<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 06:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 06:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯประกาศเตือนภัยพายุดีเปรสชัน&#039;โกนเซิน&#039;ฉบับที่15</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 64 - นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนภัย &amp;quot;พายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;โกนเซิน&amp;rdquo;&amp;quot; ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (13 ก.ย. 64) พายุดีเปรสชัน &amp;ldquo;โกนเซิน&amp;rdquo; บริเวณชายฝั่งของเมืองกวางงาย ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 15.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.8 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยอย่างช้าๆ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในระยะต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดบึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี จันทบุรี และตราด ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง โดยหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่ง จนถึงวันที่ 14 กันยายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116497</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ดีเปรสชัน, ฝนตก, พายุโกนเซิน, อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c36cbbcfb20.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80665</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มาอีกลูกโซนร้อน ฝนหนักถึง19ต.ค. ตรังประกาศ2อำเภอภัยพิบัติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พายุมาอีกลูก อุตุฯ ประกาศเตือนทวีความรุนแรงจากดีเปรสชันเป็นพายุโซนร้อน เคลื่อนเข้าเวียดนาม ขณะที่ร่องมรสุมก็มีกำลังแรง ส่งผลกระทบฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่อีสาน กลาง ตะวันออก ใต้ ตรังประกาศเขตภัยพิบัติแล้ว 2 อำเภอ ประกาศปิดการท่องเที่ยวหมู่เกาะสิมิลันหลังทะเลคลื่นลมแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง &amp;quot;พายุดีเปรสชัน (ระดับ 2) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 16-19 ต.ค.2563)&amp;quot; ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2563&amp;nbsp; ความว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง (พายุระดับ 1) ด้านตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชัน (ระดับ 2) และได้เคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนกลาง เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (15 ต.ค.63) หรือมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 14.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 120.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน (ระดับ 3) และมีแนวโน้มจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 17-18 ต.ค.63 โดยจะทำให้บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง ร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคกลางตอนล่าง ภาคใต้ตอนบน และภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยยังคงมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดการเดินเรือในระยะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันพฤหัสบดี ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 22 นำโดย ร.อ.อานุภาพ ศรีลาชัย เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เทศบาลนครอุบลราชธานี ช่วยขนย้ายข้าวของ เครื่องใช้ไฟฟ้าออกจากบ้านเรือนที่เริ่มมีน้ำไหลเข้าท่วมบริเวณพื้นบ้านสูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นไปอยู่บนจุดอพยพที่สวนสาธารณะห้วยม่วง ซึ่งเทศบาลนำเต็นท์มากางให้ใช้พักอาศัยชั่วคราว หลังลำน้ำมูลน้อยสูงขึ้นและไหลเข้าท่วมบ้านเรือนของชุมชนที่อยู่ต่ำที่สุดแล้วจำนวน 7 หลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นครราชสีมา สถานการณ์น้ำท่วมพื้นที่ ต.พลับพลา อ.โชคชัย บ้านเรือนราษฎร วัด โรงเรียน ไร่นา ระดับน้ำสูงประมาณ 20 เซนติเมตร โดยเฉพาะโรงเรียนบ้านกอกวิทยา นายธงชัย โอฬารพัฒนะชัย นายอำเภอโชคชัย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบหลังจากมวลน้ำจากลำน้ำสำลาย ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของลำน้ำลำพระเพลิง เอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่โดยรอบโรงเรียนตั้งแต่เมื่อพุธที่ผ่านมา ทางคณะครูและผู้นำชุมชนพากันนำกระสอบทรายกั้นน้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่อาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมด พร้อมกับช่วยกันยกสื่อการเรียนการสอนและสิ่งของภายในอาคารขึ้นที่สูง และต้องประกาศหยุดเรียนไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันจันทร์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตรัง ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมจำนวน 8 อำเภอ 27 ตำบล 3 เทศบาล 3 ชุมชน 83 หมู่บ้านกว่า 1,000 ครัวเรือน โดยนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผวจ.