<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/06/2021 11:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/06/2021 11:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แรมโบ้&#039;คุยไทยฉีดวัคซีนได้มากเป็นอันดับ 3 อาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 มิ.ย. นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่ World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ สถาบัน IMD สวิตเซอร์แลนด์ ได้จัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประจำปี 2564 ซึ่งประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น 1 อันดับ มาอยู่ในลำดับที่ 28 จากทั้งหมด 64 เขตเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมานายกฯ และรัฐบาล ได้ทำงานอย่างเต็มที่ จนทำให้ประเทศมีอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น และตนเองมั่นใจว่าในปีต่อๆไปประเทศไทยจะถูกจัดอันดับให้ดีขึ้นอีก &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลจะยังคงเดินหน้าต่อเนื่องในส่วนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว และนายกฯยังให้เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวภายใน 120 วัน &amp;nbsp;โดยมีภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นต้นแบบและขยายผลสู่พื้นที่ท่องเที่ยวหลักอื่นๆให้ประชาชนกลับมาทำมาหากินได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเป็นที่น่ายินดีที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยข้อมูลสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนได้มากเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน โดยข้อมูลวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ประเทศไทยฉีดวัคซีนแล้ว 7,219,668 คน ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น เข็มแรก 5,252,531 โดส หรือ 7.9% ของประชากร และเข็มสอง 1,967,137 โดส หรือ 3.0% ของประชากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ยังจะมีวัคซีนทยอยเข้ามาอีก ซึ่งจากความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงประชาชนที่ร่วมมือร่วมใจกัน ตนเองมั่นใจว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นไปตามแผนที่รัฐบาลได้วางเอาไว้ คือช่วงเดือนตุลาตม ฉีดวัคซีนอย่างน้อยเข็มแรกให้กับประชาชนได้ 50 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมื่อถึงเวลานั้นก็จะทำให้มั่นใจได้อีกว่าประเทศไทยจะสามารถเปิดประเทศได้ภายใน 120 วันตามที่นายกฯได้ประกาศเอาไว้ ประชาชนจะได้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ พ่อค้า แม่ค้า ภาคธุรกิจกลับมาค้าขายได้ &amp;nbsp;ดังนั้นก็ให้ประชาชนมั่นใจว่านายกฯ และรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะทำงานให้ดีที่สุด หามาตรการต่างๆออกมาดูแลอย่างรัดกุม&amp;rdquo; นายเสกสกล กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106952</URL_LINK>
                <HASHTAG>IMD สวิตเซอร์แลนด์, World Competitiveness Center, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ดีขึ้น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210503/image_big_608ffdfd2d090.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37116</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2019 12:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>IMD จัดอันดับขีดความสามารถไทยขึ้นมาอยู่ที่25 ดีขึ้น 5 อันดับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.62-นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากWorld Competitiveness Center (IMD)สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2562 พบว่า เขตเศรษฐกิจที่มีอันดับสูงสุด 5 อันดับแรก คือ สิงคโปร์ เลื่อนขึ้นมาอยู่อันดับ 1 แทนที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งลดอันดับลงไปเป็นที่ 3 รองลงมา คือ ฮ่องกง, สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตามลำดับ

สำหรับเขตเศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ 5 เขตเศรษฐกิจ มีอันดับดีขึ้นเกือบทั้งหมด ประกอบด้วยสิงคโปร์ ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 1 มาเลเซีย อันดับคงที่ที่ 22 เช่นเดียวกับปีก่อน ส่วนไทยสูงขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 เป็น 25 ส่วนอินโดนีเซียอันดับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากอันดับที่ 43 เป็น 32 และฟิลิปปินส์ จากอันดับที่ 50 เป็น 46

ทั้งนี้เมื่อพิจารณาผลการจัดอันดับของไทย จากผลการจัดอันดับที่แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจ, ประสิทธิภาพของภาครัฐ, ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน มีผลการจัดอันดับดีขึ้น 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านสภาวะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ และโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจลดลง 2 อันดับ

&amp;quot;ในปีนี้ผลการจัดอันดับของประเทศไทย ดีขึ้นถึง 5 อันดับ โดยที่ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 2 อันดับโดยด้านเศรษฐกิจการลงทุนจากต่างประเทศมีอันดับดีขึ้นมาก ขณะที่การปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจก็ส่งผลให้อันดับด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของประสิทธิภาพของภาครัฐดีขึ้นถึง 4 อันดับ นับว่าเป็นผลจากการที่รัฐบาลมีแนวทางดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในการปรับกฎระเบียบให้ทันสมัยคล่องตัว และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลในการให้บริการรวดเร็วมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการแก้ปัญหาปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้างทุกด้าน และกำลังผลักดันให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและในวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;quot;นายทศพร กล่าว

