<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คุรุสภา เล็งเปิดแพลตฟอร์มบริหารจัดการองค์ความรู้ พัฒนาความลุ่มลึกวิชาชีพครู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
7ก.ย.64-นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา &amp;nbsp;(เลขาฯ คุรุสภา) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กำลังดำเนินโครงการงานระบบบริหารจัดการองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกทางวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการออกแบบ สร้างระบบ ในรูปแบบแพลตฟอร์ม (Platform) หรือ การบริหารจัดการขององค์ความรู้ที่ผ่านการสังเคราะห์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์แนวโน้มการศึกษา หรือ เทรนด์การศึกษาในปัจจุบัน โดยกำหนดขอบข่ายเป้าหมายขององค์ความรู้ที่จะนำมาบรรจุไว้ในแพลตฟอร์ม 7 เป้าหมาย ดังนี้ 1. ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล วิทยาการคำนวณ (Digital literacy &amp;amp; Computing Science) 2. การจัดการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ (Mathematics) 3. การจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ (Science) 4. การจัดการเรียนรู้ในวัยเด็กตอนต้น หรือปฐมวัย (Early Childhood) 5.การจัดการเรียนรู้ หรือพัฒนาทักษะด้านการอ่าน และการเขียน (Reading &amp;amp; Writing) &amp;nbsp;6. การปฏิรูปโรงเรียน (School Reform) และ 7. ทักษะชีวิตและคุณลักษณะพึงประสงค์ (Life skill) เบื้องต้นมีจำนวนองค์ความรู้ 105 เรื่อง
&amp;nbsp;
นายดิศกุล กล่าวต่อว่า การสังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวจะมาจากฐานข้อมูลของคุรุสภา (KSP Knowledge Bank) ในเรื่องนวัตกรรมที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดีของเครือข่ายการจัดกิจกรรมพัฒนาวิชาชีพแบบชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) &amp;nbsp;ผลงานหนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม ระดับประเทศ รางวัลเหรียญทอง ปี 2561 &amp;ndash; 2563 และผลงานวิจัยคุรุสภา &amp;ldquo;ระดับประเทศ&amp;rdquo; รางวัลดีเด่น ปี 2561 - 2563 นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน นำองค์ความรู้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นความรู้ที่ชัดแจ้ง และความรู้ฝังลึกที่ผ่านการสกัดแล้วว่ามีความสำคัญและมีประโยชน์ มาจัดเก็บไว้ในแพลตฟอร์ม และเผยแพร่ให้ครู ผู้บริหารการศึกษา และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สามารถนำไปใช้ได้เลย &amp;nbsp;และที่สำคัญจะนำองค์ความรู้จากการดำเนินงานของกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community หรือ E-PLC) เพื่อพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพทางการศึกษา ที่ได้จากการปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งเป็นการทำงานที่ผ่านการวิจัยในภาคสนามระดับรากหญ้าและสามารถนำการวิจัยมาใช้ในการจัดการองค์ความรู้ได้เป็นอย่างดีมาบรรจุไว้ในแพลตฟอร์มนี้ด้วย
&amp;nbsp;
&amp;ldquo; ขณะเดียวกันเรายังได้ส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่และแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้เพื่อพัฒนาความลุ่มลึกผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หรือ PLC ผ่าน Zoom Video Webinar ซึ่งถือเป็นกระบวนการถ่ายทอดและสนับสนุนให้ผู้ร่วมวิชาชีพได้รับรู้ เข้าใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันผ่านองค์ความรู้ที่จัดการอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้แวดวงวิชาชีพทางการศึกษาเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง &amp;quot;นายดิสกุลกล่าว
ทั้งนี้ คุรุสภาได้ตั้งเป้าหมายว่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้กับองค์ความรู้ต่างๆที่เราเก็บไว้ จากเดิมเราจะเก็บองค์ความรู้ไว้ในรูปเอกสาร ซึ่งทำให้เวลาจะใช้ก็หายากมาก &amp;nbsp;แต่เมื่อมีการเก็บองค์ความรู้เป็นระบบแล้ว จะทำให้การใช้งานง่ายขึ้นอยากจะหาข้อมูลอะไรแค่ปลายนิ้วสัมผัสก็เรียกออกมาใช้ได้เลย ซึ่งจะทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เข้าใช้งานมีความพึงพอใจ ได้รับการพัฒนาตนเอง และสามารถสร้างองค์ความรู้ต่อยอด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115896</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คุรุสภา, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6089037b9fe58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/07/2021 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/07/2021 10:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุรุสภา เตรียมจัดสอบตั๋วครูครั้งที่ 2 ยกเลิกสอบวิชาเอก แต่ยังคง 4 วิชาชีพครูและประเมินสมรรถนะด้านปฏิบัติงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
17 ก.ค.64- นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา (เลขาฯ คุรุสภา) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ข้อสรุปการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2564 แล้ว โดยดำเนินการตามมติคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 5/2564 ที่เห็นชอบแนวทางการพัฒนาหลักเกณฑ์และวิธีการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยยกเลิกการสอบ &amp;ldquo;วิชาเอก&amp;rdquo; และให้ดำเนินการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ตั้งแต่การสอบครั้งที่ 2 เป็นต้นไป พร้อมทั้งมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ประสานกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ในการสร้างข้อสอบตามที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องกำหนดวันสอบครั้งที่ 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา จะหารือกับ สทศ. ก่อนเสนอต่อประธานกรรมการคุรุสภาพิจารณา ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องเลื่อนออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน 2564 จากเดิมกำหนดที่จะสอบในเดือนตุลาคมนี้
&amp;nbsp;
นายดิสกุล กล่าวต่อว่า &amp;nbsp;การทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 2 จะยังคงองค์ประกอบของการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูตามมาตรฐานวิชาชีพครู ที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนดไว้ โดยให้ทดสอบ &amp;nbsp;2 ส่วน คือ ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ จำนวน 4 วิชา ได้แก่ วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร , การใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร, การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา, และวิชาชีพครู และการประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครูด้านการปฏิบัติงานและการปฏิบัติตนใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ ,ด้านความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน และด้านการปฏิบัติหน้าที่ครูและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
&amp;nbsp;
นายดิศกุล กล่าวด้วยว่า ส่วนประเด็นที่ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เห็นว่าการสอบวิชาเอก มีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจสอบคุณภาพครูว่ามีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอนมากน้อยเพียงใดนั้น ขอชี้แจงว่าคณะกรรมการคุรุสภา เห็นความสำคัญของการทดสอบวิชาเอกและมีการตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ไว้ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 1 คณะ เพื่อปรับปรุงพัฒนาหลักเกณฑ์การออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูระบบใหม่ ที่ระบุสาขาวิชาเฉพาะ หรือ ระบุความเฉพาะทางของผู้มีใบอนุญาตฯ ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยการใช้ครูที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาเฉพาะ หรือ ความเฉพาะทางที่ระบุในใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูต่อไป
&amp;nbsp;
&amp;ldquo; การพัฒนาระบบการออกใบอนุญาตฯจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครู ที่ต้องร่วมกันสร้างคุณภาพครูรุ่นใหม่ที่สอดคล้องสัมพันธ์กันทุกฝ่าย และเชื่อมโยงกับระบบการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ที่แสดงถึงความรู้ ความสามารถทางวิชาชีพครู และองค์ความรู้ในสาขาวิชาเอกหรือสาขาวิชาเฉพาะของผู้ได้รับใบอนุญาตฯ ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดขอบเขตการใช้ครูที่ตรง หรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาเอก หรือ สาขาวิชาเฉพาะของผู้มีใบอนุญาตฯ มากขึ้น และจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาของไทยในภาพรวม&amp;rdquo;เลขาฯ คุรุสภา กล่าว
