<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89321</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2021 07:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2021 07:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รวบเวียดนาม8รายลักลอบเข้าไทยคาด่านตรวจคัดกรองโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 9 มกราคม &amp;nbsp;พ.ศ. 2564 ที่บริเวณจุดคัดกรองไวรัสโคโรน่า-19 หุบกะพง ซอย 3 &amp;nbsp;ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;นายธีรพล ปรียานุภาพ ปลัดอำเภอชะอำฝ่ายความมั่นคงรักษาราชการแทนนายอำเภอชะอำ พร้อมด้วย นายดนัย พวงบุปผา ปลัดอำเภอชะอำ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชะอำ &amp;nbsp;ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง &amp;nbsp; ทหาร มทบ.15เพชรบุรี &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง &amp;nbsp;สาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล ได้ร่วมกันจับกุม &amp;nbsp; &amp;nbsp;1.นายสมชาย &amp;nbsp; โพธิ์ศรี อายุ45 ปีอยู่บ้านเลขที่ 96/17 หมู่ที่3 ต.บานา อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี ผู้ต้องหา &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ2.Mrs.NGUYEN THI MY TAM &amp;nbsp; 3.Mrs.NGUYEN THI PHUOMG LAN &amp;nbsp;4.Mrs.TRAN THI ANH LOAN &amp;nbsp; 5.Mrs.NGUYEN THI THU HA &amp;nbsp;6.Mrs.LE NGOC LIEU &amp;nbsp;7.Mrs.HOANG THI TRANG &amp;nbsp;8.Mr.BUI THAN HO &amp;nbsp; 9.Mr.TRAN VAN THUOMG &amp;nbsp; ทั้งหมดเป็นชาวเวียดนาม &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์ในการจับกุมโดย เจ้าหน้าที่หลายฝ่ายได้ร่วมกัน ตั้งจุดคัดกรองเชื้อไวรัสโคโรน่า-19 &amp;nbsp;บริเวณทางเข้าหมู่บ้านหุบกะพง ซ3 ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ได้พบรถยนต์ของ นายสมชาย อายุ45 ผู้ต้องหาขับเข้ามายังจุดคัดกรอง &amp;nbsp;มีท่าทีพิรุธพูดจาวกไปวนมา &amp;nbsp;และพบว่าผู้โดยสารที่อยู่บนรถนั้นมีอยู่หลายคนจึงขอเชิญผู้โดยสารทั้งหมด &amp;nbsp;เพื่อเข้ารับการตรวจคัดกรอง เมื่อผู้ต้องหาทั้งหมดลงมาเจ้าหน้าที่จึงขออนุญาตตรวจสอบบัตรประชาชนทั้งหมด แต่โดยสารไม่มีมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ นายสมชายอายุ45 ผู้ขับขี่จึงแจ้งว่าผู้ที่โดยสารมาทั้งหมดไม่ใช่คนไทย เป็นชาวสัญชาติเวียดนาม และมีเพียงพาสปอร์ตที่หมดอายุแล้ว &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวทั้งหมดไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสอบสวน นายสมชาย อายุ45ผู้ต้องหารับสารภาพว่า &amp;nbsp;เป็นผู้นำชาวเวียดนามทั้งหมดมาจากปัตตานี จะไปส่งที่ปั๊มน้ำมันพีที สาขาวังมะนาม จังหวัดราชบุรี โดยได้ค่าจ้างจากนายดี (ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง) เป็นชาวกัมพูชา จำนวน 15,000 บาทแต่มาถูกจับได้เสียก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา &amp;nbsp;นายสมชาย โพธิ์ศรีอายุ45 ปี &amp;ldquo;นำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ,ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดๆให้คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมายให้พ้นจาการจับกุม&amp;rdquo; พร้อมแจ้งข้อหาชาวเวียดนามทั้ง8รายในข้อหา เป็นบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต &amp;nbsp;ก่อนนำตัวทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89321</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านคัดกรองโควิด, ต่างด้าว, ลักลอบขนแรงงานต่างด้าว, สมชาย   โพธิ์ศรี, เพชรบุรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210110/image_big_5ffa4c0896aaf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88728</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2021 07:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2021 07:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เช็คอีกครั้งด่านคัดกรอง 14 จุดก่อนเข้ากทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ธ.ค. 2563 กทม.ตั้งจุดคัดกรองบริเวณพื้นที่รอยต่อระหว่างกรุงเทพฯกับจังหวัดใกล้เคียง เพื่อควบคุมและตรวจคัดกรองผู้ที่จะเดินทางเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 14 จุด ประกอบด้วย 1. บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี ถนนแจ้งวัฒนะฝั่งขาเข้า เขตหลักสี่ 2. บริเวณคลังสินค้าประตู 7 ถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาเข้า เขตดอนเมือง 3. บริเวณทางยกระดับโทลล์เวย์ ด่านดอนเมือง เขตดอนเมือง 4. บริเวณแยกใต้ด่วนมหานคร ถนนสุวินทวงศ์ฝั่งขาเข้า เขตหนองจอก 5. บริเวณหน้าปั๊มเอสโซ่ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแบริ่ง ถนนสุขุมวิท เขตบางนา 6. บริเวณหน้าอาคารเนชั่น ถนนบางนา-ตราด ฝั่งขาเข้า เขตบางนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. บริเวณทางยกระดับบูรพาวิถี ด่านบางจากฝั่งขาเข้า เขตพระโขนง 8. บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนกาญจนาภิเษกฝั่งขาเข้า เขตตลิ่งชัน 9. บริเวณใต้สะพานต่างระดับข้ามแยกถนนพุทธมณฑลสาย 3 ถนนบรมราชชนนี้ฝั่งขาเข้า เขตทวีวัฒนา 10. บริเวณใต้สะพานภูมิพล ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ 11. บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. สาขาพระราม 2 ซอย 92 ถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน 12. บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ถนนเลียบคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน 13. บริเวณหน้ามหาวิทยาลัยเอเชีย ถนนเพชรเกษมฝั่งขาเข้า เขตหนองแขม และ 14. บริเวณหน้าโรงเรียนศึกษานารีวิทยา ถนนเอกชัย เขตบางบอน โดยจุดสกัดฯ บริเวณหน้าปั๊มน้ำมัน ปตท. ถนนกาญจนาภิเษกฝั่งขาเข้า เขตตลิ่งชัน โดยเริ่มตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 2 ม.