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37116</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ดีขึ้น, สถาบัน IMD</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190529/image_big_5cee16e96fbe6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7575</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2018 10:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2018 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลงานเศรษฐกิจ’บิ๊กตู่’สุดบู่ 46% มองด้านลบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 เม.ย.2561 &amp;ndash; ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยดีขึ้นหรือไม่ ใน 3 เดือนแรกของปี พ.ศ. 2561?&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยสอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น 1,250 หน่วยตัวอย่าง ซึ่งเมื่อถามถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 45.92% ระบุว่า เศรษฐกิจแย่ลง รองลงมา 37.52% ระบุว่า เท่าเดิม 16.24% ระบุว่า เศรษฐกิจดีขึ้น และ 0.32% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละด้านที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่ พบว่า ด้านเพิ่มรายได้ ประชาชนส่วนใหญ่ 52.08% ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา 25.28% ระบุว่าแย่ลง &amp;nbsp;21.76% ระบุว่า ดีขึ้น และ 0.88% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านลดค่าครองชีพ (ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 47.76% ระบุว่า เท่าเดิม รองลงมา 33.76% ระบุว่าแย่ลง 18.08% ระบุว่าดีขึ้น และ 0.40% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านลดภาระหนี้สิน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 62.32% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 25.92%ระบุว่าแย่ลง 10.08% ระบุว่าดีขึ้น และ 1.68% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp; ด้านเพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน (ซื้อง่ายขายคล่อง) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 44.80% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 39.84% ระบุว่าแย่ลง 14.72% ระบุว่าดีขึ้น และ 0.64% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ ด้านเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ (เช่น ที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ระบบคมนาคม การสื่อสารหรือโทรคมนาคม ระบบไฟฟ้าและประปา) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 47.60% ระบุว่าเท่าเดิม รองลงมา 37.52% ระบุว่าดีขึ้น 14.16% ระบุว่าแย่ลง และ 0.72% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความสุขจากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 57.92% ระบุว่ามีความสุขเท่าเดิม เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเมื่อก่อน เศรษฐกิจเหมือนเดิม ไม่ได้แย่ลงและก็ไม่ได้ดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่านโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อประชาชน รองลงมา 21.12% ระบุว่า มีความสุขลดลง เพราะ สภาวะเศรษฐกิจ แย่ลง ไม่มีอะไรดีขึ้น มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หนี้สินเพิ่มขึ้น แต่รายได้ลดลง ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายหรือโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ เลย และ 20.96% ระบุว่า มีความสุขเพิ่มขึ้นเพราะ สภาพทางการเงินดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น การคมนาคมต่าง ๆ ดีขึ้น เศรษฐกิจค่อนข้างดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และมีความชื่นชอบนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม &amp;ndash; มีนาคม 2561) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 49.44% ระบุว่าไม่เชื่อมั่น เพราะนโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่ได้ช่วยประชาชนทุกระดับอย่างแท้จริง เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ขณะที่บางส่วนระบุว่าเป็นโครงการที่ไม่ต่อเนื่อง &amp;nbsp;และเป็นโครงการระยะสั้น รองลงมา 42.24% ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะ นโยบายและโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความน่าเชื่อถือ เป็นโครงการที่ดี ทำให้หลาย ๆ อย่างดีขึ้น ขณะที่บางส่วนระบุว่า มีผู้นำที่ดีและมีความเข้มแข็ง และ 8.32% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงความคาดหวังต่อเศรษฐกิจไทย หลังจากที่มีการเลือกตั้ง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.96% ระบุว่าคาดว่าจะดีขึ้น เพราะต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น เนื่องจากมีความมั่นใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมีแนวทางใหม่ๆ ในการบริหารประเทศได้ดีกว่านี้ รองลงมา 16.88% ระบุว่าเหมือนเดิม เพราะ ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่แก้ยาก ต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหา และต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างร่วมด้วยจึงจะดีขึ้นไม่ใช่แค่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ขณะที่บางส่วนระบุว่าไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็เหมือนเดิม 5.92% ระบุว่า คาดว่าจะแย่ลง เพราะ เป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และจะไม่มีความต่อเนื่องในการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และ 18.24% ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7575</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีขึ้น, นิดาโพล, นิด้า, รัฐบาล, สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์, เชื่อมั่น, เท่าเดิม, เลือกตั้ง, เศรษฐกิจไทย, แย่ลง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adbfba35b764.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
