป็นต้นจะไม่รับซื้อจากกว่าสต็อกจะลดลง ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เป็นอย่างน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า ตอนนี้ ยสท. ได้เร่งขายใบยาสูบในสต็อกให้กับผู้ผลิตบุหรี่ต่างประเทศ แต่มีปัญหาราคาใบยาสูบที่อยู่ในสต็อกของ ยสท. ราคาสูงกว่าตลาดปกติทั่วไปประมาณกิโลกรัมละ 24 บาท ทำให้การขายใบยาสูบทำได้ยากมาก เพราะ ยสท. เป็นหน่วยงานของรัฐไม่สามารถขายสินค้าต่ำกว่าราคาทุนได้ ซึ่งหากสามารถขายใบยาสูบในสต็อกก็จะสามารช่วยรับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ได้เพิ่มบางส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ยสท. และผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศเห็นตรงกันว่ารัฐบาลควรขยายเวลาการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ออกไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงชาวไร่ที่ปลูกใบยาสูบซึ่งเป็นเกษตรที่มีรายได้น้อยด้วย&amp;quot; น.ส.ดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2561 ยสท. มียอดจำหน่ายบุหรี่ทั้งสิ้น 1.85 หมื่นล้านมวน ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมียอดจำหน่ายบุหรี่ 2.88 หมื่นล้านมวน หรือลดลง 1.03 &amp;nbsp;หมื่นล้านมวน คิดเป็นลดลง 35.75% &amp;nbsp;แต่ยังสูงกว่าประมาณการ ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 1.47 พันล้านมวน หรือคิดเป็น 8.68 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่มูลค่าการจำหน่ายบุหรี่ในปีงบประมาณ 2561 มีรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่กว่า 5.64 &amp;nbsp;หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2560 ซึ่งมีรายได้ 7.54 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 1.89 หมื่นล้านบาท หรือลดลง 25.15 % แต่ยังสูงกว่าประมาณการปีงบประมาณ 2561 &amp;nbsp;จำนวน 4.37 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 8.4 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในปีงบประมาณ 2561 ยสท. ยังคงมีกำไรสุทธิจำนวน 908 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าจะประสบภาวะขาดทุน แต่เนื่องจากมูลค่าการจำหน่ายสามารถทำได้สูงกว่า 8.4 % และ ยสท.พยายามควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายและการบริหารได้ในระดับดี รวมถึงการรักษาต้นทุนวัตถุดิบ และมียอดการจำหน่ายเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังสามารถจำหน่ายใบยาสูบได้จำนวนหนึ่ง จึงทำให้ยังมีกำไร 908 ล้านบาท แต่หากเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิในปีงบประมาณ2560 ซึ่งมีกำไร 9.34 พันล้านบาท พบว่า กำไรลดลงถึง 8.43 พันล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น 90.23 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ผลจากการที่บุหรี่ต่างชาติมีการปรับราคาใกล้เคียงบุหรี่ไทย ทำให้มีผู้สูบบุหรี่จำนวนหนึ่งหันไปบริโภคบุหรี่ต่างประเทศแทน ส่งผลให้ยอดจำหน่ายบุหรี่ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในปีงบประมาณ2561 ส่วนแบ่งทางการตลาดของบุหรี่ ยสท. ลดลงจาก 79.06% ในปีงบประมาณ 2560 ลดลงเหลือ 59.62%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28357</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย, ภาษีใหม่ฉุดยอดขายร่วง 50%, ยสท.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28257</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์อมควันกระอัก! &quot;ยสท.&quot; ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ขึ้นราคาบุหรี่อีก 33 บาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ. 