ค.เป็นต้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88728</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพ, ด่านคัดกรองโควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210104/image_big_5ff262ca430ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ด่านคัดกรองเข้ม‘ชัยนาท’มีเครื่องวัดอันเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ทั่วประเทศตั้งด่านคัดกรองโควิด-19 เข้มข้น &amp;quot;กทม.&amp;quot; วาง 7 จุดรอบกรุง &amp;quot;บิ๊กแป๊ะ&amp;quot; ลงพื้นที่ตรวจการปฏิบัติงาน กำชับ ตร.ใช้วาจาสุภาพขอความร่วมมือจาก ปชช. &amp;quot;ชัยนาท&amp;quot; วุ่น! จุดตรวจมีเครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องเดียว &amp;quot;กระบี่&amp;quot; ก็ป่วนทั่ว จว.ผู้ป่วยโควิดหนีจาก รพ. เร่งตามหาทั้งเมืองก่อนเจอที่สถานีขนส่ง เดือดร้อนผู้สัมผัสระหว่างทางถูกกักตัว 14 วัน จนท.แจ้งเอาผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ กทม., ตำรวจ, ฝ่ายปกครองและสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มดำเนินการตั้งด่านตรวจ 7 จุดสำคัญ ในพื้นที่รอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตามประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.-30 เม.ย.63&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยด่านตรวจทั้ง 7 จุด ประกอบด้วย 1.สะพานข้ามคลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ เขตรอยต่อจังหวัดนนทบุรี 2.ใต้ทางด่วนมหานคร ถนนสุวินทวงศ์ เขตรอยต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา 3.ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก ซอย 39 เขตรอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ 4.หน้าปั๊มเอสโซ่ ใกล้สถานีรถไฟฟ้าแบริ่ง &amp;nbsp;ถนนสุขุมวิท เขตรอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ 5.หน้าศูนย์โตโยต้า ถนนราชพฤกษ์ เขตรอยต่อจังหวัดนนทบุรี 6.ใต้สะพานภูมิพล ถนนสุขสวัสดิ์ เขตรอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ และ 7.หน้าปั๊ม ปตท. ซอยพระราม 2 ซอย 92 ถนนพระรามที่ 2 เขตรอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงเช้า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และคณะ เดินทางมาตรวจความพร้อมของจุดตรวจควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 บริเวณจุดตรวจแยกใต้ด่วนมหานคร ถนนสุวินทวงศ์ขาเข้า ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ลำผักชี พร้อมได้นำหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ล้างมือ มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์เดินทางต่อไปที่บริเวณด่านตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ใต้บีทีเอสแบริ่ง นำอุปกรณ์เวชภัณฑ์ อาทิ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ถุงมือ มามอบให้เจ้าหน้าที่พร้อมให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ยอมรับยังมีปัญหาอุปสรรคบางอย่างที่เจ้าหน้าที่ยังไม่เข้าใจในการปฏิบัติงาน จึงได้ให้คำแนะนำในการปฏิบัติให้ถูกต้องไปแล้ว ซึ่งเมื่อช่วงเช้าในพื้นที่ บก.น.4 มีผู้ที่มีอุณหภูมิสูง 37.5 องศาเซลเซียส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจึงแนะนำและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การตั้งด่านอาจจะส่งผลให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาไม่ได้รับความสะดวกบ้าง แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีการทำความเข้าใจในเรื่องหน้าที่และบทบาทของตัวเองแล้ว หากพบประชาชนที่มีอุณหภูมิร่างกายเกิน 37.5 ก็จะให้สาธารณสุขเข้าดำเนินการ ส่งตัวไปตรวจเพิ่มที่โรงพยาบาล แต่หากประชาชนขัดขืนเจ้าหน้าที่ก็จะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปได้&amp;quot; ผบ.ตร.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ในการตั้งจุดตรวจเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ควบคุมคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ให้ออกนอกพื้นที่ และขอความร่วมมือประชาชนให้อยู่ในพื้นที่ หลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามรอยต่อจังหวัด หัวเมืองใหญ่ หรือสถานที่ที่มีประชากรหนาแน่น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส, ควบคุมการแพร่กระจายตามสถานีขนส่งสาธารณะ รถไฟ ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ สนามกีฬา ชุมชนแออัด เป็นต้น&amp;nbsp;
ทุก จว.ตั้งด่านเข้มข้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผบ.ตร.ได้กำชับผู้บังคับบัญชา หัวหน้าชุดที่ควบคุมการปฏิบัติทุกพื้นที่ กำกับดูแลในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ใช้กิริยาวาจาโดยสุภาพ และให้ความร่วมมือกับ กอ.รมน.จังหวัด และหน่วยร่วมปฏิบัติที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มกำลังความสามารถ&amp;quot; รองโฆษก ตร.กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สมุทรปราการ นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ มีหนังสือสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกพื้นที่ทำการตั้งจุดตรวจคัดกรองตามถนนที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างจังหวัด โดยกำหนดไว้ 4 จุด ประกอบด้วย จุดแรกบริเวณถนนสุขุมวิท หน้าศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.สำโรงเหนือ, สภ.เมืองสมุทรปราการ และ สภ.