&amp;nbsp;
เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ว่า การยกเลิกเกณฑ์การทดสอบวิชาเอก เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ นั้น นายดิศกุล กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง การยกเลิกการสอบวิชาเอกเป็นเรื่องของหลักกฎหมายที่ใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภาในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพครู โดยไม่ได้ละเลยหลักการทางวิชาการและหลักการของวิชาชีพครู ทั้งนี้ นอกจากการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู โดยคุรุสภาแล้ว การคัดกรองผู้ประกอบวิชาชีพครู ยังมีกระบวนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยของหน่วยงานผู้ใช้ครูสังกัดต่าง ๆ เพื่อคัดเลือกผู้มีความรอบรู้และลุ่มลึกในเนื้อหาวิชาที่สอนเข้าเป็นครู ซึ่งทำให้ได้คนที่มีคุณภาพตามที่หน่วยงานต้องการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110026</URL_LINK>
                <HASHTAG>#คุรุสภา, #ตั๋วครู, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์, สอบวิชาเอก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210717/image_big_60f2475357c25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78985</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/09/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/09/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;คุรุสภา&quot;เตรียมล้วงหาใบอนุญาต ครูรร.สารสาสน์ ฯ 120 คน ถ้าไม่มีตั๋ว โทษจำคุก3ปี ปรับ ไม่เกิน 6หมืื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29ก.ย.63-นายดิศกุล&amp;nbsp;เกษมสวัสดิ์&amp;nbsp;เลขาธิการคุรุสภา&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;ขณะนี้คุรุสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงกรณีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูของครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์&amp;nbsp;ซึ่งในวันที่&amp;nbsp;30&amp;nbsp;กันยายนนี้&amp;nbsp;คณะกรรมการฯ&amp;nbsp;ชุดนี้&amp;nbsp;จะลงพื้นที่ตรวจใบอนุญาตฯครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ทั้งหมด&amp;nbsp;120&amp;nbsp;กว่าคน&amp;nbsp;ซึ่งหากตรวจพบ&amp;nbsp;ไม่มีใบอนุญาตฯ&amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ครุสภาจะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่&amp;nbsp;เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&amp;nbsp;เพราะคนที่จะมาเป็นครูผู้สอน&amp;nbsp;จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู&amp;nbsp;ที่ออกโดยครุสภา&amp;nbsp;ถ้าหากไม่มีถือว่าเป็นครูเถื่อน&amp;nbsp;มีความผิดระวางโทษจำคุกไม่เกิน3ปี&amp;nbsp;ปรับไม่เกิน60,000บาท&amp;nbsp;หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;ทั้งนี้&amp;nbsp;สำหรับกระบวนการสืบสวนนั้น&amp;nbsp;รมว.ศธ.ได้มีนโยบายในเรื่องการสอบสวน&amp;nbsp;โดยเดิมมีการกำหนดไว้ระยะเวลา180วัน&amp;nbsp;มีการแก้ไขข้อบังคับการสอบสวนจะลดระยะเวลาเหลือเพียง 90 วัน&amp;nbsp;ซึ่งแม้เรื่องนี้จะไม่มีการออกประกาศชัดเจน แต่การดำเนินการเรื่องนี้&amp;nbsp;จะไม่ช้าอย่างแน่นอน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78985</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตั๋วครู, คุรุสภา, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191028/image_big_5db69a74c96f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2020 11:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 07:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดิสกุล&quot;ลั่นจะพาคุรุสภาไปสู่องค์กรยุคสมัยใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.63-&amp;ldquo;ดิสกุล&amp;rdquo; ลั่นจะพาคุรุสภา ไปสู่ยุคใหม่ ร่วมมือ อว.