<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55796</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/01/2020 15:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/01/2020 15:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนาวแน่! ศูนย์ต้านเฟคนิวส์ตื่นแล้ว จ่อจับดะข่าวปลอม&#039;ไวรัสโคโรนา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ม.ค.63 -&amp;nbsp; นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีข่าวไวรัสโคโรนาว่า ตอนนี้เรามีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมในการกรองข่าว แต่เราก็มีช่องทางในการนำเสนอกับประชาชน อยากฝากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ เรามีช่องทาง ในไลน์ 1,300,000 กว่าคน ตั้งแต่มีเรื่องไวรัสโคโรนา เราขึ้นข่าวถี่มาก เพราะข่าวปลอมมีเยอะ แต่หลายคนที่เข้าใจว่าศูนย์เงียบ อาจจะไม่เข้าใจ ไม่ทราบช่องทางที่เรากระจายช่าว ก็อยากฝากประชาสัมพันธ์ให้เข้ามาเป็นสมาชิกใน line group จะได้ทราบเวลามีข่าวปลอม จะได้ช่วยแชร์ได้ข่าวว่าใดจริงไม่จริง เราก็พยายามหยิบอันที่คนแชร์กันเยอะมาตรวจสอบและสื่อออกไป จึงอยากให้ติดตามใน line กลุ่ม ซึ่งเป็นไลน์กลุ่มพิเศษที่มีสมาชิกได้ไม่จำกัดจำนวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราพยายามเร่งทำเพราะรู้ว่าข่าวปลอมเยอะจริง ผมพยายามจะติดตามตรวจจับต้นตอข่าวปลอม ซึ่งเราพยายามติดต่อข้อมูลส่งให้ ปอท. ในการจับผู้กระทำผิด ในวันสองวันนี้ได้ส่งให้ข้อมูลให้ ปอท. เยอะมาก ก็พยายามประสานว่าในวันสองวันนี้จะไปดำเนินการจับได้หรือไม่ ซึ่งทางเราได้ส่งข้อมูลต้นตอข่าวปลอมให้ ปอท ไปเยอะมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราเข้าใจว่าไวรัสโคโรนาเป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชนมาก กระทรวงได้พยายามสื่อสาร โดยหยิบข่าวปลอมที่มีการแชร์มากๆมาตรวจสอบและแจ้งไปในช่องทางที่เรามี รบกวนพี่น้องประชาชนช่วยแชร์สิ่งที่ถูกต้อง ใช้สติก่อนแชร์ ตรวจสอบกับแหล่งข่าวก่อน เพราะหากแชร์ไป เราจะไปสร้างความตื่นตระหนกให้พี่น้องประชาชนในทางที่ผิด คนที่บอกว่าช้าหรือไม่เห็น ก็อยากจะบอกว่าช่องทางเรามีไม่มาก เราพยายามเพิ่มช่องทางของเราแล้ว จึงอยากประชาสัมพันธ์ และเราทำงานกันอย่างเต็มที่&amp;quot;นายพุทธิพงษ์ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55796</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข่าวปลอม, ดีอี, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, เฟคนิวส์, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200129/image_big_5e313b109d9d1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สตม.-กระทรวงดีอี&#039; ยืนยัน &#039;ไบโอเมทริกซ์&#039; มีประสิทธิภาพ ตอก &#039;บิ๊กโจ๊ก&#039; แค้นส่วนตัว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ม.ค.63 - พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) &amp;nbsp;กล่าวถึงกรณี พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต ผบช.สตม.ให้สัมภาษณ์ถึงเครื่องไบโอเมทริกซ์ไม่สามารถใช้งานได้จริงว่า ไม่ทราบว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เอาข้อมูลมาจากไหนว่าระบบไบโอเมทริกซ์ไม่สามารถใช้งานได้จริง ทั้งที่เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพสูงใช้งานได้จริง ที่ผ่านมาสามารถจับกุมชาวต่างชาติที่ต้องคดี หรือมีประวัติก่ออาชญากรรม ที่พยายามหลบหนีเข้าประเทศไทย หรือหลบหนีเข้ามาแล้ว ได้จำนวนมาก จึงถือว่าการนำระบบนี้มาใช้มีความคุ้มค่า ที่สำคัญคือจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นใจนานาประเทศว่าประเทศไทยมีระบบคัดกรองที่มีมาตรฐานมีความปลอดภัย อีกทั้งป้องกันการทุจริตของเจ้าหน้าที่ได้อีกด้วย จึงถือว่าการนำระบบไบโอเมทริกซ์มาใช้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป ที่ออกมาชี้แจงก็เพื่อต้องการสร้างความเข้าใจแก่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.