ตรัง กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ฝนหยุดตกเป็นช่วงๆ จึงได้สั่งเจ้าหน้าที่ออกสำรวจฟื้นฟูความเสียหาย และประกาศเขตภัยพิบัติใน 2 อำเภอ คือ อ.เมือง และ อ.สิเกา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พังงา นายทัศเนศวร์ เพชรคง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน เปิดเผยว่า ทางอุทยานฯ ได้ออกประกาศด่วน เรื่องปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเป็นการชั่วคราว เนื่องจากได้รับรายงานจากหน่วยงานในสังกัดดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน บริเวณเกาะเมียง หรือเกาะ 4 ว่า ขณะนี้สภาพภูมิอากาศผันแปร พบมีคลื่นลมแรง ความสูงของคลื่น 1-2 เมตร และได้ตรวจสอบประสานงานกลุ่มเรือประมงตามเส้นทางเดินเรือในพื้นที่ท่องเที่ยวบริเวณเกาะ พบว่าคลื่นมีความสูง 2-3 เมตร สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกอบกับได้นำข้อเท็จจริงหารือกลุ่มตัวแทนผู้ประกอบการนำท่องเที่ยวแล้ว มีความเห็นสอดคล้องกันให้อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันออกประกาศปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลันเป็นการชั่วคราว จึงมีประกาศปิดการท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป และจะได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ดังกล่าวกลับสู่ภาวะปกติจะได้ประกาศเปิดการท่องเที่ยวตามปกติต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ท่าเรือบ้านทับละมุ ต.ลำแก่น อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา มีนักท่องเที่ยวรวมจำนวนกว่า 500 คน ที่จองท่องเที่ยวในวันที่ 15 ต.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการเปิดการท่องเที่ยวในพื้นที่หมู่เกาะสิมิลัน ต่างก็รู้สึกผิดหวังเมื่อทราบข่าวการปิดอุทยานฯ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80665</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเปรสชัน, ตรังประกาศเขตภัยพิบัติ, ปิดการท่องเที่ยว, ฝนตกหนัก, พายุ, หมู่เกาะสิมิลัน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201015/image_big_5f88425a09a4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 17:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 17:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯ ประกาศฉบับที่ 1 &#039;ดีเปรสชัน&#039; บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน 14-16 ต.ค. แจงไม่ได้ตั้งชื่อ &#039;พายุนังกา&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.63 - เมื่อเวลา 11.00 น. กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง &amp;quot;พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 14 &amp;ndash; 16 ต.ค. 2563)&amp;quot;&amp;nbsp;ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ระบุว่า&amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันนี้ (12 ตุลาคม 2563) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางที่ละติจูด 17.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.5 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็ว ประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน) ในวันนี้ มีแนวโน้มจะเคลื่อนเข้าผ่านเกาะไหหลำ เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 14 &amp;ndash; 15 ตุลาคม 2563 โดยจะทำให้มีฝนเพิ่มขึ้นในบริเวณด้านตะวันออกและตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบน มีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรงดการเดินเรือ ในระยะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายบริหาร และโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวถึงประเด็นที่มีกระแสข่าวว่าประเทศไทยมีพายุ 3 ลูกเรียงกัน ได้แก่ พายุหลิ่นฟา, พายุลูกที่ 2 (คาดว่าชื่อ นังกา Nangka) และพายุลูกที่ 3 น่าจะแรงที่สุด (คาดว่าชื่อ โซเดล Saudel) เรียงคิวเข้าไทยกระทบยาวตลอดทั้งสัปดาห์ว่า เป็นข้อมูลที่ไม่ได้ออกมาจากกรมอุตุนิยมวิทยาโดยตรง แต่มีกลุ่มที่ออกมาให้ข้อมูล ซึ่งน่าจะเกิดจากการไปดูแบบจำลองโมเดลพายุที่เกิดขึ้นจริงแล้วก็นำไปพูดจนสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนข้อเท็จจริงนั้น แม้พายุทั้ง 3 ลูก จะเกิดขึ้นจริง แต่จากการตรวจสอบเส้นทางพายุของกรมอุตุฯ ยังไม่ได้แสดงถึงผลกระทบต่อประเทศไทยตามที่ถูกนำเสนอไป ลูกแรกที่กรมอุตุฯ ได้ประกาศเตือน คือ พายุระดับ 3 (โซนร้อน) &amp;quot;หลิ่นฟา&amp;quot; ที่ตอนนี้ได้เคลื่อนเข้าสู่ สปป.