<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87063</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/12/2020 18:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/12/2020 18:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์การค้าฯ เตรียมดึงมหา’ลัย ช่วยสร้าง&quot;แพลตฟอร์มศึกษาภัณฑ์”ขายทางออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16ธ.ค.63- นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ สกสค.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่มีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาธุรกิจองค์การค้าของ สกสค. โดยจะเปิดให้องค์การค้าของ สกสค.เข้าสู่สมรภูมิการค้าออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะให้สถาบันอุดมศึกษาเข้ามาช่วยเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์การค้าของ สกสค.ในการสร้างธุรกิจออนไลน์ โดยการลงทุนธุรกิจออนไลน์จะต้องใช้งบประมาณสำหรับพัฒนาธุรกิจจำนวนมาก แต่ไม่ต้องกังวลเพราะขณะนี้องค์การค้าของ สกสค. มีเงินเหลือจากการชำระหนี้เป็นรายงวด ทำให้สามารถลงทุนระยะยาวได้ สำหรับโฉมใหม่ขององค์การค้าของ สกสค.นั้น จะเป็นแพลตฟอร์มห้างสรรพสินค้าออนไลน์ในรูปแบบศึกษาภัณฑ์ ซึ่งเรามีความเป็นตำนานและเป็นแบรน์ที่แข็งแรงด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน รวมถึงเครื่องหมายลูกเสือ เครื่องแบบนักเรียน ซึ่งนายณัฏฐพล ได้ย้ำว่าต้องทำให้องค์การค้าของ สกสค.ก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่ เพราะหากไม่เปลี่ยนแปลงองค์การค้าของ สกสค.จะถูกทำลายจากโลกปัจจุบันอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หลายเดือนก่อนที่มีการเลิกจ้างพนักงานก็มีหลายเสียงสะท้อนว่าอาจมีการยุบองค์กร แต่เมื่อเราเดินหน้ามาถึงจุดนี้แล้วก็ถือว่าตอบโจทย์ว่าไม่มีการยุบ แต่เราต้องการฟื้นฟูธุรกิจให้ทันสมัย ขณะที่การนำที่ดินขององค์การค้าฯที่มีอยู่มาหาประโยชน์นั้นล่าสุด การไฟ้านครหลวงกำลังเตรียมซื้อดินขององค์การค้าของ สกสค.มูลค่า 50 ล้านบาท บวกกำไรจากการพิมพ์ตาราเรียนทั้งหมด รวมถึงงบเงินเดือน จากเดิมที่จ่ายเดือนละ 40 ล้าน เหลือ 7 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเรามีแนวทางที่ดีที่ขึ้นแล้ว แม้ปัจจบันองค์การค้าฯมีหนี้สินอยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท หากเราลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้เกิดประโยชน์ในอีก 8 ปีอย่างช้าองค์การค้าของ สกสค.หมดหนี้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;เลขาฯ สกสค. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ สกสค.เดินหน้าจัดสวัสดิการเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่สมาชิกโครงการสวัสดิการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ที่มีกว่า 1 ล้านคน โดยการเชิญชวนภาคธุรกิจที่มีสินค้าหรือบริการใดต้องการเพิ่มยอดสมาชิกสามารถเข้ามาทำความร่วมมือกับ สกสค. ซึ่งเป็นการให้สิทธิพิเศษแก่สมาชิกช.พ.ค.ทั้งส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว โดยภายในสัปดาห์นี้ตนจะทำประกาศประชาสัมพันธ์ให้ภาคธุรกิจต่างๆที่สนใจเข้ามาสมัครร่วมโครงการซึ่งเป็นการนำร่องสวัสิการให้แก่สมาชิกตอนมีชีวิตอยู่ เพราะเราต้องการทำให้กลุ่มวิชาชีพครูเป็นที่น่าสนใจต่อสินค้าและบริการต่างๆ ขณะเดียวกันที่ประชุมยังเห็นชอบให้สกสค.จัดประมูลรถยนต์หรูทั้ง Alphard Fortuner Benz กว่า 50 คนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์และเป็นการจัดซื้อของผู้บริหารยุคก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87063</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศึกษาภัณฑ์, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ธนพร สมศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200910/image_big_5f59fd1b43ce6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ธุรกิจซื้อขายออนไลน์แรง ‘ร้านหนังสือ-สิ่งพิมพ์’ร่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิด 10 ธุรกิจดาวรุ่ง ธุรกิจแพลตฟอร์ม ที่เป็นตัวกลางซื้อขายออนไลน์มาแรงสุด กระโดดจากไม่เคยติดอันดับขึ้นมาครองแชมป์ ส่วนอีคอมเมิร์ซ เกม แอปพลิเคชัน โลจิสติกส์ ตามมาติดๆ อึ้งธุรกิจความเชื่อ พุ่งติดอันดับ 10 ส่วนดาวร่วง ร้านเช่าหนังสือครองแชมป์ ตามด้วยผลิตโทรศัพท์บ้าน แฟกซ์ ร้านเน็ต สิ่งพิมพ์ ไม่น่ารอด พร้อมจับตาร้านกาแฟ ชานม ในทำเลไม่ดีเสี่ยงเจ๊ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลวิจัย 10 อันดับธุรกิจดาวรุ่งและธุรกิจดาวร่วง ปี 2563 ที่ศึกษาโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ว่าธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่งในปี 2563 อันดับที่ 1 คือ ธุรกิจแพลตฟอร์ม (ธุรกิจตัวกลางหรือตลาดกลางทางด้านอิเล็กทรอนิกส์) เช่น ช้อปปี้, ลาซาด้า, ไลน์แมน, แกร็บฟู้ด เป็นต้น อันดับ 2 คือ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจเทคโนโลยีและสารสนเทศและอุปกรณ์ รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่าย 3.