<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทล.หนุนอีอีซีสร้างถนนทล.7-ท่าเรือแหลมฉบัง คาดแล้วเสร็จภายในปี63</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8พ.ค.63-นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)เปิดเผยว่าได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 &amp;ndash; ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อสนับสนุนการขนส่งสินค้าทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุน
เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) สอดรับกับนโยบายของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจฝั่งตะวันออกหรือโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกอย่างต่อเนื่อง

สำหรับท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เป็นท่าเรือสินค้าหลักของประเทศ โดยปัจจุบันได้เปิดดำเนินการตามโครงการถึงระยะที่ 2 และอยู่ระหว่างดำเนินการขยายสู่โครงการระยะที่ 3 ซึ่งเส้นทางการขนส่งสินค้าทางถนนจะใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 เป็นเส้นทางหลัก ส่งผลให้มีปริมาณการจราจรที่หนาแน่น ประกอบกับในอนาคตเมื่อเปิดใช้งานโครงการในระยะที่ 3 จะทำให้การจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายของจังหวัดชลบุรีให้สมบูรณ์ ลดระยะการขนส่งระหว่างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อำเภอปลวกแดงสู่ท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งเบาการจราจรบนถนนสายหลัก ทช.จึงได้พัฒนาโครงข่ายทางถนนเพื่อเชื่อมต่อทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 บริเวณ กม.ที่ 107+200 ไปบรรจบกับท่าเรือแหลมฉบัง โดยได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7 &amp;ndash; ท่าเรือแหลมฉบัง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระยะทางรวม 10.570 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 นี้ ซึ่งโครงการดังกล่าวแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 4 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ระยะทาง 2.770 กิโลเมตร ปัจจุบันมีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 96%
ตอนที่ 2 ระยะทาง 2.200 กิโลเมตร ปัจจุบันก่อสร้างแล้วเสร็จ
ตอนที่ 3 ระยะทาง 2.700 กิโลเมตร ปัจจุบันมีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 74%

ตอนที่ 4 ระยะทาง 2.900 กิโลเมตร ปัจจุบันมีผลงานความก้าวหน้าไปแล้วกว่า 68%
โดยก่อสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาด 6-8 ช่องจราจร มีเกาะกลางถนน ไหล่ทาง เครื่องหมายจราจร ไฟฟ้าแสงสว่าง และสิ่งอำนวยความปลอดภัย พร้อมก่อสร้างสะพานขนาดใหญ่ จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย สะพานข้ามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (ถนนสุขุมวิท) บริเวณ กม.ที่ 9+300, สะพานข้ามทางรถไฟ บริเวณ กม.ที่ 7+225, สะพานข้ามแยกหนองคล้า บริเวณ กม.ที่ 4+578 และสะพานข้ามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 7(ถนนมอเตอร์เวย์) บริเวณ กม.ที่ 0+800 ซึ่งใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 1,499.2550 ล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65374</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, ด่านท่าเรือแหลมฉบัง, ถนนตัดใหม่, ปฐม เฉลยวาเรศ, อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb4fa00f2a6c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60030</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/03/2020 13:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/03/2020 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจเข้มส่งออกหน้ากากอนามัย3.2ล้านชิ้นไปอเมริกาถูกกฎหมายบีโอไอ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 มี.ค.63- &amp;nbsp;นายนิมิตร แสงอำไพ ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง พร้อมด้วย พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ต.อ.ประสงค์ ศิริทิพย์วานิช ผู้กำกับ สภ.