ในฐานะผู้อนุมัติโครงการ มีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับนานาชาติ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่ควรนำเรื่องระบบไบโอเมทริกซ์ไปเชื่อมโยงกับความขัดแย้งส่วนตัว&amp;quot;พล.ต.ท.สมพงษ์ &amp;nbsp;ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พล.ต.ต.สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (รอง ผบช.สตม.) กล่าวว่าที่ผ่านมาได้ให้ผู้เชี่ยวขาญจากหลายหน่วยงานมาตรวจสอบว่าระบบไบโอเมทริกซ์ใช้งานได้จริงหรือไม่ ซึ่งได้รับรายงานยืนยันว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพใช้งานได้จริง ตั้งแต่ตนเองมาปฎิบัติหน้าที่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อยู่ระหว่างส่งงานงวดที่ 3 ซึ่งปัจจุบันติดตั้งไปครบทั้ง 6 งวดแล้ว ตามสัญญาตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา ตรวจสอบคนมาแล้ว 48 ล้านคน จับกุมบุคคลตามแบล็คลิสต์ได้ 4,353 คน ตรวจสอบบุคคลที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินเวลาที่กำหนด หรือ โอเว่อร์สเตย์ 126,989 คน จับกุมได้ 3,166 คน ได้เงินค่าปรับไปแล้วกว่า 240 ล้านบาท ตนก็พร้อมจะชี้แจงกับ ปปช. เพราะทุกขั้นตอนตั้งแต่การจัดซื้อ การตรวจสอบ และการนำมาใช้ มีความโปร่งใสทุกขั้นตอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ นายอาศิส อัญญะโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาดิจิตอล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) หนึ่งในผู้ร่วมตรวจสอบระบบไบโอเมทริกซ์ ก็ยืนยันเช่นกันว่าเป็นระบบที่มีมาตรฐานสากล ท่าอากาศยานชั้นนำของโลกหลายแห่งก็ใช้ระบบนี้ พร้อมกับยืนยันเช่นกันว่าระบบไบโอเมทริกซ์ใช้งานได้จริง แต่อาจจะมีความล่าช้าในการเชื่อมโยงระบบไปบ้าง ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะ เมื่อทุกอย่างเข้าระบบก็จะสามารถใช้งานได้อย่างสมบูรณ์แบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองผู้บังคับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 2 ในฐานะผู้ปฎิบัติงานที่ควบคุมดูแลท่าอากาศยานนานาชาติในประเทศไทย ยืนยันว่า ระบบไบโอเมทริกซ์ได้นำมาช่วยในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ ทำให้การตรวจสอบบุคคลมีความแม่นยำ เพราะมีฐานข้อมูลบุคคลต้องสงสัย หรือบุคคลต้องห้าม จนสามารถคัดกรองบุคคลเข้าออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54180</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีอี, บิ๊กโจ๊ก, สตช., ไบโอเมทริก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200109/image_big_5e16e46f23647.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2019 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2019 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีมโฆษกศธ. บุกกองทัพบกยื่นหนังสือถึง&#039;บิ๊กแดง&#039;ช่วยตรวจสอบเฟคนิวส์ หา&#039;คุณหญิงกัลยา&#039;บังคับเด็กไทยทั่วประเทศเรียนศาสนาอิสลาม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ย 62 - ที่ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน นายกันติพจน์ สิริภักดิสกุล ที่ปรึกษาและเลขานุการคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ และนายอุดมการณ์ วรกิจ ผู้ชำนาญการคนที่ 2 ของรมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมายื่นหนังสือถึงพล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เรื่องขอความร่วมมือตรวจสอบและระงับข่าวปลอมเรื่องการบังคับใช้หลักสูตรอิสลามในโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ โดยมีพ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก และพ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก เป็นตัวแทนรับเอกสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกันติพจน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการแชร์ภาพและข้อความในสื่อสังคมออนไลน์โจมตีการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ และมีการเชิญชวนกันลงรายชื่อคัดค้านคุณหญิงกัลยา โดยอ้างว่าคุณหญิงกัลยาจะบรรจุหลักสูตรศาสนาอิสลามลงไปในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีการบังคับให้เด็กไทยทุกคนเรียนหลักสูตรศาสนาอิสลามทุกคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือน โดยมีการนำเอกสารหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องการสำรวจโรงเรียนที่สอนศาสนาอิสลามเพื่อนำมาประกอบการทำงานงบประมาณปีต่อไป เพื่อต้องการทราบว่ามีทั้งหมดกี่โรงเรียน ในส่วนนี้ได้ทำการสำรวจโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สังกัดสพฐ. โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ามีนักเรียนมุสลิมเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปให้ห้องเรียนสอนศาสนาอิสลามโดยเฉพาะให้กับเด็ก โดยให้เฉพาะนักเรียนที่เป็นมุสลิมมาเรียนเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนักเรียนที่เป็นไทยพุทธ แต่มีการนำไปเผยแพร่ว่าคุณหญิงกัลยาบังคับให้เรียน และยุยุงปลุกปั่นให้คนที่นับถือศาสนาพุทธมาร่วมลงชื่อคัดค้าน ซึ่งสิ่งที่กระทำนี้ถือว่าเข้าข่ายมีความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เรามองว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง เพราะจะมีการสร้างความแตกแยกระหว่างสองศาสนา ทางคณะทำงานฯอยากขอความร่วมมือกองทัพบกช่วยตรวจสอบต้นตอข้อมูลบุคคลผู้นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และดำเนินคดีกับผู้นำเข้าข้อมูลและส่งต่อข้อมูลอันเป็นเท็จนี้โดยเจตนาตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตามจากนี้ทางทีมโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายกระทรวงศึกษาธิการจะเดินทางไปยื่นหนังสือที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)ต่อไปด้วย&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49694</URL_LINK>
                <HASHTAG>กันติพจน์ สิริภักดิสกุล, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ดีอี, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191106/image_big_5dc29dc74922c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48939</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/10/2019 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/10/2019 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ณัฏฐพลย้ำพปชร.ชิงเก้าอี้พ่อเมืองกทม.แน่อยู่ระหว่างเลือกตัวและทีมเวิร์ก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ต.ค.2562 - นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตั้งเเต่ตนเองเเละนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาค กทม.ได้รับข้อเสนอเเนะจากชาว กทม. ความเห็นของ ส.ส.เเละสมาชิกพรรคภาค กทม.ว่าพรรคต้องมีความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เเละ ส.ก.ที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้นั้น ยืนยันว่าภาค กทม.พร้อมพิจารณาบุคคลเเละทีมงานที่พรรคพิจารณาว่าเหมาะสมที่จะไปทำหน้าที่ตามที่ชาวกทม.มอบหมาย โดยพรรคได้เดินหน้าในเรื่องนี้มาระยะหนึ่งเเล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพลกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาได้หารือกับ ส.