2562 น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้อำนวยการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ ยสท. มีแผนขึ้นราคาบุหรี่อีกหลายชนิด เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ ที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ซองราคาไม่เกิน 60 บาท จาก 20%เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 โดยเบื้องต้นจะขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาท ซึ่งมีอยู่ 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด เป็นซองละ 93 บาท หรือขึ้นซองละ 33 บาท ส่วนบุหรี่ที่ขายเกินซองละ 90 บาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขยับราคาขึ้นไปด้วย ซึ่งอาจเป็นซองละหลักร้อยบาทก็ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขึ้นราคาเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ยสท. ต้องการมีกำไรเยอะ แต่ต้องปรับ เพราะภาษีสรรพสามิตใหม่คิดคำนวณจากราคาปลีก เมื่อมีการขึ้นภาษีมากถึง 1 เท่าตัว &amp;nbsp;ยสท. ก็ต้องขยับราคาตามไม่เช่นนั้นก็จะขาดทุน โดยกำไรจากภาษีปัจจุบันตกอยู่ซองละ 10 สตางค์เศษๆ &amp;nbsp;แต่ถ้าขึ้นราคาตามภาษีใหม่กำไร ก็ใกล้เคียงกับของเดิมไม่ได้ต่างกันมากนัก อย่างไรก็ตามระหว่างนี้หากรัฐบาลมีการชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40% ออกไปก่อน ก็ยังจะขายราคาเดิมได้ไม่ต้องปรับขึ้นราคา&amp;rdquo; น.ส. ดาวน้อย กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ในปีนี้ ยสท. ยังมีแผนปรับการตลาดใหม่ เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่จากต่างประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการออกบุหรี่ใหม่อีก 1 ยี่ห้อ ขายซองละ 55 บาท ซึ่งเป็นบุหรี่ที่ราคาถูกที่สุดของ ยสท. เพื่อมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่สูง และกลุ่มผู้สูบที่ต้องการบุหรี่สูตรเย็นจัด เพื่อใช้แข่งขันทำตลาดกับบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งมีการลดราคาออกมาแข่งในช่วงก่อนหน้านี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ยสท. ยังพิจารณาขยายตลาดยาเส้นเพิ่มเติม โดยจะมีการผลิตออกมาอีกหลายยี่ห้อ เพราะผลสำรวจพบว่านับตั้งแต่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ได้ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้ไม่สูง หรือกลุ่มชาวบ้านตามต่างจังหวัด เลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบยาเส้นเพิ่ม เพราะมีราคาถูกกว่าบุหรี่มาก เช่น บุหรี่ซองละ 60 บาท แต่ยาเส้นขายเพียง 10-15 บาท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเป้าหมายผลดำเนินงานในปี 2562 &amp;nbsp;ยสท. คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านมวน ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว และมีกำไรอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ลดลงจากปีนี้ที่กำไร 900 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 20 เท่าตัว เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งในปี 2560 ยสท. เคยมีกำไรสูงถึง 9.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ดาวน้อย กล่าวอีกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลช่วยทบทวนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมดีขึ้น เห็นได้จากการจัดเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง แต่คนสูบหันไปสูบยาเส้นที่ภาษีต่ำกว่าแทน รวมถึงยังมีบุหรี่หนีภาษีลักลอบนำเข้าจากนอกประเทศมาขายมากขึ้น เนื่องจากราคาขายในไทยสูงกว่าต่างชาติมาก จึงมีแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำเข้ามาขายเพิ่ม และที่สำคัญเมื่อการบริโภคบุหรี่ลดลงก็จะมีผลต่อการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบในอนาคตอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุธี ชวชาติ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ เปิดเผยว่า ที่ประชุมตัวแทนภาคีเครือข่ายฯ มีมติให้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้เลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นี้ไปก่อน ซึ่งควรจะเลื่อนการขึ้นภาษีก่อนมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อไม่ให้ชาวไร่ได้รับผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ รวมถึงยังเตรียมยื่นสรุปผลการประชุมฯ ให้แก่พรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเลื่อนการขึ้นภาษีออกไป สำหรับดูแลปากท้องชาวไร่ยาสูบอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ตัวแทนยาสูบทั่วประเทศเห็นพ้องว่า หากขึ้นภาษีบุหรี่40% อาจทำให้ชาวไร่ยาสูบต้องสูญสิ้นอาชีพสุจริตนี้ไป เพราะจากการขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งล่าสุดเมื่อปี 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบรายได้หายไป 230 ล้านบาทในฤดูกาลปลูกปี 2561/62 เนื่องจากถูกลดโควตาการรับซื้อใบยาลงเฉลี่ย 50% แม้รัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการมีมติ ครม.อนุมัติงบกลางวงเงิน 159 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ของชาวไร่ยาสูบที่ถูกตัดโควตา แต่ก็เป็นการช่วยเหลือสำหรับฤดูกาลปลูกเดียวเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ เปิดเผยว่า ยอมรับว่าการคิดอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. นี้ จะมีผลทำให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศทุกรายต้องขยับราคาขายปลีกบุหรี่ที่ไม่เกินซองละ 60 บาทเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 90 บาท &amp;nbsp;เพราะหากไม่มีการขยับราคาตามภาษีที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2562 ที่ประชุมอุตสาหกรรมยาสูบ ครั้งที่ 2 มีมติขอให้รัฐบาลมีการปรับแผนการขึ้นอัตรภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจน เพื่อลดผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ โดยแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น คือ การปรับราคาจุดตัดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 20% จาก 60 บาท เป็น 70 บาท และยังคงอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบสองอัตราที่ 20% และ 40% ต่อไป เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมบุหรี่ รวมทั้งยังขอให้รัฐบาลเลื่อนการเก็บภาษีด้านมูลค่าแบบอัตราเดียวที่ 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 ออกไปอีก เพื่อให้ชาวไร่ยาสูบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมีระยะเวลาในการปรับตัวมากขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแผนระยะยาว เสนอให้มีการพิจารณาขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่า จาก 20% แบบขั้นบันได คือ เพิ่มทีละ 5% เพื่อให้อุตสาหกรรมยาสูบสามารถปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% โดยจะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 นั้น จะมีผลทำให้ราคาบุหรี่ทั้งของในและต่างประเทศ ที่ปัจจุบันขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท ต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีดังกล่าว แม้ว่าก่อนหน้านี้ทั้ง ยสท. ผู้ประกอบการบุหรี่ต่างประเทศ และเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวน โดยขยายเวลาการประกาศใช้อัตราภาษีสรรพสามิต ที่คิดตามมูลค่าที่ 40% ออกไปก่อน เนื่องจากส่งผลกระทบกับภาพรวมอุตสาหกรรมอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า การเก็บภาษีอัตราใหม่ยังคงเดินหน้าตามกฎหมายใหม่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอัตราภาษีใหม่เริ่มใช้มาตั้งแต่ 16 ก.