ลาว และอ่อนกำลังลงกลายเป็นพายุระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) แม้จะอ่อนกำลังลง แต่ก็ยังมีแรงทำให้ไทยมีฝนเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เป็นพื้นที่กว้างโดยมีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 12-13 ตุลาคมนี้ เฉพาะภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นและตกหนักบางแห่งเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพายุลูกที่ 2 ที่เกิดขึ้นแล้วและมีการแจ้งเตือน คือ พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน) ในระยะต่อไป ขณะนี้อยู่บริเวณทะเลจีนใต้ ใกล้กับเกาะฟิลิปปินส์ยังคงเป็นพายุดีเปรสชัน คาดว่าจะทวีความแรงเป็นพายุโซนร้อน ในวันนี้ (12 ตุลาคม)&amp;nbsp;ทั้งนี้ พายุดังกล่าวเคลื่อนไปทางทิศตะวันตกมุ่งหน้าไปยังเกาะไหหลำ เข้าสู่ประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม และยังไม่มีการตั้งชื่อตามที่เป็นข่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ข่าวที่ถูกนำเสนอไปยังไม่ใช่ข้อมูลจริง และพายุยังอยู่ห่างไกลไม่มีผลกระทบกับไทย สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในช่วง 1-2 วันนี้ คืออิทธิพลของพายุ &amp;quot;หลิ่นฟา&amp;quot; เพียงลูกเดียวเท่านั้น ซึ่งข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับพายุ หรือสภาพอากาศ อยากจะขอให้ฟังจากกรุมอุตุฯ โดยตรงจะดีที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80250</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ดีเปรสชัน, ฝนตกหนัก, พยากรณ์อากาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200613/image_big_5ee4226b53775.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 18:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 18:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอุตุฯออกประกาศฉ.5พายุโซนร้อนหลิ่นฟาอ่อนกำลังลงเป็นดีเปรสชัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค.63-กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 5 พายุระดับ 3 (โซนร้อน) &amp;ldquo;หลิ่นฟา&amp;rdquo; มีผลกระทบถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ระบุ เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (11 ตุลาคม 2563) พายุระดับ 3 (โซนร้อน) &amp;ldquo;หลิ่นฟา&amp;rdquo; บริเวณเมืองกวางนาม ประเทศเวียดนาม มีศูนย์กลางอยู่ห่างจากทางด้านตะวันออกของ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ประมาณ 350 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 15.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.1 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้มีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) ในคืนนี้ และจะอ่อนกำลังอีกเป็นพายุระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) ในระยะต่อไป ทำให้ด้านตะวันออกและตอนล่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดมุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ ภาคกลางตอนล่าง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ในช่วงวันที่ 11&amp;ndash;12 ตุลาคม 2563 มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือขนาดเล็กงดการเดินเรือ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง พายุระดับ 1 (หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบนแล้ว มีแนวโน้มจะแรงขึ้นอีกเป็นพายุระดับ 3 (โซนร้อน) คาดว่า จะเคลื่อนเข้าใกล้เกาะไหหลำในช่วงวันที่ 13 &amp;ndash; 14 ตุลาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80172</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุตุนิยมวิทยา, ดีเปรสชัน, พายุโซนร้อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201011/image_big_5f82f13029387.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2020 07:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2020 07:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องพกร่มถึงสุดสัปดาห์&#039;กรมอุตุฯ&#039;เตือนรับดีเปรสชันจาก&#039;เวียดนาม&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค.2563 &amp;ndash; น.ส.