<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/10/2021 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/10/2021 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล ชี้&#039;คนไทย&#039;หวังเห็นรัฐบาลช่วยเหลือประชาชนที่น้ำท่วมโดยเร็ว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ต.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;คนไทยที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม 2564&amp;rdquo; โดยสำรวจเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จำนวนทั้งสิ้น 569 ครัวเรือน ระหว่างวันที่ 4-7 ตุลาคม 2564 พบว่า ปัญหาและอุปสรรคของน้ำท่วมครั้งนี้ คือ ภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ร้อยละ 70.49 สิ่งที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญ คือ ควรมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 77.03 โดยน้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน &amp;nbsp;ร้อยละ 86.62 รองลงมาคือ พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ร้อยละ 83.10 สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการเร่งด่วน คือ ช่วยเหลือประชาชนที่น้ำท่วม ร้อยละ 87.35 และมองว่ารัฐบาลไม่น่าจะป้องกันน้ำท่วมได้ ร้อยละ 44.17&amp;nbsp;การสำรวจครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม มองว่าน้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติและที่ผ่านมายังไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง บริหารจัดการน้ำไม่มีประสิทธิภาพ ประชาชนจึงได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนและพืชผลทางการเกษตรเสียหาย รัฐบาลจึงควรแก้ปัญหาในระยะยาว นำเทคโนโลยีสารสนเทศด้านน้ำและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและคนไทยอยู่ร่วมกับ &amp;ldquo;น้ำ&amp;rdquo; ได้โดยไม่ลำบาก &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.พุทธิธร &amp;nbsp;แสงรุ่งเรือง อาจารย์ประจำหลักสูตรวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และคณะจัดตั้งหลักสูตรสาธารณสุขเพื่อการท่องเที่ยวและธุรกิจสุขภาพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ปัญหาน้ำท่วมในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การเกษตร สังคม และสิ่งแวดล้อม สาเหตุของน้ำท่วม &amp;nbsp;เกิดได้จากภาวะโลกร้อน ส่งผลต่อปริมาตรน้ำทะเลที่มากขึ้น การขัดขวางช่องทางการระบายน้ำและการซึมของน้ำลงสู่ผิวดิน เช่น การสร้างสิ่งปลูกสร้าง การตกตะกอนจากพื้นที่ที่ไม่มีพืชปกคลุม นอกจากนี้ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตศูนย์สูตร&amp;nbsp; มีผลกระทบจากลมมรสุมและพายุ จึงทำให้น้ำท่วมทวีความรุนแรง การแก้ปัญหาคือการวางแผนในระยะยาว การป้องกัน ความพร้อมในการรับมือ ความแม่นยำของข้อมูลเพื่อนำมาใช้ตัดสินใจ รวมถึงการถอดบทเรียนจากต่างประเทศมาเป็น Best Practice การร่วมมือกันในชุมชนและการประสานหน่วยงานในการแก้ปัญหา จะทำให้ปัญหาน้ำท่วมได้รับการบรรเทา ซึ่งใช่ว่าน้ำท่วมจะมีแต่ผลเสีย ผลดีคือช่วยเติมระดับน้ำใต้ดิน ทำให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์ รวมถึงการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ ดังนั้นการมองเชิงบวกและร่วมกันแก้ไขปัญหา จะทำให้เราฝ่าวิกฤตินี้ไปได้ในช่วงเวลานี้และในอนาคต&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119272</URL_LINK>
                <HASHTAG>คนไทยที่ได้รับผลกระทบจาก   น้ำท่วม 2564, ดุสิตโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211010/image_big_61623e073a859.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114884</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/08/2021 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/08/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เปิดผลสำรวจความต้องการของคนไทยในยุคโควิด-19 เผย &#039;วัคซีน&#039; นำโด่งอันดับ 1 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ส.