ย. 2560 โดยอัตราภาษีสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท จะคิดตามปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% ขณะที่บุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาทขึ้นไป จะคิดภาษีตามมูลค่าที่ 40%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 การเก็บภาษีบุหรี่ทั้งที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และราคาเกินซองละ 60 บาทจะมีการคิดอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมดที่ 40% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาออกไปแต่อย่างใด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28257</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมสรรพสามิต, การยาสูบแห่งประเทศไทย, การเก็บภาษียาสูบ 40%, ขึ้นราคาบุหรี่ 33 บาท, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ภาษียาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c57051d31b05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>28234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขี้ยาอ่วม!บุหรี่ขึ้น30บาท/ซอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สิงห์อมควันกระอัก! &amp;quot;บุหรี่&amp;rdquo; ซอง 60 บาท ปรับพรวดใกล้ 100 บาท ยสท.แจงมี 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด ขึ้นจาก 60 บาทเป็น 93 บาท ชี้ผลภาษีอัตราใหม่ &amp;nbsp;ส่วนบุหรี่เกินซองละ 90 บาทเตรียมขยับตาม &amp;ldquo;เครือข่ายชาวไร่ยาสูบ&amp;rdquo; จี้รัฐทบทวนก่อนพาอาชีพพัง &amp;ldquo;อธิบดีสรรพสามิต&amp;rdquo; ย้ำเดินหน้า ขึ้นราคาเป็นไปตามกลไกตลาด!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 ยสท.มีแผนขึ้นราคาบุหรี่หลายชนิดเพื่อให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ที่จะขึ้นภาษีบุหรี่ซองราคาไม่เกิน 60 บาท จาก 20% เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค.2562 โดยเบื้องต้นจะขึ้นราคาบุหรี่ที่ขายซองละ 60 บาท ซึ่งมีอยู่ 5 ยี่ห้อ 10 ชนิด เป็นซองละ 93 บาท หรือขึ้นซองละ 33 บาท ส่วนบุหรี่ที่ขายเกินซองละ 90 บาท ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาจะขยับราคาขึ้นไปด้วย ซึ่งอาจเป็นซองละหลักร้อยบาทก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การขึ้นราคาเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะ ยสท.ต้องการกำไรเยอะ แต่ต้องปรับเพราะภาษีสรรพสามิตใหม่คิดคำนวณจากราคาปลีก เมื่อมีการขึ้นภาษีมากถึง 1 เท่าตัว &amp;nbsp;ยสท.ก็ต้องขยับราคาตาม ไม่เช่นนั้นก็จะขาดทุน โดยกำไรจากภาษีปัจจุบันตกอยู่ซองละ 10 สตางค์เศษ แต่ถ้าขึ้นราคาตามภาษีใหม่กำไรก็ใกล้เคียงกับของเดิม ไม่ได้ต่างกันมากนัก แต่หากรัฐบาลชะลอการขึ้นภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 40% ออกไปก่อน ยสท.ก็จะขายราคาเดิมไม่ขึ้นราคา&amp;rdquo; น.ส.ดาวน้อยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในปีนี้ ยสท.ยังมีแผนปรับการตลาดใหม่ เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตและจำหน่ายบุหรี่จากต่างประเทศมากขึ้น โดยล่าสุดเมื่อเดือน ม.ค. ได้ออกบุหรี่ใหม่อีก 1 ยี่ห้อ ขายซองละ 55 บาท ซึ่งราคาถูกที่สุดของ ยสท. เพื่อมาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อไม่สูง และกลุ่มผู้สูบที่ต้องการบุหรี่สูตรเย็นจัด เพื่อใช้แข่งขันทำตลาดกับบุหรี่ต่างประเทศ ซึ่งลดราคาออกมาแข่งในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งยังพิจารณาขยายตลาดยาเส้นเพิ่มเติม โดยจะผลิตออกมาอีกหลายยี่ห้อ เพราะผลสำรวจพบว่านับตั้งแต่รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ ได้ทำให้กลุ่มคนรายได้ไม่สูง หรือกลุ่มชาวบ้านตามต่างจังหวัดเลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบยาเส้นเพิ่ม เพราะมีราคาถูกกว่าบุหรี่มาก เช่น บุหรี่ซองละ 60 บาท แต่ยาเส้นขายเพียง 10-15 บาท &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ดาวน้อยกล่าวอีกว่า ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลทบทวนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ เพราะที่ผ่านมาพบว่าไม่ได้ทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมดีขึ้น เห็นได้จากการจัดเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ของกรมสรรพสามิตไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทำให้คนสูบบุหรี่ลดลง แต่คนหันไปสูบยาเส้นที่ภาษีต่ำกว่าแทน รวมถึงยังมีบุหรี่หนีภาษีลักลอบนำเข้าขายมากขึ้น เนื่องจากราคาขายในไทยสูงกว่าต่างชาติมาก จึงมีแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบ และที่สำคัญ เมื่อการบริโภคบุหรี่ลดลง ก็จะมีผลต่อการรับซื้อใบยาจากชาวไร่ยาสูบในอนาคตอีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเป้าหมายผลดำเนินงานในปี 2562 &amp;nbsp;ยสท. คาดว่าจะผลิตและจำหน่ายได้ประมาณ 1.9 หมื่นล้านมวนใกล้เคียงปี 2561 และกำไรอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ลดลงจากปี 261 ที่กำไร 900 ล้านบาท ซึ่งลดลงกว่า 20 เท่าตัว เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ซึ่งในปี 2560 ยสท.เคยกำไรสูงถึง 9.8 พันล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากผู้นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศยอมรับว่า การคิดอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าที่ 40% ที่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค. จะส่งผลทำให้ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศทุกรายต้องขยับราคาขายปลีกบุหรี่ที่ไม่เกินซองละ 60 บาท เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็น 90 บาท &amp;nbsp;เพราะหากไม่ขยับราคาตามภาษีที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการก็จะได้รับผลกระทบทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุธี ชวชาติ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ กล่าวว่า ที่ประชุมตัวแทนภาคีเครือข่ายมีมติให้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลให้เลื่อนการขึ้นภาษีบุหรี่ตามมูลค่าเป็น 40% ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค.นี้ไปก่อน ซึ่งควรเลื่อนการขึ้นภาษีก่อนเลือกตั้งใหม่ เพื่อไม่ให้ชาวไร่ได้รับผลกระทบ รวมถึงเตรียมยื่นสรุปผลการประชุมให้แก่พรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง เพื่อผลักดันนโยบายเลื่อนการขึ้นภาษีเพื่อดูแลปากท้องชาวไร่ยาสูบอย่างจริงจัง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;หากขึ้นภาษีบุหรี่ 40% อาจทำให้ชาวไร่ยาสูบต้องสูญสิ้นอาชีพสุจริตนี้ไป เพราะการขึ้นภาษีสรรพสามิตเมื่อปี 2560 ทำให้ชาวไร่ยาสูบรายได้หายไป 230 ล้านบาท ในฤดูกาลปลูกปี 2561/62 เนื่องจากถูกลดโควตาการรับซื้อใบยาลงเฉลี่ย 50% แม้รัฐบาลจะแก้ปัญหาระยะสั้นด้วยการมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางวงเงิน 159 ล้านบาท เพื่อชดเชยการสูญเสียรายได้ชาวไร่ยาสูบที่ถูกตัดโควตา แต่ก็เป็นการช่วยฤดูกาลปลูกเดียวเท่านั้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2562 ที่ประชุมอุตสาหกรรมยาสูบครั้งที่ 2 มีมติขอให้รัฐบาลปรับแผนการขึ้นอัตรภาษีสรรพสามิตที่ชัดเจน เพื่อลดผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยาสูบ โดยแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น คือ ปรับราคาจุดตัดอัตราภาษีตามมูลค่าที่ 20% จาก 60 บาท เป็น 70 บาท และยังคงอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่าแบบสองอัตราที่ 20% และ 40% ต่อไป เพื่อลดการแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมบุหรี่ รวมทั้งยังขอให้รัฐบาลเลื่อนการเก็บภาษีด้านมูลค่าแบบอัตราเดียวที่ 40% ในวันที่ 1 ต.