ธุรกิจเกมธุรกิจพัฒนาแอปพลิเคชัน 4.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ ที่รับอานิสงส์การขยายตัวของธุรกิจออนไลน์ 5.ธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม ที่มีคะแนนเท่ากัน 6.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มและธุรกิจบนสตรีทฟู้ด 7.ธุรกิจเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 8.ธุรกิจฟินเทค การชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี และธุรกิจพลังงาน 9.ธุรกิจก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจที่ปรึกษากฎหมาย บัญชี และ 10.ธุรกิจความเชื่อ ธุรกิจเกี่ยวด้านการท่องเที่ยวและธุรกิจเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจแพลตฟอร์มมาแรงสุดในปี 2563 จากที่ปี 2562 ไม่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของธุรกิจดาวรุ่ง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง หันมาใช้เทคโนโลยีกันมากขึ้น มีความเคยชินกับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์กันมากขึ้น มีความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน และกระแสการพัฒนาแพลตฟอร์มทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงจุด แต่ก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจแพลตฟอร์มอาจมีความเสี่ยงในด้านการแข่งขันที่รุนแรง ทั้งจากคู่แข่งในและต่างประเทศ ความไม่ชัดเจนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และด้านความปลอดภัยหรือการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนธุรกิจดาวรุ่งที่โดดเด่นอื่นๆ อย่างธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ได้รับผลดีจากการยกเลิกแอลทีเอฟ ทำให้เกิดโอกาสในการออมเพื่อลดหย่อนภาษี มีความต้องการซื้อประกันภัย เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงต่อบริษัทและครัวเรือน ประชาชนให้ความสำคัญในการออมระยะยาวมากขึ้น และไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้มีการวางแผนทางการเงินเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ธุรกิจบนสตรีทฟู้ด เป็นธุรกิจที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญรัฐบาลและภาคเอกชนมีนโยบายสนับสนุนการเปิดถนนคนเดิน เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยว และเชื่อเสียงของประเทศด้านสตรีทฟู้ด ค่อนข้างมีชื่อเสียงในระดับโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนธุรกิจความเชื่อ ที่ในปี 2562 ไม่ติด 1 ใน 10 ของธุรกิจดาวรุ่ง แต่มาติดในปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันคนจำนวนมากต้องการหาที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งด้านการงาน การเงิน ความรัก และความศรัทธา ประกอบกับความเชื่อเรื่องเครื่องรางของขลัง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่คู่กับอารยธรรมมาตลอด และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งต้องการเสริมบารมี และที่สำคัญลูกค้าบางกลุ่มพร้อมที่จ่ายในทุกราคาเพื่อสิ่งที่ตนเองเชื่อ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางเสาวณีย์กล่าวว่า สำหรับ 10 อันดับธุรกิจร่วงปี 2563 ธุรกิจเช่าหนังสือ มาเป็นอันดับ 1 รองลงมา 2.ธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐานและเครื่องโทรสาร 3.ธุรกิจร้านให้บริการอินเทอร์เน็ต 4.ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และวารสาร 5.ธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้แรงงาน และธุรกิจหัตถกรรมและเฟอร์นิเจอร์ไม้ 6.ธุรกิจการค้าแบบดั้งเดิม 7.ธุรกิจคนกลาง 8.ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้บรรจุข้อมูล 9.ธุรกิจดั้งเดิมไม่มีการดีไซน์และใช้แรงงานมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น และ 10.