บางปู พร้อมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเทศบาลเป็นกำลังหลักของการตั้งจุดตรวจคัดกรอง จุดที่ 2 บริเวณหน้าร้านไทยวัสดุ ถนนบางนา-ตราด ขาเข้านครบาล เลยห้างเมกาไปเล็กน้อย &amp;nbsp;ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.บางแก้ว, สภ.บางพลี และ สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนจุดที่ 3 &amp;nbsp;บริเวณสามแยกบางบ่อ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.บางบ่อ, สภ.บางเสาธง และ สภ.คลองด่าน &amp;nbsp;และจุดที่ 4 บริเวณสามแยกพระประแดง ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจของ สภ.พระประแดง, สภ.พระสมุทรเจดีย์ และ สภ.สาขลา เป็นกำลังหลักในการตรวจคัดกรอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ชัยนาท มีการตั้งจุดตรวจคัดกรองคนเดินทางเข้าออกจังหวัดจำนวน 2 จุด โดยจุดแรกบริเวณหน้าสวนนกชัยนาท ถนนพหลโยธิน อ.เมืองชัยนาท เพื่อคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากถนนสายเอเชีย ผ่านเข้าเมืองชัยนาท ส่วนจุดที่ 2 บริเวณสามแยกวังกระชาย ถนน 340 อ.หันคา จ.ชัยนาท เพื่อคัดกรองผู้ที่เดินมาจากจังหวัดสุพรรณบุรีเข้ามาจังหวัดชัยนาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตั้งจุดตรวจที่เร่งด่วนทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ &amp;nbsp;เพราะทั้งด่านมีเครื่องวัดอุณหภูมิเพียงเครื่องเดียว จึงทำให้การคัดกรองรถแต่ละคันต้องใช้เวลานาน &amp;nbsp; เบื้องต้น พ.ต.อ.ปฏิกรณ์ หาญหัตถกิจ ผู้กำกับการ สภ.เมืองชัยนาท ได้แก้ปัญหาด้วยการตรวจคัดกรองรถที่เป็นทะเบียนต่างจังหวัดก่อน ส่วนรถทะเบียนจังหวัดชัยนาทซึ่งเป็นคนชัยนาทจะปล่อยให้ผ่านไปก่อน หากได้เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิมาเพิ่มเติมมากกว่านี้จึงจะทำการตรวจรถทุกคันอย่างเข้มข้นต่อไป &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.พิษณุโลก เริ่มมาตรการตั้งจุดคัดกรองก่อนเข้าจังหวัดพิษณุโลกก่อนเข้าสู่ตัวเมืองพิษณุโลก &amp;nbsp;กำหนด 4 จุดบนถนนสายหลัก ประกอบด้วย จุดตรวจบ้านกร่าง ต.บ้านกร่าง อ.เมืองพิษณุโลก ถนนพิษณุโลก-สุโขทัย ทางหลวงหมายเลข 12 จุดตรวจท่างาม อ.วัดโบสถ์ ถนนพิษณุโลก-อุตรดิตถ์ ทางหลวงหมายเลข 11 จุดตรวจวังเป็ด อ.บางระกำ ถนนพิษณุโลก-นครสวรรค์ ทางหลวงหมายเลข 117 &amp;nbsp;และจุดตรวจหน้าศูนย์ปฏิบัติการสายตรวจ สภ.วังทอง อ.วังทอง ถนนพิษณุโลก-หล่มสัก ทางหลวงหมายเลข 12
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.ขอนแก่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ, สาธารณสุข, ขนส่ง, ฝ่ายปกครองและ กอ.รมน. ตั้งด่านตรวจคัดกรองรถยนต์ทุกคันที่เดินทางเข้ามาในเขต จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดตรวจคัดกรองแบบถาวรทั้งหมด 9 จุดตรวจหลัก ประกอบด้วย หน้า สภ.พล, สภ.แวงน้อย, บนถนนแจ้งสนิท เส้นทางบ้านไผ่-บรบือ, ตู้ยาม &amp;nbsp;ต.01 สภ.หนองเรือ, สภ.ชุมแพ, สภ.เขาสวนกวาง, บนถนนสายขอนแก่น-ยางตลาด บริเวณรอยต่อห้วยสามบาตร และแยกหมู่บ้านทางพาด ถ.เจนจบทิศ พื้นที่ สภ.หนองสองห้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สุรินทร์ ผู้ว่าฯ จังหวัดสุรินทร์ สั่งการให้ทุกอำเภอที่มีพื้นที่รอยต่อติดกับจังหวัดข้างเคียงและอำเภอชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางรอยต่อระหว่างประเทศ เส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ &amp;nbsp;จังหวัดปริมณฑลและจังหวัดต่างๆ มายังจังหวัดสุรินทร์ ตั้งด่านคัดกรองประชาชนตามเส้นทางรอยต่อจังหวัดสุรินทร์กับจังหวัดข้างเคียง โดยในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์กำหนดจุดตรวจคัดกรองจำนวน 3 &amp;nbsp;จุด ได้แก่ ถนนทางหลวง หมายเลข 226 หน้า อบต.คอโค, สถานีรถไฟสุรินทร์ และสถานีขนส่งผู้โดยสารเทศบาลเมืองสุรินทร์
กระบี่ป่วนไล่จับผู้ป่วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการตรวจคัดกรองในวันนี้พบประชาชนที่ขับขี่รถผ่านบริเวณถนนดังกล่าวมีการใส่หน้ากากอนามัย และให้ความร่วมมือในการตรวจคัดกรองของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังตรวจพบมีผู้ที่อุณภูมิสูงกว่า 37.5 องศาเซลเซียสจำนวน 3 คน จึงได้ให้ลงจากรถมานั่งพักและซักประวัติ พร้อมวินิจฉัยอาการและสอบสวนโรคต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.กระบี่ นพ.สุพจน์ ภูเก้าล้วน ผอ.โรงพยาบาลกระบี่ ได้แจ้งประสานไปยัง พ.ต.อ.ณรงค์ ลักษณะวิมล ผกก.สภ.เมืองกระบี่ ให้ช่วยติดตามตัวผู้ป่วยชายรายหนึ่ง อายุประมาณ 20-25 ปี หลบหนีออกจาก รพ.กระบี่ โดยเป็นผู้ป่วยที่ถูกกักตัวไว้รักษา หลังตรวจพบผู้ป่วยชายรายดังกล่าวมีเชื้อไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมด้วยทีมแพทย์และพยาบาลของ รพ.กระบี่จึงเร่งออกติดตามตัว ต่อมารับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ บขส.กระบี่ พบชายไทยคนหนึ่งเข้ามายังจุดตรวจคัดกรองของ บขส.แล้วเจ้าหน้าที่ตรวจพบร่างกายมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ ตำรวจพร้อมด้วยแพทย์และพยาบาล รพ.กระบี่จึงเร่งเดินทางไปตรวจสอบ พบเป็นผู้ป่วยที่หลบหนีออกจาก รพ. จึงรีบนำตัวกลับไปกักตัวเพื่อรักษา เบื้องต้นทราบว่าชายคนดังกล่าวพยายามจะเดินทางกลับไปบ้านในพื้นที่ จ.ตรัง แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจคัดกรอง และได้ตัวก่อนจะขึ้นรถโดยสารกลับบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยชายรายนี้ รพ.กระบี่รับตัวเข้ามารักษาอาการป่วยตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยทราบว่าเดินทางมาจากเกาะพีพี ถูกนำตัวอย่างสารคัดหลั่งส่งตรวจหาเชื้อ พบว่ามีเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงกักตัวไว้รักษาในห้องความดันลบชั้น 1 อาคาร 45 ปี รพ.กระบี่ กระทั่งช่วงเย็นเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังจะเข้าไปตรวจวัดไข้ แต่ไม่พบผู้ป่วยในห้อง คาดว่าผู้ป่วยน่าจะหลบหนีออกทางระเบียงหลังห้อง กระโดดออกจากตัวอาคารไป &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นิติกรของโรงพยาบาลกระบี่ได้ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ป่วยรายดังกล่าวแล้วด้วย ตามความผิด พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝากถึงผู้ที่ป่วยด้วยไวรัสโควิด-19 ทุกคน ขอให้ทุกคนมีจิตสำนึกในการเก็บตัวรักษา เพราะผู้ติดเชื้อมีโอกาสที่จะรักษาให้หายได้ แต่ต้องให้ความร่วมมือกับทีมแพทย์ด้วย กรณีดังกล่าวจึงต้องดำเนินคดีให้เป็นตัวอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ทีมสอบสวนโรคสาธารณสุขจังหวัดกระบี่ ได้ออกติดตามบุคคลกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย ทั้งคนขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับผู้ป่วยจากหน้าโรงพยาบาลกระบี่ คนขับรถแท็กซี่ป้ายเขียวที่รับผู้ป่วยจาก บขส.ไปส่งยังท่าเรือ คนขับรถตู้โดยสารสายตรัง-กระบี่ หมายเลข 8 ทะเบียน 10-1790 ตรัง ที่รับผู้ป่วยมาจาก จ.ตรัง พ่อค้าแม่ค้าที่สถานี บขส.กระบี่ ประสานให้กักตัวดูอาการ 14 วัน และประชาสัมพันธ์แจ้งให้ผู้โดยสารจำนวน 8 คนที่เดินทางมากับรถตู้โดยสารคันดังกล่าว ออกจากจังหวัดตรังเวลาประมาณ 08.30 น.เมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา และผู้ใกล้ชิดให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันทีเพื่อกักตัวดูอาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.นครศรีธรรมราช นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช สั่งตั้งด่านตรวจคัดกรองจำนวน 5 ด่านหลัก ประกอบด้วย 1.ด่านตรวจบ้านเขาฝ้าย ตำบลทุ่งใส อำเภอสิชล 2.ด่านตรวจบ้านฉิมหลา ตำบลหน้าสตน อำเภอหัวไทร 3.ด่านตรวจบ้านคอกวัว ตำบลนาหมอบุญ อำเภอจุฬาภรณ์ &amp;nbsp;4.ด่านตรวจสี่แยกกะปาง ตำบลกะปาง อำเภอทุ่งสง และ 5.ด่านตรวจถนนสาย 41 (ขาล่อง) อำเภอถ้ำพรรณรา สำหรับการตรวจจะดูรถที่มีป้ายทะเบียนต่างจังหวัดเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร จังหวัดต่างๆ หรือสถานที่เสี่ยงอื่นๆ หากใครไม่ใส่หน้ากากก็จะแนะนำให้ใส่ทุกราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จ.สงขลา หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงพรุพ้อ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนสายเอเชีย พื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง กับ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ตั้งจุดตรวจคัดกรองโควิด-19 &amp;nbsp; เพื่อจัดระเบียบการเดินทาง การจราจร การเฝ้าระวังหรือสังเกตผู้เดินทางและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค โดยเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจพรุพ้อเริ่มมาตรการเข้มข้นในการตรวจรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสารประจำทาง มีการใช้เครื่องตรวจวัดอุณภูมิของร่างกาย และหากพบกรณีต้องสงสัยอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้าข่ายติดเชื้อโควิด เจ้าหน้าที่จะแยกมาคัดกรองและซักประวัติอย่างละเอียด โดยปฏิบัติตามขั้นตอนการส่งตรวจและการรักษา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61082</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ด่านคัดกรอง, ด่านคัดกรองโควิด, ตั้งด่านคัดกรองโควิด-19, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เครื่องวัดอุณหภูมิ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cc3f56ad05.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อย่าให้บังคับปิดประเทศ เตือนไม่ร่วมมือผู้ป่วยพุ่งศบค.ประเมินถึง2.5หมื่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; ประเดิมนั่งหัวโต๊ะประชุม ศบค.หลัง พ.ร.ก.ฉุกเฉินบังคับใช้ วางหลัก 6 ข้อทำงาน ไร้ถกเคอร์ฟิว ประเมินตัวเลขหากทำตาม 6 ข้อกำหนดถึง 80% ผู้ติดเชื้อกลางเมษายนจะอยู่แค่ &amp;nbsp;7.7 พันราย แต่ถ้าไม่ทำตามตัวเลขพุ่งถึง 2.5 หมื่นแน่ &amp;quot;พรพิพัฒน์&amp;quot; ชี้ที่ผ่านมาขอความร่วมมือแต่เพิกเฉยทำให้ผู้ป่วยพุ่ง เตือนอย่าให้ถึงบังคับปิดประเทศเลย &amp;quot;ตำรวจ&amp;quot; เพิ่มด่านใน กทม.อีก 5 ด่าน รวมทั่วประเทศ 362 ด่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม หลังพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 มีผลบังคับใช้ &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) ครั้งที่ 1 /2563 โดยมีรัฐมนตรีและข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;อยู่ในสถานการณ์ระดับที่รัฐบาลต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงอำนาจการบริหาร การออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสังคมและประชาชน แต่เพื่อลดการแพร่ระบาดจึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยต้องเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งรวมถึงนักวิชาการและภาคประชาชนด้วย ขณะที่เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามประกาศ &amp;nbsp;พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นทางการแพทย์ของไทย เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อลดข่าวปลอม ทั้งให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหาเรื่องอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานโดยเฉพาะการนำเข้าจากต่างประเทศ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี รวมถึงรัฐมนตรีคนอื่นที่อายุเกิน 70 ปีที่เข้าร่วมการประชุมนั้น ไม่ถือว่าขัด 16 ข้อกำหนดที่ออกมา เพราะเป็นเพียงข้อแนะนำให้คนอายุเกิน 70 ปีอยู่ที่บ้าน แต่มีข้อยกเว้น โดยรวมถึงการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนด &amp;nbsp;ประกาศหรือคำสั่งต่างของทางราชการ หรือมีเหตุจำเป็น ซึ่งสาเหตุที่ พล.อ.ประวิตรได้ยกเลิกวาระการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ก็ไม่เกี่ยวกับข้อกำหนด แต่เป็นเพราะติดภารกิจประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้ชื่อทางการว่า &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) หรือ ศบค. &amp;nbsp;พร้อมแต่งตั้ง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน สาธารณสุขนิเทศก์ เขต 10 เป็นโฆษก ศบค.ด้วย