ส.ภาคกทม. สมาชิกพรรคเเละรับฟังเสียงสะท้อนของชาว กทม.ทุกเขตมาระยะหนึ่งว่าพรรคจะพัฒนา กทม.ให้ดีขึ้นอย่างไร เพราะเเต่ละพื้นที่มีปัญหาเเละเเนวทางเเก้ไขที่เเตกต่างกัน ตรงนี้ต้องหลอมรวมทุกปัญหามาเเก้ไขให้ตรงจุด ดังนั้นความเป็นทีมเวิร์กจึงสำคัญที่สุดเพราะจะทำงานเเบบข้ามาคนเดียวไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ห้าสิบเขตใน กทม.มีความเชื่อมถึงกัน กทม.คือหนึ่งในการปกครองท้องถิ่นเเละเป็นเมืองหลวงของไทย ทุกอย่างควรเชื่อมโยงกัน ดังนั้น กทม.กับรัฐบาลควรทำงานสอดรับกัน ยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ละเลย &amp;nbsp;พรรคได้รับความไว้วางใจจากคน กทม.มากที่สุด ดังนั้นได้หารือเเละคุยกับทุกฝ่ายว่าควรมาร่วมงานเป็นทีมเวิร์กเพื่อสร้างความเปลี่ยนเเปลงเเบบเดินหน้าไปด้วยกันเเบบยั่งยืน&amp;rdquo;นายณัฏฐพลระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพลย้ำว่า ในภาค กทม.คุยกันมาเเล้วว่า พรรคจะเฟ้นหาคนที่บริหารได้ &amp;nbsp;ทำงานเป็นทีมได้ เพื่อเปลี่ยนแปลง กทม.ได้ทั้งระบบ เพราะคนภาพดีกับการบริหารได้ มันคนละเรื่องกัน พลังประชารัฐเป็นพรรคที่ชาวกทม.ไว้วางใจให้มี ส.ส. 12 คน จาก 30 คน ดังนั้นพวกเราต้องรับหน้าที่นี้เพื่อเลือกเเละส่งคนบวกกับทีมงานที่ดีที่สุดไปอาสาทำงานให้คน กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์พรรค ย้ำมาว่าทุกสิ่งที่พรรคนำเสนอเเละขอโอกาสคน กทม.ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่สุดรวมทั้งการเลือกตั้งท้องถิ่นในต่างจังหวัดด้วย พล.อ.ประวิตรย้ำว่าพลังประชารัฐต้องเลือกคนเเละทีมงานที่ดีที่สุดไปทำงานเพื่อให้ประชาชนพิจารณา&amp;rdquo;รองหัวหน้าพรรค พปชร.กล่าวและว่า เร็วๆ นี้จะได้ข้อสรุปสำหรับภาค กทม.ที่จะเปิดเผยความพร้อมของบุคคลเเละทีมงานรวมทั้งนโยบายที่จะขออาสาทำงานให้ชาว กทม.อย่างเป็นระบบเเละดีที่สุดในการเปลี่ยนเเปลง กทม.เเบบชัดเจน ส่วนจังหวัดอื่นๆ นั้นประธานยุทธศาสตร์พรรค เเละเเกนนำภาคต่างๆ จะทยอยเเจ้งสังคมถึงความพร้อมที่จะอาสาทำงานให้ประชาชนในเเต่ละพื้นที่ต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48939</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ, ดีอี, พปชร., พรรคพลังประชารัฐ, พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191027/image_big_5db52d2c77bf8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47688</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ป้อม&#039;ยันไม่ละเมิดสิทธิ์  อีดีเก็บข้อมูลผู้ใช้WiFi  จับตากลุ่มเสี่ยงป่วนประชุมอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค 62 - ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยและการจราจร เพื่อเตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน ให้ระวังกลุ่มเสี่ยง ว่า การจับตากลุ่มเสี่ยงดำเนินการมาตลอดอยู่แล้ว ส่วนจะเป็นกลุ่มไหนนั้น ไม่ขอเปิดเผย สำหรับงานด้านการข่าว ก็ดำเนินการมาตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มที่จับตาเป็นคนภายในหรือภายนอกประเทศ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แค่คนภายในประเทศก็จะแย่อยู่แล้ว คนนอกประเทศจะมาทำทำไม ไม่มี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงกรณี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม (ดีอี)ขอความร่วมมือร้านค้าที่เปิดให้ผู้ใช้บริการต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต WiFi ภายในร้านให้เก็บข้อมูลการจราจรทางอินเทอร์เน็ตของผู้ลงทะเบียน ใช้ WiFi ของร้านเป็นเวลา 90 วัน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า แล้วดีหรือไม่ และเป็นการขอความร่วมมือของภาคเอกชน ส่วนที่มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนนั้น