<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54411</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/01/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/01/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อมตะ มั่นใจไทยมีจุดแข็งเป็นฐานการผลิต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ม.ค.2563 นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิกเผยว่า ภาวะการณ์ลงทุนในปีนี้ยังไม่ค่อยดีนัก เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ได้ดีอย่างที่คิด เวิลด์แบงก์บอกเศรษฐกิจโลกลดลงคาดว่าจะเติบโตเพียง 1.4 &amp;ndash; 1.3% เป็นตัวสะท้อนที่ไม่ดี แต่การที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก จึงยังคงมีนักลงทุนไหลเข้ามาในไทย อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านหากขยายไปสู่การทำสงครามก็จะกระทบกับการลงทุนของไทยอย่างมาก แต่หากไม่ขยายเป็นสงครามก็จะไม่กระทบต่อการลงทุนในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จะเข้ามาช่วยดึงดูดการลงทุนได้มาก ซึ่งที่ผ่านมาแม้ว่าโครงการลงทุนโครงพื้นฐานที่สำคัญ 5 โครงการ จะมีความล่าช้า แต่หลายโครงการก็ได้เซ็นต์สัญญาไปแล้ว และโครงการที่เหลือก็คาดว่าจะได้ผู้ลงทุนในเร็วๆนี้ ทำให้นักลงทุนยังคงมั่นใจในโครงการ อีอีซี แต่ถ้าโครงการที่เซ็นต์ไปแล้วยังไม่ทำก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนักลงทุนที่มาแรงในปีนี้จะเป็นกลุ่มจีน ยังมีความสนใจลงทุนในไทยอยู่มาก เพราะไทยยังมาข้อดีอยู่มาก ไม่อย่างนั้นนักลงทุนก็ไปหมด นักลงทุนที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นลูกค้าใหม่ เนื่องจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ กดดันให้นักลงทุนเข้ามาไทยไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าสถานการณ์ นี้ยังคงยืดเยื่ออีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทยถือว่ามีความเหมาะสมแล้ว โดยจะเน้นเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ใช้แรงงานน้อย ส่วนอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากก็ไม่ได้ส่งเสริมอยู่แล้ว เพราะไทยยังคงขาดแคลนแรงงาน&amp;rdquo;นายวิบูลย์ กล่าว
ขณะที่ภัยแล้งที่เกิดขึ้นกระทบกับภาคอุตสาหกรรมไม่มาก ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นภาคการเกษตร เพราะภาคอุตสาหกรรมสามารถรีไซเคิลน้ำกลับมาใช้ได้ในบางส่วน โดยนิคมอุตสาหกรรมของอมตะ ก็ได้เตรียมมาตรการรองรับมานานแล้ว มีบ่อเก็บน้ำสำรองที่เพียงพอกว่า 18 เดือน โดยในวันที่ 20 ม.ค. นี้ จะเชิญผู้ประกอบการในนิคมฯ เข้ามาชี้แจ้งอัพเดทข้อมูลให้ผู้ประกอบการไม่กังวลเรื่องน้ำ ส่วนที่บริษัท อีสท์วอเตอร์ จะขึ้นค่าน้ำภาคอุตสาหกรรม จะไม่กระทบต่อนิคมฯอมตะ เพราะอมตะใช้น้ำที่พึ่งพาตนเองมาโดยตลอด โดยใช้น้ำของอีสวอเตอร์เพื่อแบ็กอัพเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเงินลงทุนของกลุ่มอมตะฯ ในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 3-4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในนิคมฯภายในประเทศและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในไทย ส่วนยอดขายที่ดินในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 700 &amp;ndash; 800 ไร่ ส่วนปี 2563 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54411</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดึงดูดนักลงทุน, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), วิบูลย์ กรมดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180506/image_big_5aee7b6332c7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49301</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 08:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 08:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สุริยะ อวดผลงานชักจูงต่างชาติลงทุนในไทยเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ย.2562 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการทำงานตลอด 99 วันหลังรับตำแหน่ง ว่ารู้สึกพึงพอใจต่อผลการทำงานในช่วง 99 วันที่ผ่านมา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2562 ได้เร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรมทุกระดับ พัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยที่ผ่านมาได้เดินทางไปชักจูงการลงทุนที่ประเทศเวียดนาม ญี่ปุ่น และจีน เพื่อดึงการลงทุนเข้าใจในจังหวะที่หลายบริษัทสำคัญของโลกกำลังมองหาพื้นที่ลงทุนใหม่ หลังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน พบว่านักลงทุนตอบรับดี โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) ได้จัดเตรียมพื้นที่ลงทุนได้แล้ว 6,466 ไร่ ตามนโยบาย แพจเกจ ไทยแลนด์ พลัส ของรัฐบาล


&amp;quot;นอกจากนี้ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)มีความคืบหน้าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่ลงนามแล้ว และคาดว่าอีก 2 โครงการที่อยู่ระหว่างการเปิดซอง คือ ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 และเมืองการบินและขยายสนามบินอู่ตะเภา จะได้ผู้ชนะการประมูลเร็วๆนี้ ปัจจัยเหล่านี้มั่นใจว่าปี 2563 จะเห็นการลงทุนจริงทั้งในส่วนของการลงทุนรองรับโครงสร้างพื้นฐาน และการลงทุนจากอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่อีอีซี&amp;quot;นายสุริยะกล่าว