ศบค.วางหลัก 6 ข้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ทวีศิลป์แถลงผลประชุม ศบค.ว่า ที่ประชุมนายกฯ ได้แจ้งถึงสาระสำคัญการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ดำเนินมาถึงจุดที่รัฐบาลจำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อระดมทุกสรรพกำลังหยุดยั้งการแพร่ระบาดและบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยนายกฯ ให้แนวทางการทำงาน 6 ข้อ คือ 1.ให้ผู้รับผิดชอบงานแต่ละด้านเสนอแผนและแนวทางปฏิบัติโดยละเอียด 2.ให้บูรณาการจัดระบบความร่วมมือทุกภาคส่วนในสังคม 3.ติดตามผลกระทบที่เกิดกับประชาชนทุกกลุ่มจากการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเสนอแนวทางแก้ปัญหาพร้อมกับมาตรการเยียวยา 4.ให้ความเชื่อมั่นระบบการแพทย์ต่อประชาชน &amp;nbsp;พร้อมระดมสรรพกำลัง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจากรัฐและเอกชน ซึ่งที่ประชุมเน้นย้ำเรื่องเวชภัณฑ์ &amp;nbsp; และสถานพยาบาลที่ขาดแคลนไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องประสานกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ เพื่อละในข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคในการนำเข้า เป็นต้น 5.เน้นสื่อสารในยามวิกฤติ ประสานผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างของบุคคลในสังคม และ 6.เรื่องงบประมาณ ขอให้ทุกส่วนราชการปรับแผนโครงการ เพื่อเน้นเพิ่มประสิทธิภาพงานด้านสาธารณสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปลัดกระทรวงต่างๆ ได้นำเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด การประชุมวันนี้ภาพรวมได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทั้งนี้นายกฯ ให้แนวทางการประชุมของ &amp;nbsp;ศบค.ในช่วงต้นให้มีประชุมทุกวัน ใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อให้การทำงานกระชับและกลับไปปฏิบัติ &amp;nbsp;แต่สำคัญที่สุดนายกฯ ห่วงใยสุขภาพประชาชนทุกคน ซึ่งประชาชนต้องให้ความร่วมมือตามข้อปฏิบัติต่างๆ ช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 ไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคมจะทำให้โรคระบาดยุติโดยเร็ว&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับการประกาศเคอร์ฟิวว่า ในที่ประชุมไม่ได้พิจารณาออกข้อกำหนดเพิ่มเติมแต่อย่างใด รวมถึงเรื่องเคอร์ฟิวหรือห้ามประชาชนออกจากบ้านในเวลาที่กำหนดก็ยังไม่ได้หารือ แต่แนวทางต่างๆ มีการเสนอมาหลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกจากมาตรการเบาไปหาหนัก ถ้าประชาชนร่วมมือก็ไม่ต้องใช้กฎอะไรมาบังคับเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สมศักดิ์ รุ่งสิตา เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวหลังประชุม ศบค.ว่า วันนี้เป็นการหารือถึงภาพรวมข้อกำหนดต่างๆ ที่มีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งมาตรการความเข้มข้นในการเดินทางข้ามเขตจังหวัดนั้น โดยหลักการไม่ต้องการให้เคลื่อนย้ายข้ามจังหวัด แต่ต้องการให้จำกัดการเคลื่อนไหวอยู่ในจังหวัดของตัวเอง ซึ่งถ้าจำเป็นต้องข้ามก็จะถูกตรวจอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะความจำเป็นที่ต้องข้ามออกนอกพื้นที่ จึงขอร้องหากไม่จำเป็นอย่าเดินทางข้ามจังหวัด เช่นเดียวกับผู้สูงอายุก็ขอให้อยู่แต่ภายในที่พัก เพราะหากผู้สูงอายุติดเชื้อโรคอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ไม่ร่วมมือรัฐถึง 2.5 หมื่นแน่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แล้วเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้ที่เดินทางอยู่นั้นมีอาการหรือไม่ พล.อ.สมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนหนึ่งอยู่ที่ตัวของผู้เดินทาง เพราะมาตรการที่ออกมาไม่ใช่เพื่อคนอื่น และอย่าลืมว่าผู้ที่ติดเชื้อและเสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว รวมถึงเด็กเล็กก็เป็นกลุ่มเสี่ยง &amp;nbsp;ซึ่งมาตรการที่ออกมาก็เพื่อให้คนกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้ป้องกันตัวเองด้วยการไม่ออกจากบ้าน แต่หากมีความจำเป็นจริงๆ ก็ทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โทษฝ่าฝืนมาตรการและข้อกำหนดจริงๆ จะรับโทษหนักจำคุก 2 ปี ปรับ 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่เราไม่อยากใช้มาตรการลงโทษขนาดนั้น จึงขอความร่วมมือกันก่อนให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด &amp;nbsp;แต่ถ้ายังไม่เชื่อฟังกันอีกก็ต้องเพิ่มความเข้มข้นและบทลงโทษต่อๆ ไป&amp;quot; พล.อ.สมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากที่ประชุม ศบค.แจ้งว่า ในที่ประชุมกระทรวงการต่างประเทศแสดงความเป็นห่วงตามแนวชายแดนรอบประเทศเป็นพิเศษ ว่าทุกฝ่ายต้องระมัดระวังและดูแลปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีการเคลื่อนย้ายของกลุ่มแรงงานต่างด้าวกลับเข้าไทยหลังเทศกาลสงกรานต์ คือต้องคัดกรองและตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อไม่ให้ซ้ำเติมสถานการณ์การแพร่ระบาดในไทย นอกจากนี้ที่ประชุม ศบค.ยังได้ประเมินแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยและจำนวนคาดการณ์ถึงวันที่ 15 เม.