<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>110882</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 20:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2021 07:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธนา โพธิกำจร”พร้อมนำทัพกสิกรไลน์   ชูนวัตกรรมดิจิทัลแบงกิ้งตอบโจทย์ลูกค้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คงต้องยอมรับว่า &amp;ldquo;ธนา &amp;nbsp;โพธิกำจร&amp;rdquo; หรือ ทอมมี่ &amp;nbsp; นับเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ด้านดิจิทัลแบงกิ้งมานานกว่า 8 ปี โดยเริ่มงานที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ก่อนตัดสินใจเข้ารับตำแหน่ง CEO ที่บริษัท กสิกรไลน์ จำกัด &amp;nbsp;หรือ LINE BK &amp;quot;การเข้ามารับงานที่ LINE BK &amp;nbsp;ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย ผมอยากมาทำเรื่องการเงินให้มันง่าย และเป็นการเงินที่ไม่ได้มาจากไปแบงก์แล้ว แต่มันอยู่บน Platform อย่าง LINE เมื่อโอกาสเข้ามาผมเอาเลย เพราะที่ผ่านมาผมทำการเงินในรูปแบบเดิมๆ ผ่านช่องทางแบงก์มานานพอแล้ว อยากมาทำบน Platform ใหญ่ อย่าง LINE ที่อยากมาทำเรื่องการเงินให้คนไทยให้มันง่ายขึ้น และได้จับมือกับแบงก์กสิกรไทย ก็เลยเป็น LINE BK ผู้ให้บริการ Social Banking รายแรกของเมืองไทย&amp;quot; ธนาเริ่มเล่า &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสไตล์การบริหารของทอมมี่คือ การรับฟัง ฟังเยอะ และซิงก์ (Sync) เยอะ สั่งน้อยๆ เพราะเขาเชื่อว่าถ้าหากมีทีมที่ดี เพียงแค่เปิดใจรับฟัง พยายามทำให้ทีมเข้าใจถึงเป้าหมายเดียวกัน ทำให้ทีมรู้ว่าบริษัทต้องไปทางไหน ที่เหลือ คือหน้าที่ที่ตัวเองต้องทำ คือเป็นผู้เชียร์ให้ทีมไปทางเป้าหมายเดียวกัน รับฟังและแก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกันกับทีมนั่นเอง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแบรนด์ LNE BK บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด มีความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์การให้บริการทางการเงินของธนาคารกสิกรไทยผนวกกับ LINE ซึ่งเป็นโซเชียลแพลตฟอร์มอันดับ 1 ในไทยที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้กว่า 44 ล้านคนมาต่อยอด เพื่อพัฒนาบริการทางการเงินรูปแบบใหม่บนแพลตฟอร์ม LNE ซึ่งจะสามารถให้บริการทางการเงินได้อย่างครบวงจร ได้แก่ บริการบัญชีเงินฝาก บริการออมดอกพิเศษ บริการบัตรเดบิต บริการวงเงินให้ยืม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แน่นอนว่าจะไม่หยุดพัฒนาบริการให้กับลูกค้า ล่าสุดกับความร่วมมือของค่ายมือถืออย่างดีแทค ภายใต้แคมเปญ &amp;ldquo;ใจดี มีวงเงินให้ยืม&amp;rdquo; ด้วยการนำบริการวงเงินให้ยืม (Credit Line) ของ LINE BK มาเสนอให้กับกลุ่มลูกค้าดีแทค ในรูปแบบบริการสินเชื่อแบบดิจิทัลที่สามารถสมัครและรับการอนุมัติผ่านออนไลน์ ตัดความยุ่งยากจากการอนุมัติสินเชื่อโดยปกติทั่วไป ทำให้กู้ยืมได้ง่ายและเกณฑ์การอนุมัติจะผ่อนคลายมากกว่าเมื่อเทียบกับการให้กู้ยืมแบบเดิมอีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธนากล่าวว่า LINE BK เข้าใจความต้องการสินเชื่อของคนไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมช่วยคนไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นผ่านสมาร์ทโฟน ตอกย้ำ &amp;ldquo;เรื่องเงิน เรื่องง่าย ใน LINE BK&amp;rdquo; จุดเด่นของบริการ ใจดี มีวงเงิน อยู่ที่สมัครใช้งานง่าย ทำให้สามารถขยายฐานสินเชื่อไปยังคนกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าดีแทคที่ใช้มือถืออยู่แล้ว มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อฉุกเฉินก้อนนี้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ตามที่ผู้กู้ต้องการได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ด้วยระบบที่มีความปลอดภัยสูง ใช้งานง่าย และสามารถเลือกการเบิกถอนเงินสดตามที่ลูกค้าสะดวกได้เลย ตอบโจทย์ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 โดยไม่จำเป็นต้องไปกู้ยืมหนี้นอกระบบที่อันตราย ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยและลูกค้าดีแทคที่กำลังต้องการสินเชื่อ ได้รับรู้ข้อมูลและเข้าถึงสินเชื่อแบบถูกกฎหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ตอนนี้ LINE BK เปิดให้บริการประมาณช่วงปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังจะครบ 1 ปี เราก็คงต้องหาช่องทางหรือวิธีการต่างๆ ให้สะดวกหรือง่ายยิ่งขึ้นต่อไป รวมถึงการหาพันธมิตรเพิ่มทั้งในและนอกกลุ่มไลน์ เพื่อสร้างช่องทางที่ง่ายและสะดวกให้กับลูกค้าต่อไป แต่ช่วงเวลานี้อาจจะไม่ใช่ช่วงที่ดีนักในการขยายอะไรออกไปมากๆ เนื่องจากสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวย จึงต้องมองถึงช่องทางในการดูแลและช่วยเหลือลูกค้าเพิ่มขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะเดียวกันระยะยาวบริษัทจะขยายให้บริการทางการเงินรูปแบบอื่นๆ เช่น ประกัน และกองทุน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าผู้ใช้งาน โดยเน้นจุดเด่นสำคัญคือ การให้บริการที่เข้าถึงง่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง พร้อมที่จะพัฒนานำเสนอนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ทางการเงินให้กับผู้ใช้งานทุกราย ควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยให้กับลูกค้า LINE BK ที่มีขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลผู้ใช้อย่างเป็นระบบ ด้วยการป้องกันและรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น มั่นใจได้ว่าลูกค้าจะได้รับการดูแลด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนากล่าวทิ้งท้ายว่า LINE BK สนับสนุนให้คนไทยเข้าถึงสินเชื่อถูกกฎหมาย โดยยังมีบริการสินเชื่อรายย่อยเพื่อผู้ประกอบอาชีพ (Nano Finance) &amp;ldquo;วงเงินให้ยืมนาโน LINE BK&amp;rdquo; ที่ออกแบบมารองรับความต้องการทางการเงินสำหรับเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก และผู้มีเงินเดือนเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจสำหรับคนค้าขาย เจ้าของกิจการ และพนักงานรายได้ประจำที่ต้องการทำอาชีพเสริม โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันในการสมัคร คิดอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าต่อไป.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110882</URL_LINK>