ขณะเดียวกันกระทรวงอุตสาหกรรมยังดูแลกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) แก้อุปสรรค ลดขั้นตอนให้กับเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพให้เข้าถึงสินเชื่อง่ายขึ้น โดยกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ อนุมัติวงเงิน 3,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 1%ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 7 ปี ช่วยเหลือ พร้อมลดขั้นตอนการขอสินเชื่อจากปกติที่ต้องใช้ระยะเวลา 3 เดือน เหลือเพียงไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น ยื่นคำขอสินเชื่อได้ที่อุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศตั้งแต่ 15 พ.ย. 2562 ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท ให้เสร็จสิ้นในระยะเวลา 3 เดือน


อย่างไรก็ตามความคืบหน้ากรณีชาวไร่อ้อยเรียกร้องรัฐบาลกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2562/63 ให้ได้ระดับราคา 1,000 บาทต่อตันนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา จะมีความชัดเจนถึงอัตราขั้นต้นที่ชาวไร่จะได้รับภายในเดือนพ.ย.นี้ เพราะจะเปิดหีบฤดูการผลิตปีนี้วันที่ 1 ธ.ค. 2562 เบื้องต้นมีโอกาสได้ถึง 1,000 บาทต่อตันแต่เกษตรกรจะไม่ได้รับทั้งหมด รัฐบาลจะเน้นช่วยเหลือรายย่อยเป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก&amp;nbsp;


นายสุริยะ กล่าวถึงความคืบหน้าบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด ลิมิเต็ด ประเทศออสเตรเลีย บริษัทแม่ของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่ทองคำชาตรี ฟ้องร้องรัฐบาลไทย หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ใช้อำนาจตามม.44 สั่งปิดเหมืองแร่ทองคำ จ.พิจิตร จนทำให้ไทยเข้าสู่กระบวนการเบิกความต่อหน้าอนุญาโตตุลาการในวันที่ 18 พ.ย. ที่ฮ่องกง ว่า ขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49301</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงอุตสาหกรรม, ดึงดูดนักลงทุน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, ผลงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d8497a10a063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44881</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2019 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/09/2019 09:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บีโอไอเดินเครื่องดูดนักลงทุนเกาหลี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3 ก.ย. 2562 นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยภายในงาน&amp;quot;Thailand - Korea Business Forum&amp;quot; ว่าประเทศไทยมีสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติมากมาย โดยเฉพาะกลุ่มเกาหลีที่มองเห็นโอกาสในหลาย ๆ อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยกำลังให้ความสนใจ ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 8 ข้อหลัก ได้แก่ 1.ประเทศไทยป็นจุดยุทธศาสตร์ในการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังเป็นใจกลางการร่วมมือของกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ไทยมีการเชื่อมโยงการค้าและการลงทุนกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ขณะเดียวกันยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นมูลค่าสูง ซึ่งภายในปี 2565 มีการลงทุนกว่า 64,000 ล้านเหรียญเพื่อพัฒนาระบบคมนาคม และการรองรับการลงทุนต่าง ๆ 3.ไทยมีห่วงโซ่การผลิตที่ดี โดวมีอุตสาหกรรมหลักที่มีการตั้งอยู่ในประเทศไทยหลายปีสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี 4.ไทยมีตลาดในประเทศค่อนข้างใหญ่ และกำลังซื้อมาก ขณะที่ปัจจุบันเรื่องเปลี่ยนไปใช้โซเชียลมากขึ้นซึ่งเป็นโอกาสของเกาหลี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ไทยมีสตาร์ทอัพที่แข็งแรงรวมถึงเอกชนที่พร้อมจะพัฒนาสตาร์ทอัพด้วย 6.ไทยมีคุณถาพชีวิตที่ดี 7.การพัฒนาคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของสายงาน และ8.สมาร์ทวีซ่า เพื่อรองรับที่จะเข้ามาอยู่และอยากจะดึงเข้ามาทำงานในประเทศ รวมทั้งไทยยังมีความเข้มแข็งของรัฐบาลไทยที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมุน แช อิน ประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่าทั้งสองประเทศจะร่วมมือกัน 3 ประการ คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่อุตสาหกรรม 4.0 ผลักดัน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ ไบโอชีวภาพ และเครื่องมือการแพทย์สมัยใหม่ 2.สร้างความร่วมมือสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหม่(สตาร์ทอัพ) ต่อยอดนโยบายของไทยที่ปัจจุบันผลักดันสตาร์ตอัพให้เพิ่มขึ้นได้ 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.จะทำงานร่วมกันเพื่อการค้าเสรีระหว่างไทย-เกาหลีตามนโยบายของประเทศที่เปิดกว้างด้านอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานจากสินค้าเกษตรกรรม โดยหวังเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างเกาหลี-ไทยจากปัจจุบัน 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ มีแรงงานไทยในเกาหลี 80,000 คน และมีแรงงานเกาหลีในไทย 20,000 คน อย่างไรก็ตามในเดือนพ.ย.นี้จะมีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เกาหลี เพื่อเปิดโอกาสการสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44881</URL_LINK>
                <HASHTAG>Thailand - Korea Business Forum, ดึงดูดนักลงทุน, นักลงทุนเกาหลี, บีโอไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190106/image_big_5c31e1e51e4dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