ค.2562 ออกไปอีก เพื่อให้ชาวไร่ยาสูบ ผู้ประกอบการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม มีระยะเวลาในการปรับตัวมากขึ้น ส่วนแผนระยะยาว เสนอให้พิจารณาขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ตามมูลค่า จาก 20% แบบขั้นบันได คือเพิ่มทีละ 5% เพื่อให้อุตสาหกรรมยาสูบปรับตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิตยืนยันว่า การเก็บภาษีอัตราใหม่ยังคงเดินหน้าตามกฎหมายใหม่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยอัตราภาษีใหม่เริ่มใช้มาตั้งแต่ 16 ก.ย.2560 โดยอัตราภาษีสำหรับบุหรี่ที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท จะคิดตามปริมาณ อยู่ที่ 1.20 บาทต่อมวน และตามมูลค่า 20% ขณะที่บุหรี่ที่ราคาเกินซองละ 60 บาทขึ้นไป จะคิดภาษีตามมูลค่าที่ 40% แต่ในวันที่ 1 ต.ค.2562 การเก็บภาษีบุหรี่ทั้งที่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และราคาเกินซองละ 60 บาท จะคิดอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวกันทั้งหมดที่ 40% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือขยายเวลาออกไปแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ข้อเสนอให้ขยายเวลาอัตราภาษีคงเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องออกเป็นประกาศกระทรวง ที่ต้องเสนอเข้า ครม. ซึ่งถ้ามาพิจารณาตอนนี้คงไม่ทัน เพราะอยู่ในช่วงต้องเตรียมการเลือกตั้ง ดังนั้นหากผู้ประกอบการจะมีการปรับราคา ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไก&amp;quot; นายพชรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/28234</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, พชร อนันตศิลป์, สุธี ชวชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190203/image_big_5c5704bce4009.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18760</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขี้ยากระอัก!ขึ้นภาษี2บ. บุหรี่นอกพรวด30/ซอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขี้ยากระอัก! คลังไฟเขียวเพิ่มภาษีบุหรี่ซองละ 2 บาท อุดหนุนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เล็งชง ครม. 2 ต.ค. &amp;ldquo;ยสท.&amp;rdquo; ลั่นผลักภาระผู้บริโภคแน่ บุหรี่นอกโวยปรับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 50% ขยับ 30 บาท!
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า &amp;nbsp;กระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยงานบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีสาระสำคัญให้เก็บเงินจากผลิตภัณฑ์บุหรี่อีกซองละ 2 บาท เพื่อให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งเป็นเงินปีละประมาณ 3 พันล้านบาท เนื่องจากเงินที่ได้สนับสนุนจากงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ จึงต้องหาแหล่งเงินเพิ่มเติม กระทรวงการคลังและกระทรวงสาธารณสุขจึงยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ล่าสุด สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และส่งความเห็นกลับมาภายในวันที่ 1 ต.ค.2561 คาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันอังคารที่ 2 ต.ค.2561
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้ทำประชาพิจารณ์ พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งมีคนไม่เห็นด้วยจำนวนมาก โดยเฉพาะประเด็นให้เก็บเงินสมทบจากสินค้าบุหรี่ 2 บาทเข้ากองทุนเพียงประเภทเดียว ไม่รวมสินค้าบาปอื่นๆ &amp;nbsp;อาทิ สุรา เบียร์ และยาเส้น เหมือนกองทุนอื่นที่ตั้งขึ้นก่อนหน้านี้ ที่จะใช้ภาษีบาปทั้งกลุ่ม&amp;rdquo; แหล่งข่าวกล่าวและว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ยืนยันให้เก็บเงินแต่ภาษีบุหรี่เพียงประเภทเดียว เพราะกระทรวงการคลังเห็นชอบ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิตชี้ว่า หากเก็บเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพ ควรเก็บภาษีบาปทั้งหมด แต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นผู้ยกร่างกฎหมายให้กับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะกระทบกับผู้ประกอบการบุหรี่อย่างรุนแรง เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกซองละ 2 บาททันที โดยเฉพาะการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ที่หลังจากเริ่มใช้อัตราภาษีบุหรี่ใหม่ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2560 ทำให้ยอดขายลดจาก 80% เหลือ 60% จากที่เคยกำไรซองละ 7 บาท เหลือกำไรซองละไม่ถึง 1 บาท หากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกซองละ 2 บาท จะทำให้ขาดทุนจากการจำหน่ายบุหรี่จำนวนมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา ยสท.เคยทำกำไรในปี 2560 ได้ 9 พันล้านบาท คาดว่าจะเหลือไม่ถึง 1 พันล้านบาทในปี 2561 และจะขาดทุนในปี 2562 แน่นอน ซึ่งจะกระทบถึงชาวไร่ยาสูบ เพราะที่ผ่านมา ยสท.ลดปริมาณการรับซื้อใบยาสูบฤดูกาลล่าสุดเหลือ 50% แล้ว หากต้นทุนเพิ่มขึ้นอีกจะทำให้ยอดขายลด ก็จะกระทบกับซื้อใบยาสูบจากชาวไร่เพิ่ม&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการ ยสท. ยอมรับว่า หาก ครม.เห็นชอบกฎหมายดังกล่าว ยสท.จะผลักภาระส่วนนี้ไปให้ผู้บริโภคทั้งหมด คือ ขึ้นราคาบุหรี่อีกซองละไม่ต่ำกว่า 2 บาท เนื่องจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่ ทำให้ยาสูบมีกำไรจากการขายบุหรี่แค่ซองละ 10 สตางค์เท่านั้น ถ้าไม่ปรับราคาขึ้น โรงงานยาสูบก็จะขาดทุน และขายบุหรี่ไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แหล่งข่าวจาก ยสท.กล่าวว่า ปัจจุบันภาษีบุหรี่เก็บตามมูลค่ามวนละ 1.20 บาท และตามราคา 20% สำหรับบุหรี่ราคาไม่เกินซองละ 60 บาท และ 40% สำหรับบุหรี่ที่เกิน 60 บาท โดยในวันที่ 1 ต.ค.2562 จะเก็บอัตรา 40% ทุกราคา ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงการคลังแจ้งอย่างไม่เป็นทางการให้ ยสท.รับทราบ จะเลื่อนการปรับขึ้นออกไปอีก 2 ปี หรือในวันที่ 1 ต.ค.2564 แต่หากเก็บภาษีเข้ากองทุนประกันสุขภาพอีกซองละ 2 บาท ผลกระทบก็ไม่ได้ต่างอะไรกับขึ้นภาษีบุหรี่เป็น 40% ทุกราคา ทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบุหรี่ตั้งต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรายงานข่าวจากบริษัทนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศระบุว่า หากปรับภาษีบุหรี่ คงไม่สามารถเก็บเพิ่มแค่ 2 บาทได้ เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างภาษีบุหรี่กำหนดให้บุหรี่ที่ราคาไม่เกิน 60 บาท คิดภาษี 20% และมากกว่า 60 บาท คิดภาษี 40% โดยราคาบุหรี่ที่ 60 บาท หากเก็บเพิ่ม 2 บาท จะทำให้ต้องเสียภาษี 40% ทันที ทำให้ราคาบุหรี่เดิมที่ 60 บาท ขยับเป็นไม่ต่ำกว่า 90 บาทต่อซองหรือเพิ่มขึ้นกว่า 50%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18760</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180930/image_big_5bb0dd7bce52a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 16:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยาสูบแจงยิบย้ายโรงงานใหม่ยันงบมาจากรายได้ของหน่วยงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กยท. เต้นแจงยิบย้ายโรงงานใหม่ เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิต ไม่ได้เพิ่มปริมาณการผลิต ชี้ตลาดนักสูบไทย-โลกเล็กลงต่อเนื่องทุกปี ยืนยันชัดงบก่อสร้างมาจากรายได้และกำไรตัวเอง ไม่ใช่งบประมาณแผ่นดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่ารัฐบาลทุ่มงบประมาณ 4 พันล้านบาท สร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ เพื่อขยายฐานการผลิต จนทำให้มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นดังกล่าว ว่า การย้ายโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิต จากเดิมที่ตั้งอยู่บริเวณคลองเตย จำนวน 3 โรงงาน ไปรวมเป็นหนึ่งโรงงาน ที่โรงงานผลิตยาสูบ 6 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพื้นที่โรงงานยาสูบเดิมที่คลองเตยนั้น