กรรวี สิทธิชีวภาค รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา รักษาราชการแทน อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง &amp;quot;พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 7 &amp;ndash; 9 ตุลาคม 2563)&amp;quot; &amp;nbsp;ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 07 ตุลาคม 2563&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เนื้อหาประกาศระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (7 ต.ค. 63) พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองโฮจิมิน ประเทศเวียดนามทางตะวันออกประมาณ 470 กิโลเมตร หรือที่ละติจูด 11.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 113.0 องศาตะวันออกมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้เกือบไม่เคลื่อนที่และคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนใต้ในวันนี้ (วันที่ 7 ต.ค. 63) หลังจากนั้นจะเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเข้าสู่บริเวณอ่าวไทยตอนบนในวันที่ 8 ต.ค. 63 พายุนี้จะมีผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในช่วงวันที่ 7-9 ต.ค. 63&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยจะมีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง หรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกและภาคตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรงดการเดินเรือในช่วงวันที่ 7-10 ต.ค. 63 คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ มีดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 7 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 8 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดมุกดาหาร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ยโสธร และร้อยเอ็ด ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 9 ตุลาคม 2563 บริเวณที่มีฝนตกหนัก ภาคกลาง: จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี และชัยนาท ภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และพังงา จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79708</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเปรสชัน, ทะเลจีนใต้ตอนกลาง, น.ส.กรรวี สิทธิชีวภาค, ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา, พายุระดับ 2, รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201007/image_big_5f7d0a4d018b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77551</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีเปรสชันเข้าไทย เตือนรับมือน้ำท่วม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เตือนดีเปรสชันเข้าไทย ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากช่วง 18-20 ก.ย.นี้ ตั้งแต่อีสาน เหนือ กลาง ตะวันออกและภาคใต้ ทะเลมีคลื่นสูงกว่า 3 เมตร ขอให้ประชาชนระวังน้ำท่วมฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเรื่อง &amp;quot;พายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 18-20 กันยายน 2563)&amp;quot; ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 15 กันยายน 2563 ความว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 กันยายน 2563 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณประเทศฟิลิปปินส์ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุระดับ 2 (ดีเปรสชัน) แล้ว โดยเมื่อเวลา 16.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 12.5 องศาเหนือ ลองจิจูด 120.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้มีแนวโน้มเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนกลาง แล้วจะเคลื่อนเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงวันที่ 18-20 กันยายน 2563 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมาก กับมีลมแรงบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน หลังจากนั้นภาคเหนือและภาคอื่นๆ จะมีผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ชาวเรือควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และงดการเดินเรือในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยากรณ์อากาศถึง 12.00 น. วันที่ 16 ก.ย.นี้ ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77551</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเปรสชัน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f60b8130666d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯสั่งระดมกำลังช่วยจ.