ย.63 โดยหากภาคประชาชนร่วมมือในการเว้นระยะห่างหรือ Social Distancing 80% จะมีผู้ป่วยสะสม 7,745 ราย แต่หากประชาชนร่วมมือเพียง 50% จะมีผู้ป่วยสะสม 17,635 ราย และถ้าไม่มีมาตรการป้องกันจะทำให้มีผู้ป่วยสะสมถึง &amp;nbsp;25,225 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีมีการรวมศูนย์การแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 โดยกระทรวงสาธารณสุขย้ายมาแถลงที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 24 มี.ค.แล้วนั้น ปรากฏว่าทำให้มีผู้สื่อข่าวเข้ามาทำข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นจำนวนมาก จนเกิดความแออัด ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาสถานที่เพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกสื่อมวลชน พร้อมเน้นย้ำในความปลอดภัยด้านสุขภาพของสื่อมวลชน รวมถึงที่นายกรัฐมนตรีระบุช่วงหนึ่งในแถลงการณ์ประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า จะมีการแถลงสถานการณ์จุดเดียวเพียงวันละ 1 ครั้ง เพื่อลดความซ้ำซ้อนและลดความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวว่าในช่วงค่ำของวันที่ 25 มี.ค. นายกรัฐมนตรีได้ขอให้กระทรวงต่างๆ &amp;nbsp;กลับไปแถลงข่าวที่หน่วยงานของตัวเอง เนื่องจากไม่อยากให้เกิดความแออัดมากเกินไป และเกรงว่าจะขัดต่อมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ได้ให้แต่ละกระทรวงใช้ฉากหลังในการแถลงข่าวในรูปแบบเดียวกันในนามศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. จึงทำให้วันเดียวกันนี้กระทรวงสาธารณสุขกลับไปแถลงข่าวที่กระทรวงตามเดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พ.อ.หญิง ฉัตรรพี พูนศรี โฆษก บก.ทท.ระบุว่า ตามคำสั่ง &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ นายกฯ จึงมีคำสั่งให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา &amp;nbsp;2019 (โควิด-19) หรือศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เป็นหน่วยงานพิเศษ มีนายกฯ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมี พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นกรรมการและหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (ศปม.) มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลการปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ซึ่งการดำเนินมาตรการใดๆ นั้นจะเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล&amp;nbsp;
อย่าให้ถึงขั้นปิดประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการตั้งด่านตรวจตามจุดต่างๆ ในขณะนี้นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดระเบียบด้านการเดินทาง &amp;nbsp;การจราจร ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อลดอัตราการแพร่ระบาดเชื้อไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยจะมีการตรวจคัดกรองบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและจำกัดให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสม ตลอดจนมีมาตรการเฝ้าระวังหรือสังเกตอาการผู้เดินทางและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ รวมทั้งยังเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากภัยคุกคามหรืออาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ ที่อาจแฝงตัวเข้ามาในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย ศปม.จะดำเนินมาตรการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนให้น้อยที่สุด และร่วมก้าวข้ามผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า ขณะมีการจัดตั้งจุดควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทั่วประเทศแล้ว 357 จุด โดยมี 7 จุดใน กทม. เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะเป็นตำรวจและฝ่ายปกครอง มีทหารเข้าร่วมเสริม ซึ่งจุดตรวจจะดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เช่น &amp;nbsp;การเว้นระยะห่างทางสังคม และการสวมหน้ากากอนามัย แต่หลังจากนี้ถ้ามีการกำหนดข้อปฏิบัติเพิ่มเติม เช่น กระทรวงพาณิชย์กำหนดสินค้าควบคุมเพิ่มเติมก็จะตรวจตราส่วนนี้ การคัดกรองจะต้องค่อยเป็นค่อยไป ยืนยันเราจะอำนวยความสะดวกประชาชนให้ได้มากที่สุด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาภาครัฐเชิญชวนให้ประชาชนปฏิบัติตัวป้องกันโรคหลายอย่าง แต่ทุกคนยังใช้ชีวิตปกติ จึงทำให้ตัวเลขสูงขึ้น หลังจากนี้ถ้าเชิญชวนแล้วไม่ปฏิบัติ รณรงค์แล้วไม่ทำ ตัวเลขก็จะยิ่งสูงขึ้น และไม่รู้จะจบตรงไหน จึงเป็นที่มาของการกำหนดมาตรการ ขณะนี้ยังไม่ปิดประเทศปิดเมืองและปิดการสัญจร &amp;nbsp;แต่ถ้าพฤติกรรมยังไม่เปลี่ยนและตัวเลขสูงขึ้นก็จะนำไปสู่การปิดประเทศ ผลกระทบดำเนินชีวิตของประชาชนจะสูงขึ้น ถ้าไม่ปิดประเทศโดยบังคับ โดยประชาชนสมัครใจปิดตัวเองไม่ไปไหนมาไหน ไม่ดีกว่าหรือ มาถึงตรงนี้ทุกคนอยากให้โควิด-19 ผ่านพ้น&amp;quot; พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวต่อว่า วันนี้อยากขอความร่วมมือนายจ้าง หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาแนวทางเหลื่อมเวลา ลดเวลาการทำงาน ป้องกันการรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก ถ้าทุกคนทำด้วยความสมัครใจตามคำแนะนำอยากให้รอดูผลที่จะเกิดขึ้น เพราะตัวเลขนับพันที่เกิดขึ้นในขณะนี้เกิดจากความหละหลวม ไม่ทำตามคำแนะนำเมื่อ 10 วันก่อน สิ่งที่จะทำวันนี้ก็จะส่งผลถึงตัวเลขผู้ติดเชื้อใน 10 วันข้างหน้า และจากการประเมินถ้าทุกคนทำตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัด ผู้ติดเชื้อจนถึงวันศุกร์หน้าจะอยู่ที่ 2 พันราย แต่ถ้าไม่ปรับวิธีดำเนินชีวิตตัวเลขจะสูงถึง 7,000-10,000 ราย