เป็นการขอความร่วมมือจะละเมิดสิทธิ์ได้อย่างไร ไม่ได้บังคับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถามว่า เครือข่ายดังกล่าวโยงใยกับคนในหรือนอกประเทศอย่างไรบ้าง พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เอาเรื่องคนในประเทศให้เรียบร้อยก่อน ในส่วนของต่างประเทศเราก็ได้มีการเฝ้าระวัง ในส่วนของบางเว็บไซต์ที่ลงทะเบียนในต่างประเทศ ซึ่งก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ได้แต่โจมตีแต่สิ่งที่เราระมัดระวังก็คือการดูแลรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศที่จะเข้ามา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47688</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มป่วน, ดีอี, บิ๊กป้อม, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5fd568a0433.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ดีอี-ปอท.&#039;แถลงยิบรวบ&#039;กาณฑ์&#039; ยันโพสต์ทำนองนี้มาต่อเนื่อง คิวต่อไปคนแชร์โดนด้วย!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค.62 - ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผบก.ปอท.และ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รอง ผบก.ปอท.ร่วมแถลงผล&amp;ldquo;ปฏิบัติการปราบปรามเนื้อหาไม่เหมาะสม&amp;rdquo; สืบสวนปราบปรามผู้ที่เผยแพร่สื่อในเนื้อหาไม่เหมาะสม รวมถึงผู้ร่วมขบวนการบนสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้อง โดยสามารถจับกุมนายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1520/2562 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ข้อหาตามมาตรา 14(3) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฐาน &amp;ldquo;นำเข้าสู่ระบบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ&amp;rdquo; จับกุมได้ที่บ้านพักในซอยอารีย์สัมพันธ์ 3 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่แล้วมีผู้ไม่หวังดีได้ก่อกระแสข้อความบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยการติดแฮชแท็กและโพสต์ข้อความเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กอันจะสร้างความเกลียดชัง จนมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นร่วมหลักร้อยราย และแชร์โพสต์ต่อกว่า 50 ครั้ง ดังนั้น รมว.ดีอี จึงสั่งการให้ บก.ปอท. สืบสวนติดตามจนสามารถยื่นคำร้องขอศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ ยอมรับว่าเป็นผู้โพสต์ แต่ไม่มีเจตนากระทำผิด ซึ่งเมื่อตรวจสอบประวัติแล้วพบว่านายกาณฑ์ เคยโพสต์ในลักษณะที่เกี่ยวกับความมั้นคงมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็นับเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ยืนยันว่า ประเทศไทยมีเสรีภาพในการโพสต์ การแชร์หรือคอมเมนต์ แต่ต้องมีวิจารณญาณว่าเรื่องที่โพสต์ไปเป็นความจริงหรือไม่ และหากโพสต์ไปจะมีใครเสียหายหรือไม่ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่แชร์และคอมเมนต์ในโพสต์ดังกล่าวร่วมหลักร้อยนั้น จากนี้ก็จะพิจารณาว่าต้องเรียกเข้ามาสอบปากคำหรือไม่ต่อไป และขอฝากเตือนว่าสำหรับประชาชนผู้ใดที่แชร์หรือส่งต่อข้อความลักษณะดังกล่าวจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(5) ต้องระวางโทษเท่ากับผู้โพสต์หรือผู้นำเข้าสู่ระบบเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่าการจับกุมนายกาณฑ์ โดยไม่มีหมายเรียกก่อน ถือว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่นั้น นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า ทั้งหน่วยงานรัฐและตำรวจ ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบและขั้นตอนเพื่อขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเราไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจศาลได้ ยืนยันว่าการจับกุมทุกครั้งต้องดำเนินการภายใต้ข้อมูลและข้อเท็จจริง ไม่ได้ตั้งเป้าใครเป็นศัตรูหรือใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน การที่จะดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดนั้นต้องทำตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากไม่มีหลักฐานก็จะดำเนินคดีไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุฒิพงษ์ กล่าวว่า สำหรับศูนย์เฟคนิวส์นั้น เป็นเพียงหน่วยคัดกรองข่าวที่มีเนื้อหาไม่เป็นความจริง และอาจจะกระทบต่อสังคมเป็นวงกว้าง ซึ่งปกติทางดีอีและ ปอท.ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว โดยศูนย์เฟคนิวส์นั้น เมื่อได้รับแจ้งเบาะแสข่าวปลอมมา จะตรวจสอบภายใน2 ชั่วโมง ก่อนประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงต่อไป นอกจากนี้ ขอฝากร้านค้าร้านกาแฟต่างๆ ที่เปิดให้ผู้ใช้บริการ ต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ตไวฟายภายในร้าน ให้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางอินเตอร์เน็ตของผู้ลงทะเบียนใช้ไวฟายของร้านเป็นเวลา 90 วัน เพื่อป้องกันเมื่อมีเหตุอะไรแล้วเจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นต้องขอข้อมูลดังกล่าว โดยอาศัยความตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 26 ซึ่งดีอีได้หารือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ปอท.แล้ว และหากไม่ปฏิบัติตาม จะมีโทษตามกฎหมาย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47582</URL_LINK>
                <HASHTAG>กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์, ดีอี, พุทธิพงษ์  ปุณณกันต์, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191008/image_big_5d9c26c49ddee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45659</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2019 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2019 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“รมว.ดีอี” ดอดพบ “กสทช.” ปรับปรุงโครงการเน็ตประชารัฐ และการบริหารดาวเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วานนี้ (12 &amp;nbsp;ก.ย.62) &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายพุทธิพงษ์ &amp;nbsp;ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินทางมาพบ นายสุกิจ ขมะสุนทร ประธาน กสทช.และ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เพื่อ พูดคุยและรับฟังข้อมูลการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและหารือเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังการเข้าหารือว่า วันนี้ได้มาพูดคุยในประเด็น 4 เรื่องด้วยกัน ในเรื่องความคืบหน้าของ 5G ได้ขอคำแนะนำและรายงานสถานการณ์ปัจจุบันว่า 5G มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดประมูลได้ทันตามเวลาที่กำหนดไว้ในปี 2020หรือไม่ ซึ่ง กสทช.ยืนยังว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ กระบวนการประมูลต่างๆ ตามสิ้นปีถึงต้นปีหน้า ขั้นตอนในการดำเนินการอยู่ในกรอบเวลาที่วางไว้ และแผนจะมีการปรับเลขหมายพื้นฐานจาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก เป็นแผนที่มีความจำเป็นต่างๆ ภาพรวมความจำเป็นต่างๆ ของผู้ใช้บริการ ของคู่สายที่มีอยู่ ก็อาจจะไม่เพียงพอในเรื่องของการใช้โทรศัพท์และมีผลผูกพันในเรื่องของเลขหมายขยายเลขหมายการให้บริการ อินเทอร์เน็ต &amp;nbsp;ซึ่งยังติดปัญหาอยู่บ้างของผู้ให้บริการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐาน รับไปและไปดูแนวทางการแก้ไขปัญหา ซึ่งกสทช.