เลย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดีเปรสชัน &amp;quot;ซินลากู&amp;quot; ถล่ม &amp;quot;เลย&amp;quot;! น้ำป่าทะลักท่วม 1พันครัวเรือน นายกฯ สั่งทุกหน่วยลงพื้นที่เร่งช่วยเหลือประชาชน อพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ปภ.ประสาน 67 จังหวัดรับมือท่วมฉับพลัน-คลื่นลมแรง พายุซัด รร.สุรินทร์พังราบ ขณะที่ลำปางสะพานหักตัดขาด 2 หมู่บ้าน ปิดอุทยานหมู่เกาะอ่างทองถึง 5 ส.ค.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม มีความเป็นห่วงถึงสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ อ.เมืองเลย, อ.เชียงคาน และ อ.ปากชม จ.เลย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเลย หน่วยทหารในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังลงพื้นที่เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัด ประกอบด้วย อ.เมืองเลย ได้แก่ ต.น้ำสวย รวม 7 หมู่บ้าน, อ.เชียงคาน จำนวน 2 ตำบล ได้แก่ ต.เขาแก้ว รวม 2 หมู่บ้าน และ ต.ธาตุ รวม 9 หมู่บ้าน และ อ.ปากชม จำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ต.เชียงกลม ต.ห้วยบ่อซืน และ ต.ชมเจริญ ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักตลอดทั้งคืน ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากทะลักเข้าท่วมถนนและบ้านเรือนของประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยนายกรัฐมนตรีกำชับให้ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในเบื้องต้น รวมทั้งให้เร่งสำรวจความเสียหาย อย่าปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อน เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนสัตว์เลี้ยง พร้อมกับให้เคลื่อนย้ายชาวบ้านและสัตว์เลี้ยงไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย จัดหาอาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ให้กับชาวบ้านอย่างพอเพียง ขอให้ปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังคำนึงถึงความปลอดภัยชีวิตเป็นสำคัญ และย้ำเตือนให้ชาวบ้านติดตามข่าวสาร รวมถึงการแจ้งเตือนจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 1,000 หลังคาเรือน จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยอุทกภัยในทันที โดยเฉพาะบ้านเรือนประชาชนที่มีสภาพชั้นเดียว รวมถึงบ้านเรือนที่มีเด็กและคนชราอาศัยอยู่ ให้เร่งอพยพออกมายังที่ปลอดภัยก่อน พร้อมทั้งประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้จัดเตรียมสถานที่อพยพและเครื่องอุปโภคบริโภค
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของเส้นทางคมนาคมและการติดต่อสื่อสารที่ถูกตัดขาด เช่น สะพานเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน ถนนที่ใช้สัญจร และระบบสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ประสานการแก้ไขร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเลย และหน่วยทหารในพื้นที่ เพราะยังมีความจำเป็นในการลำเลียงการช่วยเหลือเข้าไปในพื้นที่ เช่น อาหาร และดูแลผู้เจ็บป่วย หรือบาดเจ็บ จากเหตุอุทกภัย ตลอดจนให้ประสานไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเลย ในการตัดกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันอันตราย และสำรองการใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นสำหรับพื้นที่อพยพอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดย ปภ.ได้ติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าพายุโซนร้อนซินลากู บริเวณอ่าวตังเกี๋ย กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก คาดว่าจะขึ้นฝั่งที่เมืองวินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรง และร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น คลื่นสูง 2-3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร กอปภ.ก. โดย ปภ.จึงได้ประสาน 67 จังหวัด เตรียมพร้อมรับมือ น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 2-4 ส.ค.2563 แยกเป็น&amp;nbsp;
67จ.รับมือน้ำท่วมฉับพลัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ดังนี้ ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน พิจิตร สุโขทัย ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และอุทัยธานี, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง 10 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี สมุทรสงคราม นครนายก เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์, ภาคตะวันออก 7 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคใต้ 11 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา นราธิวาส ระนอง พังงา กระบี่ และภูเก็ต&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์คลื่นลมแรง ดังนี้ ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด, ภาคกลาง 2 จังหวัด ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี, ภาคใต้ 8 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวมถึงสั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าว โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤติ (ERT) รถปฏิบัติการ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.