                <HASHTAG>LINE BK, กสิกร ไลน์, ดิจิทัล, ธนา  โพธิกำจร, ประกัน, ใจดี มีวงเงินให้ยืม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210723/image_big_60fabc5f0ccbb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96481</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2021 15:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2021 15:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดึงเทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธุรกิจ ณ วันนี้ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในรอบปีที่ผ่านมา ทำให้มีผลต่อความต้องการแบบใหม่ๆ ของผู้บริโภคเกิดขึ้น ดังนั้นการทำงานในยุคดิจิทัลและการพัฒนาบุคลากรให้สามารถรู้เท่าทัน และเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้มากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำมาปรับใช้ในการต่อยอดทักษะการให้บริการ ตลอดจนเสริมทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง นายพงษ์ภาณุ ดำรงศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่จากค่าย บมจ.กรุงไทยพานิชประกันภัย หรือ KPI เปิดเผยว่า เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันและก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายของรัฐบาล เคพีไอ ได้นำเทคโนโลยีใหม่มาพัฒนาเพื่อปรับใช้กับระบบการทำงานในแต่ละขั้นตอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การเก็บข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อให้สะดวกรวดเร็วในการให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการจัดการข้อมูลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อยอดทางธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพิ่มความแม่นยำ และการลดขั้นตอนการทำงานของพนักงาน เพื่อมอบบริการที่น่าประทับใจให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด เช่น การพัฒนาระบบรับแจ้งอุบัติเหตุแบบศูนย์รวม และสามารถดูข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ตั้งแต่การรับแจ้งอุบัติเหตุการสำรวจภัย การประเมินราคา การตรวจสอบอะไหล่และการจัดซ่อม โดยข้อมูลในฐานข้อมูลทั้งหมดจะเชื่อมต่ออยู่บนฐานข้อมูลเดียวกันทั้งหมด ซึ่งทำให้ง่ายต่อการให้บริการลูกค้า และสามารถจัดการการเคลมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยระบบใหม่นี้จะพร้อมใช้งานในเดือนพฤษภาคม 2564 ที่จะถึงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า บริษัทได้เดินหน้าต่อยอดธุรกิจในปี 2564 วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ เน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากร พัฒนาแผนผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมผสานเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้ปรับเข้ากับการทำงานในยุคดิจิทัล เพื่อนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าแต่ละคนและช่วงวัยได้อย่างครอบคลุม เคพีไอชูสามกลยุทธ์ปรับแนวคิดการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้าโต 2 เท่าภายในปี 2567&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ล่าสุด เคพีไอได้ปรับรูปแบบการออกผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าในยุคปัจจุบัน โดยเน้นเรื่องความต้องการแบบเฉพาะ อาทิ การคิดค้นผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจ SME Online ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย อย่าง &amp;ldquo;แผนประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 แบบพิเศษ รุ่นใหญ่ ใจเก๋า&amp;rdquo; เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงวัยมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
และพร้อมที่จะออกไปใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น เพราะแผนประกันภัยรถยนต์ &amp;ldquo;รุ่นใหญ่ ใจเก๋า&amp;rdquo; พร้อมดูแลด้วยบริการเสริมพิเศษ ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ การโจรกรรมทรัพย์สิน บริการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ Telemedicine และบริการเสริมพิเศษอื่นๆ อาทิ บริการรถยกฉุกเฉิน บริการรถพยาบาลนำส่งผู้ขับขี่สูงวัยจากจุดเกิดเหตุถึงโรงพยาบาล บริการขับรถรับ-ส่งอู่ซ่อมตามประสงค์ ฯลฯ นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป จากการนำระบบหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในการทำงานเกี่ยวกับไซเบอร์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกันรถยนต์โต
นางโสภา กาญจนรินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร &amp;nbsp;บมจ.ฟอลคอนประกันภัย กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2563 ที่ผ่านมา ฟอลคอนประกันภัยมีเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 2,564 ล้านบาท เติบโตสูงกว่า 16% โดยสูงกว่าภาพรวมของตลาดประกันวินาศภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้เติบโตเพียง 2.5-3.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เบี้ยประกันภัยรถยนต์เติบโตสูงที่สุดกว่า 53% รองลงมาเป็นเบี้ยประกันภัยทรัพย์สิน เติบโต 19% ประกันภัยเบ็ดเตล็ด เติบโต 17% ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ เติบโต 11% การเติบโตของปี 2563 ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์องค์กร และเสริมทีมงานในส่วนประกันภัยรถยนต์ และประกันอุบัติเหตุและสุขภาพที่มีศักยภาพ&amp;quot;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางโสภา กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางโสภา กล่าวอีกว่า สำหรับปี 2564 ฟอลคอนยังคงเน้นกลยุทธ์การเติบโตแบบมั่นคง การให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าและคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง และมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจแบบโปร่งใสและมีจรรยาบรรณ โดยตั้งเป้าการเติบโตของปี 2564 อีก 15% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัยรับประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นเบี้ยประกันภัยรถยนต์ 1,500 ล้านบาท หรือประมาณ 50% เบี้ยประกันภัยจากกลุ่มธุรกิจองค์กร 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 35% และเบี้ยประกันภัยจากกลุ่มอุบัติเหตุและสุขภาพ 500 ล้านบาท หรือประมาณ 15%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายฐานลูกค้ารายย่อยด้านประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ ลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กร และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเร่งพัฒนาระบบงานขายและงานบริการโดยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการ อาทิ การนำ AI มาใช้ในกระบวนการพิจารณาสินไหม การใช้ AI ในการพิจารณารับประกันภัย และการใช้ AI ในการช่วยวิเคราะห์ Portfolio เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซื้อประกันผ่านดิจิทัลพุ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานว่า บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น หรือ TQM ว่า ในปี 2564 คาด TQM จะมีกำไรสุทธิราว 833 ล้านบาท โต 18.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ตามประมาณการเดิม หนุนด้วยอานิสงส์บวกจากการฟื้นตัวของเบี้ยประกันภัยตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประกันยานยนต์ที่มีทิศทางเติบโตตามยอดขายยานยนต์ในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่ายังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากลูกค้ามีแนวโน้มที่จะซื้อประกันผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มมากขึ้น และคาดหมายว่าบริษัทจะหันมาใช้กลยุทธ์ Cross Selling เชิงรุกกับฐานลูกค้าบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผนึกเคาน์เตอร์เซอร์วิส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมพจน์ เจียมพานทอง รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.