ได้ทูลเกล้าถวายฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 จำนวนเกือบ 500 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นสวนน้ำและสวนป่าใจกลางเมืองให้กับคนกรุงเทพฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทยอยย้ายเครื่องจักรและพนักงานไปปฏิบัติงานที่โรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ โดยคาดว่าจะย้ายครบทั้งหมดภายในปี 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ยืนยันว่าการย้ายโรงงานยาสูบแห่งใหม่นี้ เป็นเพียงการย้ายฐานการผลิตเท่านั้น ไม่ได้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างที่มีการวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด &amp;nbsp;โดยสถานการณ์ผู้สูบบุหรี่ในตลาดโลกมีค่าเฉลี่ยลดลงปีละ 4% สำหรับประเทศไทย มีค่าเฉลี่ยลดลงมากกว่า 10% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ยอดผู้สูบบุหรี่ถูกกฎหมายปัจจุบันมีไม่ถึง 3 หมื่นล้านมวน ถือได้ว่าตลาดบุหรี่มีขนาดเล็กลงมาก&amp;rdquo; นางสาวดาวน้อย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ วงเงิน 4 พันล้านบาทนั้น งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่งบประมาณใหม่ แต่เป็นงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่ในอดีต และไม่ใช่งบประมาณของแผ่นดิน แต่เป็นงบประมาณจากรายได้และกำไรของ กยท. เอง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16551</URL_LINK>
                <HASHTAG>กยท., ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย, สวนอุตสาหกรรมโรจนะ, โรงงานยาสูบแห่งใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2018 11:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2018 11:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยสท.หนุนชาวไร่ปลูกกัญชงแทนยาสูบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยาสูบหนุนชาวไร่ปลูกต้นกัญชงและกัญชา หากกฎหมายอนุมัติ แก้ปัญหาปริมาณใบยาสูบล้นตลาด

น.ส.ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์ ผู้ว่าการการยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยว่า ยสท.เตรียมขยายธุรกิจมากขึ้นเพื่อชดเชยรายจากการขายยาสูบที่หายไปจากโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ รวมทั้งช่วยเหลือชาวไร่ใบยาที่ได้รับกระทบ โดยส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทนใบยาสูบ เบื้องต้นคาดว่าจะสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกัญชงและกัญชา หากพืชทั้ง 2 ชนิดนี้ ได้รับการปลดออกจากพืชควบคุมตามกฎหมาย

&amp;nbsp;&amp;ldquo;ในเบื้องต้นคาดว่ากัญชงจะถูกถอดออกจากพืชควบคุมก่อน ซึ่งขณะนี้ ยสท.ได้หารือกับหลายประเทศที่มีการทำอุตสาหกรรมต่อยอดจากต้นกัญชง ซึ่งหาก ยสท.ต้องมาทำธุรกิจดังกล่าว ก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกใบยาว่ามีผู้รับซื้อแน่นอน&amp;rdquo; น.ส.ดาวน้อย กล่าว

ทั้งนี้ ต้นและใบกัญชง สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ทั้ง เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ยานยนต์ สิ่งทอ และพลังงาน ซึ่ง ยสท.อยู่ระหว่างการศึกษาทั้งระบบอุตสาหกรรม และในเดือน ก.ย. เตรียมไปหารือกับบริษัทที่พัฒนาผลิตภัณฑ์จากกัญชง ซึ่งสามารถแปรรูปทำได้ถึง 27 ผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริม คอลลาเจน ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะรับซื้อกัญชงจาก ยสท.หรือไม่&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16235</URL_LINK>
                <HASHTAG>กัญชา, การยาสูบแห่งประเทศไทย, ดาวน้อย สุทธินิภาพันธ์, ยสท., เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180304/image_big_5a9b7ea58c346.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
