<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119519</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2021 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2021 14:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้า รุกจัด Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานี ติดปีกผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจรับยุคชีวิตวิถีใหม่ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;12 ตุลาคม 2564, จังหวัดอุบลราชธานี - ดีป้า เดินหน้าจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานี ดีเดย์ 19 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงได้พบปะ 30 ดิจิทัลสตาร์ทอัพใน 5 ประเภทเทคโนโลยี เพื่อรับคำปรึกษา และเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม ยกระดับธุรกิจ รับชีวิตวิถีใหม่ คาดมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 500 ราย สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 9 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า หนึ่งพันธกิจสำคัญที่ ดีป้า ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องคือ การขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยมุ่งส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอุตสาหกรรม สังคม ชุมชนในชนบท เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ที่มีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจดังกล่าว ดีป้า จึงได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) ในพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อุบลราชธานี พิษณุโลก และสงขลา เพื่อยกระดับสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบด้านเศรษฐกิจ ประเดิมที่แรกจังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล เวลา 09.30-17.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จังหวัดอุบลราชธานีถือเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค ซึ่งกิจกรรม Smart Economy Showcase อุบลราชธานีจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากดิจิทัลสตาร์ทอัพกว่า 30 รายใน 5 ประเภทเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Logistics/Delivery, POS, e-Payment, Digital Content และ Services พร้อมพูดคุย สอบถาม ขอคำปรึกษา ตลอดจนเจรจาจับคู่ธุรกิจ และร่วม Workshop เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเลือกเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเอง ก่อนนำไปต่อยอด และสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพในยุค New Normal โดย ดีป้า ประเมินว่าจะมีผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวมากกว่า 500 ราย และจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 9 ล้านบาท&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และผู้ประกอบการรายย่อย (Micro Entrepreneurs) ในอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาคการค้าและบริการในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม Smart Economy Showcase จังหวัดอุบลราชธานีได้ในวันที่ 19 ตุลาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.30-17.00 น. ณ โรงแรมสุนีย์ แกรนด์ โฮเทล โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119519</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart Economy Showcase, จังหวัดอุบลราชธานี, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดิจิทัลสตาร์ทอัพ, ดีป้า, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211012/image_big_616532d105b6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118822</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 14:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.-ดีป้า-มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย-ภาคีเครือข่าย เปิดตัวเว็บไซต์ธนาคารหนังสือออนไลน์ คัดกรองหนังสือ-บทความเพื่อเด็กปฐมวัยกว่า 580 เรื่อง มุ่งให้พ่อแม่-คนใกล้ชิดเด็กเล็ก ใช้พลังการอ่าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2564 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และภาคีเครือข่าย จัดงานเสวนา &amp;ldquo;สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; พร้อมเปิดตัว &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สร้างผลกระทบโดยตรงกับเด็กไทยอย่างรุนแรง เนื่องจากโรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีมาตรการเลื่อนการเปิดภาคเรียน อาจทำให้การเรียนรู้ของเด็กถดถอย สื่อออนไลน์จึงเป็นเครื่องมือเข้ามาช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารและเป็นช่องทางเสริมสร้างการเรียนรู้และเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ สื่อออนไลน์จึงควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กเล็ก เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรอบตัว และชะลอความรุนแรงของปัญหาการถดถอยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;ดร.