วิริยะประกันภัย กล่าวว่า วิริยะประกันภัยจับมือเคาน์เตอร์เซอร์วิส ตอบแทนลูกค้าที่ไว้วางใจให้เราได้ดูแลในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ด้วยการแถมฟรีประกันภัยแพ้วัคซีนโควิด-19 คุ้มครองสูงสุด 300,000 บาทให้แก่ลูกค้าเก่าที่ได้รับข้อความแจ้งต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยโควิด ชีลด์ หรือประกันภัยโควิด โปรเทค และมาต่ออายุที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขา หรือบนเว็บไซต์เคาน์เตอร์เซอร์วิส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันภัย หรือ MTI เปิดเผยว่า ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้ตอบโจทย์ผู้หญิงโดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้หญิงไทยทุกคนหมดกังวลกับเรื่องจุกจิก สามารถดำเนินชีวิตไปยังเป้าหมายได้อย่างไร้กังวล ตามคอนเซ็ปต์ &amp;quot;Drive Her Passion เพราะผู้หญิงเป็นอะไรได้มากกว่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดประกันภัยรถยนต์ 2+ Care / 3+ Care ประกันภัยรถยนต์คุ้มค่า ที่มาพร้อมกับบริการเสริมแบบจัดเต็ม ทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน รถใช้ระหว่างรอซ่อม บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน เงินชดเชยปลอบขวัญกรณีรถชน (สูงสุด 3 ครั้ง/ปี) ความคุ้มครองกรณีโจรกรรมทรัพย์สินภายในรถยนต์ (สูงสุด 10,000 บาท/ปี) และชดเชยเงินปลอบขวัญ/หลักทรัพย์ประกันตัว คุ้มครองอายุรถถึง 20 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมขนโปรโมชั่นสุดพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัยรถยนต์ 2+ Care / 3+ Care (เฉพาะช่องทาง MTI Connect) รับสิทธิประโยชน์จัดเต็ม 3 ต่อ ดังนี้ ต่อที่ 1 รับ e-coupon เติมน้ำมันมูลค่า 1,000 บาท ต่อที่ 2 รับสิทธิ์ผ่อนเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต 0% สูงสุด 10 เดือน ตั้งแต่วันนี้-31 มีนาคม 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน บมจ.แอ๊ดวานซ์ ไลฟ์ ประกันชีวิต เปิดตัวช่องทางการขายใหม่ Internet Sales เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ชื่นชอบการซื้อสินค้าด้วยตัวเอง สามารถซื้อประกันชีวิตผ่านช่องทางออนไลน์ www.alife.co.th ไม่ว่าเวลาไหนก็สามารถซื้อแบบประกันคุ้มๆ ได้ด้วยตัวเอง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96481</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงไทยพานิชประกันภัย, ดิจิทัล, ประกัน, พงษ์ภาณุ ดำรงศิริ กรรมการ, เคาน์เตอร์เซอร์วิส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210318/image_big_60530efd907db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 05:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MOU 4 หน่วยงานพัฒนาต้นแบบนวัตกรรมข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MOU 4 หน่วยงาน สนอ. สพร. สวน. สสส. บริการข้อมูลดิจิทัลพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กทุกคน พัฒนาต้นแบบนวัตกรรมบริการข้อมูลดิจิทัลไร้ตะเข็บ ยกระดับคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง กทม.เขตปกครองพิเศษมีครบทั้งศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. รพ.ของ กทม.พร้อมปักหมุดนำร่อง &amp;ldquo;ลาดกระบัง&amp;rdquo; อ่านข้อมูลได้ปลายเดือน ต.ค.ก่อนขยายผลครอบคลุมทุกเขตใน กทม. พบปัญหาเด็ก กทม. 1 ใน 6 ตั้งแต่วัยแรกเกิด-17 ปี ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กในชุมชนร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) สำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การพัฒนาต้นแบบบริการร่วมระหว่างหน่วยบริการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชน และครอบครัวด้วยดิจิทัล (Seamless Transaction Services)&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2563 เพื่อส่งเสริม&amp;nbsp; &amp;nbsp;และสนับสนุนพัฒนาประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการร่วม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นต้นแบบบริการทางสังคมด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เด็ก เยาวชนและครอบครัวต่อเนื่องตลอดช่วงวัย และการพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปีแรกจะมีชานชาลาหรือการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ร่วมและส่งต่อบริการร่วมกันของ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่ม ผู้ให้บริการจากศูนย์บริการสาธารณสุข 45 ชุมชนร่มเกล้า คุณครูจากศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียน 2.กลุ่มผู้รับบริการที่เป็นเด็กเยาวชน&amp;nbsp; และครอบครัว และ 3.คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับเขต คณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ที่เป็นกลไกร่วมจัดบริการ ซึ่งจะพัฒนาเป็นต้นแบบนวัตกรรมระบบดิจิทัลของเขตลาดกระบัง กทม. และทดสอบการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ครอบคลุมทุกเขตต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คนส่วนใหญ่มองว่า เด็กเมืองกรุงได้รับสิทธิ์และโอกาสมากกว่า หรืออยู่ในระดับดี เพราะเป็นเด็กในเมือง แท้จริงแล้ว...กรุงเทพมหานครรับภาระกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางยิ่งกว่าเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่นๆ จากการสำรวจพบเกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ เด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกาย นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการจัดการร่วม จะสามารถเป็นจุดสำคัญอย่างยิ่งในงานพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างเป็นองค์รวมในพื้นที่ กทม.ได้ โครงการนำร่องที่เขตลาดกระบัง (ธนะสิทธิ์ เมธพันธ์เมือง ผอ.เขตลาดกระบัง) เพ็ญศรี สงวนสิงห์ ผู้จัดการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) ในฐานะผู้จัดการโครงการเปิดประเด็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนำร่องศูนย์เด็กเล็ก รร.ในสังกัด กทม. (สอนระดับอนุบาล-ประถมปีที่ 6) เขตลาดกระบังอยู่ในความดูแลของ ผอ.เขตลาดกระบัง เด็กส่วนใหญ่เรียนต่อที่ รร.สมิทธิ์รัตนโกสินทร์ สังกัด รร.สพฐ. เนื่องจากเขตลาดกระบังมีพื้นที่ชุมชนร่มเกล้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรม ครอบครัวอยู่ในละแวกนี้ พ่อแม่ส่งเด็กเรียนหนังสืออยู่ในละแวกเดียวกัน แต่เดิมจะมีโครงการนำร่องอีกแห่งหนึ่งที่เขตทวีวัฒนา แต่เมื่อสำรวจแล้วพื้นที่ทวีวัฒนาเป็นช่วงรอยต่อ จ.นครปฐม เด็กจากนครปฐมและนนทบุรีจะเข้ามาเรียนใน รร.เขตทวีวัฒนา ส่วนเด็กในเขตทวีวัฒนาอยู่ในชุมชนครอบครัวชนชั้นกลาง เช้าออกจากบ้านไปกับพ่อแม่เพื่อเข้าไปเรียนในเมือง ประชากรในเขตทวีวัฒนาจึงมีความซับซ้อนในการทำข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.ชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีโรงเรียนในสังกัด 300 แห่ง มีนักเรียนกว่า 2 แสนคน มีศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสังกัด กทม.