เลย พ.อ.สมหมาย บุษบา รองผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 28 และรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดเลย ได้ประสานบูรณาการศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบก ที่ 28 (ศบภ.มทบ.28) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยเร่งด่วน &amp;nbsp; พร้อมสั่งการให้นายทหารนำกำลังพลเดินทางเข้าพื้นที่เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในพื้นที่หมู่บ้านสูบ ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืนใน 14 อำเภอ และตั้งแต่เวลา 05.00 น. เกิดเหตุน้ำป่าทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านสูบ 4 หมู่บ้าน กว่า 300 หลังคาเรือน ซึ่งบ้านเรือนบางหลัง น้ำทะลักเข้าไปในบ้านระดับน้ำสูงประมาณ 70 เซนติเมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเกิดดินสไลด์ไหลลงมาปิดเส้นทาง รวมทั้งต้นไม้ใหญ่ล้มปิดเส้นทางในหลายหมู่บ้าน โดยเฉพาะบ้านสงเปือย บ้านหวยพอด ต.ธาตุ อ.เชียงคาน น้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงเข้าท่วมบ้านประชาชนไปแล้วกว่า 50 หลังคาเรือน และเส้นทางบ้านธาตุ-ปากชม รถเล็กไม่สามารถผ่านได้ รวมทั้งได้เกิดต้นไม้ใหญ่ล้มทับเส้นทาง ส่วนถนนเส้นนาแห้ว-ด่านซ้าย บริเวณภูเก้าง้อม ฝนตกได้มีดินสไลด์ลงปิดถนน และน้ำป่าไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านนานกปีด ต.ห้วยบ่อซืน อ.ปากชม บ้านโพนทอง ต.เชียงกลม อ.ปากชม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจรูญ พานิช นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) น้ำสวย กล่าวภายหลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ อบต. และประสานกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าช่วยเหลือประชาชนและเร่งสำรวจความเสียหายว่า ฝนตกลงมาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยตกตลอดทั้งคืน และช่วงดึกน้ำเริ่มเอ่อแล้วทะลักเข้าท่วมหมู่บ้าน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าสำรวจพบมี &amp;nbsp;4 หมู่บ้าน มีทั้งหมดกว่า 800 หลัง น้ำได้เข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนไปแล้วกว่า 300 หลัง โดยได้เร่งแจ้งไปยังกำนันผู้ใหญ่บ้านเข้าช่วยเหลือ ทั้งนี้ ยังไม่มีรายงานชาวบ้านได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.อุตรดิตถ์ เกิดน้ำป่าไหลหลากบริเวณ ม.6 ต.ฟากท่า อ.ฟากท่า เนื่องจากพายุซินลากูที่กำลังเคลื่อนผ่านทางตอนเหนือของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ขณะนี้ฝนก็ยังตกไม่หยุด ทำให้ท้องที่อำเภอฟากท่าน้ำท่วมหลายจุด ทั้งนี้นายสุพัฒน์ ศรีสวัสดิ์ นายอำเภอฟากท่า ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายและอำนวยการสั่งการในการป้องกัน ในเบื้องต้นเทศบาลตำบลฟากท่าได้ตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่เทศบาล พร้อมรายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ทราบ และ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผู้บริหารท้องถิ่น เร่งให้การช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลท่วมในพื้นที่หลายตำบล&amp;nbsp;
รร.สุรินทร์พังหนักสุด 70 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงเรียนบ้านระหาร อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนไม้สองชั้นอายุมากกว่า 70 ปี ถูกพายุฝนถล่มอย่างหนักได้รับความเสียหายทั้งอาคาร หนักสุดในรอบ 70 ปี ทั้งนี้ น.ส.จำเนียร เกตุชยันต์ อายุ 59 ปี ครูโรงเรียนบ้านระหาน เปิดเผยว่า โรงเรียนแห่งนี้ถูกพายุถล่มมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่ครั้งนี้โดนหนักกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสมุด หนังสือ คอมพิวเตอร์ และหนังสือการเรียนการสอน สิ่งของที่เก็บไว้ภายในโรงเรียนเสียหายอย่างหนัก จึงได้ปรึกษากับชาวบ้านและคณะครูว่าจะให้นักเรียนชั้น ป.1 ถึง ป.3 ไปเรียนที่ศาลาวัดก่อนเป็นการชั่วคราว ส่วนนักเรียนชั้น ป.4-ป.6 จะให้เรียนที่โรงเรียนบางส่วนที่ยังพอจะเปิดการเรียนการสอนในวันจันทร์ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.หนองคาย ฝนตกต่อเนื่องเป็นระยะๆ ตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา ทางเทศบาลเมืองหนองคายเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนซินลากู โดยเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 7 ประตู โดยเฉพาะประตูระบายน้ำที่ชุมชนวัดธาตุ ที่เป็นประตูระบายน้ำหลักที่ระบายน้ำจากตัวเมืองลงในแม่น้ำโขง ถึงแม้ช่วงนี้จะมีระดับเพิ่มขึ้น แต่ถือว่ายังมีระดับที่ต่ำอยู่ ทั้งนี้ ล่าสุดระดับน้ำในแม่น้ำโขง วัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ มีระดับอยู่ที่ 3.15 เมตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวานนี้ 12 เซนติเมตร ต่ำกว่าตลิ่งถึง 9.05 เมตร และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากระดับน้ำโขงทางตอนเหนือคือที่สถานีเชียงคาน จ.เลย น้ำโขงมีระดับสูงขึ้น 24 ซม. เช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายศักดิ์ศิริ อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำไหลเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ 9.22 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.), เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 4.08 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ 0.29 ล้าน ลบ.ม. สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 69 แห่งที่กระจายอยู่ในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างรวมกัน 10.79 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัดภาคอีสานตอนกลางยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีก 4,200 ล้าน ลบ.ม. หากฝนตกลงมาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำ หรือพื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำฝนได้ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติได้พอสมควร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.พังงา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ทุ่งคาโงก และชาวบ้านหมู่ 3 ต.นบปริง อ.เมืองพังงา ร่วมกันช่วยตัดกิ่งและต้นไม้ข้างทางที่โค่นล้มจากแรงลมพัดออกจากถนนเพชรเกษมสายนบปริง-ทุ่งคาโงก &amp;nbsp;ทำให้รถที่สัญจรในพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถสัญจรได้หนึ่งช่องทางจราจร ไม่พบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย ส่วนในพื้นที่อำเภอคุระบุรี เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายลมพัดกระเบื้องหลังคาบ้านเรือนประชาชน ได้รับความเสียหายจำนวน 30 หลังคาเรือน ในพื้นที่ 3 ตำบล และต้นไม้ล้มทับบ้านเรือนราษฎรจำนวน 2 หลัง ได้รับความเสียหายแต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต้นไม้ล้มกีดขวางการจราจรจำนวน 5 จุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.สุราษฎร์ธานี นายปิยะ หนูนิล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ได้ประกาศปิดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 2-5 ส.ค.2563&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.ลำปาง ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า ทำให้น้ำป่าไหลหลากลงมาท่วมในหมู่บ้านของอำเภอวังเหนือหลายหมู่บ้าน และได้ซัดสะพานคอนกรีตขาด ซึ่งเชื่อมจากบ้านทุ่งฮ้าง ม.1 ต.ทุ่งผึ้ง เข้าไปในหมู่บ้านช่อฟ้าและบ้านแม่จอกฟ้า 2 หมู่บ้าน ซึ่งมีประชากรประมาณ 400 ครัวเรือน รถยนต์ไม่สามารถวิ่งข้ามผ่านไปมาได้ ทั้งนี้ นายชัยธวัช ศิวบวร หัวหน้าสำนักงาน ปภ.จ.ลำปาง ได้เดินทางมาตรวจสอบสภาพพื้นที่พร้อมกับผู้นำท้องถิ่น โดยชาวบ้านได้ทำสะพานไม้ไผ่สานขัดแตะนำมาวางพาด เพื่อให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งข้ามผ่านไปมาได้ ทั้งนี้ น้ำป่าที่ไหลตามลำห้วยยังคงเป็นสีแดงโคลนและยังไหลเชี่ยว หากฝนยังคงตกลงมาต่อเนื่องคาดว่าสะพานอาจจะถูกน้ำซัดพังทลายทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ 3 อำเภอที่ประสบอุทกภัย ได้แก่ อ.วังเหนือ ในพื้นที่ตำบลทุ่งฮั้ว ม.5 บ้านผาแดง ม.12 บ้านทุ่งวังทอง ต.วังทอง ม.3 บ้านปงถ้ำ ม.7 บ้านปงทอง ต.วังเหนือ ม.7 บ้านแม่เฮียว ต.วังซ้าย ม.7 บ้านแม่สุก ต.วังทรายคำ ม.1 บ้านทุ่งฮี, อ.แจ้ห่ม ในพื้นที่ ต.ปงดอน ม.4 บ้านเปียงใจ ม.8 บ้านเลาสู ต.ทุ่งผึ้ง ม.5 บ้านแม่ช่อฟ้า ม.8 บ้านแม่จอกฟ้า และ อ.เมืองปาน ในพื้นที่ ต.หัวเมือง ม.1 บ้านขาม ม.3 บ้านต้นงุ้น ม.6 บ้านทุ่งยาง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73233</URL_LINK>
                <HASHTAG>จรูญ พานิช, จำเนียร เกตุชยันต์, ชยพล ธิติศักดิ์, ดีเปรสชัน, นายนิพนธ์ บุญญามณี, พ.อ.สมหมาย บุษบา, ลำปาง, ศักดิ์ศิริ อยู่สุข, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f26c5943ebf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