สุปรีดา กล่าวว่า สสส. เห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเร่งสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายพัฒนา &amp;ldquo;เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์&amp;rdquo; ถือเป็นนวัตกรรมเครื่องมือการเรียนรู้ โดยมีการคัดกรองหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย 464 เล่ม บทความ 121 เรื่องสามารถดาวน์โหลดอ่านฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย รวมถึงกิจกรรมอีกกว่า 70 กิจกรรม เพื่อช่วยให้พ่อ แม่ และผู้ดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องดูแลเด็กปฐมวัย ใช้เป็นเครื่องมือสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการสร้างเสริมศักยภาพที่จำเป็นในวัยเด็ก มุ่งให้เกิดกระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล (Digital Intelligence Quotient : DQ) และการอ่าน (Reading Literacy : RD) ที่สามารถวางรากฐานทักษะการเรียนรู้ของเด็กรอบด้าน ทั้งทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และทักษะป้องกันตนเองจากโควิด-19 ทำให้เด็กมีการพัฒนาศักยภาพนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสมดุล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;นางสาวกษมา กองสมัคร ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านนโยบายและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า ดีป้า ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เห็นความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลอดจนตระหนักถึงพลังของการใช้สื่อดิจิทัลในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมา ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพกำลังคนและบุคลากรด้านดิจิทัล &amp;ldquo;วิทยากรตัวคูณ สูงวัย สร้างสรรค์ รู้เท่าทันสื่อดิจิทัล&amp;rdquo; กิจกรรมพัฒนาทักษะยูทูบเบอร์ผู้พิการทางสายตา การร่วมมือกับ สสส. และภาคีเครือข่าย จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เพื่อเป็นหนึ่งในสื่อที่ให้ความสำคัญในการวางรากฐานทักษะการรู้เท่าทันสื่อสารสนเทศและสื่อดิจิทัล หรือ Media Information and Digital Literacy (MIDL) ตั้งแต่ปฐมวัยซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:8.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ เกิดขึ้นเพื่อจะนำไปสู่คำตอบสำคัญของการร่วมแก้ไขปัญหาวิกฤต พัฒนาเด็กปฐมวัยที่กำลังเผชิญภาวะพัฒนาการถดถอย ขณะเดียวกัน ได้ใช้พลังของการอ่านในการพัฒนาเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่ 21 อย่างเต็มศักยภาพให้เกิดความสมดุล ทั้งโลกดิจิทัลด้วยการวางฐานการสร้างสมรรถนะ สร้างทักษะชีวิต และทักษะเท่าทันสื่อ สร้างปรากฏการณ์ &amp;ldquo;มหัศจรรย์แห่งการอ่าน&amp;rdquo; ในการขยายพื้นที่เรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพื่อร่วมสร้างสังคมสุขภาวะที่ปรารถนาให้เป็นจริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช กรรมการผู้จัดการมูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย กล่าวว่า พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก ถือเป็นบุคคลสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ทั้งด้านสติปัญญา ความคิด ภาษา และพฤติกรรม หากเด็กสามารถเข้าถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ อาจส่งผลให้เด็กเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เช่น ก้าวร้าว ต่อต้าน การร่วมมือกับ สสส. จัดทำเว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย จึงถือเป็นการเปิดพื้นที่สื่อปลอดภัยให้พ่อ แม่ ผู้ดูแลเด็กเล็ก มีทางเลือกที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ซึ่งการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็กจะเกิดขึ้นได้ดีที่สุด มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ใช้ภาษา อ่านนิทาน ถาม-ตอบกับผู้ปกครอง 2.เคลื่อนไหว ทำกิจกรรมในครอบครัว 3.ปรับตัว เข้าสังคมกับคนรอบข้าง 4.มองตา และ 5.สัมผัสหรือกอด เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย นอกจากจะนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านแล้วยังสร้างกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่คนในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:7.2pt; margin-right:0cm; margin-bottom:7.2pt; margin-left:0cm&quot;&gt;ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์ www.earlychildhoodbookbank.com เว็บไซต์แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส.&amp;nbsp; www.happyreading.in.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ &amp;ldquo;อ่านยกกำลังสุข&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118822</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Intelligence Quotient : DQ, Reading Literacy : RD, กระบวนการสร้างทักษะฉลาดรู้ด้านสื่อดิจิทัล, ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช, ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์, ดีป้า, นางสาวกษมา กองสมัคร, นางสุดใจ พรหมเกิด, ภาคีเครือข่าย, มหัศจรรย์แห่งการอ่าน, มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย, สร้างสมรรถนะเด็กปฐมวัยออนไลน์, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, เว็บไซต์ธนาคารหนังสือเพื่อเด็กปฐมวัยออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211005/image_big_615bf7f8ec8ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>117026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้า - จังหวัดอุบลราชธานี ปักหมุดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สร้างระบบนิเวศกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนากำลังคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;17 กันยายน 2564, อุบลราชธานี &amp;ndash; ดีป้า จับมือ จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ปักหมุดพื้นที่ศาลากลางจังหวัด จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center หวังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล รวมถึงศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ ช่วยยกระดับเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ คาดพร้อมให้บริการหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปปลายปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้บริหาร รวมถึงพนักงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีกันโดยพร้อมเพรียง โดยทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดย นายสฤษดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการปักหลักของ ดีป้า และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมเส้นทางเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง และขอแสดงความยินดีกับ ดีป้า ภายใต้การนำของ ดร.ณัฐพล รวมไปถึงคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน อีกทั้งขออำนวยพรให้การดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาฯ ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และสามารถดำเนินภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า บูรณาการการทำงานกับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่องในการสำรวจและวางแผนความร่วมมือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ก่อนพัฒนาไปสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;อาคารสำนักงาน ดีป้า สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะกับการคิดค้นสิ่งใหม่ต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มี Co-working Space รองรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการประชุม เป็นศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (City Data Platform) ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถให้บริการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างชาติ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ โดยคาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2565&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ ดีป้า และ จังหวัดอุบลราชธานี เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase ได้ทาง Facebook Page: depa Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Digital Hub, City Data Platform, co-working space, Smart City, Smart Economy Showcase, ขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ, จังหวัดอุบลราชธานี, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดีป้า, นายสฤษดิ์ วิฑูรย์, บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, ศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, อุบลราชธานี, เมืองอัจฉริยะ, โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144528f49379.