ใน 50 เขต 298 ศูนย์ มีเด็ก 25,975 คน มีเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวที่เปราะบางในพื้นที่จำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานผลการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในเขตกรุงเทพมหานคร จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับองค์การยูนิเซฟ พบว่า เกือบ 1 ใน 6 (ร้อยละ 15.8) ของเด็กอายุ 0-17 ปี ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อและแม่ ในชุมชนของกรุงเทพมหานครมีเด็กที่กำพร้าพ่อหรือแม่ หรือทั้งพ่อและแม่ ร้อยละ 3.6 และร้อยละ 0.4 ที่พ่อหรือแม่อย่างน้อย 1 คน อาศัยอยู่ต่างประเทศ และเด็กอายุ 1-14 ปี ในชุมชนของกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 73.1 ถูกอบรมด้วยการทำร้ายจิตใจหรือร่างกายในช่วง 1 เดือนก่อนการสำรวจ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับทีมผู้ให้บริการในพื้นที่เขตลาดกระบังพบว่า เด็กและเยาวชนเกือบร้อยละ 50 ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ซึ่งครอบครัวเป็นเหตุปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรม และทำให้เด็กและเยาวชนเผชิญกับภาวะวิกฤติ ซึ่งส่งผลเป็นวงจรต่อเนื่องกัน วงจรเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางกับดักสู่ความยากจน การทบทวนสถานการณ์ที่บ่งชี้ของครอบครัวเปราะบางพบว่า คือ 1.ด้านเศรษฐกิจครัวเรือน 2.ด้านโครงสร้าง/สัมพันธภาพและการเลี้ยงดูในครอบครัว 3.ด้านการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย 4.ด้านสถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ของครอบครัวเปราะบาง 1.) เศรษฐกิจครัวเรือน รายได้ครัวเรือนน้อยกว่า 1 แสนบาท/ปี ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง มั่นคง ต้องย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยบ่อยๆ ที่อยู่อาศัยชั่วคราว ไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัย 2.) โครงสร้างและสัมพันธภาพการเลี้ยงดูในครอบครัว อยู่กับพ่อหรือแม่เลี้ยงเดี่ยว อยู่กับปู่ย่าตายาย 2.ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง คนในครอบครัว 3.การเลี้ยงดูอย่างไม่ถูกวิธี มีการทอดทิ้งเด็ก 4.มีการทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรงในครอบครัว 3.) การเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ไม่รู้ว่าตนเองมีสิทธิ์อะไรบ้าง ในแต่ละสถานการณ์ของชีวิต เข้าไม่ถึงบริการ-สวัสดิการที่จำเป็นกับภาวะความเปราะบาง/ความเจ็บป่วย ไม่ได้รับบริการและสวัสดิการ 4.) สถานะสุขภาพและสังคมของสมาชิกในครอบครัว เป็นบุคคลทุพพลภาพ (พิการ) เจ็บป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา มีประวัติอาชญากรรม ติดสารเสพติด (ยาเสพติด ติดเหล้า)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวบ่งชี้ลักษณะครอบครัวเปราะบาง จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งของภาคส่วนต่างๆ ที่มีพันธกิจในการจัดบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชน ซึ่งมีหลากหลายมิติและแยกส่วนกันจนไม่อาจบูรณาการการจัดบริการที่ครอบคลุมต่อเนื่องตลอดช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์การพลิกผันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย การเกิดของเด็กน้อยลงและถ้าขาดคุณภาพก็จะเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในสากลหรือนานาประเทศให้การยอมรับแล้วว่า การลงทุนพัฒนาเด็กและเยาวชนเป็นหนทางรอดที่คุ้มค่าและมีประสิทธิผล ดังนั้นโครงการพัฒนาด้านการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันขององค์กร (Shared Services) ให้เป็นต้นแบบบริการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก เยาวชน และครอบครัว จึงมีเป้าหมายในระยะ 3 ปี คือ การพัฒนารูปแบบการจัดบริการร่วมข้ามภาพส่วน (Trans-disciplinary Social Service) ให้จัดวางเป็นชานชาลา/แพลตฟอร์ม (platform) ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กและเยาวชนที่เข้าถึงเด็กและครอบครัวเปราะบาง พร้อมไปกับการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนอย่างมีประสิทธิผล ด้วยการปรับใช้วิทยาการข้อมูลข่าวสารดิจิทัล จนสามารถนำรูปแบบไปทดสอบขยายผลให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ กทม. ในระยะแรกเริ่ม 1 ปี ที่เริ่มในเดือน พ.ค.2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรอบการพัฒนารูปแบบ Prototype การจัดบริการร่วมเชิงรุกเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนในครอบครัวเปราะบางแบบไร้ตะเข็บ (Seamless Shared Services) ดังนั้นต้นแบบบริการไร้ตะเข็บด้วยนวัตกรรมดิจิทัลด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (ไทย-เยอรมัน) จึงเป็นการพลิกโฉมบริการที่เคยแยกส่วนกันให้เกิดเป็นองค์รวม สามารถดูแลต่อเนื่องตลอดช่วงวัย ตั้งแต่ฝากครรภ์ เด็กแรกเกิด เข้าสู่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กอนุบาล เด็กและเยาวชนในวัยเรียน จนถึงวัยรุ่นอันเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพตามวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 20 ปี และตามวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;มหานครสุขภาพดี ทุกชีวีแข็งแรง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า การออกแบบในการจัดวางบริการแบบใช้ร่วมกัน &amp;ldquo;Shared-Service&amp;rdquo; ก็คือการทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ร่วมกันจากทรัพยากรเทคโนโลยี และการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และต่อยอดขยายเป็น Open Data กับทาง กทม.และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิ์ของเด็กและเยาวชน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับภาครัฐ (GovTech) ไปสู่ความเป็นรัฐบาลดิจิทัลต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สสส. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาต้นแบบระบบการบริหารงานแบบใช้ร่วมกันของหน่วยงานที่ทำหน้าที่จัดบริการ (Shared Service) ทางสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ และการคุ้มครองสิทธิ์เด็ก เยาวชน และครอบครัวเปราะบาง นับเป็นการทำงานเชิงรุกกับเหตุปัจจัยต้นน้ำก่อนที่เด็กและเยาวชนจะเกิดปัญหาหรือวิกฤติในชีวิต ในขณะเดียวกันก็มีระบบดูแลช่วยเหลือส่งต่อเด็กและเยาวชนที่ตกอยู่ในภาวะวิกฤติด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา สสส.ได้ดำเนินโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของ กทม. 3 แห่ง คือ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนแป้นรักษา และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กพิทักษา โดยสนับสนุนการพัฒนารูปแบบการดูแลเด็กปฐมวัยของศูนย์ เครื่องมือสำหรับพัฒนาคุณภาพศูนย์ และพัฒนาสมรรถนะอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก ดังนั้นคาดหวังว่าผลงานนี้จะช่วยอุดช่องว่างการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน และครอบครัว เพราะมุ่งให้ทุกฝ่ายทำงานบนข้อมูลชุดเดียวกันของผู้ใช้บริการแบบไร้รอยต่อ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเก็บข้อมูลเริ่มตั้งแต่มารดามีครรภ์เข้าไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาล มีการบันทึกข้อมูลทั้งหมด การคลอดที่ผิดปกติ พัฒนาการของเด็ก การฉีดวัคซีนครบหรือไม่ ข้อมูลเด็กในมิติสุขภาพ การศึกษา พัฒนาการ สวัสดิการ ถูกบันทึกอยู่ใน platform เมื่อเข้าไปเรียนในศูนย์เด็กเล็ก เข้า รร.