ผลิตครูมีจิตวิญญานความเป็นครูมากขึ้น พร้อมกับ เดินหน้า นำเทคโนโลยีขับเคลื่อนงาน &amp;nbsp;แก้ปัญหาความล่าช้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า หลังจากที่ตนเซ็นสัญญา ว่า จ้างให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมานั้น ตนมีนโยบายเร่งด่วนที่พร้อมขับเคลื่อนทันที คือ การนำเทคโนโลยีให้เข้ามามีบทบาทกับงานของคุรุสภามากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาครู การขอและต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาการร้องเรียนเรื่องขอและต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพมีความล่าช้าส่งผลให้ครูเสียสิทธิการสอบ เพราะการขอและต่อใบดังกล่าวจะต้องผ่านการกลั่นกรองจากคุรุสภาส่วนกลาง อีกทั้งมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ดังนั้นจากนี้ไปตนคิดว่าจะต้องมีหน่วยงานระดับจังหวัดช่วยกรองงานเรื่องการขอและต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูก่อนมาส่งต่อให้คุรุสภาอนุมัติจากนั้นให้สิทธิครูสามารถปรินท์ใบอนุญาตฯได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากของการต่อและขอใบอนุญาตฯได้ &amp;nbsp;อีกทั้งนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังได้มอบนโยบายการทำงานให้แก่ตนว่า การพัฒนาคุรุสภาซึ่งถือเป็นงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนาครูจะต้องมีความทันสมัย และบุคลากรจะต้องมีความรู้ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ข้าราชการครู รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับครูที่กระทำความผิดจรรยาบรรณร้ายแรงจะต้องดำเนินการให้เร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดิสกุล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ตนจะนำพาองค์กรให้เป็นคุรุสภายุคใหม่ โดยจะประสานความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อให้การผลิตและพัฒนาครูตอบโจทย์กับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการสร้างจิตวิญญาณของความเป็นครูให้มีมากขึ้น ส่วนปัญหาที่หลายฝ่ายกังวลว่าต่อไปการขอใบอนุญาตฯ จะต้องมีการทดสอบที่เข้มข้นเกิดขึ้นอาจส่งผลให้มีการปลอมแปลงใบอนุญาตฯ ได้นั้น เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลตนได้ตั้งคณะทำงานติดตามตรวจสอบเรื่องการปลอมใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปลอมแปลงเกิดขึ้นเหมือนในอดีตที่ผ่านมาอีก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78796</URL_LINK>
                <HASHTAG>คุรุสภา, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200930/image_big_5f74026a9c0b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76134</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2020 11:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2020 11:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดิสกุล-ธนพร&quot;ซิวเลขาคุรุสภา-เลขาสกสค.&quot;ณัฏฐพล&quot;ย้ำต้องให้เกียรติผู้บริหารสูงสุดศธ.ที่ตัดสินใจเลือก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากรกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาและคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภาและเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาฯ สกสค.) ที่มีการค้างคาการแต่งตั้งมาเป็นเวลานาน ซึ่งทางคณะกรรมการสรรหาก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎระเบียบ โดยที่ประชุมได้มีมติเลือกนายดิสกุล เกษมสวัสดิ์ ในการพิจารณาสรรหาตำแหน่งเลขาฯ คุรุสภาและเลือกนายธนพร สมศรี ในการพิจารณาสรรหาตำแหน่งเลขาฯ สกสค. และขั้นตอนจากนี้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องดำเนินการเซ็นสัญญาจ้าง เพื่อเข้ารับตำแหน่งและเสนอแผนการบริหารองค์กรภายใน 30 วัน ให้คณะกรรมการพิจารณา อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 ตำแหน่งนี้จะแตกต่างจากตำแหน่งผู้บริหารทั่วไป เพราะต้องมีการประเมินผลการทำงานระยะเวลา 6 เดือนและ 1 ปี ทั้งนี้หากประเมินแล้วไม่ผ่านสัญญาจ้างดังกล่าวก็จะสามารถยกเลิกได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ผมหวังว่าเราจะได้ผู้บริหารที่สามารถดำเนินการบริหารงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งทั้ง 