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116794</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีอีเอส-ดีป้า ร่วมงาน &#039;World Expo 2020 Dubai&#039; เผยโฉม ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 กันยายน 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลฯ โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นตัวแทนในการดำเนินงานพาประเทศไทยเข้าร่วมงาน World Expo 2020 Dubai ภายใต้แนวคิดหลัก &amp;ldquo;เชื่อมความคิด สร้างอนาคต: Connecting Minds, Creating the Future&amp;rdquo; หรือการสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้า ด้วยการเชื่อมโยงผู้คน องค์กร และประเทศต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน การแบ่งปันความรู้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และนวัตกรรม และกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการร่วมมือกันสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งมีประเทศสมาชิกเข้าร่วมงานทั้งหมด 192 ประเทศ โดยการเข้าร่วมงานของประเทศไทยในครั้งนี้กระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตร ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาเนื้อหานิทรรศการ ตลอดจนสร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจในหลากหลายรูปแบบที่จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาจัดแสดง ณ อาคารแสดงประเทศไทย ตลอด 6 เดือน ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2564 จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2565 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเข้าร่วมงาน World Expo 2020 Dubai ในครั้งนี้ นอกจากการจัดแสดงทางวัฒนธรรมประเพณี เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้เข้าชมงานแล้ว ยังถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้ใช้เวทีอันทรงเกียรติแห่งนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้นานาชาติได้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทย การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล รวมถึงระบบการแพทย์และสาธารณสุขของไทย ตลอดจนกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสใหม่ในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการค้า การลงทุน และการสานต่อความสัมพันธ์อันดีกับประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมงาน&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ Commissioner General of Section for Thailand Pavilion กล่าวว่า งาน World Expo 2020 Dubai เป็นมหกรรมใหญ่ติด 1 ใน 3 ของโลก สำหรับอาคารแสดงประเทศไทยได้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;การขับเคลื่อนสู่อนาคต&amp;rdquo; (Mobility for the Future) นำเสนอนโยบายการขับเคลื่อนประเทศที่ร้อยเรียนเรื่องราวผ่านนิทรรศการทั้ง 4 ห้อง ได้แก่ ห้องที่ 1: Thai Mobility จัดแสดงเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลองและราชรถจำลอง ให้ความรู้เกี่ยวกับการเดินทางของคนไทยในอดีต ห้องที่ 2: Mobility of Life นำเสนอภาพยนตร์แอนิเมชัน สะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ห้องที่ 3: Mobility of the Future นำเสนอภาพยนตร์แอนิเมชัน 360 องศา เพื่อแสดงภาพในอนาคตของประเทศไทยที่ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาค และ ห้องที่ 4: Heart of Mobility นำเสนอภาพยนตร์สั้น บอกเล่าเรื่องราวเสน่ห์ของประเทศไทยในหลากหลายมิติ ที่สร้างความประทับใจให้ชาวต่างชาติเดินทางมาเยี่ยมเยือน ทำธุรกิจ หรือใช้ชีวิตในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมีส่วนของร้านอาหารไทยให้ผู้เข้าชมงานได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารไทยแท้ และร้านขายของที่ระลึกที่คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพจากประเทศไทยร่วมสร้างความประทับใจ ส่วนบริเวณด้านหน้าอาคารมีเวทีกิจกรรมจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;Thai iconic: ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ&amp;rdquo; และอาคารแสดงประเทศไทยยังมีนิทรรศการ และกิจกรรมพิเศษ จากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาหมุนเวียนมาร่วมจัดแสดงตลอด 6 เดือนอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารแสดงประเทศไทยนั้น คณะทำงานได้ทุ่มเท วางแผน และติดตามความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง ยืนยันในความพร้อมของอาคารแสดงประเทศไทย โดยในปลายเดือนกันยายนนี้ จะมีการทดลองระบบ (Test Run) ของอาคารแสดงประเทศไทย เพื่อเตรียมเปิดต้อนรับผู้เข้าชมงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวว่า การจัดงาน World Expo 2020 Dubai ในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในตะวันออกกลาง และถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเข้าร่วมการจัดงานโดยมีพันธมิตรภาคเอกชนร่วมสนับสนุน ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ บีดีเอ็มเอส บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) Sea ประเทศไทย ไทยฮับ โดยบริษัท ดีวี 8 จำกัด (มหาชน)บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การจัดงานครั้งนี้ยอมรับว่าไม่ง่าย มีอุปสรรคในหลายจุดของการดำเนินงาน ตั้งแต่การรับผิดชอบงานระดับโลกในระหว่างที่ดีป้าเป็นหน่วยงานน้องใหม่ การจัดสรรงบประมาณ และสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้งานต้องเลื่อนออกไปถึง 1 ปีเต็ม ซึ่งดีป้ามองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความท้าทาย และเราก็ผ่านมาได้และเกิดเป็นความภูมิใจอย่างยิ่งที่จะได้เป็นตัวแทนในการนำถ่ายทอดความเป็นไทยให้แก่คนทั่วโลกได้เห็นผ่านเวทีโลกในครั้งนี้&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าวเสริม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ดร.