ค.2564&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี ความต้องการของคนไทยในยุคโควิด-19 กลุ่มตัวอย่าง 1,510 คน ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2564 พบว่า ความต้องการอันดับ 1 ของประชาชน ณ วันนี้ คือ การมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนได้ฉีดวัคซีนครบทุกคน ร้อยละ 84.12 โดยความหวังที่คิดว่าน่าจะสมหวัง คือ การได้รับถุงยังชีพ อาหาร น้ำดื่ม ร้อยละ 67.44 ความหวังที่คาดว่าน่าจะผิดหวัง คือ รัฐบาลจริงใจ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการแก้ปัญหา ร้อยละ 90.64 ตัวช่วยที่ประชาชนฝากความหวังมากที่สุด คือ ตนเอง ร้อยละ 68.39&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพรวมความต้องการของประชาชน ณ วันนี้ คืออยากให้รัฐบาลเร่งควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ให้ได้โดยเร็ว ด้วยการนำเข้าวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงและฉีดให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะมองว่าวัคซีนจะช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติและเศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ หากรัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ปัญหาตามความต้องการของประชาชนครั้งนี้ ก็จะส่งผลให้ประเทศไทยฟื้นตัวจากโควิด-19 ได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.ขวัญนภา สุขคร ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลโพล พบว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด คือ กระบวนการบริหารจัดการของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ 1) การป้องกัน ประชาชนต้องการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ และฉีดครบ 100% 2) การดูแลรักษา ต้องการการดูแลรักษาที่เท่าเทียม และให้ความสำคัญต่อบุคลากรด่านหน้า และ 3) การฟื้นฟู ต้องการให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดินหน้า ผลโพลสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่ประชาชนสมหวังเป็นเพียงการแจกจ่ายสิ่งของและเงินช่วยเหลือ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และการช่วยเหลือส่วนใหญ่ก็มาจากภาคประชาชนด้วยกันเอง ประชาชนจึงผิดหวังต่อการแก้ไขปัญหาของภาครัฐที่ขาดความจริงใจ และไม่รับฟังความคิดเห็นของประชาชน เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ภาครัฐจึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการให้ มากที่สุด โดยเริ่มจากความจริงใจ รับฟังความคิดเห็น มีแผนที่ชัดเจนทั้งแผนการป้องกัน แผนการดูแลรักษา และแผนการฟื้นฟู สื่อสารไปยังประชาชนได้เข้าใจ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ตรงกับความต้องการที่แท้จริง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114884</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความต้องการของคนไทย, ดุสิตโพล, ยุคโควิด-19, วัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210829/image_big_612ade63a2a63.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106182</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 08:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 08:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล เผยประชาชนไม่เชื่อมั่นแผนการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
13 มิ.ย. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;ความมั่นใจของคนไทยต่อการฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,450 คน สำรวจวันที่ 7-10 มิถุนายน 2564 พบว่า การกำหนดให้การฉีดวัคซีน เป็นวาระแห่งชาตินั้นเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการโดยเร่งด่วน ร้อยละ 66.87 โดยประชาชนไม่ค่อยมั่นใจต่อการบริหารจัดการการฉีดวัคซีนของรัฐบาล ร้อยละ 36.36 และคิดว่าการตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 50 ล้านคน ครบ 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564 ไม่น่าจะสำเร็จ ร้อยละ 57.61 มองว่าปัจจุบันปัญหาการฉีดวัคซีน คือ จำนวนวัคซีนไม่เพียงพอ ไม่หลากหลายยี่ห้อ ร้อยละ 77.87 ต้องนำเข้าวัคซีนให้มากขึ้น ร้อยละ 78.74 ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยกับวัคซีนทางเลือกที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเอง ร้อยละ 34.00 และไม่สนใจจะจองวัคซีนทางเลือก ร้อยละ 37.38&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั่วโลกฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 2 พันล้านโดส ขณะที่ไทยฉีดได้สะสม 5.67 ล้านโดส ประมาณ 1.52 ล้านคน หรือ คิดเป็น 2.2% ของประชากรทั้งหมด ถึงแม้จะมีการประกาศให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ แต่จากผลการสำรวจกลับพบว่าประชาชนยังไม่เชื่อมั่นการบริหารจัดการวัคซีนเท่าใดนัก และไม่คิดว่ารัฐบาลจะฉีดวัคซีนได้ตามเป้าที่กำหนดไว้ด้วย ณ เวลานี้จึงควรแยกเกมการเมืองให้ออกจากชีวิตประชาชน บริหารจัดการวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเร่งสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิตินาถ สุคนเขตร์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การกำหนดให้การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ เป็นทางออกที่ดีที่สุดในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขณะนี้ เพราะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค ลดความรุนแรงและลดอัตราการเสียชีวิต แต่การที่ประเทศไทยจะสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมายหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการจัดหาวัคซีนให้เพียงพอและทันเวลา การกระจายวัคซีนในพื้นที่ต่างๆ ให้ถึงกลุ่มเป้าหมายและความพร้อมในการฉีดวัคซีน การที่รัฐบาลมีการติดตามอาการข้างเคียงจากการ รับวัคซีน ตลอดจนการช่วยเหลือทางการเงินเบื้องต้นกรณีได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนนั้น ก็เป็นการเพิ่มความเชื่อมั่นในการฉีดวัคซีนได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การนำเข้าวัคซีนทางเลือกขององค์การเภสัชกรรมร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนก็ทำให้ประชาชนมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น และยังเป็นการช่วยรัฐบาลในการกระจายวัคซีนสู่ประชาชนที่สนใจและมีกำลังซื้อ เพิ่มโอกาสในการฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106182</URL_LINK>
                <HASHTAG>การจัดหาวัคซีนของรัฐบาล, การฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ, ดุสิตโพล, ประชาชนไม่เชื่อมั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210613/image_big_60c55eff65aa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/05/2021 07:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/05/2021 07:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเผยผลสำรวจชี้คนไทยเชื่อมั่นวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นา มากที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;การฉีดวัคซีนโควิด-19&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,644 คน สำรวจวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2564 พบว่า ประชาชนพอจะมีความรู้เข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 ร้อยละ 57.41 รู้และเข้าใจเป็นอย่างดี ร้อยละ 29.32 &amp;nbsp;โดยร้อยละ 56.49 ได้ลงทะเบียนรับการฉีดวัคซีนให้ตนเองหรือคนในครอบครัวแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือมากที่สุด คือ กระทรวงสาธารณสุข อสม. และหน่วยงานราชการ ร้อยละ 31.02 โดยเชื่อมั่นวัคซีนของบริษัทไฟเซอร์มากที่สุด ร้อยละ 75.11 รองลงมาคือ โมเดอร์นา ร้อยละ 72.14 ทั้งนี้ยังกังวลเรื่องผลข้างเคียงของวัคซีน ร้อยละ 59.64 โดยอยากให้กลุ่มแพทย์ออกมาชี้แจง ร้อยละ 67.74 และตัดสินใจว่าจะไปฉีดวัคซีน ร้อยละ 64.39&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชาชนให้ความสนใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 มากขึ้น เพราะยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งสูง รวมถึงผู้เสียชีวิตก็มากกว่าการระบาดในรอบก่อน ๆ จะเห็นได้ว่าประชาชนติดตามข่าวและเชื่อถือข้อมูลจากบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ อสม. และภาครัฐด้วย ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลข้างเคียงซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชน &amp;nbsp; ยังกังวลมากเป็นอันดับหนึ่ง และเร่งกระบวนการฉีดวัคซีนให้ได้จำนวนต่อวันมากขึ้น เพื่อให้สถานการณ์โควิด-19ในประเทศนั้นผ่อนคลายโดยเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธีระชล สาตสิน อาจารย์ประจำสาขาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต &amp;nbsp;การฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่เป็นประเด็นสำคัญในขณะนี้ สะท้อนได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 อาจเป็นเพราะการเข้าถึงสื่อข้อมูลออนไลน์ ผ่านทางโทรทัศน์ หรือในต่างจังหวัดเป็นเสียงตามสาย อสม. ฯลฯ รวมถึงการเข้าถึงงานวิจัย บทความวิชาการ จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 พ.ค. 64 ประชาชนทั่วโลกได้รับการวัคซีนโควิด-19 แล้ว จำนวน 1,515 ล้านโดส ใน 197 ประเทศ/การปกครอง และยังพบว่าวัคซีนโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ร้อยละ 90 และลดความรุนแรงของการเกิดโรค ทั้งนี้ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรปฏิบัติตัวก่อน ขณะ และหลังการฉีดวัคซีนอย่างเคร่งครัด ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์และเฝ้าระวังอาการข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103848</URL_LINK>