อนุบาล ครูสามารถเข้ามาอ่านข้อมูลได้โดยไม่ต้องให้เด็กเข้ามากรอกข้อมูล เรียกได้ว่าเป็นสมุดประจำตัวเด็ก เป็น Data ต้นแบบ จึงเป็นเรื่องท้าทายของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็ก มาคุยและสร้างข้อตกลงร่วมกันในการจัดทำข้อมูล ใครจะเป็นผู้เก็บข้อมูลกลางเหล่านี้ ในเบื้องต้นพ่อแม่เด็กควรจะเป็นผู้เก็บข้อมูลในช่วงที่เด็กยังเล็กอยู่ ต่อไปมีการกำหนดสิทธิ์มอบให้หน่วยงานใดเป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกันเรายังมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูล เจ้าของข้อมูลมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาตให้เปิดเผยในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลตอบโจทย์ในเรื่องฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โครงการนี้นำร่องในพื้นที่ กทม. สำนักงานเขตลาดกระบัง และจังหวัดที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกับ กทม.เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลจะได้ไม่เป็นปัญหา กรณีที่เด็กเกิดในกรุงเทพฯ แต่ถูกส่งไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงในต่างจังหวัด เมื่อโตขึ้นกลับมาเรียนหนังสือที่ กทม. ขณะนี้เริ่มมีการพูดคุยกับกรมกิจการเด็กและสตรี กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการทดสอบระบบ ที่ผ่านมานั้นมีปัญหาช่องว่างในการพัฒนาเด็ก หน่วยงานต่างคนต่างทำ ต่างฝ่ายต่างก็ถือข้อมูลของตัวเอง ยังไม่มีเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อข้อมูลเข้าด้วยกันเพื่อจะศึกษาร่วมกัน จะเห็นได้ว่าถ้าใช้ EXCEL แต่เป็นคนละรุ่นก็ยังมีปัญหาในการเชื่อมต่อข้อมูล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเมื่อเราอยากเห็นการพัฒนาเด็กให้ดี แต่เทคโนโลยียังไม่ตอบโจทย์ ก็ต้องใช้ฐานข้อมูลของกระทรวงต่างๆ มาเชื่อมโยงกันให้ได้ โดยมีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักเป็นตัวเชื่อม แม้จะใช้กันคนละโปรแกรม แต่เรามีดิจิทัลเทคโนโลยีที่จะแก้โจทย์เหล่านี้ได้ ก็ต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก กทม.เป็นหน่วยงานปกครองพิเศษที่มีครบวงจรทุกเรื่อง พร้อมที่จะปักหมุดนำร่องที่ กทม. เนื่องจากมีทั้งศูนย์เด็กเล็ก กทม. โรงเรียนในสังกัดหน่วยงาน กทม. โรงพยาบาลของ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวคิดเรื่องสุขภาวะของ สสส.และ กทม.ไปในทิศทางเดียวกัน อยู่ดีมีสุข ไม่ใช่แต่การไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่มีคุณภาพชีวิตที่ดี กทม.มองถึงระบบการศึกษา ชุมชน การดูแลสุขภาพแบบไหนเพื่อเด็กจะได้เติบโตอยู่ดีมีสุข ไม่ถูกละเมิดสิทธิ์ ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเมื่อประสบปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธรรมรักษ์ การพิศิษฏ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย (สวน.) กล่าวว่า ต้นแบบนี้ใช้เป็นพื้นที่เสริมศักยภาพการเรียนรู้ (Empower) ผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และกลไกคณะกรรมการคุณภาพชีวิตระดับเขต (พชข.) และคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ให้มีความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านระบบงานแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบงานแบบดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราต้องการพัฒนาตัวเด็กให้อยู่ดีมีสุข สุขภาวะขึ้นอยู่กับมิติเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นเยาวชนที่มีสุขภาวะที่ดี ไม่เพียงดูเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วยเพียงอย่างเดียว เจาะลึกไปถึงพ่อแม่มีอาชีพอะไร ระบบการศึกษา สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กเป็นอย่างไร โจทย์สำคัญก็คือเราอยากเห็นเด็กมีสุขภาวะที่ดีอย่างไร อยากเห็นหน่วยงานทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็กมองเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นข้อมูลนี้จึงเป็น Big Data รู้ทุกมิติที่หน่วยงานทุกฝ่ายจะนำไปใช้ในการวางแผนงานได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพเยาวชนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2562 ภาพรวมดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกของไทยอยู่อันดับที่ 40 ใน 141 ประเทศ แต่การพัฒนาทุนมนุษย์ด้านทักษะยังอยู่ต่ำกว่า โดยอยู่ที่อันดับ 73 ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะเท่าทันในศตวรรษที่ 21 มีสุขภาพที่ดี มีคุณธรรมและจิตสำนึก มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ทักษะทางสังคมและการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเป็นเงื่อนไขและปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนพัฒนาเด็กและเยาวชนฉบับที่ 2 (พ.ศ.2560-2564) มียุทธศาสตร์ 5 ด้านเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้คือ เด็กและเยาวชนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีพัฒนาการเหมาะสมตามช่วงวัย เป็นพลเมืองสร้างสรรค์และมีส่วนร่วมในฐานะภาคีที่มีพลังในกระบวนการพัฒนาภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การพัฒนาวัยรุ่นและเยาวชนไทยมีประเด็นความท้าทายที่ต้องพิจารณาหลายเรื่อง จากการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาเยาวชนของกลุ่มประเทศอาเซียน ปี 2560 ค่าดัชนีของไทยถูกจัดอันดับที่ 8 จาก 10 ประเทศ โดยเฉพาะด้านที่ยังต้องปรับปรุงคือเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี และการมีส่วนรวมทางสังคมของเยาวชนในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 1 คือประเทศสิงคโปร์ อันดับ 2 ประเทศบรูไน อันดับ 3 ประเทศมาเลเซีย อันดับ 4 ประเทศเวียดนาม อันดับ 5 ประเทศเมียนมา อันดับ 6 ประเทศฟิลิปปินส์ อันดับ 7 ประเทศอินโดนีเซีย อันดับ 8 ประเทศไทย อันดับ 9 ประเทศกัมพูชา อันดับ 10 ประเทศลาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทในการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต กำหนดแผนย่อยในการพัฒนาคนในช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น มีตัวชี้วัดคะแนนความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาทักษะ (skills) ของทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index GCI) ของ World Economic Forum (WEF) ประเทศไทยจากอันดับที่ 66 ในปี 2561 ขยับลงไปเป็นอันดับที่ 73 จาก 141 ประเทศ ชี้ให้เห็นว่าศักยภาพของวัยรุ่นและเยาวชนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในวัยเรียนมีปัญหา และเรื่องที่ประเทศต้องให้ความสำคัญคือ การสร้างโอกาสและพัฒนาความเสมอภาคทางการศึกษาให้แก่ประชากรวัยเรียนทุกกลุ่มในประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับและเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์และคุณภาพประชากรของประเทศได้ในระยะยาว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลอ้างอิงจากหนังสือสุขภาพคนไทย 2563.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79301</URL_LINK>