ก็มีแผนอยู่แล้วที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2564 เพียงแต่ว่าขั้นตอนการดำเนินการในปี 2563 ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนซึ่งไม่ได้ปรับได้ทันที เพียงแต่ติดปัญหาเรื่องงบประมาณ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในเรื่องดาวเทียม นโยบายและการบริหารจัดการดาวเทียม ทั้งที่กำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน การบริหารการจัดการ กระทรวงดีอีในฐานะผู้ดูแลนโยบาย การบริหารจัดการตามขั้นตอนต่างๆ อย่างไรก็ตามกระทรวงดีอีจะทบทวนการใช้ประโยชน์จากเน็ตประชารัฐ ประสิทธิภาพความยั่งยืนของเน็ตประชารัฐมีความจำเป็น ทั้งของ USO &amp;nbsp;และเน็ตประชารัฐของกระทรวงดีอี งบประมาณสนับสนุนที่สะดุด การวางโครงข่าย ในอนาคตจะเห็นประโยชน์ของโครงข่าย ส่วน 10,000 จุด ที่กระทรวงดีอีจะลงเพิ่มนั้น &amp;nbsp;จะต้องกลับไปดูรายละเอียดวว่าสัญญาเป็นอย่างไร กรอบงบประมาณที่ต้องเติมลงไป การวางแผนของผมอย่างน้อยระยะสั้นควรจะ 5 &amp;nbsp;ปี ระยะยาว &amp;nbsp;10 ปี การหางบประมาณปีต่อปีไม่ง่าย การใช้งานต่อเนื่องของโครงข่ายมีความจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก็ประมาณ 4-5 เรื่อง ซึ่งในรายละเอียดเป็นการรับฟังซะส่วนใหญ่ มีหลายๆ เรื่องที่ได้ซักถามบ้าง ส่วนเรื่องในอดีตการทำงานระหว่างกระทรวงดีอี และกสทช.ที่มีปัญหาอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการทำงานร่วมกัน ปัญหาความทับซ้อน หรือกรอบงานทั้งการวางนโยบายในทางปฏิบัติ จริงๆ ที่มีการพูดคุยกันและประสานงานร่วมกันให้ใกล้ชิดกว่านี้ เชื่อว่าหลายๆ จะทำให้การทำงานในส่วนของการสื่อสารโทรคมนาคมให้กับพี่น้องประชาชนได้รวดเร็วขึ้น ความซ้ำซ้อนของหน้าที่ก็คงจะน้อยลงและที่สำคัญที่สุด ในเรื่องของโครงข่ายโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียม เครือข่ายต่างๆ ก็ดีมีความจำเป็นที่จะต้องทำ&amp;rdquo; รมว.ดีอี กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วนในการหารือกับ รมว.ดีอี เป็นเรื่องการบริหารจัดการกิจการดาวเทียม โดยดาวเทียมไทยคม 5 ที่จะสิ้นสุดสัมปทาน กสทช.จึงเสนอให้เร่งรัดเพื่อดำเนินการให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยกระทรวงดีอีแจ้งว่าอยู่ในขั้นตอนของการจ้างที่ปรึกษาการบริหารจัดการดาวเทียม กสทช.ได้แจ้งว่าหากการดำเนินการตามระบบบริหารจัดการใหม่ไม่ทันตามกำหนดกสทช.จะออกมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการไม่ให้เกิดผลกระทบ&amp;nbsp;
นอกจากนี้ กสทช.ยังได้อธิบายถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ของไทยคม 5 ย่านความถี่ 3400-3700 เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) เพื่อนำมาประมูล &amp;nbsp;และการเร่งรัดพัฒนาเทคโนโลยี5G โดยรัฐมนตรีดีอีเห็นด้วยกับแนวคิดของกสทช.ที่จะผลักดันให้การขับเคลื่อน 5G เป็นวาระแห่งชาติและมีกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแล กสทช.ยังได้แจ้งถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกกะเฮิรตซ์ จากบริษัทอสมท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเยียวยา โดยรัฐมนตรีดีอีได้รับที่จะไปหารือกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูและบมจ.อสมท. เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ ส่วนการสนับสนุนนโยบายต่อต้านข่าวลวง ได้แจ้งถึงการเสนอแนวคิดที่จะให้ผู้ให้บริการ OTT ตั้งศูนย์ตรวจสอบข่าวลวงเพื่อปิดกันข่าวลวง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45659</URL_LINK>
                <HASHTAG>กสทช.., ดาวเทียม, ดีอี, พุทธิพงษ์  ปุณณกันต์, เน็ตประชารัฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190811/image_big_5d500dc9df463.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