ธุรกิจร้านถ่ายรูป ซึ่งธุรกิจดาวร่วงเหล่านี้ ผู้ดำเนินธุรกิจอยู่แล้ว ต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคปัจจุบัน หากไม่ปรับตัวก็จะยิ่งมีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจยังได้มีการศึกษาธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงในปี 2563 แต่ยังไม่ถึงกับเป็นธุรกิจดาวร่วง คือ ธุรกิจร้านกาแฟ ที่ทำเลไม่ดี ไม่มีแฟรนไชส์ และขนาดเล็ก รวมถึงธุรกิจร้านชานมไข่มุก ที่ทำเลไม่ดี เพราะปัจจุบันมีร้านกาแฟและชานมไข่มุกเปิดใหม่จำนวนมาก และที่สำคัญมีการแข่งขันในการตัดราคากันด้วย และยังมีธุรกิจที่มีความเสี่ยงปานกลาง เช่น คลินิกเสริมความงาม ธุรกิจเครื่องสำอาง และอาหารเสริม ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำเลไม่ดี และธุรกิจเบเกอรี่และร้านอาหารที่เพิ่งเปิด และมีขนาดเล็ก.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซื้อขายออนไลน์, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ธุรกิจซื้อขายออนไลน์, ธุรกิจโลจิสติกส์, รกิจซื้อขายออนไลน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีคอมเมิร์ซ, เกม, แอปพลิเคชัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191217/image_big_5df8e4f7a268c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13693</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 08:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 08:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คลัง” แจงยิบรีดภาษี e-Business ดูดรายได้เข้ารัฐ 3 พันล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;คลัง&amp;rdquo; แจงยิบภาษี e-Business ตั้งแท่นเก็บรายได้จากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มีการให้บริการในไทยและมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ประเมินดูดรายได้เข้ารัฐ 3 พันล้าน คาดบิ๊กผู้ประกอบการ 80-100 รายให้ความร่วมมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า &amp;nbsp;ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) ในต่างประเทศ โดยกำหนดให้ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่มีรายได้จากการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยเกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากรผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้การเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 3 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตอนนี้มีความเข้าใจผิดว่ากฎหมายดังกล่าว จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากการซื้อสินค้าออนไลน์ เช่น มีการสั่งซื้อของผ่านอารีบาบาและจะโดนเก็บภาษีแวตจากกฎหมายนี้ ซึ่งไม่ใช่ กฎหมายนี้จะเก็บภาษีแวตผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ&amp;quot; น.ส.กุลยา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางแพตริเซีย มงคลวนิช ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี และโฆษกกรมสรรพากร กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นการเก็บภาษีแวตจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การโฆษณา ดาวน์โหลดเกมส์ ดาวน์โหลดสติกเกอร์ สมัครสมาชิกทีวีออนไลน์ &amp;nbsp;เป็นการเก็บภาษีแวตจากดิจิทัลคอนเทนส์ หรือดิจิทัลเซอร์วิส รวมถึงการให้บริการต่าง ๆ ที่มีการซื้อขายกันและมีการเก็บค่าบริการซื้อขายจากการซื้อสินค้านั้น ก็จะมีการเก็บภาษีแวตในส่วนของค่าบริการเท่านั้นไม่รวมถึงค่าสินค้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการสร้างความเป็นธรรมทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ โดยจะเน้นการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก &amp;nbsp;ไม่ได้เก็บภาษีจากผู้ซื้อ เช่น หากจองที่พักในเมืองไทยผ่านผู้ให้บริการออนไลน์ต่างประเทศ ผู้ให้บริการออนไลน์จะเสียภาษีแวตในส่วนของค่าบริการเท่านั้น ไม่ได้เก็บภาษีแวตจากค่าห้องพักด้วย เพราะค่าห้องพักมีการเสียภาษีแวตอยู่แล้ว ส่วนจะมีการผลักภาระให้ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มทางอ้อมหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ทางการตลาดของผู้ให้บริการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีการเขียนไว้ในกฎมาย ผู้ประกอบการฝั่งไทยที่ไปใช้บริการกับผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ ที่ไม่เสียภาษีแวตให้กับกรมสรรพากร รายจ่ายประเภทนี้จะหักเป็นภาษีซื้อและหักเป็นรายจ่ายเพื่อเสียภาษีนิติบุคคลไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ของที่นำเข้ามาในประเทศก็จะดำเนินการตามกฎหมายปกติที่มีอยู่แล้ว คือ สินค้าที่มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีแวต หากราคาเกินที่กำหนดก็ต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีแวตตามปกติ&amp;rdquo; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากการศึกษาของกรมสรรพากร พบว่า ปัจจุบันนี้มี 50 ประเทศ ที่เก็บภาษีแวตจากผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ และผู้ประกอบการรายใหญ่ 80-100 ราย ยอมเสียภาษีแวตตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ออกมา เพราะบริษัทดังกล่าวอยู่ในตลาดหลักทรัพย์และมีการค้าขายทั่วโลก จึงไม่กล้าเสี่ยงเรื่องธรรมาภิบาลการดำเนินงานของบริษัท โดยการเสียภาษีไม่ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กรมสรรพากรคาดว่าบริษัททั้ง 80-100 แห่งดังกล่าว ก็จะยอมเสียภาษีแวตในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องที่ต่างประเทศดำเนินการและได้ผลมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ประเทศไทยทำเป็นประเทศแรก&amp;quot; นางแพตริเซีย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเก็บภาษีเงินได้ ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัลแพลตฟอร์มในต่างประเทศ อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะมีความซับซ้อนกว่าเสียภาษีแวตที่ออกมามาครั้งนี้ อย่างไรก็ตามการเก็บภาษีแวตยังต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ได้ทันภายในรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นภาษีที่ทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13693</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, ภาษี e-Business, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีแวต, อีคอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180524/image_big_5b068196d5e6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7426</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2018 14:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2018 14:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิลล่ามาร์เก็ต เปิด 2 ดิจิทัลแพลตฟอร์มดันยอดขายโต10%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วิลล่า มาร์เก็ต&amp;rdquo; ร่วมมือไทยพาณิชย์ ดันธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตสู่สังคมไร้เงินสด เปิดตัว 2 ดิจิทัลแพลตฟอร์ม ชูลอยัลตี้โปรแกรมผ่านแอพฯ พร้อมทุ่มงบเปิดอีก 4-5 สาขา ดันยอดโต 10%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 เม.ย. 61 - นายพิศิษฐ์ ภูสนาคม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด เปิดเผยว่า จากการดำเนินธุรกิจมาตลอด 43 ปี บริษัทได้มีการปรับตัวให้ทันต่อกระแสที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอด โดยเฉพาะการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งในตอนนี้ธุรกิจต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ล่าสุดบริษัทได้ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกัน ทั้งในส่วนของแอพพลิเคชั่น VPlus Wallet ที่ได้ทดลองเปิดให้ดาวน์โหลดไป 1 เดือน พบว่ามีผลตอบรับดีเป็นอย่างมาก มียอดดาวน์โหลดแล้วกว่า 2 หมื่นดาวน์โหลด ตั้งเป้าเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนดาวน์โหลดภายในสิ้นปี บริษัทนับเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตรายแรกที่ให้ลูกค้าเติมเงินผ่านแอพพลิเคชั่น ซึ่งเปรียบเสมือนกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสิทธิประโยชน์ได้ภายในแอพฯ เดียว เป็นการผลักดันก้าวสู่สังคมไร้เงินสด&amp;nbsp;
ขณะที่อีกหนึ่งแพลตฟอร์มจะเป็นการเปิดตัวเว็บไซต์ www.shoponline.villamarket.com ในเดือน มิ.ย. 2561 นี้ ที่เหมือนการซื้อขายสินค้าจากสาขาของวิลล่ามาร์เก็ตได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับสินค้าแบบเดลิเวอร์ลี่ หรือรับผ่านสาขาที่ลูกค้าสะดวก &amp;nbsp;ทั้งยังชำระเงินผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือตัดจากบัญชีของธนาไทยพาณิชย์ ผ่านบริการ SCB Payment Gateway บนหน้าเว็บไซต์ได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการขยายสาขาของปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4-5 สาขา ส่วนมากจะอยู่ไตรมาส 3 ของปีนี้ เน้นทำเลที่ตั้งในเขตกรุงเทพฯ เป็นหลัก จากปัจจุบันเปิดให้บริการ 34 สาขา โดยงบลงทุนแต่ละสาขาจะอยู่ที่ 30-40 ล้านบาท เชื่อว่าการมีออนไลน์เข้ามาจะผลักดันให้ปี 2561 เติบโต 10% จากปี 2560 ปิดไป 6,000 ล้านบาทเติบโตเล็กน้อย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7426</URL_LINK>
                <HASHTAG>ซูเปอร์มาร์เก็ต, ดิจิทัล, ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, วิลล่า มาร์เก็ต, ไทยพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180419/image_big_5ad841075b9ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