ณัฐพล ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากความร่วมมือจากหลายภาคส่วนแล้วยังได้รับความร่วมมือจากกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง กลุ่มดิจิทัลสตาร์ทอัพที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลสัญชาติไทยมาช่วยเติมเต็มผ่านการแสดงความพร้อมของประเทศไทยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในทุกมิติ และต้องขอบคุณคนไทยทุกคนที่ร่วมสนับสนุนและร่วมให้กำลังใจ #ทีมไทยแลนด์ ในการจัดกิจกรรมที่อาคารแสดงประเทศไทยผ่านทาง Facebook: depa Thailand และ expo2020dubaithailand ตลอดมา พร้อมเชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมติดตามความเคลื่อนไหวและเป็นกำลังใจให้อาคารแสดงประเทศไทยในงาน World Expo 2020 Dubai ได้ที่ Facebook, Instagram และ YouTube: expo2020dubaithailand หรือ https://expo2020dubaithailand.com&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116794</URL_LINK>
                <HASHTAG>World Expo 2020 Dubai, ดีป้า, ดีอีเอส, ไทยแลนด์ พาวิลเลี่ยน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141a3fb3b9a1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115471</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2021 09:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีป้า&#039; โชว์ระบบ CO-link 4 เดือนช่วยผู้ป่วยโควิดเข้าถึงการรักษาเกือบแสนราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 ก.ย. 2564 สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดย สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ จัดทำระบบบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ภายใต้ชื่อ CO-link เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เผยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน สามารถติดตามผู้ป่วยจนเข้าสู่ระบบการรักษาไปแล้วเกือบแสนราย พร้อมขยายระบบเชื่อมโยงข้อมูลการจองและรับวัคซีน เพื่อลดความซ้ำซ้อน หนุนกระทรวงสาธารณสุขจัดหาวัคซีนได้แม่นยำมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เนื่องจากปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ซึ่งที่ผ่านมา สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) ได้ดำเนินโครงการสนับสนุนการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดทำระบบบริหารจัดการเตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ในชื่อ CO-link&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ GBDi กล่าวว่า ระบบ CO-link คือ ศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสายด่วนเฉพาะกิจ 1668, 1669, 1330 รวมถึงสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง (สปคม.) ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลการแอดมิตจากโรงพยาบาลทุกสังกัด ข้อมูลผลแล็บ และข้อมูลจากระบบ Home Isolation เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ข้อมูลในการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ทำให้การจัดสรรเตียงให้กับผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยผู้ใช้จะต้องประเมินความเร่งด่วนของผู้ติดเชื้อจากอาการและผลตรวจ ก่อนจัดระดับผลการคัดกรองเป็นกลุ่มสี (แดง ส้ม เหลือง เขียว) เพื่อจัดการจองเตียงตามระดับอาการ ให้เข้าสู่ระบบการรักษาอย่างทันท่วงที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ตั้งแต่ระบบ CO-link เริ่มใช้งานเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาประมาณ 4 เดือน สามารถติดตามผู้ป่วยจนเข้าสู่ระบบการรักษาไปแล้วเกือบแสนราย มีบุคลากรทางการแพทย์เข้าใช้งานแล้วเกือบ 500 บัญชี โดยในอนาคตจะมีการโอนย้ายเซิร์ฟเวอร์จาก GBDi สู่เซิร์ฟเวอร์ของ GDCC ในศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้นจากพื้นที่ระบาดอื่น ๆ ทั่วประเทศ&amp;rdquo; ผู้อำนวยการ GBDi กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ.ดร.