แหลมฉบัง ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นางสาวพัตถาภรณ์ ไชยานุพงศ์ ผอ.กองจัดระบบราคาและปริมาณสินค้า 1 ผู้แทนกรมการค้าภายใน และตัวแทนบริษัทฯ เอ็มเมอรัลด์ นอนวูเว่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งออก ร่วมกันตรวจสอบสินค้าส่งออกประเภท &amp;quot;หน้ากากอนามัยทางการแพทย์&amp;quot; ใบขนสินค้าขาออก 4 ฉบับ (4 ตู้คอนเทนเนอร์) สำแดงชนิดสินค้าเป็น &amp;quot;ผ้าปิดจมูกใช้ทางการแพทย์&amp;quot; ปริมาณกว่า 3.2 ล้านชิ้น มูลค่า 5.1 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยใช้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน BOI ส่งออกไปยังปลายทางประเทศสหรัฐอเมริกา ประกอบกับหนังสืออนุญาตการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ของกรมการค้าภายใน ซึ่งหน้ากากอนามัย 5 ฉบับ เลขที่ กท 37/63, กท 40/63, กท 43/63, กท 45/63 , กท 47/63 จากการเปิดตู้สินค้าตรวจสอบพบชนิดและปริมาณตรงตามที่สำแดงในใบขนสินค้าและใบอนุญาตฯ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ใช้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน จะต้องได้รับการอนุมัติจาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ในการนำเข้าวัตถุดิบ และผลิตเพื่อส่งออกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยไม่พบว่ามีการกระทำความผิดแต่อย่างใด สำหรับการตรวจการส่งออกหน้ากากอนามัยในครั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และชี้แจงแก้ข่าวลือต่าง ๆ ว่ามีการลักลอบนำหน้ากากอนามัยส่งขายไปยังต่างประเทศ โดยได้รับความร่วมมือจากบริษัท เอ็มเมอรัลด์ฯ เป็นอย่างดี &amp;nbsp;ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายนิมิต แสงอำไพ เปิดเผยว่า บริษัท เอ็มเมอรัลด์ฯ ได้ส่งสินค้าออกเป็นประจำอยู่แล้ว ก่อนที่จะเกิดวิกฤตโควิด -19 ซึ่งได้ผ่านการตรวจของศุลกากรมาโดยตลอด ซึ่งบริษัท เอ็มเมอรัลด์ฯ ได้สิทธิ BOI ซึ่ง BOI ได้ขออนุมัติบอร์ดการลงทุนนำวัตถุดิบเข้ามาผลิตแล้วส่งออกไปเท่านั้น โดยมีอายุวัตถุดิบ 1 ปี ถ้า 1 ปีไม่ได้ส่งก็ต้องให้หยุดเพื่อเสียภาษี ซึ่งถ้าจะเสียภาษีต้องขอบอร์ด BOI เพื่อขอเสียภาษีศุลกากร แล้วขายไปได้เลย 30 วันแล้วมาชำระภาษี ซึ่งถ้าไม่ชำระก็จะถูกปรับ 4 เท่าของงราคาของและมีโทษจำคุกด้วย ทั้งหมด BOI เป็นผู้ดูแล ส่วนศุลกากรจะเป็นผู้ดูแลที่ประตูประเทศให้ นำเข้า-ส่งออก แล้วป้อนข้อมูลให้ BOI สำหรับบริษัทเอ็มเมอรัลด์ฯ &amp;nbsp;เป็นผู้รับจ้างผลิตหน้ากากอนามัย &amp;nbsp;แต่ลิขสิทธิ์เป็นของบริษัทต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การตรวจสินค้าในวันนี้ ศุลกากรไม่ห่วงบริษัทที่แจ้งว่าเป็นหน้ากากอนามัย แต่ห่วงบริษัทที่แจ้งเป็นสินค้าประเภทอื่น แล้วลักลอบนำหน้ากากอนามัยส่งออกไปนอกประเทศ ซึ่งทางศุลกากรต้องทำการเอ็กซเรย์ตู้สินค้าขาออกเกือบทุกตู้ ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ซึ่งเครื่องเอ็กซเรย์จะต้องทำงานหนักเป็นอย่างมาก &amp;nbsp;ส่วนตู้ที่แสดงว่าเป็นหน้ากากอนามัยก็จะต้องตรวจสอบจำนวน และคุณภาพ ในเดือนที่ผ่านมาศุลกากรสามารถตรวจจับบริษัท 1 รายดำเนินคดีตามกฎหมาย ที่ส่งสินค้าเกินจำนวนใบอนุญาตไปจำนวน 6,000 ชิ้น นอกนั้นยังไม่พบว่ามีการกระทำผิดในเรื่องอื่น ๆ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60030</URL_LINK>
                <HASHTAG>ด่านท่าเรือแหลมฉบัง, บริษัท เอ็มเมอรัลด์ฯ, บีโอไอ, ศุลกากร, ส่งออก., หน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200317/image_big_5e706c5cab2b1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20749</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/10/2018 23:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/10/2018 07:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ขึ้นบัญชี&quot;มะพร้าว&quot; เป็นสินค้าควบคุม ป้องกันลักลอบนำเข้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เห็นชอบขึ้นบัญชีควบคุม &amp;ldquo;มะพร้าว&amp;rdquo; และกำหนดให้นำเข้าได้เฉพาะ 2 ด่าน ที่ท่าเรือกรุงเทพฯ และแหลมฉบัง พร้อมคุมเข้มการขนย้ายใน 5 พื้นที่ หากเกินปริมาณที่กำหนดต้องขออนุญาตก่อน โดยจะใช้มาตรการ 7 เดือน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าและดันราคาในประเทศให้สูงขึ้น เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติเร็วๆ นี้ เผยล่าสุดราคาขยับขึ้นเป็นลูกละกว่า 5 บาทแล้ว &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2561 ว่า ที่ประชุมได้มีมติให้นำสินค้ามะพร้าว ทั้งมะพร้าวผล มะพร้าวแห้ง และเนื้อมะพร้าวแห้ง เข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 และจะใช้มาตรการกำหนดให้การนำเข้ามะพร้าว สามารถนำเข้าได้จาก 2 ด่านเท่านั้น คือ ด่านท่าเรือกรุงเทพฯ และด่านท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนในพื้นที่อื่นๆ ทั้งสะเดา จ.สงขลา , จ.สตูล , สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส , จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ได้กำหนดปริมาณการขนย้ายภายในประเทศ โดยหากเป็นมะพร้าวผล ต้องไม่เกิน 7 ตัน เนื้อมะพร้าวขาว ไม่เกิน 2.5 ตัน และเนื้อมะพร้าวแห้ง ไม่เกิน 1.5 ตัน หากเกินกว่านี้ ต้องขออนุญาตก่อนการขนย้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การขึ้นบัญชีมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าและการขนย้าย ก็เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าวเข้ามาในประเทศ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคามะพร้าวในประเทศตกต่ำ ส่วนการกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 5 พื้นที่ ที่ต้องขออนุญาตการขนย้าย เป็นเพราะได้รับรายงานว่ามีการลักลอบนำเข้ามากในพื้นที่ดังกล่าว หากจะขนย้ายเกินปริมาณที่กำหนดต้องขออนุญาต ถ้าไม่เกิน ก็ไม่ต้องขอ โดยส่วนใหญ่เกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็กๆ ในพื้นที่ มักขนย้ายไม่เกินปริมาณที่กำหนดอยู่แล้ว&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ จะเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ &amp;nbsp;จากนั้น กกร. จะออกประกาศขึ้นบัญชีเป็นสินค้าควบคุม เพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยจะใช้มาตรการดังกล่าวเป็นระยะเวลา 7 เดือน หากผู้ใดฝ่าฝืน ขนย้ายโดยไม่ขออนุญาต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ขณะนี้ไทยยังไม่ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้ามะพร้าว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการบริหารจัดการการนำเข้ามะพร้าว หลังจากที่คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้แต่งตั้งไปแล้ว โดยในระหว่างนี้ ไทยจะเข้มงวดการออกหนังสือรับรองการนำเข้าและตรวจสอบสุขอนามัยพืชอย่างเข้มงวดให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผมมั่นใจว่ามาตรการที่ดำเนินการมาทั้งหมด จะทำให้ราคามะพร้าวในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยล่าสุด ราคามะพร้าวผลในประเทศได้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ผลละ 5 บาทกว่าแล้ว จากก่อนหน้านี้ ผลละ 4 บาทกว่า&amp;rdquo;นายสนธิรัตน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 8 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-ส.ค.) ไทยนำเข้ามะพร้าวจากอินโดนีเซียปริมาณ 150,000 ตัน มูลค่า 1,298 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีการนำเข้า 244,000 ตัน มูลค่า 2,839 ล้านบาท และนำเข้าจากเวียดนาม 43,900 ตัน มูลค่า 394.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2560 ที่มีการนำเข้า 12,900 ตัน มูลค่า 189.58 ล้านบาท โดยทั้ง 2 ประเทศนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และองค์การการค้าโลก (WTO)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20749</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขึ้นบัญชีมะพร้าวเป็นสินค้าควบคุม, ด่านท่าเรือกรุงเทพฯ, ด่านท่าเรือแหลมฉบัง, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, ป้องกันลักลอบนำเข้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181002/image_big_5bb2dda5b1bb7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