เพิ่มอีก 5 ด่านใน กทม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีด่านตรวจทั่วประเทศ 357 &amp;nbsp;ด่าน เป็นเส้นทางเข้าออกในกรุงเทพฯ 7 จุด แต่จากการประชุมของตำรวจจะเพิ่มด่านตรวจเส้นทางเข้าออกในกรุงเทพฯ อีก 5 จุด ประกอบด้วย จุดที่ 1 ถนนเพชรเกษม รอยต่อจังหวัดนครปฐม จุดที่ 2 ถนนบางนา-ตราด รอยต่อจังหวัดสมุทรปราการ จุดที่ 3 ทางยกระดับบูรพาวิถี จุดที่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต &amp;nbsp;บริเวณอนุสรณ์สถาน และจุดที่ 5 ทางยกระดับดอนเมือง-โทลล์เวย์ ซึ่งประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข คือ พกบัตรประชาชนติดตัว สวมหน้ากากอนามัย และเว้นระยะห่างที่นั่งบนรถ และถ้าหากมีกลุ่มเสี่ยงอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่จะเชิญตัวลงมาจากรถเพื่อสอบประวัติอย่างละเอียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ณฐพนธ์ ศรีสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กองทัพบก (ศบภ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาตรการ 7 ข้อ กำชับหน่วยทหารและกำลังพลปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในช่วงโควิด-19 ว่า ผบ.ทบ.กำชับให้ใช้มาตรการดังกล่าวกับกำลังพลทุกนาย และทุกค่ายทหารต้องมีความพร้อม ส่วนครอบครัวกำลังพลโดยเฉพาะชุมชนในค่ายทหาร รวมถึงประชากรของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ เด็ก &amp;nbsp;และกลุ่มเสี่ยงที่ต้องมีการควบคุมเฝ้าระวัง ป้องกัน ต้องค้นหาตรวจสอบดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นในหน่วยทหารและชุมชนภายในค่ายทหาร โดยเฉพาะการห้ามกำลังพลกลับเข้าบ้านพักไม่เกินเวลา 21.00 น.ที่ ผบ.ทบ.เน้นย้ำเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกแถลงการณ์ระบุว่า &amp;quot;ตามที่รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีการควบคุมประชาชนในระดับสูง โดยกำหนดให้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 หรืออีกประมาณ 1 เดือนกว่านั้น เมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้ &amp;#39;ยาแรง&amp;#39; แล้วปัญหาต้องจบเร็วที่สุด ไม่ควรเกินระยะเวลาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ รัฐบาลไทยต้องควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้ โดยมีตัวชี้วัดทางการแพทย์ชัดเจน จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาอย่างจริงจังดังต่อไปนี้ 1.ขอให้รัฐบาลปูพรมในการค้นหาผู้ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการ นำผู้ติดเชื้อทั้งหมดมารักษา พร้อมทั้งควบคุมไม่ให้สามารถแพร่เชื้อต่อ 2.เรียกความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชนคืนมาด้วยการจับกุม และดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย และลักลอบส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ควรดำเนินการเร่งใช้งบกลางที่มีอยู่กว่า 5 แสนล้านบาท มาใช้ในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 อย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งปรับงบประมาณแผ่นดินปี 2563 โดยเกลี่ยงบประมาณมาใช้แก้วิกฤติที่เกิดขึ้นก่อน ด้วยการยกเลิกการจัดซื้อจัดหาสิ่งของที่ยังไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้ออาวุธ &amp;nbsp;การอบรมสัมมนาดูงาน การสร้างอาคารใหม่ การซื้อ/เช่ารถประจำตำแหน่ง ฯลฯ เป็นต้น จะได้งบประมาณกลับมาถึง 7-8 หมื่นล้านบาท 4.ควรต้องใส่ใจในการวางมาตรการเพื่อช่วยเหลือดูแลคนยากจน &amp;nbsp;ผู้มีรายได้น้อย หรือลูกจ้างรายวัน คนหาเช้ากินค่ำที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากมาตรการ และวิกฤตการณ์ต่างๆ ในครั้งนี้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ&amp;quot;.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61079</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ด่านคัดกรอง, ด่านคัดกรองโควิด, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โคโรนาไวรัส, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cc3cc65506.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 21:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 21:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กทม.เพิ่มด่านคัดกรองโควิด เข้า-ออกพื้นที่กรุงเทพฯรวมเป็น 12 จุดตลอด 24 ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า กทม.ตั้งด่านคัดกรองบุคคลเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายหลังจากพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.63 กทม.ได้ร่วมกับตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และอาสาสมัครจากมูลนิธิต่างๆ ตั้งจุดตรวจคัดกรองการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19​ บริเวณเส้นทางเข้า - ออก พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล รวม 12 จุด ตลอด 24​ ชั่วโมง ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หน้าห้างบิ๊กซีแจ้งวัฒนะ ขาเข้า เขตหลักสี่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.แยกใต้ด่วนมหานคร ถนนสุวินทวงศ์ ขาเข้า เขตหนองจอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ปากซอยกาญจนาภิเษก 39 ถนนคู่ขนานกาญจนาภิเษก ขาเข้า เขตประเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.หน้าปั๊มเอสโซ่ ใกล้สถานีบีทีเอสแบริ่ง ถนนสุขุมวิท เขบางนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.หน้าตึกเนชั่น ถนนบางนา-ตราด ขาเข้า เขตบางนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.หน้าโตโยต้า ถนนราชพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.ใต้สะพานภูมิพล ถนนสุขสวัสดิ์ เขตราษฎร์บูรณะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.หน้าปั๊มน้ำมันปตท. พระราม 2 ซอย 92 ถนนพระราม 2 เขตบาขุนเทียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.