2 คน ที่ได้รับการคัดเลือกนั้น ผมได้เห็นการทำงานและประสิทธิภาพในการบริหารองค์กรที่อาจจะต้องใช้ความสามารถในการบริหารพอสมควร ดังนั้นจากนี้คงจะเป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง ตามแนวทางและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อที่จะไปขับเคลื่อนงานให้กับกลุ่มที่มีความสำคัญมากๆ ของ ศธ. นั้นคือ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ผมหวังว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ จะทำให้เราสามารถขยายผลความสำเร็จในการทำให้ภาระของครูทั้งสวัสดิการและเข้าสู่ตำแหน่งและอื่นๆ จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น&amp;rdquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าการสรรหาเลขาฯ คุรุสภา และเลขาฯ สกสค.มีการล็อคเก้าอี้ทั้ง 2 ตำแหน่งไว้แล้ว นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนคิดว่าเรานำปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร้องเรียน หรือความไม่ชัดเจนในหลายๆ เรื่อง มาเป็นองค์ประกอบในการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดการคาราคาซังของปัญหา และหากมีผู้ที่เห็นว่ากระบวนการสรรหาในครั้งนี้ไม่ถูกต้องก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ของผู้ที่จะร้องเรียนในเรื่องต่างๆ ทั้งนี้ตนมองว่าเราน่าจะให้เกียรติกับผู้บริหารสูงสุดของ ศธ. เพราะหากพิจารณาจากมติการคัดเลือกในครั้งนี้ถือว่ามีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนั้นจึงต้องให้คำนึงถึงแนวทางการบริหาร รวมถึงให้เกียรติผู้บริหารของ ศธ.ในการตัดสินใจที่ดำเนินการ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางด้านสวัสดิภาพและสวัสดิการให้กับบุคลากรที่สำคัญที่สุด คือ ครู&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76134</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., #เลขาคุรุสภา, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์, ธนพร สมศรี, สรรหาเลขาสกสค.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4dc98acd6cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56485</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 17:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 17:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ณัฏฐพล” เผย ยังไม่เห็น หนังสือเสนอ ถอน “ดิศกุล” พ้น ผอ.องค์การค้าฯ ขอดูข้อเสนอก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6ก.พ.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) จะเสนอให้ถอนนายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้พ้นตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เนื่องจากนายดิศกุลดำรงตำแหน่งการทำงานถึง 3 ตำแหน่ง คือ เลขาฯ กศน. ปฏิบัติหน้าที่ผอ.องค์การค้าของ สกสค.และปฏิบัติหน้าที่เลขาฯ สกสค. หวั่นงานประจำเสีย ว่า ตนยังไม่เห็นเรื่องที่นายประเสริฐ เสนอมาให้ตนพิจารณา แต่อย่างไรก็ตาม ตนมองว่านายดิศกุลยังปฏิบัติงานทุกตำแหน่งได้เป็นอย่างดี และยังไม่พบว่างานในส่วนใดที่ นายดิศกุล รับผิดชอบจะทำงานแล้วเกิดปัญหาจนไม่สามารถดำเนินการได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การทำงานของนายดิศกุล ทั้ง 3 หน่วยงาน ยังคงขับเคลื่อนการทำงานไปได้อย่างดี ซึ่งตนคิดว่าในการแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ ที่มีอยู่โดยเฉพาะในส่วนของงานองค์การค้าของ สกสค. นายดิศกุล มีคณะทำงานที่เข้าไปบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้เห็นภาพการขับเคลื่อนงานได้ชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งการทำงานของนายดิศกุล ทำให้เห็นภาพการปฏิบัติงานที่ชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น ในระยะเวลาไม่กี่เดือน โดยที่ไม่ได้สร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นภายในองค์กรแต่อย่างใด แต่หากมีการเสนอข้อมูลมาให้ตนพิจารณา ก็คงต้องดูก่อนว่าการเสนอให้ปลดนายดิศกุลออกจากตำแหน่ง ผอ.องค์การค้าของ สกสค.ด้วย ว่ามีข้อเสนออะไรและมีแนวทางอย่างไร
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56485</URL_LINK>