ธีรณี กล่าวอีกว่า เบื้องต้นมีการขยายระบบ CO-link ให้เชื่อมโยงข้อมูลการจองฉีดวัคซีนและได้รับการฉีดวัคซีนจากระบบหมอพร้อม ไทยร่วมใจ ปทุมธานีวัคซีน และ นนท์พร้อม เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการจองวัคซีน ส่งผลให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถคาดการณ์ความต้องการ เพื่อจัดหาวัคซีนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น นอกจากนี้ระบบยังมีการพัฒนาแดชบอร์ดด้านวัคซีนให้กับกรมควบคุมโรค เพื่อสามารถดูข้อมูลผู้ติดเชื้อโควิด-19 หลังฉีดวัคซีนแล้วในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อประเมินสถานการณ์และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับระบบ CO-link คือ การบูรณาการข้อมูลจากระบบสารสนเทศของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 เพื่อเชื่อมต่อฐานข้อมูลจากทุกระบบ เข้ามาที่ระบบ CO-link โดยทำหน้าเป็น &amp;ldquo;Single Source of Truth&amp;rdquo; ที่ให้บริการข้อมูลและผลการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Intelligence) ทั้งในรูปแบบการวิเคราะห์เชิงบรรยายผ่านแดชบอร์ด และการวิเคราะห์เชิงทำนายด้วยโมเดลคณิตศาสตร์ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบ CO-link จึงเป็นด่านหน้าด้านข้อมูล (Data Portal) ในการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยโควิด-19 ให้กับระบบของภาคเอกชนที่ร่วมมือกับภาครัฐอย่างแพลตฟอร์ม &amp;ldquo;thai.care&amp;rdquo; ที่สามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ติดเชื้อตามชุมชนแออัด ลดการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ การดำเนินงานของ ดีป้า และหน่วยงานในสังกัดมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ตามวิสัยทัศน์ &amp;lsquo;think faster and live better&amp;rsquo; เตรียมความพร้อมเดินหน้าสู่เศรษฐกิจ-สังคมดิจิทัลในอนาคต ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดต่าง ๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารของ ดีป้า ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ www.depa.or.th, LINE@depaThailand และเฟซบุ๊ก depa Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115471</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดหาเตียงผู้ป่วยโควิด, ดีป้า, ระบบ CO-link, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa )</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_61318f082bfcc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78383</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/09/2020 16:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/09/2020 16:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โควิดไม่กระทบอุตสาหกรรมดิจิทัลชี้ปี63มูลค่าทะลุ6.5แสนล้าน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
23 ก.ย. 2563 นางกษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลหรือ ดีป้า เปิดเผยว่า การแพร่ระบาดโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลมากนัก &amp;nbsp;โดยปีนี้คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมดิจิทัลจะมีมูลค่ารวมมากกว่า 657,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 1. อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และบริการซอฟต์แวร์ ซึ่งปีนี้คาดว่าจะลดลง 1.2% จากปีก่อน หรือมีมูลค่าประมาณ 133,199 ล้านบาท เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ ที่คาดว่าจะยังคงหดตัวลงต่อเนื่องอีก 10.1% หรือคาดว่าจะมีมูลค่าราว 268,989 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามด้วยอุตสาหกรรมบริการดิจิทัล คาดว่าจะเติบโตขึ้น 20.5% จากปีก่อนหรือมีมูลค่ากว่า 204,240 ล้านบาท และในปี 2565 จะขยายตัวสูงกว่า 258,470 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงมาจากดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่น ส่วนอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ จะเติบโต 10.1% หรือมีมูลค่า 34,229 ล้านบาท จากการขยายตัวของตลาดเกมมิ่ง และสุดท้ายอุตสาหกรรมบิ๊กดาต้าจะมีมูลค่าขยับเป็น 16,871 ล้านบาท และปี 2565 จะเพิ่มขึ้นเป็น 18,558 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การประเมินมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นสิ่งที่ดีป้าจัดทำต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 และจะขยายขอบเขตการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลให้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งดีป้ากำลังพัฒนา &amp;lsquo;Digital Pulse&amp;rsquo; ให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลด้านดัชนีชี้วัดระหว่างประเทศ ฐานข้อมูลและแนวโน้มอุตสาหกรรม ความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีในการผลิต ซึ่งจะทำให้ดีป้าสามารถรายงานผลการสำรวจเป็นรายไตรมาสได้ และขยายไปสู่การสำรวจภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต&amp;rdquo; นางกษิติธร กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78383</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีป้า, อุตสาหกรรมดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200923/image_big_5f6b197ae2ed3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72690</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/07/2020 09:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/07/2020 09:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีป้า&#039;หนุน 10 สตาร์ทอัพสัญชาติไทยผุดแพลตฟอร์มแก้ปัญหาเศษฐกิจ-สังคม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ค. 2563 นายณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) มอบหมายให้ ดีป้า ร่วมเป็นส่วนช่วยในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตประชาชน และกระตุ้นภาคการลงทุนไทยให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ภายหลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ผ่านการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เยียวยาภาพรวมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และด้วยปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ ดีป้า เร่งสนับสนุนดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทยตามเทคโนโลยีเป้าหมายทั้ง 6 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร (AgTech) เทคโนโลยีเพื่อการเงิน (FinTech) เทคโนโลยีเพื่อการบริการภาครัฐ (GovTech) เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (HealthTech) เทคโนโลยีเพื่อการท่องเที่ยว (TravelTech) และเทคโนโลยีเพื่อการเพื่อการศึกษา (EdTech) ที่จะเข้ามามีส่วนช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มการหางาน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการสามารถหา พัฒนา และคัดกรองบุคลากรด้านดิจิทัล ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่ขาดแคลนบุคลากรในสายงานดังกล่าว และช่วยเหลือคนตกงานกว่า 400,000 คนจากวิกฤตเศรษฐกิจ และโควิด-19 เพิ่มความรู้และทักษะด้าน Hard Skill และ Soft Skill แก่แรงงานสายอาชีพ ควบคู่ไปกับการนำเสนอช่องทางเรียนรู้ทักษะด้านดิจิทัลในสาขาต่าง ๆ อาทิ Coding, Machine Learning รวมถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) การสนับสนุนภาคธุรกิจบริการและการท่องเที่ยวตามพื้นที่เป้าหมาย เพื่อรองรับฐานวิถีชีวิตใหม่ (นิว นอร์มอล)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาการส่งเสริมและสนับสนุน ครั้งที่ 7/2563 มีมติเห็นชอบโครงการที่ขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนมาตรการเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล (depa Digital Startup Fund) จำนวน 10 โครงการที่จะเข้ามาสนองตอบปัจจัยต่าง ๆ ที่ ดีป้า พร้อมดำเนินการขับเคลื่อน ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. โครงการออนไลน์แพลตฟอร์มเพื่อการค้นหาและพัฒนาตนเองสู่อาชีพที่ใช่ในอุตสาหกรรมดิจิทัลด้วยระบบ WE Space โดย บริษัท เอ็ดไวซอรี่ จำกัด
2. โครงการ AUTOPAIR Sales Management Platform โดย บริษัท ออโต้แพร์ จำกัด
3. โครงการ FOXFOX โดย บริษัท ฟ็อกซ์ฟ็อกซ์ จำกัด
4. โครงการ Abi: แพลตฟอร์มวัดทักษะสำหรับสถานศึกษาและจัดหาบุคลากรสำหรับบริษัท โดย นายภีศเดช เพชรน้อย
5. โครงการ Quizmo (ควิซโม่) โดย นายพงศ์พันธ์ เหล่าเศรษฐานันท์
6. โครงการเกมส์ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านโค้ดดิ้ง และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดย นายรักษิต ชุติภักดีวงศ์
7. โครงการ MANA (มานะ) ระบบบริหารทีมงานออนไลน์ โดย บริษัท แอลเอฟฟินเทค จำกัด
8. โครงการ Container Truck Gate Automation โดย บริษัท เวริลี วิชั่น จำกัด
9. โครงการตลาดรวมสินค้าการเกษตรและอาหารแช่แข็งออนไลน์ โดย นายชารีฟ เด่นสุมิตร
10. โครงการพัฒนา และต่อยอด แพลตฟอร์มเช่ารถ Rent Connected โดยใช้ Artificial Intelligence และ Machine Learning เข้ามาช่วย โดย บริษัท เร้นท์ คอนเนคเต็ด จำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดีป้า พร้อมเป็นฟันเฟืองในการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยความร่วมมือกับดิจิทัลสตาร์ทอัพในการส่งเสริมและสนับสนุนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งประเมินว่า โครงการต่าง ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบในที่ประชุมฯ จะทำให้เกิดมูลค่าการลงทุนในระบบเศรษฐกิจมากกว่ากว่า 20 ล้านบาท&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72690</URL_LINK>
                <HASHTAG>10 สตาร์ทอัพไทย, ดีป้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a69b9ace9e08.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