                <HASHTAG>MOU, กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ดิจิทัล, ต้นแบบนวัตกรรม, วัยเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f76d7f4e92ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59458</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2020 14:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2020 13:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>CAT ร่วมมือ MEA ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมสู่การพัฒนาธุรกิจดิจิทัลและ 5G</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ร่วมกับ พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ลงนามในบันทึกความเข้าใจการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ณ ห้องประชุม 808 ชั้น 8 อาคารสำนักงานใหญ่ CAT ถนนแจ้งวัฒนะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;MEA และ CAT ได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ โดยจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำไปให้ผู้ประกอบการใช้ประกอบกิจการโทรคมนาคม และประกอบกิจการอื่นในพื้นที่เขตความรับผิดชอบของ MEA ซึ่งนับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศ ช่วยลดการลงทุนซ้ำซ้อน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาคุณภาพบริการได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้บริการได้ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่มีศักยภาพในด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่เมืองมหานครของประเทศไทย และมีความพร้อมตอบสนองนโยบายภาครัฐ ด้วยการมุ่งมั่นพัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะให้สามารถรองรับต่อการเติบโตของเมืองในอนาคต ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด โดย MEA พร้อมสนับสนุนข้อมูลด้านระบบจำหน่ายไฟฟ้า ข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) มาตรฐานการติดตั้งอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้า และระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อใช้ประกอบการจัดทำผลการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมระบบการให้บริการแก่ผู้ใช้ไฟฟ้าให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคธุรกิจ และประชาชนในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พันเอก สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ CAT เปิดเผยว่า &amp;ldquo;ปัจจุบัน CAT มีเสาโทรคมนาคมกว่า 20,000 ต้น ที่พร้อมสำหรับให้ผู้ประกอบการได้ใช้งาน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนและยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนในการจัดสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อพัฒนาต่อยอดไปสู่เทคโนโลยีดิจิทัลและ 5G ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากความร่วมมือกับ MEA แล้ว CAT ยังจะร่วมกับพันธมิตรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่ต้องจัดหาเพิ่มเติมเพื่อลดภาระการลงทุน และสร้างรายได้เพิ่มจากการให้ผู้ให้บริการรายอื่นเช่าใช้โครงสร้างพื้นฐานทั้งในส่วนของเสาโทรคมนาคมและไฟเบอร์ (Passive Infrastructure Sharing) รวมถึงร่วมกับพันธมิตรธุรกิจหรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่น เพื่อให้การลงทุนจัดให้มีบริการ 4G/5G เกิดประสิทธิภาพและประหยัดสูงสุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59458</URL_LINK>
                <HASHTAG>5G, CAT, การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA, กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, ดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200311/image_big_5e688c42b4e4e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26323</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/01/2019 19:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 08:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>9เทรนด์การตลาดรับปี2562</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
9เทรนด์การตลาดรับปี2562(อีโคโฟกัส)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากผู้ประกอบการสรุปผลการดำเนินธุรกิจของตนเองในปี 2561 เรียบร้อยแล้ว คงมีหลายแห่งกำลังติดตามว่าแนวโน้มว่าในปี 2562 จะเป็นอย่างไร สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) หรือ AMF และสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จัดทำรายงานพิเศษหัวข้อ &amp;ldquo; 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 &amp;ldquo; เป็นการจับความเคลื่อนไหว และการเปลี่ยนแปลงของการตลาดในภูมิภาค ผนวกกับการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญของสมาคมการตลาดจากประเทศสมาชิกในเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย เป็นองค์กรระดับภูมิภาค และเป็นเครือข่ายของสมาคมการตลาดในเอเชีย ที่มีภารกิจสำคัญในการมุ่งพัฒนาเครือข่ายให้เข้มแข็ง และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาคมการตลาดในแถบภูมิภาคเอเชีย อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจ เศรษฐกิจ และสังคมในประเทศสมาชิก อันประกอบด้วย ประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ ไต้หวัน มองโกเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย เมียนมา&amp;nbsp;กัมพูชา เวียดนาม ศรีลังกา และ บังคลาเทศ โดย 9 แนวโน้มการตลาดแห่งเอเชียที่น่าจับตามองในปี 2562 มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ฟินเทค (Fintech) นวัตกรรมด้านการเงินที่จุดกระแสความเปลี่ยนแปลงให้ธนาคารต่างๆ เริ่มปรับตัว ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมๆ เมื่อผู้บริโภคก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ การทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลทั่วไปได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และช่องทางก็เพิ่มมากขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงมีการปรับตัวเพื่อตอบรับความต้องการหลายด้าน อาทิ ด้านการให้บริการต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มการชำระเงินออนไลน์ที่คล่องตัว และตรงความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ออมนิ แชนแนล (OMNI Channel) &amp;nbsp;การเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายคืออนาคตของค้าปลีก ในโลกที่ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ การขายผ่านช่องทางเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ในปีที่ผ่านมาเราจะได้ยินคำว่าการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายหรือออมนิแชนแนล และโลกใหม่ของการค้าปลีกอยู่บ่อยครั้ง จะเห็นตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทั่วทุกภูมิภาค ผู้เล่นรายใหญ่ในโลกค้าปลีกแบบออนไลน์ เริ่มให้ความสำคัญกับร้านค้าออฟไลน์ และเริ่มขยายสู่โลกของการเชื่อมต่อทุกช่องทางการขายมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเติบโตของธุรกิจชำระเงินแบบดิจิทัล และความเปลี่ยนแปลงในโลกทางการเงินแบบดั้งเดิม ด้วยการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในโลกอีคอมเมิร์ซ ทำให้การชำระเงินแบบดิจิทัลเป็นช่องทางการจ่ายเงินที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ และนี่ก็เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมการให้บริการทางการเงิน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของ ปัญญาประดิษฐ์ และการพัฒนาไปเป็นความอัจฉริยะแบบลูกผสม จะกลายมาเป็นเครื่องมือที่มีบทบาทสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระดับบุคคล เพราะเครื่องมือ AI สามารถช่วยรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลของลูกค้าเข้าด้วยกัน พร้อมวิเคราะห์เพื่อนำผลลัพธ์มาปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าและสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งผ่านการตลาดเชิงประสบการณ์ โดยเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถสร้างความผูกพันกับลูกค้าในระดับบุคคล ไม่เพียงเฉพาะกับจำนวนลูกค้าในกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้นเท่านั้น แต่ในความถี่ที่สูงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามการนำเทคโนโลยีที่กล่าวมาข้างต้นนี้มาใช้อย่างแพร่หลาย ควรคำนึงถึงความประเด็นความเหมาะสมทางด้านมนุษย์และจริยธรรมด้วยเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. เทรนด์ใหม่ของผู้ประกอบการภายในทางออกแบบ Win &amp;ndash; Win ในโลกธุรกิจยุคใหม่ เมื่อใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการ พนักงานและผู้บริหารจากองค์กรต่างๆ ที่มีความสามารถสูง เริ่มลาออกเพื่อไปตามความฝันในการเริ่มต้นกิจการของตัวเอง ทำให้องค์กรขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ส่วนผู้ที่ลาออกไปเริ่มต้นกิจการ ก็ไม่ใช่จะประสบความสำเร็จเสมอไป จะเห็นได้จากจำนวนบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จนั้นเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก และส่วนใหญ่ พวกเขามักมีปัญหาในการขยายธุรกิจ องค์กรหลายๆ แห่งเริ่มส่งเสริมให้พนักงานพัฒนาตัวเองเป็นผู้ประกอบการภายใน ที่มีความพร้อมและเต็มใจที่จะปฏิบัติงาน เสมือนตนเป็นเจ้าของกิจการอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. การใช้เทคโนโลยีโดรนเป็นเครื่องมือทางการตลาดและสื่อโฆษณา ปัจจุบันนี้โดรนทำให้การสร้างวีดีโอมาร์เก็ตติ้งสวยๆ นั้นไม่เกินเอื้อมอีกต่อไป จะได้เห็นภาพถ่ายทางอากาศสวยๆ ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ มุมกล้องแปลกใหม่ในหนังภาพยนตร์ฟอร์มเล็ก หรือภาพสวยๆ ที่บรรดาบล็อกเกอร์ใช้โดรนในการถ่ายทำ และที่มากกว่านั้น คือ ในบางประเทศยังสามารถใช้โดรนเป็นสื่อโฆษณาที่ใช้นำเสนอแบนเนอร์ หรือฉายข้อความดิจิทัลบนแลนด์มาร์ค สถานที่สำคัญ ต่างๆ ได้อีกด้วย เป็นการเปิดมุมมองความสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้กับโลกการตลาดทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;7. ความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ 24/7 ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติทั้งแบบใช้เงินสดและไม่ใช้เงินสด ทั้งแบบที่ขายสินค้าพื้นฐานอย่างน้ำผลไม้สด ไปจนถึงอาหารสดชั้นดีอย่างเนื้อปลาแซลมอนในแพ็คสูญญากาศกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในสิงคโปร์ ข้อดีของตู้หยอดเหรียญคือ เป็นการทำงานแบบไม่ต้องใช้คนขาย เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เปิดทุกวัน และเสนอทางเลือกชำระเงินที่หลากหลาย อีกทั้งยังกลายเป็นพื้นที่สื่อโฆษณากลางแจ้งราคาย่อมเยา ที่เป็นทางเลือกใหม่ๆ ในการทำโฆษณาแบบสื่อนอกบ้าน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8. ความนิยมที่เพิ่มขึ้น ของธุรกิจที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม ในยุคที่ลูกค้าได้รับการเชื่อมต่อและรับรู้ข่าวสารทางโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะตัดสินใจโดยใช้ความรู้สึกเป็นตัวนำ แต่ในโลกของธุรกิจขนาดใหญ่นั้นยากที่แบรนด์จะสามารถสร้างความรู้สึกผูกพันกับลูกค้า ดังนั้นเพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง ธุรกิจจำนวนมากต่างหันมาใช้ความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีในการดึงดูดลูกค้า ซึ่งวิธีการก็มีหลากหลาย ตั้งแต่การระดมทุนหรือการให้การสนับสนุนสำหรับโครงการเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ 9. การทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสมาร์ทโฮม เมื่อเทคโนโลยียุคใหม่มีการพัฒนามากขึ้น อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่ จะมีการพัฒนาเสริมด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะทำให้อุปกรณ์ทุกชิ้นในบ้าน สามารถช่วยตรวจสอบพฤติกรรมการบริโภค และช่วยเตือนเจ้าของบ้านโดยอัตโนมัติให้สั่งซื้อสินค้าที่คงเหลือน้อย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อของตามร้านขายของชำแบบดั้งเดิมจะเปลี่ยนไป ด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบบูรณาการโดยตรงกับซัพพลายเออร์ การชำระเงินดิจิทัล และการจัดส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการสำคัญคือ นักการตลาดจะต้องเข้าใจถึงความสำคัญของการตลาดยุคใหม่ที่เน้นการเชื่อมต่อกับลูกค้าในระดับบุคคล ในยุคนี้ แบรนด์ที่นำเสนอเพียงแค่สินค้าและบริการจะไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ความเข้าใจและการให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกค้าจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการตลาดและการทำธุรกิจในภาพรวม
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26323</URL_LINK>
                <HASHTAG>การตลาด, ดิจิทัล, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย, เอเชีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c3886ade5c27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาดิจิทัลเพื่อการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการพัฒนาอาชีพและอุตสาหกรรมต่างๆ ให้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งในด้านวิชาชีพและอุตสาหกรรม สภาวิชาชีพเหล่านั้นยังเป็นกลไกอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รัฐสามารถใช้อาชีพและอุตสาหกรรมต่างๆ ในการพัฒนาของประเทศ เฉกเช่น สภาอุตสาหกรรม หอการค้า สภาทนายความ แพทย์สภาสมาคมธนาคาร และสภาหรือสมาคมอาชีพอื่นๆ อีกมากมาย เช่น วิศวกรรม สถาปนิก นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น สภาและสภาคมเหล่านี้นอกจากพวกเขาจะพัฒนาอาชีพและอุตสาหกรรมของพวกเขาแล้ว พวกเขายังมีส่วนช่วยรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอีกด้วย ดังนั้นภาครัฐและภาคเอกชนในอุตสาหกรรมและวิชาชีพต่างๆ จะต้องช่วยกันคิดว่า เพื่อการพัฒนาประเทศให้รุดหน้าประเทศไทยควรจะมีสภาหรือสมาคมวิชาชีพอะไรบ้างที่จะทำให้สภาหรือสมาคมเหล่านั้นมีส่วนในการพัฒนาประเทศ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเรามองดูบริบทของโลกและของประเทศที่เราใช้ชื่อยุคชื่อสมัยว่าเป็นยุค 4.0 เราก็จะเห็นได้ว่าโลกทั้งโลกเป็นโลก 4.0 ที่ก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ประชาชนทั้งโลกต่างก็เป็นพลเมืองของประเทศดิจิทัล (Natives of Digital Nation) กันทั้งนั้น ประเทศไทยเองก็วางยุทธศาสตร์เป็นประเทศไทย 4.0 ที่เดินหน้าด้วย ICT (Innovation, Creativity, และ Technology) คือนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยี สำหรับเทคโนโลยีนั้นคงหนีไม่พ้นเทคโนโลยีด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่ว่าการทำงาน การจัดการ การดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิต จนเกิดวลีที่ว่า Digital Disruption คือการที่เทคโนโลยีด้านดิจิทัลได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนทั้งโลก ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างต้องหายไปเพราะความล้าสมัยและใช้งานได้ไม่ดีเท่ากับเทคโนโลยีของดิจิทัล เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วทุกภาคส่วนของประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัล คือจะต้อง &amp;ldquo;มีใช้ให้ทันสมัย&amp;rdquo; และเมื่อมีใช้แล้วจะต้อง &amp;ldquo;ใช้ให้เป็น&amp;rdquo; และเมื่อมีใช้และใช้เป็นแล้ว จะต้อง &amp;ldquo;ใช้ให้ดี ใช้ให้เป็นประโยชน์&amp;rdquo; อย่านำเอาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ไปใช้ในทางผิดๆ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางในการที่จะพัฒนาความเจริญก้าวหน้าด้านดิจิทัลนั้นคงจะไม่แตกต่างจากการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของอาชีพและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะต้องมีสภาหรือสมาคมที่จะมีคณะกรรมการในการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของวิชาชีพ ทั้งในส่วนที่จะต้องดูแลกันเอง แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน ตลอดจนการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลและหน่วยงานราชการในการกำกับดูและและส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัลให้ได้ประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ ในปัจจุบันนี้หลายๆ ประเทศในโลกเขามีสภาดิจิทัลกันแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มี แต่เราจำเป็นจะต้องมี ดังนั้นรัฐบาล หน่วยงานของรัฐที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมดิจิทัล และผู้ประกอบการใหญ่น้อยทั้งหลายในอุตสาหกรรมดิจิทัลจะต้องมาร่วมกันพิจารณาอย่างจริงจังที่จะต้องทำให้ประเทศไทยมีสภาดิจิทัล เพื่อที่จะให้สภาทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าของอุตสาหกรรมดิจิทัล ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาความเจริญก้าวหน้าและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศไทยบนเวทีโลก และการดำเนินการก่อตั้งสภาดิจิทัลนั้นจะต้องทำอย่างเร่งด่วน มิฉะนั้นแล้วประเทศไทยเราคงก้าวไม่ทันหลายประเทศในโลกที่เขามีสภาดิจิทัลกันแล้ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อประเทศไทยมีสภาดิจิทัลบุคลากรที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลก็จะได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถ (Competency) ในระดับที่จะทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในเวทีโลก พวกเขาจะมีส่วนช่วยทำให้อุตสาหกรรมดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งนี้เพราะประเทศไทยจะต้องดำเนินธุรกิจในลักษณะของเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) และสังคมไทยก็จะต้องเป็นสังคมดิจิทัล (Digital Society) ที่คนไทยมีเทคโนโลยีดิจิทัลใช้กันอย่างถ้วนหน้า มีความสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็น และมีหลักธรรมาภิบาลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่โลกยุค 4.0 เป็นยุคของความเชื่อมโยงในระดับโลกาภิวัตน์ (Global Connectivity) การมีสภาดิจิทัลก็จะทำให้ประเทศไทยทั้งรัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อกับผู้อื่นในเครือข่ายระดับโลกาภิวัตน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การที่จะทำให้สภาดิจิทัลเป็นองค์กรในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ จำเป็นจะต้องมีการตรากฎหมายรองรับสภาดังกล่าวเฉกเช่นสภาของอาชีพและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ และการมีกฎหมายรองรับการดำรงอยู่ของสภาดิจิทัลย่อมสร้างความมั่นใจให้กับสภาและสมาคมของอาชีพและอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่จะให้ความร่วมมือกับสภาดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นหอการค้า สมาคมธนาคาร สภาอุตสาหกรรม สภาการศึกษา แพทยสภา และองค์กรวิชาชีพอื่นๆ ทั้งนี้เพราะว่าอุตสาหกรรมทั้งหลายในประเทศไทยจะต้องให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นดิจิทัล (Digital Transformation) แทนที่จะให้สภาและสมาคมของอาชีพอื่นๆ เคลื่อนเข้าสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Organization) แต่เพียงลำพัง หากมีการบูรณาการให้มีการพัฒนาของสภาและสมาคมของอาชีพอื่นๆ เข้ากับสภาดิจิทัล การพัฒนาก็จะทำให้เร็วขึ้น ถูกต้องมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสรุป เมื่อประเทศไทยมีสภาดิจิทัล การวางนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของประเทศไทยก็จะทำโดยคณะกรรมการของสภาดิจิทัลที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความรู้ มีทักษะด้านดิจิทัล ร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ทำให้เราได้นโยบายและยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพัฒนาประเทศด้านดิจิทัล หน่วยงานของภาครัฐจะได้รับความแนะนำ การสนับสนุน และความร่วมมือจากเอกชนที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ทำให้การพัฒนาดำเนินการได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ทันกับการแข่งขันในเวทีโลกที่เรื่องของความเร็วเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เทคโนโลยีดิจิทัลต้องการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรมนุษย์ด้านดิจิทัลจะต้องมีความสามารถในระดับของความเชี่ยวชาญ นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัลของประเทศจะต้องมีความถูกต้อง ประเทศไทยจะต้องขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมดนี้คือความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องตรากฎหมายรองรับสภาดิจิทัลเป็นการเร่งด่วน ไม่ควรจะรอให้เนิ่นนานออกไปมากกว่านี้แล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21284</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Transformation, คิดเหนือกระแส, ดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37689e30db2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20589</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/10/2018 11:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/10/2018 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตู่ดิจิทัล&#039;โพสต์รูปถ่ายนักข่าวลงโซเชียลแล้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ต.ค.61- ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ค &amp;quot;ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha&amp;quot; โดยลงรูปที่ถ่ายนักข่าวทำเนียบรัฐบาลด้วยมือถือเมื่อช่วงเช้า พร้อมข้อความ &amp;quot;วันนี้ขอถ่ายกลับบ้าง ? #นักข่าวทำเนียบ #ตู่ดิจิทัล&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20589</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัล, นายกฯ, บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, โซเชียล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181024/image_big_5bcff497caa5b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