                <HASHTAG>ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์, ประเสริฐ บุญเรือง, ผอ.สกสค., ผอ.องค์การค้าคุรุสภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200205/image_big_5e3a9a9f59877.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54798</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/01/2020 14:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/01/2020 14:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ดิสกุล&quot; ยอมรับครูมีหนี้ 1.1ล้านล้านบาท เฉลี่ยรายละ1ล้าน วางแผนใช้การทำประกันลดภาระดอกเบี้ย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ม.ค.63-&amp;quot;ดิสกุล&amp;quot; รับครูเป็นหนี้เยอะจริง ทั้งระบบมูลค่า1.1 ล้านล้านบาท &amp;nbsp; เฉลี่ยมีหนี้รายละ 1ล้านบาท &amp;nbsp;จากผู้กู้ 4แสนราย ส่วนยอดสูงสุดอยู่ที่ 3ล้านบาท &amp;nbsp;เผยสกสค.วางแผนให้ทำประกันผูกกับเงินกู้ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้ครู จะได้ปลดหนี้เร็วขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายดิสกุล เกษมสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กล่าวว่า ตามที่มีการเสนอตัวเลขรวมจำนวนหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นเงินกว่า 1.1 ล้านล้านบาท โดยมีในส่วนของหนี้ โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) จำนวน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องจริง เพราะปัจจุบัน ช.พ.ค.มีสมาชิกอยู่ประมาน 9 แสนราย เป็นผู้กู้เงินกองทุน จำนวนประมาน 4 แสนราย ซึ่งจำนวนยอดวงเงินกู้ที่สูงที่สุด คือ จำนวน 3 ล้านบาท แต่มีจำนวนน้อย &amp;nbsp;โดยจำนวนยอดเงินกู้เฉลี่ยอยู่ที่ รายละประมาน 1 ล้าน ซึ่งจากจำนวนผู้กู้ประมาน 4 แสนราย ยอดเงินกู้ก็จะอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม สกสค.ได้วางแผนเรื่องการทำประกันชีวิตที่ผูกกับเงินกู้ เพื่อให้ครูได้ชำระดอกเบี้ยอย่างน้อยที่สุด และจะประโยชน์กับตัวผู้กู้เองด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเจรจา โดยทาง สกสค.จะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ให้การช่วยเหลือครู&amp;rdquo;ปฏิบัติหน้าที่ เลขาฯ สกสค.กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงปี 2558 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เคยเปิดเผยข้อมูลยอดหนี้ของครูและบุคคลากรทางการศึกษา ทั้งประเทศว่า มียอดหนี้สูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท &amp;nbsp;แบ่งเป็นหนี้จากการกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ครูทั่วประเทศ 700,000 ล้านบาท กู้จากธนาคารออมสิน 4.7 แสนล้านบาท และอื่นๆ อีก 50,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับ ข้อมูลผู้กู้และยอดหนี้ โครงการ ช.พ.ค.เมื่อช่วงสิ้นปี 2562 &amp;nbsp;และ สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ว่ามียอดรวมประมาณ 398,485 ล้านบาท โ ดยผู้กู้ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 51-60 ปี ในจํานวนนี้มีผู้กู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 71-80 ปี อยู่จํานวน 7,714 รายขณะที่ มีจำนวนครูและบุคคลากรทางการศึกษาทั้งประเทศ ประมาณ &amp;nbsp;900,000 คน &amp;nbsp;ในจำนวนนี้มีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณแล้วประมาณ 2-3 แสนคน &amp;nbsp;แต่ในกลุ่มผู้กษียณแล้ว พบว่าร้อยละ 80-90 ยังมีหนี้จากการกู้ยืมทั้งสิ้น &amp;nbsp;
ดังนั้น &amp;nbsp;ยอดหนี้ของครูและบุคคลากรทางการศึกษาเมื่อช่วงสิ้นปี 2552 ที่มียอดรวม 1.1 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดหนี้ของปี 2558 สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงประมาณ 3ปี ที่ผ่านมา ได้ลดลงไปประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ3หมื่นล้าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54798</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หนี้ครู, ดิสกุล เกษมสวัสดิ์, ยอดหนี้ครูทัั้งประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191209/image_big_5dee0470b82f7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