                <HASHTAG>#วัคซีนไฟเซอร์, การฉีดวัคซีนโควิด-19, คนไทยเชื่อมั่น, ดุสิตโพล, วัคซีนโมเดอร์นา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210523/image_big_60a9a63c5781a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2021 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2021 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลเปิดเมนูฮิต&#039;อาหารไทยทำกินที่บ้าน&#039;เชื่อต้านเชื้อโรคโควิดได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 พ.ค. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;อาหารไทยในยุคโควิด-19&amp;rdquo;กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,192 คน สำรวจวันที่ 26 &amp;ndash; 29 เมษายน 2564 พบว่า เมื่อเปรียบเทียบก่อนและเมื่อมีโควิด-19 ระบาด ประชาชนให้ความสำคัญกับอาหารการกินมากขึ้น ร้อยละ 70.94 โดยพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด คือ การทำอาหารกินเองที่บ้านมากขึ้น ร้อยละ 75.81 โดยเกือบครึ่งเชื่อว่าอาหารไทยต้านโควิด-19 ได้ ร้อยละ 47.53 และ&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ร้อยละ 37.90 อาหารที่คิดว่าต้านโควิด-19 ได้ คือ อาหารที่มีสมุนไพร ร้อยละ 55.09 เมนูที่นิยมรับประทานหรือทำกินเองบ่อยที่สุด คือ ผัดกะเพรา ร้อยละ 32.23 รองลงมาคือ ต้มยำ ร้อยละ 24.91 ช่วงโควิด-19 มีค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารเพิ่มขึ้น ร้อยละ 39.42 เฉลี่ยวันละ 226 บาท &amp;nbsp;การเลือกรับประทานอาหารที่คาดว่าน่าจะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคได้นั้น เป็นวิธีการหนึ่งที่ประชาชนเลือกที่จะปฏิบัติเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากโควิด-19 ในระหว่างที่รอการดำเนินการฉีดวัคซีนจากทางภาครัฐ ถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นตามมา สะท้อนให้เห็นภาพการกินเพื่ออยู่ (รอด) ของประชาชนในยุคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ว่าที่ร้อยตรี ดร.ธนพัฒน์ แสงรุ่งเรืองคณบดีโรงเรียนการเรือน&amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตามที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 ที่ส่งผลกระทบไม่เพียงแต่ประชากรประเทศไทยยังรวมถึงพลเมืองของโลกทุกคนที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้พร้อมต่อสู้วิกฤตครั้งนี้ สิ่งสำคัญ คือ ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อสังคม &amp;nbsp;รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปฏิบัติตนตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดฯอย่างเคร่งครัด &amp;nbsp;รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ปริมาณที่พอเหมาะและมีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้นำองค์ความรู้ทางด้านวิชาการ บูรณาการผ่านศาสตร์แขนงต่าง ๆ สู่การปฏิบัติจริงภายใต้การดำเนินธุรกิจของหน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น สวนดุสิตโฮมเบเกอรี่ &amp;nbsp;ศูนย์ฝึกปฏิบัติการอาหารนานาชาติ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครัวสวนดุสิต ฯลฯ &amp;nbsp;เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับประชาชนทั่วไปให้สามารถใช้บริการอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีความสด &amp;nbsp;สะอาด &amp;nbsp;ปลอดภัยและราคาเหมาะสมในยุคการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส covid-19 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับอาหารที่ประชาชนเชื่อว่าน่าจะต้านโควิด -19 ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารที่มีสมุนไพร &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;55.09%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผัดกะเพรา &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;50.63%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาหารที่มีส่วนผสมของขิง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;48.95%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้มยำ &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;42.56%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แกงส้มมะรุม &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;32.30%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมนูที่ประชาชนชื่นชอบ หรือ ทำกินเองบ่อยที่สุดในยุคโควิด-19 คือ