หน้ามหาวิทยาลัยเอเชีย ถนนเพชรเกษม ขาเข้า เขตหนองแขม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10.ด่านบางจาก ทางยกระดับบูรพาวิถี ขาเข้า เขตพระโขนง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.บริเวณคลังสินค้า ประตู7 ถนนวิภาวดีรังสิต ขาเข้า เขตดอนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12.ทางยกระดับดอนเมืองโทล์เวย์ ด่านดอนเมือง เขตดอนเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในสถานการณ์การแพร่ระบาดขณะนี้ ขอให้พี่น้องประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจคัดกรองด้วยครับ ซึ่งอาจทำให้ท่านไม่ได้รับความสะดวกสบายบางช่วงบางเวลา แต่ขอให้ท่านเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หากตรวจพบผู้ที่มีอาการเสี่ยงของโรค กทม.จะนำส่งต่อเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป เพื่อความปลอดภัยของประชาชนคนไทยทุกคนครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61076</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุดตรวจคัดกรอง, ด่านคัดกรองโควิด, พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7cc23763d8d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61049</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 18:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษก ตร.ยันไม่มีการจับปรับผู้ไม่สวมหน้ากากอนามัย เน้นตรวจคัดกรองกลุ่มเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษก ตร.ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีนโยบายการจับปรับประชาชนที่ไม่สวมหน้ากากอนามัย แต่จะเน้นตรวจคัดกรองบุคคลกลุ่มเสี่ยง รวมทั้งให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวแก่ประชาชน เช่น การตรวจวัดไข้ การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ หรือการเว้นระยะห่างในการนั่งหรือยืน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกรณีการจับกุมในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นการดำเนินการกับผู้ขับขี่รถสาธารณะ ซึ่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ 11/2563 เรื่อง มาตรการในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 ซึ่งกำหนดให้ผู้ขับขี่รถสาธารณะทุกประเภท เช่น รถโดยสารสาธารณะ รถตู้โดยสาร รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถจักรยานยนต์สาธารณะ หรือ เรือโดยสาร ต้องดูแลสุขลักษณะส่วนบุคคลอย่างเคร่งรัด มีการป้องกันตนเองโดยล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือแอลกฮอล์เจล และสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษก ตร.เผยอีกว่า ทั้งนี้หากประชาชนมีข้อสงสัยในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ ณ​ จุดตรวจต่างๆ สามารถสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ สายด่วน หมายเลข 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61049</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านคัดกรองโควิด, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c9100b531f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60998</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 13:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ผบ.ตร.&#039; ตรวจด่านคัดกรองโควิดทั่วกทม. เผยยังมีปัญหาจนท.ไม่เข้าใจการปฏิบัติงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.63 - พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.พร้อมคณะนำอุปกรณ์เวชภัณฑ์ อาทิ หน้ากากอนามัย เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ถุงมือ มามอบให้เจ้าหน้าที่พร้อมให้กำลังใจในการปฎิบัติงานบริเวณด่านตรวจคัดกรองเชื้อไวรัสโควิด-19 ใต้บีทีเอสแบริ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวยอมรับว่า ยังมีปัญหาอุปสรรคบางอย่างที่เจ้าหน้าที่ยังไม่เข้าใจในการปฎิบัติงาน จึงได้ให้คำแนะนำในการปฎิบัติให้ถูกต้องไปแล้วซึ่งเมื่อช่วงเช้าในพื้นที่ บก.น4 มีผู้ที่มีอุณหภูมิสูง 37.5 เจ้าหน้าที่สาธารณะสุขจึงแนะนำและส่งต่อไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียง เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียดว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ ส่วนกรณีจะมีการตั้งด่านเพิ่ม รวมทั้งปิดถนนเส้นทางหลักในกรุงเทพมหานครหรือไม่นั้น จะมีการประเมินสถานการณ์ทุกวัน โดยจะเน้นในเรื่องของความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลักรวมถึงพื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีการตั้งด่านจำนวน 359 ด่านทั่วประเทศ โดยประชาชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ แต่จะมีการปรับแผนทุกวันตามสถานการณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการตั้งด่านอาจจะส่งให้ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาไม่ได้รับความสะดวกบ้าง แต่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและพร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมีการทำความเข้าใจในเรื่องหน้าที่และบทบาทของตัวเองแล้ว ทั้งนี้หากพบว่าประชาชนที่มีอุณหภูมิร่างกายเกิน 37.5 &amp;nbsp;ก็จะให้ทางสาธารณะสุขเข้าดำเนินการ ส่งตัวไปตรวจเพิ่มที่โรงพยาบาล แต่หากประชาชนขัดขืนเจ้าหน้าที่ก็จะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไปได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60998</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ด่านคัดกรองโควิด, ตั้งด่านตรวจคัดกรอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c4b45b4999.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
