<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81250</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 16:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 16:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> อาคมจี้แบงก์รัฐลุยช่วยลูกหนี้SME </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2563 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังยังให้การดูแลเกี่ยวกับมาตรการเสริมสภาพคล่อง ทั้งการพักชำระหนี้ การชะลอการชำระหนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ในการเป็นเครื่องมือช่วยให้สภาพคล่องในระบบธุรกิจสามารถเดินต่อได้ ซึ่งกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับธนาคารต่าง ๆ ซึ่งจะได้เห็นความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ หรือไม่เกินต้นสัปดาห์หน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมาสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้ให้ความช่วยเหลือด้านสภาพคล่องแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารแล้วกว่า 4 ล้านราย จากทั้งหมด 12 ล้านราย ซึ่งเป็นไปตามมาตรการซอฟท์โลนของ ธปท.แล้ว ยังมีมาตรการเฉพาะของแต่ละธนาคารเองที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือลูกค้าด้วย ส่วนสินเชื่อที่ได้เข้าไปช่วยเหลือ ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอยู่ที่ 1.9 ล้านล้านบาท จากทั้งหมด 5.5 ล้านล้านบาท นอกจากนี้ยังได้มีการปล่อยสินเชื่อจากซอฟท์โลนให้แก่นอนแบงก์ เช่น ลิซซิ่ง เช่าซื้อรถที่มีอยู่อีกจำนวนหนึ่งด้วย&amp;quot; นายอาคม กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอาคม กล่าวอีกว่า ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขณะนี้ได้ประสานกับธนาคารพาณิชย์เพื่อให้มีมาตรการต่อเนื่องในการช่วยเหลือลูกค้าของธนาคาร หลังจากมาตรการภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 (พ.ร.ก.ซอฟท์โลน) วงเงิน 5 แสนล้านบาท ของ ธปท. ซึ่งจะสิ้นสุดอายุมาตรการในวันที่ 22 ต.ค. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้มีการจัดกลุ่มลูกค้าไว้ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.ลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ ประมาณ 60% 2. ลูกหนี้ที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้ แต่ยังไม่ฟื้นตัวดี ประมาณ 34% 3.ลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ และ 4.ลูกหนี้ที่ขาดการติดต่อกับสถาบันการเงิน ประมาณ 1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาน์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ได้รายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบเกี่ยกวับประมาณการภาวะเศรษฐกิจไทย ที่ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ในปี 2563 ให้ดีขึ้นเป็น -7.1% จากเดิมที่คาด -7.7% แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แนวโน้มการปรับตัวเลขเศรษฐกิจนั้น ทั้งไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ได้ปรับตัวเลขให้ภูมิภาคเอเชียฟื้นตัวเร็วกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ประกอบกับจะเห็นได้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นหลายตัว มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 3 นี้ และคาดว่าจะต่อเนื่องไปไตรมาส 4/2563&amp;quot; นายอาคม กล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81250</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดูแลเอสเอ็มอี, พักชำระหนี้, สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ, อาคม เติมพิทยาไพสิฐ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201015/image_big_5f8812132f57e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