&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผัดกะเพรา&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;32.23%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้มยำ &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;24.91%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผัดผัก/ผัดคะน้า/ผัดขิง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.60%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น้ำพริก-ผักต้ม/น้ำพริกตาแดง/น้ำพริกหนุ่ม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;17.60%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมนูไข่ เช่น ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่ลูกเขย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.89%&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดุสิตโพล, อาหารต้านโควิด, อาหารไทย, เมนูต้านโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608dfaf4b65af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/04/2021 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/04/2021 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพล ชี้คนไทยตื่นตระหนกกับการระบาดของโควิด19รอบที่ 3 แนะเร่งฉีดวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 เมษายน 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;คนไทยกับโควิด-19 ระลอก 3&amp;quot; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,082 คน สำรวจวันที่ 16-22 เมษายน 2564 พบว่า ประชาชนมองว่าการระบาดระลอก 3 นี้มีการแพร่กระจายไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ร้อยละ 74.29 ทำให้ตื่นตระหนกและวิตกกังวลมากกว่าครั้งที่ผ่านมา&amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 68.40 มองว่าระลอก 3 นี้มีความรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 70.51 จะป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือบ่อย ๆ ร้อยละ 83.90 &amp;nbsp;มองว่ารัฐบาลน่าจะรับมือได้ ร้อยละ 39.19 โดยคาดว่าจะใช้เวลามากกว่า 3 เดือน จึงจะดีขึ้น ร้อยละ 50.58 และอาจจะมีการระบาดระลอก 4 ร้อยละ 58.89&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากผลการสำรวจประชาชนมองว่าการระบาดระลอกนี้รุนแรงขยายวงกว้างรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ถึงแม้จะเริ่มคุ้นชินกับสถานการณ์ แต่ก็ยังกังวลเรื่องการติดเชื้อและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น รัฐบาลควรเพิ่มมาตรการเชิงรุก การตรวจหาเชื้ออย่างทั่วถึง และการเร่งฉีดวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ การรับมือที่ล่าช้าเช่นนี้จึงกังวลว่าอาจจะมีการระบาดระลอก 4 ตามมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ผู้ช่วยศาสตราจารย์&amp;nbsp;ขวัญหทัย เชิดชู คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตการระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 สายพันธุ์อังกฤษที่มีความรุนแรงและติดได้ง่ายขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องเจอกับวิกฤตเหมือนช่วงต้นปี 2020 ทำไมจึงเกิดซ้ำกับคนไทยอีกครั้ง!! เราต้องปรับในมุมมองของกลุ่มผู้ลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เขาเลือกที่จะเดินทางหรือเลือกลงทุนในกลุ่มประเทศที่มีการฉีดวัคซีนเยอะที่สุด ที่มี Mass Vaccination เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ไม่ได้เลือกไปในกลุ่มประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อย ต้องยอมรับว่าวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการวัคซีน COVID ที่หลงประเด็นของรัฐบาล พลาดเรื่องการจัดหาวัคซีน ดั่งคำพูดที่ว่า No Vaccine No Money น่าจะใช่ ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลที่รัฐบาลน่าจะรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ระลอก 3 ครั้งนี้ได้เพียง 39.19% และประชาชนไม่แน่ใจถึง 35.73% เมื่อไม่มีการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศให้เกิน 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ประเทศเราก็จะไม่มีภูมิคุ้มกันหมู่ และรายได้หลักของประเทศคือการท่องเที่ยว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเป็นอย่างนี้ เราจะเปิดประเทศได้อย่างไร ยิ่งฉีดวัคซีนให้ประชากรช้าเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศมากเท่านั้น เสียหายมหาศาล!&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดุสิตโพล, โควิด ระบาดรอบ 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210425/image_big_6084c9104e3e1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94464</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 06:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 06:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดุสิตโพลชี้ประชาชนคาดหวังรัฐบาลเยียวยาโควิดทุกกลุ่มเท่าเทียม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.พ. 2564 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;มาตรการเยียวยาโควิด-19 ระลอกใหม่ของรัฐบาล&amp;rdquo; จำนวน 1,087 คน สำรวจวันที่ 23 &amp;ndash; 26 กุมภาพันธ์ 2564 พบว่า มาตรการที่ประชาชนพึงพอใจมากที่สุด คือ การลดค่าไฟฟ้า 2 เดือน ร้อยละ 41.58 จุดเด่นของมาตรการเยียวยา คือ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้มีรายได้น้อย ร้อยละ 48.58 จุดด้อย คือ มีเงื่อนไขมากเกินไป เกิดความเหลื่อมล้ำ ร้อยละ 52.34 สิ่งที่รัฐบาลควรคำนึงถึงในการออกมาตรการ คือ ต้องเยียวยาทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 71.72 โดยภาพรวมค่อนข้องพอใจต่อการออกมาตรการช่วยเหลือครั้งนี้ ร้อยละ 50.60&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องกับการออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือประชาชนที่ล่าช้า ใช้งานยุ่งยาก มีเงื่อนไขมาก เข้าไม่ถึงทุกกลุ่ม แต่ก็ยังเห็นถึงความพยายามและตั้งใจในการแก้ปัญหาและช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เงินงบประมาณในด้านอื่น ๆ แล้ว ผลงานในการบริหารและออกมาตรการเยียวยาในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา นับเป็นผลงานที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร. ปรียนันนท์ ประยูรศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลในเรื่องมาตรการเยียวยาโควิด-19 ระลอกใหม่ของรัฐบาลนั้น พบว่า มาตรการที่สร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนมากที่สุด 2 ลำดับแรกคือ การลดค่าไฟและค่าน้ำ ทำให้ตั้งข้อสังเกตได้ว่าประชาชนต้องการความช่วยเหลือที่เข้าถึงทุกครัวเรือน การมีสิทธิ์ได้รับโดยไม่ต้องร้องขอ ไม่ต้องลงทะเบียนเพื่อรอลุ้นว่าใครจะได้บ้าง ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเพื่อมาแก่งแย่งแข่งขัน รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าการนำภาษีประชาชนมาใช้ต้องคำนึงถึงความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่ยุ่งยาก ไม่มีเงื่อนไขเยอะ และรวดเร็วทันเวลา ซึ่งเป็นจุดด้อยที่ชัดเจนมากของมาตรการที่รัฐกำลังดำเนินการอยู่ ถึงแม้ว่าเราจะมองเห็นถึงความพยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนและการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้แต่ก็ยังคงเกิดปัญหากับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการขอรับความช่วยเหลือ ซึ่งประชาชนส่วนหนึ่งไม่ได้เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านั้น ทำให้เราเห็นภาพคุณตาคุณยายเดินเท้าจากบ้านมาต่อคิวเพื่อลงทะเบียนท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ ผู้คนที่น้ำตาไหลเพราะเสียใจที่ไม่ได้รับเงินสดไปใช้จ่ายแต่กลับต้องรับเงินไว้ในเป๋าตังเพื่อซื้อของที่จำเป็นน้อยกว่าค่าเช่าบ้านที่จะต้องจ่าย รัฐบาลควรจะแบ่งเงินงบประมาณมาจัดทำฐานข้อมูลประชากรที่ดีเพื่อโอนความช่วยเหลือที่ตรงความต้องการให้ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนแข่งขันใดๆ เลย เหมือนเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์...ท้ายสุดเราชนะหรือใครชนะก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคนแพ้ก็คือประชาชนที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งที่ก็เดือดร้อนเหมือนกับคนอื่น จากฝีมือการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94464</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดุสิตโพล, มาตรการเยียวยาโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210228/image_big_603adbec60df6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
